บทที่ 1 ความรัก (ไม่) กลับคืน
แสงตะวันส่องลอดผ่านผ้าม่านในยามเช้าวันหยุด เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นจนน่ารำคาญ หญิงสาวใต้ผ้าห่มขยับตัวเอื้อมมือปิดเสียงก่อนจะซุกตัวลงนอนต่อ ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง จำต้องลุกขึ้นจากที่นอนเดินงัวเงียมาเปิดประตู
“เมื่อไหร่จะตื่นยะ นอนจนตะวันส่องก้นแล้ว” เสียงแหลมแสบแก้วหูของถลัชนันท์เอ่ยขึ้นมองน้องสาวท้องเดียวกันที่กำลังยกมือขยี้เส้นผมด้วย สีหน้าหงุดหงิด
“วันนี้วันหยุดนะ ให้จอมได้นอนซ้อมตายไม่ได้เหรอ?” ลฎาภาตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ตาทั้งสองข้างยังลืมขึ้นไม่เต็มตื่น
“ใช่! วันหยุด แต่แกไม่คิดจะตื่นมาออกกำลังกาย ไปเดินเล่นนอกจากนอนอืดอยู่ในห้องหรือไงห๊ะ! ”
คนฟังถอนหายใจออกมาก่อนจะเอื้อมมือปิดประตูแต่คนเป็นพี่รั้งเอาไว้และมองด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง
“การนอนเป็นปัจจัยที่สำคัญพี่รู้ไหม? ทำให้ไม่แก่เร็วน่ะ”
ถลัชนันท์ถลึงตาใส่ทันที เพราะคำว่า ‘แก่’ นั้นกระทบเต็มๆ
“รีบอาบน้ำแล้วลงมาซะ” คนเป็นพี่กัดฟันพูดส่งสายตามองน้องสาวก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทันที ขณะที่ลฎาภานั้นมองและยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วปิดประตูห้องลง เธอเดินกลับเข้ามาในห้องพลางถอนหายใจออกมา ส่งสายตามองไปยังโต๊ะข้างหัวเตียงที่มีนาฬิกาตั้งอยู่
ยังไม่เที่ยงสักหน่อย...
เธอเดินเข้าห้องน้ำจัดการแปลงฟันและล้างหน้า ก่อนใช้มือสางผมที่พันกันให้เรียบร้อยและทาแป้งที่แก้มทั้งสองข้าง และกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานเช่นเดิม ครั้นกำลังจะเปิดโน้ตบุ๊กเสียงตะโกนจากชั้นล่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ต้องลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปในทันที
“ทำไมยังไม่อาบน้ำอีก” เสียงแหลม ๆ ของถลัชนันท์เอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่นักเมื่อเห็นว่าน้องสาวไม่ยอมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งที่บอกไว้แล้วว่าวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะต้องออกไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของใช้
“ก็ไม่ได้ออกไปไหนนี่ จะอาบทำไมล่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับนั่งลงฝั่งตรงข้าม สายตามองอาหารเช้าตรงหน้า ตอนแรกตั้งใจว่าวันนี้จะไม่ลงมารับประทานอาหารช่วงเช้าเผื่อน้ำหนักที่กำลังขึ้นในช่วงนี้จะได้ลดลงบ้าง ทว่าเมื่อเห็นเมนูโปรดตรงหน้าแล้ว...ขอเปลี่ยนความคิดดีกว่า
“ไม่ต้องกิน ถ้ายังไม่อาบน้ำ” คนเป็นพี่พูดขณะที่ยกชามโจ๊กตรงหน้าของน้องสาวออกมา
ลฎาภามองด้วยความเสียดายสุด ๆ แต่ก็ไม่ยอมลุกขึ้นทำตามโดยดี
“ไม่เอา” เธอทำหน้ามุ้ย วางช้อนลงที่โต๊ะแล้วลุกขึ้น
“ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเข้มแกมสั่งของพี่สาวทำให้หญิงสาวมองด้วยสายตาที่ไม่พอใจ “ก็ได้ ถ้าไม่ไปเดือนนี้ ก็ไม่ต้องกินข้าวที่บ้าน ของใช้ ผ้าอนามัย สบู่ล้างหน้า ครีม...”
