บทที่ 1
ณัฐวราเดินออกจากห้องประชุมพร้อมเพื่อนร่วมงาน หลังจากที่เข้าไปนั่งประชุมเรื่องการจัดงานเลี้ยงเปิดตัวผู้บริหารคนใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนหน้านี้ เธอเคยได้ยินสินีพูดเหมือนกันว่าเขาเป็นลูกชายของท่านประธาน ที่ไปดูแลกิจการในเครือแม็คแคนเลย์ของต้นตระกูลอยู่ที่อเมริการ่วมกับญาติ ๆ ทางฝั่งบิดา
ส่วนธุรกิจในประเทศไทยนั้นเป็นของท่านประธานคนปัจจุบันที่ก่อตั้งขึ้นเอง หลังจากที่เดินทางมาเมืองไทยและได้พบรักกับภรรยาชาวไทย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมลูกชายของท่านถึงต้องไปทำงานให้บริษัทแม่ที่อเมริกานานถึงสิบปี
แล้วเพื่อนเธอยังบอกอีกว่าท่านประธานคนใหม่กลับมาได้สามเดือนแล้ว แต่อยู่ในระหว่างเดินทางไปดูธุรกิจที่มีสาขาอยู่มากมายทั่วประเทศไทย ไม่ได้เข้ามาบริษัทบ่อยนัก ส่วนเธอเองก็ยังไม่เคยเห็นเขาสักครั้ง ได้ยินแต่เพื่อนเธอบอกว่าหล่อมาก ๆ ดูดีไปทุกกระเบียดนิ้ว
“น้ำผึ้ง ท่านประธานเชิญให้ไปพบที่ห้อง” สินิเรียกเพื่อนเอาไว้
“เรื่องอะไรวะแก”
“อยากทราบก็เชิญไปถามท่านดูซิคะคุณเพื่อน” กระซิบตอบแบบกวน ๆ แล้วเดินกลับไป
ภายในห้องท่านประธาน
สมิธมองหญิงสาวรุ่นลูกที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความเมตตาและเอ็นดู แล้วพลันคิดถึงคำพูดของภรรยา
‘ชวนหนูน้ำผึ้งมาหาดาที่บ้านให้ได้นะคะสมิธ ดามีเรื่องจะคุยกับเธอ เรื่องเด็ก ๆ น่ะค่ะ’
สมิธขยับตัวเล็กน้อย “วายุเขาเป็นยังไงบ้างหนูน้ำผึ้ง”
“พี่วายุก็เหมือนเดิมค่ะท่าน อาการยังทรงตัว”
"แล้วเด็ก ๆ ล่ะ ช่วงนี้ลุงไม่ค่อยได้เจอพวกเขาเลย หรือว่าหาคนเลี้ยงได้แล้ว" สมิธจะแทนตัวเองว่าลุงทุกครั้งเมื่อคุยกับหญิงสาว แต่เธอไม่เคยเรียกเขาอย่างกันเองเลย
"ไม่ได้ให้ใครเลี้ยงหรอกค่ะ เพราะน้ำผึ้งเลิกไม่เป็นเวลา อีกอย่างไม่ค่อยไว้ใจใครด้วยค่ะ"
"ที่ลุงเรียกให้มาหาเพราะคุณดาเขาฝากมาบอกให้หนูไปหาเขาหน่อย ให้เอาเด็ก ๆ ไปด้วยนะ เขาคิดถึง"
เธอรู้ทันทีเลยว่าคุณท่านคงจะให้เธอเอาเด็ก ๆ ไปอยู่กับท่านช่วงปิดเทอมแน่นอน เพราะเป็นแบบนี้มาตลอดสามปี ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้น
"ค่ะท่าน พรุ่งนี้เลิกงานแล้วน้ำผึ้งจะพาเด็ก ๆ ไปหาคุณท่านนะคะ" เธอคุยเรื่องงานกับท่านอยู่อีกครู่ใหญ่ก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ
ออกจากห้องก็เห็นเพื่อนรักอยู่ที่โต๊ะทำงานพอดี จึงโบกมือเป็นการบอกลา
"เที่ยงนี้ไปกินส้มตำเจ้าประจำกัน" สินีบอกเพื่อนรัก
