ตอน 1

ตอนที่ 1 อุบัติเหตุ

ณ บริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในที่ประชุมเรื่องผลกำไรและรายรับรายจ่ายของบริษัท วาระการประชุมในวันนี้กำลังคุยกันถึงเรื่องการปันผลเงินโบนัทก้อนใหญ่ให้แก่ผู้บริหารและพนักงานทุกคนตามความเหมาะสม แต่! ปีนี้มันกลับไม่ง่ายเหมือนปีก่อนๆ ที่ผ่านมาเพราะอานนท์ลูกชายคนโต แต่เขาเป็นลูกเมียน้อยของคุณพ่อ ได้ขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้บริหาร เพราะเขาเก่งและมีความสามารถมาก จนผู้เป็นบิดาเห็นถึงความสามารถที่อานนท์มี ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เขาได้นั่งเก้าอี้ผู้บริหาร แต่เขากลับทำกำไรให้กับบริษัทมากกว่าที่เคยได้อย่างมหาศาล และเขาก็มีความคิดที่อยากจะเพิ่มเงินโบนัทให้กับพนักงานของเขาทุกคน โดยเฉลี่ยกันไปตามความเหมาะสม แต่ลูกอีกคนของคุณพ่อที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทด้วยกลับไม่ยอม

“พี่นนท์ครับผมคิดว่าโบนัทที่เราให้พวกเขาทุกปีมันก็มากพออยู่แล้วนะครับ” เกล้าลูกชายคนที่สองได้เอ่ยคัดค้านขึ้น เกล้าเป็นลูกเมียแต่งของคุณมานะ คุณพ่อของอานนท์ ก็ถือได้ว่าเกล้าเป็นน้องชายของอานนท์นั่นเอง เกล้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของอานนท์ เพราะเขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินจำนวนมหาศาลไปแบ่งให้พนักงานพวกนั้น

“แต่ปีนี้บริษัทของเราทำรายได้มหาศาล เราก็ควรจะแบ่งให้พวกเขาตามความเหมาะสมนะครับคุณเกล้า” ถึงอานนท์จะเป็นพี่ แต่อานนท์ก็ไม่ใช่ลูกเมียแต่งของคุณพ่อ ทุกคำพูดของอานนท์จึงให้เกียรติเกล้าที่เป็นน้องชายเสมอ โดยการเรียกเกล้าว่า คุณเกล้า มีแต่พริ้งลูกสาวคนเล็ก ที่เกิดจากท้องของคุณหนึ่งฤทัยคุณแม่ของอานนท์ พริ้งจะเรียกพี่ๆ ของเธอทั้งสองคนว่าพี่เสมอ

บ้านนี้มีลูกทั้งหมดสามคน ชายสองหญิงหนึ่ง อานนท์กับพริ้งเกิดจากแม่คนเดียวกันก็คือคุณหนึ่งฤทัยที่ไม่ใช่เมียแต่ง และเกล้าที่เกิดจากท้องของคุณรพีภรณ์เป็นเมียแต่งของคุณมานะ แต่คนเป็นเมียน้อยกลับมาก่อน คนที่เป็นเมียแต่งกลับมาทีหลัง แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่มันผ่านมานานแล้ว ส่วนคุณมานะท่านพยายามดูแลลูกกับเมียทั้งสองอย่างเท่าเทียมกันเสมอ ทำให้คุณแม่ทั้งสองคนไม่เคยมีปัญหากัน ต่างคนต่างอยู่กันคนละบ้านแล้วก็ช่วยกันทำมาหากิน

“หยุดเถียงกันก่อนนะคะ เรามาหาเสียงข้างมากกันดีกว่าค่ะ พริ้งเห็นด้วยกับพี่นนท์ค่ะ” พริ้งเอ่ยห้ามพี่ชายของเธอทั้งสองคน ที่ตอนนี้กำลังมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่สำหรับเธอ เธอเห็นด้วยกับพี่นนท์ของเธอ

“พี่น้องกันก็ย่อมเข้าข้างกันอยู่แล้ว” เกล้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก

“แต่พริ้งก็เป็นน้องพี่เกล้าเหมือนกันนะคะ” เธอรักพี่ชายของเธอทุกคนด้วยความจริงใจเท่าๆ กันนั่นแหละ ถึงเธอกับพี่เกล้าจะไม่ได้มีคุณแม่คนเดียวกันก็ตาม

“เอาอย่างนี้ ให้ทุกคนในห้องประชุมกลับไปตัดสินใจ แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาประชุมเรื่องนี้กันใหม่ ผมขอตัวก่อนนะครับ” เกล้าพูดขึ้น พร้อมกับรีบร้อนลุกออกไปจากห้องประชุมทันที ถึงเขาจะไม่พอใจแต่เกล้าก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา ยังคงสงวนท่าทีได้ดี