“ไป ๆ ไปอาบแล้ว !” ได้ผลทันตา ลฎาภารีบวิ่งขึ้นบันไดไปแต่ไม่วายเธอโน้มตัวลงมาและตะโกนเสียงดังว่า “พี่จ่ายนะ” ก่อนจะหายลับไปทันที
ถลัชนันท์มองและส่ายหน้าออกมาไม่ต้องพูดก็รู้อยู่แล้วว่าต้องจ่ายให้ คนอย่างลฎาภางกสุด ๆ ไม่ยอมให้เงินใน บัญชีลดลงแน่นอน ก็ยังดีที่ช่วยงานบ้านและยอมไปช่วยถือของบ้าง
...ให้ตายสิ น้องบ้า !
“วันนี้กินหม้อไฟกันนะ” ลฎาภาหันไปพูดขณะที่จอดรถเข้าซองแล้ว
คนเป็นพี่สาวหันมองเบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้เจ้าน้องสาวขี้งก “เออ ๆ ไปช่วยซื้อของก่อนแล้วกัน” พูดตัดด้วยความรำคาญเสียมากกว่า เพราะตั้งแต่ลฎาภาย้ายเข้ามาทำงานในเมืองหลวงด้วยแล้ว มารดาและพี่ชายก็ฝากให้เธอเป็นคนดูและน้องสาวคนนี้ ด้วยเพราะไม่เคยเข้าเมืองมาก่อน แต่ใครให้งกขนาดนี้กันละ ถ้าไม่ติดว่าเงินเดือนของเธอมากพอที่จะดูแลน้องด้วย คงไม่ยอมแน่ ๆ
“เย้! ” หญิงสาวร้องขึ้นทันที เพราะว่าเงินในเดือนนี้ใช้ไปกับเรื่อง ไร้สาระจนเกือบจะหมดแล้ว “มีสายเปย์แบบนี้ นี่ดีจริง ๆ”
ลฎาภาเอี้ยวตัวหยิบกระเป๋าที่เบาะหลังลงขณะที่ถลัชนันท์นั้นเปิดประตูลงมารอข้างนอก หญิงสาวปิดประตูและเดินอ้อมเข้ามาหาพี่สาวเกาะแขนอ้อนราวกับบอกว่า ‘หม้อไฟอย่าลืมนะ’
ถลัชนันท์ได้แค่ถอนหายใจมองหน้าน้องสาวคนเล็กจอมเอาแต่ใจขณะที่เดินผ่านประตูเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ครั้นเดินเข้ามาแล้ว เสียงผู้คนก็ดังไม่ขาดสาย ทั้งเสียงตะโกนเรียกของพนักงานหน้าร้าน หรือแม้กระทั่งเสียงพูดคุยของคู่รัก...แต่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของลฎาภาเลยสักนิด ตรงกันข้ามกับคนเป็นพี่ที่ทำสีหน้าหงุดหงิดออกมา
“ไปซื้อของเสร็จแล้วเอาของไปเก็บแล้วมากินหม้อไฟ แล้วต่อด้วยขนมหวานหน่อยดีไหม”
“ไม่” ถลัชนันท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย ทำให้คนฟังเดาได้ไม่ยากจากอารมณ์ที่แปรปรวนนี้ แน่นอนว่าไม่พ้นเรื่องการมองคู่รักเดินจับมือกันหวานชื่น แต่พี่สาวอายุเลยเลยสามมาแล้วหลายปีก็ยังไม่มีหวังเรื่องแต่งงานสักที แฟนที่คบกันอยู่ก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้สักนิด
“ถึงจะไม่ตะโกนออกมาว่า ‘อยากแต่งงาน’ แต่หน้าชัดเจนมาก ๆ”
ถลัชนันท์หันขวับมองด้วยสายตาขุ่นเคือง
“วันนี้ซื้อของเสร็จแล้วกลับ! ”
ลฎาภายืนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนรีบสาวเท้าตามพี่สาวไปในทันที
ก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง ทำเป็นงอนไปได้ ชิ!