"อือ อยากกินอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวเจอกันนะ"
“โอเค”
“อาเบียร์สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ”
เสียงใส ๆ ของเด็กน้อยที่ทักใครบางคน ทำให้ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาทางประตูด้านหลังบริษัท และกำลังจะกดลิฟต์ต้องหยุดมองด้วยความสงสัย.. เด็กทั้งสองเดินตรงมาที่เขายืนอยู่ แล้วเด็กผู้ชายที่หน้าตาน่ารักเหมือนเด็กญี่ปุ่นก็เอื้อมมือไปกดลิฟต์ ส่วนเด็กผู้หญิงที่น่าตาฝรั่งจ๋า ผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้า หน้าตาน่ารักยิ่งนัก ก็หันมามองเขาด้วยความสนใจก่อนจะส่งยิ้มมาให้
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งสามก็เดินเข้าไปยืนอยู่ในลิฟต์ เด็กชายเอื้อมมือไปกดที่เลขสาม แล้วจึงหันมาถามเขา
"ชั้นไหนครับ" พร้อมส่งยิ้มผูกมิตร
"ชั้นสามครับ" ความจริงเขาจะไปชั้นห้าเพื่อไปหาบิดา แต่ได้มาเจอกับเด็กหน้าตาน่ารักสองคนนี้ ก็ทำให้อยากรู้ว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่ในเวลางานแบบนี้
"คุณลุงจะไปหาแม่น้ำผึ้งของน้องวาเหรอคะ" เด็กหญิงถามตามความเข้าใจของเด็กสามขวบ
"ถึงชั้นสามแล้วครับเด็ก ๆ"
"คุณลุงยังไม่ได้ตอบน้องวาเลยค่ะ" เด็กหญิงทักท้วงเมื่อออกจากลิฟต์มาแล้ว
"ถ้าคุณลุงจะไปแผนกออกแบบก็อยู่ห้องนั้นครับ แต่ถ้าเป็นแผนกอื่นต้องไปถามอาเบียร์ที่อยู่ฝ่ายต้อนรับข้างล่างครับ"
คำแนะนำของเด็กชายตัวน้อยทำให้ชายหนุ่มรู้ว่า อาเบียร์คือประชาสัมพันธ์ของบริษัทเขานั่นเอง
"น้องวาจะพาคุณลุงไปหาแม่น้ำผึ้งนะคะ ถ้าคุณลุงอยากได้บ้านก็ต้องให้แม่ของน้องวาวาดรูปบ้านให้ก่อนนะคะ" แล้วเด็กหญิงก็จูงมือเขาเดินไปตามทาง โดยมีเด็กชายเดินตามหลังไปห่าง ๆ
ณัฐวราลุกจากที่นั่งในห้องส่วนตัวที่เป็นกระจกใส รีบเดินออกไปหาเด็ก ๆ ที่กำลังเดินเข้ามาในเข้ามาในแผนกพร้อมกับชายแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จัก
"แม่น้ำผึ้งขา" เด็กหญิงวลาลีหรือน้องวาปล่อยมือจากชายหนุ่มแล้ววิ่งไปหามารดาทั้งตัว กอดขาทั้งสองข้างของเธอไว้
"สวัสดีครับแม่น้ำผึ้ง ลุงเควี่เขาจะมาหาแม่เรื่องงานครับ" เด็กชายวาคิมหรือน้องคิมชี้ไปที่ชายหนุ่ม ที่สอบถามชื่อแซ่ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกัน
เควินมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า เธอทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเขาผิดปกติ เขาเห็นเธอเปิดประตูห้องทำงานส่วนตัวออกมา แสดงว่าเธอต้องใหญ่ที่สุดในห้องนี้ แต่ด้วยหน้าตาและบุคลิก เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว เพราะเธอยังดูเด็กอยู่เลยอายุน่าจะยี่สิบกลาง ๆ
ถึงแม้หน้าตาเธอไม่ได้สวยฉูดฉาดบาดใจเหมือนกับคู่ขาทั้งหลายของเขา แต่เธอก็ดูน่ารักมาก แต่งหน้าบาง ๆ เผยให้เห็นเนื้อแท้ของผิว ปากเคลือบไว้ด้วยลิปมันดูเป็นประกายวาว แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็หุ่นของเธอนี่แหละ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกสองคนแล้ว
"สวัสดีค่ะคุณเควี่ ดิฉันณัฐวราค่ะ หรือจะเรียกน้ำผึ้งก็ได้นะคะ" ณัฐวราทักทายชายหนุ่ม ผู้ชายคนนี้สเป็กเธอเลย สูงใหญ่ บึกบึน ทรงอย่างแบด แต่ถ้าจะเกินสเป็กไปหน่อยก็ตรงความหล่อนี่แหละ เพราะเขาหล่อมาก ๆ ที่สำคัญเป็นลูกครึ่งเสียด้วยสิ กรี๊ดมาก.. น้ำผึ้งเอ๊ย ถ้าชาตินี้แกได้ผู้ชายคนนี้เป็นสามีคงนอนตายตาหลับ
"เควินครับ หรือจะเรียกเควี่ก็ได้" เขาแนะนำตัวเองบ้าง
"ยินดีค่ะ คุณเควินมาติดต่อเรื่องแบบเหรอคะ จากที่ไหนคะเดี๋ยวน้ำผึ้งเช็คให้" เธอเรียกเขาด้วยชื่อจริง รู้สึกคุ้น ๆ กับชื่อนี้มากแต่นึกไม่ออก
“ไม่ได้ติดต่อครับ วันนี้ผมตั้งใจมาพบท่านประธาน แต่บังเอิญเห็นน้องคิมกับน้องวาขึ้นลิฟต์มาแค่สองคน ก็เลยเดินมาส่งพวกเขาเท่านั้น" ความจริงแล้วตามมาดูมากกว่าว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร และพอได้เห็นมารดาของเด็ก ๆ เขากลับคิดว่าคุ้มมาก ๆ ที่ตามมาดู ถึงแม้จะได้แค่ดูแต่ไม่มีสิทธิ์แล้วก็ตาม
"ต้องขอบคุณคุณเควินมาก ๆ เลยค่ะ แต่น้องคิมเขาเก่งค่ะทำอะไรเป็นตั้งหลายอย่าง เรื่องขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์นี่ไว้ใจเขาได้เลยค่ะ" เธอชมลูกชายแล้วลูบศีรษะอย่างเอ็นดู
"จริงครับ ผมขอตัวก่อนดีกว่า โอกาสหน้าเราคงได้เจอกันอีกนะครับ"
“ค่ะ เด็ก ๆ สวัสดีคุณลุงค่ะลูก คุณลุงจะไปแล้ว”
เด็กทั้งสองไหว้ลาชายหนุ่ม ส่วนหญิงสาวก็ส่งยิ้มให้ รอยยิ้มของเธอทำให้เขานึกอยากจะเข้าไปจูบลาเสียเหลือเกิน เพราะเธอยิ้มแล้วดูสวยสดใสมาก
หลังจากส่งแขกแล้วณัฐวราก็พาเด็ก ๆ เข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง แล้วปล่อยให้พวกเขาทบทวนบทเรียนเพื่อรอเวลาเลิกงาน ส่วนเธอก็ทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ
แต่ก็มีเผลอใจนึกถึงชายหนุ่มที่ชื่อเควิน สาเหตุเพราะถูกใจอย่างแรง และรู้สึกคุ้นกับชื่อของเขาเหลือเกิน หน้าตาก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนคนรู้จักแต่นึกไม่ออก สุดท้ายเลยสรุปกับตัวเองว่าเป็นเพราะเขาถูกสเป็กเธอมาก เธอจึงรู้สึกแบบนี้
โธ่เอ้ย! ถ้าจะบ้านะแก อยู่มาจนครึ่งคนแล้วจะมาหวั่นไหวอะไรตอนนี้วะ เธอด่าตัวเองในใจแล้วเริ่มกลับมาสนใจงานตรงหน้าอย่างจริงจัง
เควินคุยกับบิดาอยู่ในห้องทำงานของท่าน เขาคุยกับท่านไปเรื่อย ๆ เกี่ยวกับงานแต่ละสาขาที่ได้ไปดูมา จนกระทั่งมาถึงเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจ
"พ่อครับ ตอนที่ผมขึ้นลิฟต์มาผมเห็นเด็กเล็ก ๆ สองคนขึ้นมาพร้อมผม พวกเขาไปที่ชั้นสาม มีอะไรที่ผมยังไม่รู้หรือเปล่าครับ"
"แกนี่เซ้นต์ดีจริง ๆ เลยนะ" คุณสมิธรู้ทันทีว่าเด็กที่ลูกชายเขาพูดถึงคือคิมกับวา หลานของณัฐวรา เพราะมีเพียงเด็กสองคนนี้เท่านั้นที่ได้รับอภิสิทธิ์เหมือนเป็นพนักงานของบริษัท
"ผมกำลังรอฟังอยู่ครับ"
"หลานของหนูน้ำผึ้งเขาน่ะ"
ชายหนุ่มถึงกับใจเต้นแรงเมื่อได้ยินบิดาบอกว่าเด็กสองคนนั้นเป็นหลานของน้ำผึ้ง และแทบจะกระโดดด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ไม่ให้บิดารู้
เขาคิดว่าเขาสนใจเธอมาก และตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่แม่ของเด็กสองคนนั้น แบบนี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะพิชิตใจเธอ
"พ่อครับพ่อเชื่อเรื่องรักแรกพบมั้ยครับ"
"อะไรของแกเควี่ พ่อตามแกไม่ทันจริง ๆ นะเนี่ยะ อยู่ ๆ ก็มาถามเรื่องรักแรกพบ" คุณสมิธงงกับลูกชายเป็นอย่างมาก ที่อยู่ ๆ ก็ถามประโยคที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่คุยกันอยู่เลยออกมา
เควินรู้สึกตัวว่าปล่อยไก่ออกไปก็รีบกลบเกลื่อนทันที "เปล่าครับพ่อ ผมคิดอะไรเพลินไปหน่อย เมื่อกี้พ่อบอกผมว่าหลานของใครนะครับ แล้วทำไมต้องพามาที่บริษัทด้วย แบบนี้มันจะไม่เสียระบบหรือครับพ่อ"
"ยิ่งกว่าให้เขาเอาหลานมาเลี้ยงที่นี่แม่แกยังทำเลย แกรู้มั้ยตลอดสามปีที่ผ่านมา ถ้าโรงเรียนปิดเทอมเมื่อไหร่ แม่ของแกเอาเด็ก ๆ ไปอยู่ด้วยที่บ้านทุกครั้ง พ่อกับแม่รักพวกเขาเหมือนลูกหลานของตัวเองก็ไม่ผิด อยากจะให้พวกเขามาอยู่ด้วย แต่น้ำผึ้งเขาปฏิเสธ เขาขอแค่ให้พ่อยอมให้เด็ก ๆ มารอเขาที่บริษัทได้เขาก็พอใจแล้ว มันก็เลยกลายเป็นแบบที่แกได้เห็นนั่นแหละเควี่"
"แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ดีกับเขาขนาดนั้นครับ" ถามด้วยความสงสัยอย่างมาก