จากนั้นทุกคนก็ลุกออกจากเก้าอี้ของตัวเอง ออกไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เหลือก็แต่พี่ชายกับน้องสาวสองคนเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่ด้วยกันต่อ

“พี่นนท์ค่ะ พริ้งว่าพี่เกล้าเขาดูไม่ค่อยพอใจเลยนะคะ”

“แต่ที่พี่ทำไปก็เพราะความถูกต้อง พนักงานพวกนั้น ถ้าเรารักเขา เขาก็รักเรา พริ้งเข้าใจพี่ใช่ไหม” อานนท์เป็นคนจิตใจดี มีความยุติธรรมกับทุกคนเสมอ เขาพยายามบริหารงานบริหารเงินในส่วนที่เขาควรจะทำ ก็เพื่อทุกคนไม่เว้นแม้แต่พนักงานตัวเล็กๆ ที่มีจำนวนมหาศาล และพนักงานตัวเล็กๆ พวกนี้นี่แหละที่ทำเงินให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

“พริ้งเข้าใจพี่นนท์อยู่แล้วค่ะ แต่พริ้งก็อยากให้ทุกคนเข้าใจพี่นนท์เหมือนที่พริ้งเข้าใจด้วย แล้วดูเหมือนว่าคณะกรรมการแต่ละคนก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะคะ”

“แต่พี่ว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับพี่นะ” อานนท์มั่นใจว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่มีความเห็นเหมือนกันกับเขา

“ค่า...ค่า ยังไงก็ขออย่าให้มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นแล้วกันนะคะ” พริ้งพูดอย่างเหนื่อยๆ ใจพี่ชายของเธอทั้งสองคนไม่ค่อยลงรอยกัน มีความคิดที่ไม่ค่อยตรงกันแบบนี้เสมอ

“ตอนบ่ายมีนัดไม่ใช่เหรอ จะไปก็รีบไปซิ” อานนท์เอ่ยขึ้นอย่างรู้ทันน้องสาว

“เอ๊ะ! พี่ชายพริ้งรู้ได้ยังไงนะ แสนรู้…(จริงๆ เลย)” พริ้งยังพูดไม่ทันจบ อานนท์พี่ชายของเธอก็ร้องขัดขึ้นมาเสียงดังซะก่อน

“หยุดเลยนะยัยพริ้ง ไอ้กรมันเป็นเพื่อนพี่ ก่อนที่มันจะพาน้องสาวของพี่ไปไหนต่อไหน มันก็ต้องโทรมาขออนุญาตพี่ชายอย่างพี่ก่อนสิจริงไหม” อานนท์ยกคิ้วให้น้องสาวอย่างขี้เล่น อานนท์เป็นพี่ชายที่น่ารักและอบอุ่นสำหรับพริ้งเสมอ

“แฮ่ๆ ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่กรจะรอ” พริ้งยิ้มหวานให้พี่ชายของเธอ ก็แฟนของเธอกับพี่ชายของเธอดันเป็นเพื่อนกันเสียได้ มีเรื่องอะไรพี่ชายของเธอก็รู้หมด

“เออจะไปก็รีบไป” จากนั้นอานนท์ก็กลับไปนั่งทำงานต่อที่ห้องทำงานส่วนตัวของเขา คิดหาตลาดใหม่ๆ เพื่อที่จะขยายธุรกิจการส่งออกอาหารแปรรูป อยู่ๆ ก็มีสายโทรศัพท์โทรเข้ามา

“สวัสดีครับ” อานนท์หยิบมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถอยมาใหม่ขึ้นมารับสาย เพราะสายที่โทรเข้ามาเป็นสายของเกล้าน้องชายของอานนท์นั่นเอง

“พี่นนท์ครับ อีกหนึ่งชั่วโมงผมมีนัดคุยกับลูกค้าเรื่องออเดอร์ปีหน้า พี่นนท์ช่วยไปแทนผมหน่อยได้ไหมครับ พอดีผมมีนัดชนกับลูกค้าอีกเจ้า เลขาของผมไม่รู้ทำงานยังไง” เกล้าขอให้พี่ชายไปพบลูกค้าแทน เพราะเขาต้องไปพบลูกค้าอีกเจ้า แล้วก็บ่นๆ เลขาของตัวเองให้พี่ชายฟัง

“เอาเถอะครับ คุณเกล้านัดไว้ที่ไหน เดี๋ยวผมไปแทนให้ก็ได้ครับ”