เกือบสามชั่วโมงได้กว่าจะซื้อของใช้จำเป็นเสร็จทั้งหมด ไม่คิดว่าจะเต็มไม้เต็มมือขนาดนี้ ลฎาภามองของในมือและรีบเดินนำเข้ามาในร้านขนมหวาน วางของลงก่อนจะกวักมือเรียกพี่สาวให้เดินเข้ามาด้วย
“ไม่เลี้ยงนะ”
“ใจร้าย” ลฎาภามองด้วยสีหน้าผิดหวัง ก่อนหันไปสั่งเมนูโปรดกับพนักงานโดยไม่ต้องเปิดรายการขึ้นดู
ถึงแม้ว่าจะเข้าใจพี่สาวก็เถอะ แต่การทำหน้าบูดงอนนี่ ไม่รู้ได้อะไรขึ้นมา งอนไปใช่ว่าแฟนจะเดินมาขอแต่งงานสักหน่อย
“ใครจะเป็นแบบแกล่ะ อายุยังไม่ขึ้นเลขสาม แกไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงที่ต้องการมีครอบครัวหรอก”
ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือสงสารพี่สาวดี เพราะนิสัยงอนเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้ไม่ค่อยชอบ ไม่รู้สึกแปลกเลยสักนิดที่ทำไมยังไม่แต่งงานกันสักที
“พี่จะไปใส่ใจทำไม ไม่ได้แต่งงานก็อยู่โสดไปซะสิ จอมยังตั้งใจเลยว่าจะอยู่เป็นโสดไปตลอด” ลฎาภาพูดด้วยสีหน้าที่มีความสุขต่างจากถลัชนันท์ที่ทำหน้าอย่างไม่เห็น
“ใครจะไปคิดแบบแกกันล่ะ! ”
ก็อาจจะจริงที่ไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เคยสนใจเรื่องมีคนรักเลยสักนิด มากไปกว่านั้นคือการมีอิสระอย่างเต็มที่แบบไม่ผูกมัด ลฎาภายิ้มเจื่อนๆ ก่อนก้มหน้าลงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นรอ
“แกรู้ไหมว่าผู้หญิงพอถึงเวลาก็อยากจะมีครอบครัว...”
เฮ้อ...หญิงสาวถอนหายใจพลางส่ายหน้าเหลือบมองพี่สาวที่เอาแต่พูดตัดพ้อต่างๆ นานา
“เดี๋ยวนี้ผู้หญิงอยู่ได้โดยไม่ต้องง้อผู้ชายกันแล้ว มีเงินซะอย่าง”
“ใครจะคิดแบบแกกันล่ะ”
ลฎาภามองและยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่พนักงานเดินเข้ามาเสิร์ฟขนมหวานที่สั่งไป หญิงสาวจดจ้องอยู่กับของหวานตรงหน้า แต่ก็ช้าไปเพราะถลัชนันท์หยิบช้อนและตักเข้าปากไปก่อน
“ไหนว่าไม่กินไง” เธอเงยหน้าขึ้นมอง
“บอกว่าไม่จ่าย แต่ไม่ได้บอกว่าไม่กินนี่”
“ชิ !” หญิงสาวเบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหยิบช้อนตักน้ำแข็งราดด้วยสตรอว์เบอร์รี่เข้าปาก
เวลาผ่านไปนานพอสมควรจนกระทั่งชามตรงหน้าว่างเปล่า ลฎาภาหันมองไปตามสายตาที่พี่สาวมองด้านนอกร้าน
“พี่มองอะไร?”