"แกฟังพ่อให้ดีนะเควี่ น้ำผึ้งเขามีพี่ชายชื่อวายุ แล้ววายุเขาเคยช่วยชีวิตแม่แกไว้ไม่ให้ถูกรถชน วายุเขาช่วยแม่แกได้แต่ช่วยตัวเองไม่ได้ เขาถูกรถชนหัวกระแทกพื้น กลายเป็นเจ้าชายนิทราตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็สามปีกว่าแล้ว วายุเขาเป็นสถาปนิกที่บริษัทเรามาเป็นสิบปีก่อนเกิดเรื่อง ส่วนน้ำผึ้งก็ทำงานกับเรามาเกือบสิบปีแล้วเหมือนกัน
สองพี่น้องทำงานอยู่กับเรา แล้วพี่ชายเขาก็เป็นแบบนี้เพราะเรา ถ้าเป็นแกจะทำยังไง ในเมื่อเขาไม่ยอมรับความช่วยเหลือเรื่องเงินจากเราเลย ทุกวันนี้ที่พ่อจ่ายให้เขาอยู่ก็เป็นแค่ค่ารักษาพยาบาลของพี่ชายเธอเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้แม่แกก็ถึงกับต้องขอร้องว่าวายุเขาเจ็บเพราะเรา ขอให้เราได้มีส่วนรับผิดชอบบ้างเธอถึงยอม เรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้ เป็นแกจะยอมให้อภิสิทธิ์กับเธอไหมล่ะ"
"ผมเข้าใจแล้วครับ เลยเวลาเลิกงานแล้ว ผมว่าเรากลับบ้านกันดีกว่า"
"พ่อว่าแกกลับไปให้แม่เห็นหน้าบ้างก็ดีนะ ไปอยู่เมืองนอกเป็นสิบ ๆ ปี กลับมาหาพ่อแม่ปีละสองสามครั้ง พอถึงเวลากลับมาดูแลธุรกิจของตัวเอง กลับมายังไม่ทันให้แม่ได้หายคิดถึงก็ไปทัวร์ทั่วไทยซะนี่ แม่แกบ่นกับพ่อจนหูชาหมดแล้ว"
"พ่อครับ ผมไปดูธุรกิจของเรานะครับ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น แล้วต่อไปนี้ก็จะกลับบ้านทุกวัน ตั้งใจว่าตั้งแต่พรุ่งนี้จะเริ่มเข้ามาเรียนรู้งานกับพ่อที่บริษัทด้วย" เควินอธิบายให้บิดาฟัง แล้วก็ชวนท่านให้กลับไปคุยกันต่อที่บ้าน
ณัฐวรานั่งลงที่โต๊ะทำงานภายในห้องนอน หลังจากที่พาเด็ก ๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว วันนี้เธอมีงานที่ต้องแก้ไขบางจุดตามคำสั่งของลูกค้า เธอจึงมาทำที่บ้านเพราะไม่อยากให้เด็ก ๆ ต้องรอนาน
เธอสงสารหลาน ๆ ของตัวเองมาก กำพร้าแม่ยังไม่พอ พ่อก็ต้องมานอนเป็นเจ้าชายนิทราอีก แต่เด็ก ๆ ไม่เคยรับรู้เรื่องแม่ของพวกเขาหรอก คิดว่าเธอเป็นแม่มาตลอด ซึ่งเธอก็เต็มใจที่จะรับหน้าที่นี้ เพื่อความสุขของหลานเธอทำได้ทุกอย่าง
หญิงสาวยังไม่ทันได้เริ่มงานโทรศัพท์ของเธอก็ส่งเสียงดังขึ้น เธอเดินไปหยิบกระเป๋าทำงานที่วางไว้บนเตียงนอน
“ทำอะไรอยู่วะน้ำผึ้ง กว่าจะรับสายได้” ทิวารีหรือเอต่อว่าเพื่อนสาวที่ปล่อยให้ฟังเพลงรอสายอยู่นาน
“ก็รีบแล้ว แต่กระเป๋าฉันมันใบใหญ่ รกไปหมด มีอะไรวะ” เธอถามเข้าประเด็น
“จะโทรมาบอกว่าเสาร์นี้เจอกันที่โรงเบียร์...” ทิวารีบอกสถานที่นัดพบและเวลา