“ขอบคุณพี่นนท์มากนะครับ” น้ำเสียงของเกล้าทำให้คนเป็นพี่ถึงกับอมยิ้ม อย่างน้อยเราสามคนพี่น้องก็รักกัน ถึงจะเป็นลูกคนละแม่แต่อานนท์ก็ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย ถึงคุณแม่ของเขาจะมาก่อนแต่ก็ได้เป็นแค่เมียน้อย และที่เขาต้องมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารก็เพราะความสามารถที่ผู้เป็นบิดาขอร้องให้ช่วยกันดูแลธุรกิจของครอบครัว อานนท์ไม่ได้อยากนั่งเก้าอี้นี้ คนที่ควรจะนั่งน่าจะเป็นเกล้าที่เป็นลูกเมียแต่งมากกว่า แต่คำพูดของคุณพ่อทำให้อานนท์ยอมนั่งเก้าอี้ตัวนี้ อีกอย่างทุกคนก็เห็นด้วยและไม่มีใครคัดค้าน แม้แต่เกล้าเอง

อานนท์ขับรถออกมาคนเดียว ตรงไปสถานที่ที่น้องชายคนละแม่บอกทันที เวลาเหลือน้อย ทำให้อานนท์เหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้นอีกเพราะกลัวว่าจะไปไม่ตรงเวลา เพราะเวลานั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด อานนท์จะให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามากเป็นพิเศษ เพราะถ้านัดคุยยังมาไม่ตรงเวลา แล้วเขาจะผลิตงานส่งให้อย่างมีคุณภาพและตรงเวลาให้ลูกค้าได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่อานนท์ให้ความสำคัญมาก

“เฮ๊ย!!” อยู่ๆ ก็มีรถขับมาปาดหน้ารถของอานนท์อย่างกะทันหันทำให้อานนท์เหยียบเบรค

“เอี๊ยก!!!…โครม!!!”

ตอน 2

ตอนที่ 2 วิญญาณออกจากร่าง (รุ่นแม่)

“เอี๊ยก!!!…โครม!!!” ทันใดนั้นรถสปอร์ตคันหรูที่อานนท์ขับมาก็ได้พลิกคว่ำลงทันที อานนท์รู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างแรงแล้วเขาก็ค่อยๆ คลานออกมาจากรถทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เปิดประตูรถออกมาด้วยซ้ำ…

“เฮ่อ...เกือบตายแล้วไหมล่ะเรา” เขาบ่นกับตัวเองคิดว่าตัวเองไม่ได้รับอันตรายอะไร เพราะว่ารถที่เขาขับมานั้นค่อนข้างมีระบบเซฟตี้ที่ดีพอสมควร แต่ในใจก็รู้สึกเหมือนกับว่าก่อนที่รถจะพลิกคว่ำนั้นเขาเหยียบเบรคกะทันหัน แต่มันเบรคไม่อยู่นี่สิ เขาก็เลยหันไปมองที่ด้านในของรถอีกครั้ง ปรากฏว่า…

“เฮ๊ย! นั่นตัวเรานี่ นี่มันอะไรกันวะ” อานนท์ตกใจ เห็นร่างกายของตัวเองนอนเจ็บอยู่ในรถ เลือดเต็มตัวและสลบไม่ได้สติ ตอนนี้เขาแทบจะล้มทั้งยืนที่เห็นตัวเองอยู่ในสภาพแบบนั้น ไม่นานรถของทางโรงพยาบาล รถตำรวจ ป่อเต็กตึ้ง ก็มากันเต็มถนนไปหมด แล้วร่างกายของอานนท์ก็ถูกเคลื่อนย้ายนำส่งโรงพยาบาลทันที อานนท์พยายามตามร่างที่ไร้วิญญาณของตัวเองไป เขาได้ขึ้นไปนั่งในรถพยาบาลไปกับร่างที่ไร้วิญญาณของเขาด้วย

พอมาถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ก็นำร่างของเขาเข้าห้องฉุกเฉินทันที เขายืนมองคุณหมอกำลังช่วยชีวิตตัวเองอย่างน่าหวาดเสียว เครื่องปั้มหัวใจกำลังทำงาน เสียงคุณหมอกับพยาบาลร้องบอกกันเป็นจังหวะให้วางเครื่องไฟฟ้าอะไรสักอย่างที่หน้าอกของเขา จากนั้นเขาก็เห็นร่างกายของตัวเองนั้นกระเพื่อมอย่างแรง เขาโดนใช้เครื่องนี้อยู่หลายครั้ง จนในที่สุดสัญญาณชีพที่เครื่องก็ตอบสนอง เสียงคุณหมอกับพยาบาลแสดงความดีใจกันใหญ่