“เปล่า” ถลัชนันท์พูดขึ้นไม่เต็มเสียหลังจากที่นั่งเงียบมานาน “แค่มองผู้ชายหล่อ ๆ เป็นอาหารสายตา”
“ไหน?” เธอยังคงส่งสายตามองตามด้วยความอยากรู้
“ผู้ชายสูง ๆ เสื้อสีดำนั่นไง” คนเป็นพี่ชี้บอกไปมั่ว ๆ เพราะสายตาไม่ได้จ้องตามที่บอก ดวงตากลมกลอกไปมาด้วยความสับสน และคิดว่าเมื่อครู่คงจะตาฝาดไปเองแน่ ๆ ที่เห็นแฟนหนุ่มเดินจับมือกับผู้หญิงคนอื่น
ลฎาภาเพ่งสายตามองไปยังเป้าหมายที่พี่สาวบอกอีกครั้ง ริมฝีปากอิ่มยิ้มออกมาเจื่อนๆ แล้วหันกลับมาแล้วมองพี่สาวก่อนพูดขึ้น “พี่มีแฟนแล้วนะ”
เธอมองพี่สาวที่จ้องผู้ชายอยู่นานมากจนกระทั่งเดินลับสายตาหายไป จึงขยับตัวลุกขึ้นสะกิดเรียกให้ลุกและหยิบของเดินออกจากร้านไป
หลังจากที่เดินซื้อของรวมถึงแวะรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสองทุ่ม หญิงสาวทั้งสองช่วยกันขนของจากท้ายรถเดินเข้ามาวางไว้บนโต๊ะในห้องครัว
“เดือนหน้าที่บริษัทมีวันหยุดยาวจะกลับบ้านไหม?” ถลัชนันท์เอ่ยถามขึ้นขณะที่วางของ
“จริง ๆ วันหยุดยาวมีตั้งแต่วันนี้และยาวไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหางานใหม่ได้” หญิงสาวตอบกลับพลางหยิบของที่ซื้อมาจัดใส่เข้าตู้เย็น
“อย่าบอกนะว่าเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้?”
“ใช่ที่ไหนล่ะ เพื่อนที่นี่ดีทุกคนแหละ แต่เดินทางไกล งานก็หนักเงินก็น้อย” หญิงสาวพูดพลางถอนหายใจออกมาเสียงดัง หันหน้ามามองพี่แล้วพูดต่อไปว่า “ก็มันกลับดึกนี่ ก็รู้ว่าขนาดวันหยุดบางทียังต้องเข้าไปเก็บผลการทดลองที่ทำค้างไว้เลย มันเหนื่อยและจอมก็อยากทำงานที่ขึ้นตำแหน่งสูงมากกว่านี้ได้ด้วย”
“แล้วบอกแม่หรือยัง?”
ลฎาภาส่ายหน้าทันที “มีหวังให้กลับมาช่วยทำงานที่บ้านแน่ ๆ”
คนเป็นพี่ยิ้มหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำตอบ แน่นอนว่ารู้นิสัยของน้องสาวดีที่ไม่ชอบกลับไปทำงานรีสอร์ทที่บ้านเกิด เพราะต้องรับมือกับแขกเดาไม่ได้ และรวมถึงเธอด้วย
“แต่แกจะมานั่ง ๆ นอน ๆ แบบนี้โดยไม่หางานทำไม่ได้นะ”
ลฎาภามองแล้วยิ้มออกมาด้วยสายตาอ้อนออด “เอาน่า จอมสัญญาว่าจะรีบหางานใหม่ให้ได้เร็ว ๆ”
เฮ้อ...เสียงถอนหายใจของถลัชนันท์ดังขึ้นอีกครั้ง พลางเหล่มองน้องสาวที่กะพริบตาให้
“เออ รีบ ๆ ด้วยละกัน เงินเก็บฉันจะหมดเพราะแกนี่แหละ”
“น่ารักที่สุดเลย !” เธอพูดเสียงหวานเดินเข้ามากอดถลัชนันท์แน่น ก่อนจะคลายวงแขนออกและยิ้มหวานให้ ขณะที่คนเป็นพี่มองแล้วส่ายหน้าออกมาก่อนเดินออกจากห้องครัวไป เหลือเพียงลฎาภาที่ยืนยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและโล่งอก
อย่างน้อยก็ไม่ถูกไล่ให้กลับบ้านไปสักพักหนึ่งล่ะนะ...