ในแก๊งเพื่อนสนิทของเธอนั้นมีอยู่ทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกัน จะนัดเจอกันทุกวันเสาร์สิ้นเดือน ซึ่งทำแบบนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลาแปดปีแล้ว
“โอเค เดี๋ยวฉันบอกสินีให้นะ” หญิงสาวรับอาสาเพราะทำงานที่เดียวกัน
“โอเค แกพาน้องคิมกับน้องวามาให้ไวหน่อยนะ เพราะพี่นัทเขาจะพาเด็ก ๆ ไปดูหนัง” ทิวารีหมายถึงสามีของเธอ สามีของเธอรู้เรื่องราวของเพื่อนรักดี เขาจึงให้ความรักและความเอ็นดูหลานของเพื่อนมาก ทุกครั้งที่มีนัดสังสรรค์กับเดอะแก๊ง เขาจึงรับอาสาดูแลเด็ก ๆ ให้เสมอ
บ้านของเควิน
“จะไปไหนลูก แต่งตัวหล่อเชียว” กานดาถามลูกชายสุดหล่อที่เดินมากอด พร้อมกับเอียงแก้มให้
“ตั้งใจจะเข้าไปที่บริษัทครับแม่ ไปทดลองงานให้คุณพ่อดูก่อนว่าผ่านหรือเปล่า” เขาพูดหยอกกับมารดา
“แล้วจะกลับเร็วมั้ยลูก”
“คุณแม่จะไปไหนเหรอครับ งั้นผมยังไม่เข้าบริษัทวันนี้ก็ได้”
“ไม่ได้ไปไหนหรอก ลูกก็รู้ว่าแม่ไม่ชอบไปไหน ไปทีไรกลับมาก็ป่วยทุกที แต่วันนี้แม่มีคนจะแนะนำให้ลูกรู้จัก เลิกงานแล้วรีบกลับมานะ”
“ใครเหรอครับแม่”
“ตอนเย็นกลับมาก็รู้เองแหละลูก รีบไปทำงานเถอะไป” กานดารีบรวบรัดตัดความเพราะไม่อยากให้ลูกชายถามมาก
ณัฐวราและสินีกำลังนั่งทานอาหารกลางวันอยู่ในร้านค้าแถวหน้าบริษัท ในร้านเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างก็มาหาความอิ่มใส่ท้องของตนเองด้วยกันทั้งนั้น
“สินิ เมื่อคืนไอ้เอมันโทรมา เสาร์นี้เจอกันที่โรงเบียร์...” ณัฐวราบอกสถานที่นัดพบแก่เพื่อน
“ถ้าไอ้เอเป็นคนนัดทีไร ต้องได้กินเบียร์ทุกทีเลยว่ะน้ำผึ้ง” พูดเสร็จก็ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ
“แล้วทีแกล่ะ ก็บรั่นดีไทยทุกรอบเหมือนกันแหละ” หญิงสาวพูดขัดด้วยความหมั่นไส้
“อ้าว ฉันไม่ใช่แกนี่นา ที่นิยมแต่ของนอก”
“ฉันนิยมเป็นบางอย่างย่ะ เออแก ฉันมีอะไรจะเล่าให้แกฟัง เมื่อวานฉันเจอชายในฝันของฉันแล้วแก ทุกอย่างตรงตามสเป็กเป๊ะ ๆ แค่เห็นฉันก็ยอมเทใจให้แล้ว” แล้วก็ทำท่าเคลิบเคลิ้มชวนเพ้อฝัน เรียกเสียงหัวเราะจากสินีได้เป็นอย่างดี
“เหรอ แต่ฉันว่าถ้าแกเห็นว่าที่ท่านประธานคนใหม่ แกคงจะลืมชายในฝันของแกแน่นอน ผู้ชายอะไรไม่รู้ล้อหล่อ ขนาดฉันไม่ชอบของนอกฉันยังใจสั่นเลยแกเอ๊ย ฉันนี้นึกถึงแกเลยนะน้ำผึ้ง อยากให้แกมาเห็นอย่างที่ฉันเห็น”
“ทำไมใคร ๆ ก็บอกว่าท่านประธานคนใหม่หล่อมาก ๆ แต่ฉันยังไม่เคยเห็นสักทีเลยวะ”
“ตอนนี้ไม่เจอเดี๋ยวก็ต้องเจอ เพราะเขาเป็นเจ้าของบริษัทของเรา คงไม่หนีเราไปไหนหรอก”