จากนั้นคุณหมอก็ช่วยกันใส่สายยางแหย่เข้าปาก แหย่ลงคอและก็จมูก ให้น้ำเกลือ วัดชีพจรที่แขนและก็มีจับชีพจรด้วยเครื่องไฟฟ้าที่นิ้วมือและนิ้วเท้าอีกด้วย ที่หน้าอกก็มี อานนท์ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่าสายอะไรต่อมิอะไรมันเต็มตัวเขาไปหมด

ในขณะที่ร่างกายของเขานั้นตอบสนองกับการรักษาของคุณหมอ วิญญาณของเขาก็ยังยืนมองร่างกายที่ไร้วิญญาณอยู่ อานนท์พยายามเข้าร่างของตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่มันก็เข้าไม่ได้ เขาก็เลยเดินออกมาด้านนอกห้อง เห็น คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวร้องไห้กอดกันใหญ่โต มีแต่คุณพ่อเท่านั้นที่ตาแดงๆ อานนท์มองภาพนั้นด้วยความสงสาร เขาไม่รู้จะช่วยพวกเขาและตัวเองได้ยังไง

@อานนท์

“คุณพ่อ คุณแม่ครับผมอยู่ตรงนี้” ไม่ว่าผมจะพูดหรือคุยอะไรกับพวกท่าน ส่งเสียงดังมากขนาดไหน ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงของผมเลยแม้แต่คนเดียว

“คุณพ่อ คุณแม่ได้ยินเสียงผมไหมครับ ผมอยู่นี่ไงครับ” ผมพยายามตะโกนจนเสียงแหบเสียงแห้งก็ไม่เป็นผล พวกเขาคงไม่ได้ยินเสียงของผมแล้วแหละ นี่ผมจะต้องตายแล้วจริงๆ ใช่ไหม ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย ผมยังมีอะไรที่ยังอยากทำและต้องทำอีกตั้งเยอะแยะ มีสิ่งที่ยังอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำเลย...ผมยังไม่อยากตายตอนนี้!

“ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงอย่าเพิ่งให้ผมตายนะครับ ผมยังอยากมีชีวิตอยู่” ผมตะโกนดังลั่น หวังว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง แล้วก็ได้ยินเสียงของผมที่ตะโกนออกไปเมื่อสักครู่

“คุณแม่พี่นนท์ต้องไม่เป็นอะไรนะคะ” เสียงพริ้งน้องสาวของผมดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่รู้ว่าปลอบตัวเองหรือว่าปลอบคุณแม่กันแน่

“ยัยพริ้ง นี่พี่เอง ได้ยินเสียงพี่ไหม” แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ยินเสียงของผมอยู่ดี สรุปนี่ผมคงตายแล้วจริงๆ โอ๊ย...นี่มันอะไรกันวะนี่ ทำไมต้องเกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้กับผมด้วย

คุณพ่อ คุณแม่ และยัยพริ้งนั่งรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างใจจดใจจอ เกล้าน้องชายของผมกับคุณแม่ของเขาก็มาสมทบพอดี

“คุณ...ตานนท์เป็นยังไงบ้าง” คุณรพีภรณ์แม่เลี้ยงของผม ท่านเอ่ยถามคุณพ่อของผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“อยู่ในห้องฉุกเฉิน คุณหมอก็ยังไม่ออกมาเลย นี่ก็เข้าไปเป็นชั่วโมงแล้ว” คุณพ่อของผมท่านตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงเป็นกังวลผมรู้สึกได้

“ใจเย็นๆ นะคะคุณ...หนึ่ง” คุณรพีภรณ์ท่านคุยกับคุณพ่อของผมเสร็จ ท่านก็หันมาพูดกับคุณแม่ของผมเช่นกัน

“ค่ะคุณพี่” ถึงคุณแม่ของผมจะมาก่อน แต่ท่านก็อายุน้อยกว่าคุณรพีภรณ์หลายปี แล้วคุณรพีภรณ์ท่านก็เป็นเมียแต่ง คุณแม่ของผมท่านจึงให้เกียรติคุณรพีภรณ์เสมอ ส่วนคุณพ่อท่านก็ดูแลภรรยาทั้งสองของท่านเป็นอย่างดี ถึงในใจของพวกท่านสองคน อาจจะมีขุ่นเคืองกันบ้าง แต่พวกท่านก็ยอมคุยกันด้วยดีมาตลอด เพราะเห็นแก่คุณพ่อของผมและพวกเราสามคน