อยากจะบ้าตายสุด ๆ ไปเลย
ลฎาภาสบถในใจพลางเอนตัวลงพิงที่พนักเก้าอี้ หลังจากที่รออีเมลตอบกลับจากบริษัทหลายแห่งมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีการตอบกลับอีกเช่นเดิม เธอยกมือขยี้เส้นผมสีน้ำตาลสั้นประบ่ามือข้างหนึ่งก็เอื้อมหยิบขนมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมากิน เพราะยังรออีเมล แต่จะปล่อยให้ว่างงานไปหลายเดือน
ก็ไม่ได้ มีหวังต้องโดนบ่นแน่
หญิงสาวถอนหายใจ พลางเปิดเข้าดูโพสต์ที่อัพเดทผ่านทางเพจรวมทั้งข้อความที่บ่นเพ้อของเพื่อนสมัยเรียน ก่อนขยับตัวลุกขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตัดใจ ดูท่าแล้วคงไม่มีจดหมายตอบรับจากบริษัทที่ส่งใบสมัครงานไปแน่ ๆ
ลฎาภาเดินออกจากห้องนอนมายังห้องครัวเพื่อหาอาหารว่างรับประทาน ทว่าเสียงถอนหายใจดังนับสิบรอบ ขณะเดินกลับขึ้นมานั่งหน้าจอคอมเช่นเดิม ทันใดนั้นก็มีเสียงอีเมลตอบกลับมา เธอจึงไม่รอช้าที่จะเปิดอ่านทันที ครั้นได้อ่านใบหน้าสวยที่บูดบึ้งอยู่นั้นก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา
“ได้แล้ว ๆ” หญิงสาวร้องออกมาด้วยความดีใจ ขณะที่ลุกขึ้นเต้นราวกับว่าถูกรางวัลก้อนใหญ่ แม้จะยังไม่รู้ผลตอบรับการเข้าทำงาน แต่บริษัทเรียกสัมภาษณ์งานนั้นถือเป็นเรื่องน่ายินดี อีกอย่างบริษัทใหญ่มีการตลาดดีทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งสวัสดิการพนักงานก็ดีด้วย
สวรรค์ช่วยลูกแล้ว !
ลฎาภาดีใจอยู่นานก่อนจะรีบวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าในทันที มองเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปวันสัมภาษณ์ในวันอังคารหน้า จนกระทั่งผ่านไปแล้วสิบนาที เสื้อผ้าทั้งตู้ถูกขนออกมาจนเกือบหมดแล้วก็ยังหาตัวที่เหมาะสมกับการใส่ยังไม่ได้ หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะจัดเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ดังเดิม
“ไปซื้อใหม่ก็ได้ เผื่อจะได้งานที่นี่” ลฎาภาพูดแล้วหยิบออกมาเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากอาบน้ำเสร็จออกมาเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมามองสายที่โทร. เข้าก่อนกดรับ
“ว่าไงคะ คุณพี่”
[วันนี้กลับดึกนะ กะว่าจะไปกินดินเนอร์กับพี่อาร์ตสักหน่อย]
“พอดีเลย จอมจะออกไปซื้อของอยู่”
[งั้นแค่นี้นะ ปิดประตูบ้านให้ดีล่ะ]
“รับทราบค่า”
ลฎาภาวางสายเดินมาแต่งหน้าแล้วหยิบกระเป๋าออกจากห้องไปทันที
หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ....