ณัฐวราหัวเราะคำพูดของเพื่อน “รีบ ๆ กินเถอะ อยากกินผลไม้ เดี๋ยวพี่แกจะไปซะก่อน” เธอหมายถึงผลไม้รถเข็นที่จอดขายอยู่บริเวณด้านหน้าของบริษัท
ภายในห้องทำงานของท่านประธาน เควินกำลังยืนมองลงไปที่ถนนที่มีพนักงานบริษัทต่าง ๆ เดินข้ามไปมาพลุกพล่าน และหยุดสายตาอยู่ที่หญิงสาวคู่หนึ่ง ที่กำลังยกมือขอทางจากรถที่วิ่งสวนไปมา พร้อมกับก้มศีรษะขอบคุณ ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ตรงรถเข็นขายผลไม้ คนหนึ่งคือเลขาหน้าห้องของบิดา ส่วนอีกคนคือคนที่วิ่งเข้ามาอยู่ในความรู้สึกของเขาตั้งแต่ที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ เขายืนมองพวกเธอจนกระทั่งเดินหายเข้าไปภายใต้อาคารแห่งนี้
“เควี่พ่อจะออกไปพบคุณประสาน ลูกจะไปด้วยไหม”
ชายหนุ่มหันไปทางบิดา “ไปก็ได้ครับ แต่คงไม่นานใช่มั้ย เพราะผมนัดกับแม่ไว้แล้ว”
“ไม่นานหรอก เพราะพ่อก็นัดกับแม่ไว้เหมือนกัน” สมิธพูดติดตลกแล้วพากันออกไปจากห้อง และเจอกับสินีที่เดินขึ้นมาพอดีจึงสั่งงานไว้
“ฉันจะออกไปพบเพื่อน วันนี้ไม่เข้ามาแล้วนะ ถ้ามีอะไรด่วนที่ตัดสินใจแทนไม่ได้ก็โทรหาฉันได้เลยนะ”
“ค่ะท่าน”
ห้องทำงานของณัฐวรา
“สวัสดีค่ะท่าน” ณัฐวรากดรับโทรศัพท์ แล้วกล่าวทักทายไปตามสายอย่างนอบน้อม
“หนูน้ำผึ้ง ป้าจะโทรมาเตือนว่าเย็นนี้อย่าลืมนัดของเรานะจ๊ะ แล้วบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกป้า ทำไมชอบทำให้ป้าเสียใจอยู่เรื่อยเชียว” คุณกานดาตอบกลับมาตามสาย และต่อว่าไม่จริงจังนัก
“ขอโทษค่ะคุณป้า น้ำผึ้งลืมตัวตลอดเลยค่ะ น้ำผึ้งบอกเด็ก ๆ ไว้แล้วค่ะว่าวันนี้จะพาไปหาคุณยาย เด็ก ๆ ดีใจกันใหญ่เลยค่ะ” เธอค่อนข้างจะสนิทใจกับคุณกานดามากกว่าคุณสมิธผู้เป็นสามีของท่าน จึงกล้าเรียกตามที่ท่านต้องการ แต่กับสามีของท่านเธอไม่กล้าเรียกท่านว่าลุง อาจเป็นเพราะต้องทำงานร่วมกัน จึงไม่อยากให้คนอื่นมองเธอว่าได้อภิสิทธิ์เหนือกว่า
“แม่น้ำผึ้งขา แวะซื้อขนมไปฝากคุณยายด้วยนะคะ” วลาลีบอกกับมารดาที่กำลังขับรถ
“ค่ะ เดี๋ยวแม่แวะให้นะคะ”
“ให้น้องวากับพี่คิมเป็นคนเลือกขนมนะคะ” เด็กหญิงต่อรอง
“ค่ะลูก” ปากตอบแต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ถนนข้างหน้า
หญิงสาวพาเด็ก ๆ ทั้งสองแวะที่ร้านเบเกอรี่ เพื่อซื้อขนมไปฝากคุณยายตามที่ได้รับปากไว้
ซื้อขนมเสร็จแล้วก็พาเด็ก ๆ กลับขึ้นรถ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เดินทางถึงที่หมาย เธอเปิดประตูพาเด็ก ๆ ลงจากรถ แต่ยังไม่ทันได้เดินออกไปก็ได้ยินเสียงทักทายอย่างยินดีดังขึ้น
“น้องวาน้องคิมมาแล้วเหรอลูก มาหายายมาลูก ยายคิดถึงจังเลย” ปากร้องเรียกแต่เท้าก็ไม่หยุดเดิน รีบก้าวไปหาเด็ก ๆ ที่กำลังวิ่งเข้าไปหาเช่นเดียวกัน คุณกานดาคุกเข่าลงรับไหว้จากเด็ก ๆ แล้วกอดพวกเขาไว้ในอ้อมแขน หอมแก้มสลับไปมาอย่างรักใคร่ ถึงไม่ใช่ลูกหลานแท้ ๆ แต่นางก็รักและเอ็นดูเด็กทั้งคู่มาก กอดจูบจนพอใจแล้วจึงพยุงตัวขึ้นยืนโดยมีสาวใช้คอยช่วยประคอง
“สวัสดีค่ะคุณป้า สวัสดีค่ะน้าวรรณ” ณัฐวราไหว้เจ้าของบ้านแล้วไหว้คนดูแลท่านด้วย
“สวัสดีจ้ะ งานยุ่งมากเหรอลูก ถ้าป้าไม่บอกให้มาหาก็คงไม่มาใช่มั้ย” เจ้าของบ้านบ่นน้อยใจ
“ไม่ใช่หรอกค่ะคุณป้า แต่ตอนนี้น้ำผึ้งปวดเมื่อยมากเลยค่ะ” เธอแสร้งทำท่าบีบนวดขาตัวเอง ทำหน้าละห้อยแต่ปากกลับส่งยิ้มแบบน่ารัก ๆ ไปให้
“ป้ารู้สึกผิดจังเลยที่ให้คนป่วยมาหา รีบเข้าบ้านไปนั่งเก้าอี้นวดสักหน่อยดีกว่านะ” กานดาแกล้งหยอกกลับไปบ้าง ก่อนจะชวนเธอเข้าบ้าน
ทั้งหมดจึงย้ายเข้าไปภายในบ้าน ตรงไปยังห้องพักผ่อนของครอบครัว ไม่ใช่ห้องรับแขกเหมือนที่ใช้ต้อนรับคนอื่น…
เด็ก ๆ กำลังนั่งดูซีดีการ์ตูน และนั่งทานขนมที่ซื้อมาฝากเจ้าของบ้านอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่หญิงสาวก็นั่งคุยสัพเพเหระกับคุณกานดาอย่างออกรส
“แม่น้ำผึ้งขา” น้องวาลุกจากเบาะนั่งมายืนข้างหน้าหน้ามารดาและคุณยาย “น้องวากับพี่คิมดูการ์ตูนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ”
“ทำไมคะลูก” มารดาถามลูกสาวตัวน้อยด้วยความสงสัย
“ก็แม่น้ำผึ้งกับคุณยายคุยกันแล้วหัวเราะเสียงดังนี่คะ” คำพูดของเด็กหญิง และอาการพยักหน้ายืนยันของเด็กชาย ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองมองหน้ากัน..ก่อนที่จะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“คุณป้าคะ น้ำผึ้งคุยเสียงดังหรือว่าคุณป้าหัวเราะดังกันแน่คะ โดนเด็กเอ็ดเลยเรา”
“เป็นเพราะหนูนั่นแหละไม่มาหาป้าบ่อย ๆ พอนาน ๆ เจอกันทีก็เลยคุยซะลืมเกรงใจลูกหลานเลย” คุณกานดาพูดกลั้วหัวเราะ
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นก่อนที่จะเปิดออกด้วยฝีมือของสาวใช้ “คุณท่านคะ อาหารเรียบร้อยแล้ว จะให้ตั้งโต๊ะเลยมั้ยคะ”
“คุณสมิธกับลูกชายฉันกลับมาแล้วหรือยัง” เพราะมัวแต่คุยเพลินจึงไม่ได้สนใจ
“กลับมาแล้วค่ะ กลับมาพร้อมกันเลย” สาวใช้รายงาน
“งั้นก็ไปตั้งโต๊ะเถอะ เดี๋ยวฉันตามไป”
“ค่ะคุณท่าน”