“ยัยพริ้ง...” คุณเกล้ายื่นมือไปแตะบ่ายัยพริ้งเป็นการปลอบขวัญ

“พี่เกล้า...ฮื่อๆๆ” ยัยพริ้งร้องไห้อย่างกับเด็กตัวเล็กๆ นี่ผมทำให้ทุกคนต้องเสียน้ำตาเหรอนี่ ยัยพริ้งโผเข้ากอดพี่ชายคนละแม่อย่างต้องการที่พึ่ง แล้วไอ้กรเพื่อนขอผมก็เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารอะไรสักอย่างในมือ สงสัยมันคงอยู่กับน้องสาวของผมตั้งแต่แรก เพื่อนของผมคนนี้มันเป็นตำรวจครับ

จากนั้นทุกคนก็อยู่กับความเศร้าโศกเสียใจ ผมยืนดูทุกคนกำลังร้องไห้กันอย่างหนัก แล้วคุณหมอก็ออกมาพอดี ทุกคนกรูเข้าไปหาคุณหมออย่างมีความหวังผมเองก็ด้วย คุณพ่อตั้งคำถามใส่คุณหมอทันทีที่เดินเข้าไปถึงหน้าห้องฉุกเฉินที่คุณหมอยืนอยู่

“คุณหมอครับลูกชายของผมเป็นยังไงบ้างครับ เขาปลอดภัยหรือยัง” คุณพ่อของผมเอ่ยถามขึ้นอย่างรีบร้อนน้ำเสียงเป็นกังวลคนอื่นๆก็เช่นกัน

“ตอนนี้อาการของคนไข้ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ระยะนี้ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด แต่ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ หมอจะช่วยดูแลอย่างเต็มที่” ยังไม่ปลอดภัย...ผมได้ยินเองยังรู้สึกหดหู่เลย

“แล้วอาการทั่วไปล่ะครับคุณหมอเป็นยังไงบ้าง” เป็นเสียงคุณเกล้าถามถึงอาการโดยรวมของผม ซึ่งตัวผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน

“หัวแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหนักมากนัก ส่วนร่างกายของคนไข้ด้านอื่นไม่มีหักไม่มีแตกตรงไหนครับ มีแค่ศีรษะที่กระแทกกับพวงมาลัย กับแผลที่โดยสะเก็ดกระจกบาดเท่านั้นครับ” ดีที่ผมเลือกใช้รถที่มีระบบเซฟตี้ดีพอสมควร ไม่หักไม่แตกก็ถือว่าดี ส่วนศีรษะที่ถูกกระแทกก็น่าจะรักษาได้ แต่วิญญาณของผมยังยืนอยู่ตรงนี้นี่สิ

“แล้วพี่ชายของพริ้งจะหายกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหมคะคุณหมอ” เป็นเสียงน้องสาวของผมเองพูดไปปาดน้ำตาไป

“ข้อนี้หมอขอดูอาการอีกสักระยะนะครับ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ถ้าคนไข้สู้ รับรองว่าต้องหายกลับมาเป็นปกติได้อย่างแน่นอนครับ”

“ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะครับ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัวก่อนนะครับ หมอจะรายงานอาการของคนไข้เป็นระยะๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” จากนั้นคุณหมอก็เดินออกไป...

ระหว่างที่ทุกคนกำลังเศร้าโศกเสียใจกันอยู่นั้น ก็มีเสียงพูดคุยกันบ้าง ปลอบใจกันบ้าง ผมก็ไม่ได้ไปไหนนั่งอยู่ข้างๆ พวกเขานี่แหละ แล้วก็มีตำรวจเข้ามาขอสอบปากคำแต่ผมไม่ได้สนใจฟัง ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน และเมื่อเวลาผ่านไป จนมืดและดึกพอสมควร คุณแม่ของผมท่านก็ยังไม่หยุดร้องไห้ มีหน้ามืดบ้าง จนพยาบาลต้องหายาดมมาให้

“พริ้งพาคุณแม่กลับบ้านไปก่อนนะลูก อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาหรอก เดี๋ยวจะเป็นอะไรไปอีกคน” คุณพ่อเอ่ยขึ้นมา บอกให้ยัยพริ้งพาคุณแม่กลับบ้าน แต่ผมว่ากลับบ้านกันไปให้หมดนั่นแหละ เดี๋ยวผมจะอยู่เฝ้าร่างของผมเอง ผมเห็นทุกคนมีสภาพแบบนี้ผมก็อดที่จะสงสารไม่ได้

“แต่ฉันเป็นห่วงลูกนี่คะ รอให้ลูกฟื้นขึ้นมาก่อนก็ยังดี” โถ...คุณแม่ครับ คุณแม่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ น้ำตาของท่านก็ยังคงไหลไม่ยอมหยุด