ถลัชนันท์ยืนรออยู่หน้าประตูห้องคอนโดฯ ของเขามาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว พอโทร. หาแฟนหนุ่มก็ปิดเครื่องไม่รับสาย จนสุดท้ายตัดสินใจที่จะใช้กุญแจสำรองที่ได้ให้เปิดเข้าไปรอข้างใน
เกือบสองอาทิตย์ที่ไม่ได้พบหน้ากับชายหนุ่มเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายงานเยอะ โทร. หรือส่งข้อความไปก็มักจะบอกว่า ติดประชุมบ้าง เจ้านายเร่งงานบ้าง หรือต้องออกไปพบปะลูกค้า จึงทำให้ไม่กล้าโทร. มากวนมากเท่าไหร่ แต่มันก็นานมากจนทำให้เธอรู้สึกว่าเริ่มห่างกันออกไป
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเดินดูไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะเดินไปยังห้องครัวเพื่อหาน้ำดื่ม ไม่นานนักเธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงรีบเดินไปทว่าก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งแทรกเข้ามาทำให้หยุดชะงักลงและหาที่ซ่อนทันที
“มาอยู่กับฉันแบบนี้ แฟนคุณจะไม่ว่าเหรอคะ?” เสียงหวานน่ารักออดอ้อนดังขึ้นจากหน้าประตู ถลัชนันท์รีบซ่อนตัวอยู่ในห้องครัว ยกมือปิดปากเงียบเอี้ยวหูฟังบทสนทนาของทั้งสองคน จนกระทั่งแสงสะท้อนผ่านเห็นเป็นเงาจึงรู้ว่าทั้งสองคนนั้นอยู่ฝั่งตรงโต๊ะที่เธอหลบอยู่ หญิงสาวมองเงาเห็นเป็นรูปร่าง มือทั้งสองก็กดปิดปากแน่นกลั่นเสียงเอาไว้ หยดน้ำตาไหลลงมาไม่รู้ตัว ร่างกายสั่นเทาจนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้น
พอมองจากเงาจึงรู้ว่าแฟนหนุ่มของเธอกำลังกอดและจูบฝ่ายหญิงอยู่
เธอทำอะไรผิด ทำไมถึงต้องนอกใจเธอ?
“นี่ อย่าสิ...เดี๋ยวแฟนคุณมาจะไม่ดีนะ” หล่อนพูดเสียงหวานเป็นเชิงห้ามแต่ก็เป็นการเชิญชวนอีกฝ่ายให้เข้าหา
“ไม่มาหรอก เราคบกันมาปีหนึ่งแล้วนะ ยังไม่ถูกจับได้เลย”
“งั้นก็เลิกกับมันซะสิ” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เรื่องนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้เรามาสนุกกันดีกว่านะ”
ถลัชนันท์ได้แค่ฟังเสียงครางของทั้งสองคน ขณะกลั้นเสียงตัวเองเอาไว้มองเงาที่ผ่านลงมายังผนังกำแพงด้วยความเจ็บปวดใจ ก่อนเงานั้นจะหายไป และตามด้วยเสียงปิดประตูห้อง เธอจึงรู้ว่าทั้งสองคนได้เข้าไปในห้องนอนแล้ว ร่างกายทรุดลงเรี่ยวแรงแทบไม่มีเมื่อได้รู้ความจริง เขาคบกับเธอมามาห้าปีกว่าแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะทำแบบนี้ ทั้งที่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยแล้ว
ถลัชนันท์หัวเราะสมเพชกับตัวเอง พลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา ไม่ใช่ว่าไม่เคยอกหักหรือถูกนอกใจ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเจียนตาย
หญิงสาวเดินออกมาหันมองไปยังประตูห้องนอนที่มีเสียงดังครางของทั้งสองคนเป็นระยะ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยจิตใจล่องลอย
จะมีสักคนที่เชื่อใจได้จริง ๆ ไหม?
สักคนที่ไม่นอกใจ
ถลัชนันท์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดด้วยซ้ำว่าได้เดินออกมานอกประตูคอนโดฯ ของชายหนุ่มมาแล้ว พอได้ยินเสียงแตรรถบีบเรียกให้ได้สติขึ้นมาก็หันมองแสงไฟที่ส่องจ้า แล้วรู้ว่าตัวเองนั้นได้ยืนอยู่ท่ามกลางถนน จึงรีบสาวเท้าวิ่งข้ามฝั่งอย่างรวดเร็ว ครั้นก่อนเดินต่อไปก็หันมองคอนโดฯ อีกครั้ง และรีบหมุนตัวสาวเท้าเดินไปเพื่อขับรถออกไปทันที...