“เอาเป็นว่าพวกเราพากันกลับไปพักผ่อนกันให้หมดนี่แหละ อยู่ไปคุณหมอก็ไม่ให้เฝ้าอยู่ดี สู้กลับไปรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านดีกว่า” ตอนนี้ร่างของผมถูกย้ายจากห้องฉุกเฉินเข้าห้องไอซียูแล้วเรียบร้อย อยู่ในนั้นจะมีคุณหมอคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็ไม่ให้ทั้งเฝ้าและเยี่ยมด้วย เพราะกลัวว่าเชื้อโรคจะเข้าไปแพร่สู่คนไข้ได้

“ไปกันทั้งหมดนี่แหละครับ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอไป เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราค่อยมาเยี่ยมพี่นนท์ใหม่” เป็นเสียงของคุณเกล้าที่เอ่ยบอกทุกคน ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับคุณเกล้านะ กลับกันไปเถอะ ถึงผมจะรู้สึกอยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้างก็ตาม แต่วันนี้ทุกคนคงเหนื่อยและเสียใจเพราะผมมามากแล้ว ควรจะกลับไปพักผ่อนนั่นแหละดีที่สุด

“เอาตามที่ตาเกล้าบอกแล้วกัน ถ้างั้นเกล้าพาแม่กลับบ้านไปก่อนนะลูก เดี๋ยววันนี้ผมขออยู่ดูหนึ่งที่บ้านโน้นนะคุณ ไม่ต้องเป็นห่วง” ประโยคแรกคุณพ่อพูดกับคุณเกล้าลูกชายคนที่สองของท่าน และประโยคต่อมาท่านก็หันไปพูดกับภรรยาของท่าน คุณแม่ของคุณเกล้า

“ค่ะ” คุณรพีภรณ์ แม่เลี้ยงของผมท่านรับคำเสร็จก็เดินออกไปเลย จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิมหน้าห้องไอซียูแห่งนี้ เฝ้าร่างของตัวเองเอาไว้ ผมไม่อยากเข้าไปอยู่ด้านใน อยู่มันข้างนอกนี่แหละ เพราะตอนนี้ร่างกายของผมมันไม่ค่อยน่าดูสักเท่าไหร่ ศีรษะก็ถูกพันผ้าเต็มไปหมด จมูกปากก็มีแต่สายยาง เห็นแล้วสงสารตัวเองจัง

ตอน 3

ตอนที่ 3 พบเจอ (รุ่นแม่)

เช้าวันรุ่งขึ้น

มินตรา หรือ ก้อย ผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวหน้าตาดี อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งในเมืองหลวงคนเดียว บ้านที่เธออาศัยอยู่นั้นเป็นบ้านของป้า พี่สาวแท้ๆของพ่อเธอนั่นเอง ป้าของเธออายุมากแล้วท่านก็เลยกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอก ปล่อยบ้านทิ้งไว้ก็จะไม่มีใครดูแล ลูกหลานก็ไม่มี ท่านก็เลยให้มินตราซึ่งเป็นหลานสาวแท้ๆ มาอยู่ที่บ้านหลังนี้ มินตราก็เลยครอบครองบ้านหลังนี้ตั้งแต่บัดนั้นมา

บ้านมีลักษณะไม่เก่าแต่ก็ไม่ใหม่ เป็นบ้านชั้นเดียวขนาดกะทัดรัดกำลังดีตั้งอยู่ท้ายซอย

ถ้าถามว่ามินตรากลัวไหมที่ต้องอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว เธอจะตอบว่า...สิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็คือคน ส่วนผีหรือที่เรียกว่าวิญญาณนั้นเพื่อนกันเลยแหละ พูดง่ายๆ ก็คือเธอเห็นผีตั้งแต่จำความได้ เพราะฉะนั้นเธอไม่เคยกลัวสิ่งพวกนี้ เพราะว่าชินซะแล้วเห็นจนเบื่อ ถ้าถามว่าเป็นเพราะอะไรมินตราถึงได้มีความสามารถพิเศษนี้ มินตราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แม่ของเธอเล่าให้เธอฟังว่า...

ตอนเธอคลอดออกมาจากท้องแม่ เธอมีน้ำหนักแค่หนึ่งกิโลเท่านั้น ซึ่งจัดว่ามินตราตัวเล็กมากๆ เธอเกือบไม่รอดเพราะมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่เกิด แม่ของเธอก็เลยเอาเธอไปยกให้พระรูปหนึ่งที่วัดใกล้บ้าน เพื่อเอาเคล็ดให้เธอนั้นรอดชีวิต

แม่ของเธอยังเล่าให้เธอฟังอีกว่า เธอคลอดก่อนกำหนด หัวใจกับปอดก็ผิดปกติ คุณหมอบอกว่าเธอไม่น่าจะรอด แต่แล้วคืนวันหนึ่งแม่ของเธอก็ฝัน ฝันว่ามีนางฟ้าลงมาจากบนสวรรค์ เป็นผู้หญิงแต่งชุดสีขาวสวยมาก บอกกับแม่ของเธอว่า...

“ข้ามีพรให้เจ้าขอได้หนึ่งข้อ เจ้าอยากจะขออะไร” แล้วแม่ก็บอกกับนางฟ้าองค์นั้นไปว่า...

“ฉันขอสองข้อได้ไหมคะ” นางฟ้าองค์นั้นก็ตอบกลับมาว่า...

“ได้แต่...ข้ามีข้อแม้” แม่ก็เลยพูดต่อไปว่า...

“อะไรก็ได้ฉันยอมหมด แต่ฉันขอสองข้อ” นางฟ้าองค์นั้นพยักหน้ารับเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ส่งมาให้แม่ แล้วแม่ก็ขอพรข้อที่หนึ่งทันที

“ข้อแรกขอให้ลูกสาวของฉันที่เพิ่งเกิดรอดชีวิต และข้อที่สองของให้ร่างกายของเขาที่ผิดปกติอยู่ตอนนี้ ให้เขาหายดีกลายเป็นเด็กปกติและสมบูรณ์เหมือนเด็กทั่วๆ ไป” เมื่อแม่ขอพรข้อที่สองจบ นางฟ้าองค์นั้นก็หายวับไป จากนั้นแม่ก็รู้สึกตัวแล้วตื่นขึ้นมา

หลังจากที่แม่ตื่นจากความฝัน แม่ก็จำสิ่งที่แม่ขอพรจากนางฟ้าองค์นั้นได้แม่น แต่แม่ไม่รู้ว่าอะไรที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนของนางฟ้าองค์นั้น เพราะนางฟ้าไม่ได้พูดหรือบอกอะไรไว้ แต่แล้วอาการป่วยของมินตราก็ดีขึ้นตามลำดับอย่างไม่น่าเชื่อ

หัวใจรั่วก็เกิดปิดเองอย่างกับปาฏิหาริย์ ปอดที่ไม่แข็งแรงและไม่สมบูรณ์เพราะคลอดก่อนกำหนด หมอบอกว่าปอดของมินตราแฟบหนึ่งข้าง อยู่ๆปอดก็กลับมาทำงานตามปกติ ทำให้มินตรามีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นมากผิดหูผิดตาอย่างรวดเร็ว

ตอนที่มินตรายังเด็กๆ ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้น จนถึงพูดและสื่อสารพอได้ แม่ของมินตราก็พบความผิดปกติของมินตรา คือมินตราชอบเล่นคนเดียว คุยคนเดียว แต่การกระทำมันแปลกๆ คือลักษณะของมินตราไม่ได้พูดหรือเล่นคนเดียวนี่สิ

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ก็พบว่ามินตราผิดปกติจริงๆ แม่ก็เลยคิดถึงสิ่งที่พูดกับนางฟ้าในฝันวันนั้นได้ แล้วพ่อกับแม่ก็เริ่มปรึกษากัน พวกท่านก็ทำใจยอมรับในสิ่งที่มินตราเป็น ตอนแรกๆ ก็กลัวและกลัวมาก ทุกวันนี้ก็ยังกลัวอยู่ แต่พอมินตราโตขึ้น มินตราเริ่มรู้ว่าทุกคนที่อยู่รอบข้างของเธอกลัว เธอก็เลยพยายามไม่พูดหรือคุยกับสิ่งที่เธอมองเห็นคนเดียว แต่บางครั้งมันก็ห้ามใจยาก พอเธอโตขึ้นมาอีกหน่อย เธอจึงขอพ่อกับแม่ของเธอออกไปเรียนและใช้ชีวิตของตัวเอง จนถึงตอนนี้เธอเรียนจบแล้ว แต่เธอเลือกที่จะทำงานธรรมดาๆ เพราะเธอรู้ว่าตัวเองไม่เหมือนกับคนอื่น เธอไม่อยากอยู่กับคนหมู่มาก แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกแย่ แต่กลับรู้สึกมีความสุขและสงบดี

เธอทำงานธรรมดาๆ อยู่ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งหน้าปากซอย เธอมีโรคประจำตัวคือโรคกระเพาะ อาจจะเป็นเพราะเธอรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา เพราะงานของเธอคือทำงานตอนกลางคืนและนอนตอนกลางวัน เธอจะไปพบคุณหมอเป็นประจำเพื่อรักษาโรคกระเพาะเดือนละสองถึงสามครั้ง แล้วแต่คุณหมอจะนัด

แล้ววันนี้เธอก็กำลังจะไปโรงพยาบาล ขณะที่เธอกำลังจะหยิบรีโมตทีวีกดปิดนั้น เธอก็เจอเข้ากับข่าวนักธุรกิจหนุ่มหล่อไฟแรงอยู่ในขณะนี้ เกิดอุบัติเหตุรถยนต์คันหรูพลิกคว่ำ แต่ในข่าวกลับบอกว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกตัดสายเบรค เธอก็เลยหยุดฟัง แล้วในใจก็นึกสงสารนักธุรกิจคนนั้น ที่ต้องนอนเจ็บหนัก แล้วเธอก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูปรากฏว่า เธอต้องรีบไปแล้วเดี๋ยวจะสาย เธอยังฟังข่าวไม่ทันจบดี แต่เธอก็ต้องกดปิดซะก่อนเพราะว่าต้องรีบไป

ระหว่างที่เธอนั่งรอพยาบาลเรียกให้เข้าห้องตรวจ แล้วกว่าจะได้พบคุณหมอก็กินเวลาไปเกือบครึ่งวัน พอเสร็จแล้วเธอก็รีบไปจ่ายเงินแล้วไปรับยา จากนั้นเธอก็กำลังจะเดินออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน อยู่ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นวิญญาณผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่หน้าห้องไอซียูทางผ่านที่เธอจะต้องเดินกลับทางนั้นพอดี

“เอ๊ะ! นี่มันผู้ชายที่ออกข่าวเมื่อเช้าที่เราดูในทีวีนี่นา” เธอพยายามมองว่าใช่เขาหรือเปล่า หน้าเหมือนกันมากเลย แน่นอนว่าเธอรู้ว่าคนที่เธอเห็นนั้นเป็นแค่วิญญาณ แต่วิญญาณที่เธอเห็นตอนนี้ทำไมถึงได้ดูแตกต่างไปจากวิญญาณที่เธอเคยเห็นทั่วไป ปกติกายทิพย์ที่เธอเห็นจะไม่มีหมอกสีขาวปกคลุมร่างกายแบบนี้ แต่วิญญาณคนนี้กลับมีหมอกขาวๆ ปกคลุมทำให้เธอมองหน้าเขาไม่ค่อยชัด

เขานั่งกอดอกอยู่หน้าห้องไอซียูท่าทางเป็นกังวล อยู่ๆเขาก็หันมองมาหน้าเธอ เธอก็เลยหันหน้ากลับทันที แต่ก็ถูกเขาจับได้เสียแล้วว่าเธอมองเขาอยู่ ก็เพราะหมอกขาวๆ ที่ปกคลุมร่างกายของเขาอยู่นั้นมันทำให้เธอมองเขาไม่ค่อยชัด เธอก็เลยจองมองเขามากเกินไปหน่อยจนเขาจับได้ อีกอย่างตรงนั้นก็ไม่ได้มีใคร เขานั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว

“นี่เธอ!...” อานนท์ร้องเรียก ในขณะที่มินตรากำลังเดินหนีทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่เห็นเขา เพราะเธอขี้เกียจเจอผีขอให้ช่วยโน่นช่วยนี่ เธอขี้เกียจรำคาญ ชีวิตของเธอเจอผีแบบนี้มาเยอะ ส่วนมากก็จะมาแนวเดียวกันหมด

“คุณ...คุณ...เห็นผมใช่ไหมบอกมานะ เมื่อกี้ผมเห็นคุณมองผมอยู่” อานนท์รีบเดินเร็วๆ แล้วก็เอ่ยถามมินตรา แต่มินตราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อีก รีบเดินหนีแต่อานนท์ก็ยังคงเดินตาม

“นี่คุณ!!!!” อานนท์ตะโกนใส่หูมินตราอย่างแรงและดัง ที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจ เพราะรู้สึกหมดหวังแล้ว คิดว่าเขาคงจะคิดมากไปเอง เธอคงไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงเขาจริงๆ อานนท์ก็เลยแกล้งตะโกนเสียงดังๆ เข้าหูมินตราเต็มๆ แต่ทันใดนั้นมินตราก็หันขวับมาหาอานนท์แล้วพูดว่า...

“โอ๊ย!... จะตะโกนทำบ้าอะไรเนี่ยไอ้ผีบ้า” เธอเป็นคนไม่กลัวผีอยู่แล้ว ผีสิที่ต้องกลัวเธอเพราะปากของเธอนั้น เคยด่าจนผีต้องร้องไห้มาแล้ว

“ฮึ้ย!!...นี่คุณเห็นผมจริงๆ ด้วย”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED