ลู่จื้อ อาศัยอยู่ในไต้หวัน เธอเป็นเจ้าของกาสิโนขนาดใหญ่ ที่ส่งต่อมาจากพ่อบุญธรรมที่รับเธอมาเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้า แม้ไม่ได้ให้ความรักอย่างที่คนในครอบครัวมอบให้ แต่ความรู้ เงินทองพ่อบุญธรรมก็ให้เธออย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากที่พ่อบุญธรรมเธอโดนลอบสังหารกิจการทั้งหมดจึงตกเป็นของเธอ เธอมีลูกน้องนับพันคนที่ต้องดูแล เบื้องหลังของกาสิโนไม่ได้มีแต่สิ่งบันเทิงใจแบบฉากหน้าที่เห็น การแกร่งแย่งช่วงชิงทางธุรกิจทำให้เธอต้องระวังตัวอย่างมาก เธอใช้ชีวิตหวาดระแวงอย่างอยู่ทุกวัน
ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว บรรดาญาติพี่น้องของบิดาต่างก็หาโอกาสลอบสังหารเธออยู่ทุกวี่วัน แม้จะรอดพ้นมาได้ในทุกครั้งแต่โชคคงไม่ได้ดีเช่นนี้ทุกวัน
เธอตัดสินใจแบ่งมรดกทั้งหมดให้ญาติพี่น้องของพ่อบุญธรรม ถึงคนพวกนั้นจะถนัดใช้เงินมากกว่าบริหารเธอก็ไม่สนแล้ว เธออยากออกไปใช้ชีวิตที่เรียบง่าย แบบที่เธอฝัน ตลอดชีวิตของเธอโดนฝึกให้ดูแลกิจการ แม้กระทั่งฝึกให้ฆ่าคนก็ต้องทำ
พ่อบุญธรรมได้เขียนพินัยกรรมยกกิจการให้กับลู่จื้อและพี่น้องของตน แต่จะยกให้ก็ต่อเมื่อลู่ จื้อเลือกทางเดินชีวิตใหม่ที่จะไม่สานต่อกิจการแล้ว
ลู่จื้อ เบื่อชีวิตที่ต้องคอยระวังหลังตลอดจึงเลือกที่จะปล่อยวาง และพ่อบุญธรรมรู้ว่าเธอไม่สามารถประคับประคองกิจการทั้งหมดให้รอดพ้นเสือสิงห์กระทิงพวกนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง จึงได้บอกเธอเอาไว้ก่อนจะสิ้นใจให้ยกทั้งหมดให้คนพวกนั้นไป เมื่อจะตายถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไม่สามารถเอาไปด้วยได้
ความเมตตาสุดท้ายที่พ่อบุญธรรมยกให้เธอ คือให้เธอได้มีชีวิตใหม่เป็นของตนเอง ลู่จื้อซื้อที่ดินไว้ที่มณฑลเจียงซี หมู่บ้านชนบทที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศจีน
เธอเก็บข้าวของทั้งหมดให้ลูกน้องคนสนิทพาส่งไปยังบ้านใหม่ที่สร้างไว้ ก่อนจะหันหลังจากไป พ่อบ้านส่งจดหมายให้เธอบอกว่า นายท่านฝากไว้ให้ลู่จื้อเมื่อเขาจากไปแล้ว ใจความจดหมายเขียนไว้ไม่กี่ประโยคล้วนแล้วแต่อยากให้ลู่จื้อ มีความสุขกับสิ่งที่เลือก และของชิ้นสุดท้ายที่ยกให้เธอคือ กำไลหยกสีดำเนื้อดีหนึ่งวง
ลู่จื้อเคยเห็นกำไลวงนี้มาแล้ว มันเป็นกำไลที่แม่บุญธรรมเคยใส่ไว้ แต่ที่เธอไม่เข้าใจทำไมพ่อบุญธรรมถึงให้เธอตอนที่เธอเลือกจะออกไปจากวงจรนี้
“ขอบคุณค่ะพ่อบ้าน ฉันไปแล้วนะคะ พ่อบ้านดูแลตัวเองด้วยค่ะ” ลู่จื้อกล่าวจบก็ขึ้นรถขับออกไป
ตลอดเวลาที่เธอย้ายมาอยู่เจียงซี ชีวิตของเธอผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ตื่นเช้านั่งจิบกาแฟซึมซับบรรยากาศธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งรีบ เบื่อก็เดินไปดูคนงานทำไร่ ปลูกต้นไม้ หรือไม่ก็นั่งตกปลา นอนอ่านหนังสือนิยายใต้ต้นไม้ในสวน นี่คือชีวิตเรียบง่ายอย่างที่ต้องการ
ความสงบสุขมีจริงหรือ แน่นอนว่าไม่ เพราะในคืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก มีกลุ่มนักฆ่าเข้ามาเอาชีวิตเธอ
ลู่จื้อรับรู้ได้ถึงกำลังคนที่มีไม่ต่ำกว่าสามสิบคน เดินอยู่ภายในบ้านพักเธอ แม้จะมีเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาแต่ประสาทรับรู้ที่ถูกฝึกตั้งแต่เด็กและการโดนหมายเอาชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้เธอตั้งสติเตรียมรับมือโดยเร็วที่สุด
ปืนที่อยู่ใต้หมอนถูกนำออกมาใช้ มีดสั้นในช่องลับข้างเตียงตอนนี้อยู่ในสายรัดขาทั้งสองข้าง เมื่อประตูห้องเปิดออก ลู่จื้อหมุนตัวหลบกระสุนปืนไปที่ข้างเตียง แล้วยิงสวนกลับไป นักฆ่าล้มตายทันทีสามคน
พวกมันจึงรู้ได้ทันทีว่างานนี้ไม่หมูแล้ว หัวหน้านักฆ่ากระจายกำลังที่เหลือให้ล้อมรอบตัวบ้านแทน ลู่จื้อแทบไม่มีเวลาคิด ถ้าเธอฝ่าออกไปก็ตายแต่ถ้ายังอยู่ตรงนี้ก็ตายเช่นกัน สวรรค์ช่างขีดเขียนให้ชะตาของเธอบัดซบจริงๆ
ในเมื่ออยากเอาชีวิตกันเช่นนี้ เธอก็หมดเหตุผลที่จะปล่อยคนพวกนั้นให้สุขสบาย ลู่จื้อส่งหลักฐานยักยอกเงินบริษัทและหลักฐานที่ญาติพี่น้องสั่งฆ่าพ่อบุญธรรมที่เธอรวบรวมไว้ ส่งให้ทนายความของเธอทั้งหมด เมื่อเวลามีไม่มาก เธอหยิบที่กดระเบิดในช่องลับข้างตัวไว้ในมือ
“คุณลู่จื้อ เจ้านายผมให้คุณมีความสุขตั้งสามเดือนเลยนะ ตอนนี้คุณก็สมควรตามนายท่านไปได้แล้ว” หัวหน้านักฆ่าร้องบอก
“หึหึ ฉันก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน” ลู่จื้อยืนขึ้นแล้วดึงกดรีโมทในมือ
“หึหึ ถ้าต้องตายก็ไปด้วยกันทั้งหมด” เธอหัวเราะออกมาอย่างเลือดเย็น
“นังบ้า…” นักฆ่ายี่สิบเจ็ดคน จะหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ลู่จื้อคิดมาตลอดว่าคนพวกนั้นไม่มีทางปล่อยเธอแน่ เธอจึงฝังระเบิดไว้ตามจุดต่างๆ ของบ้านพัก
ตู้ม ตู้ม ตู้ม
ไม่มีใครรอดไปได้สักคน และทนายความของเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลักฐานที่ได้จากลู่จื้อทั้งหมดถูกส่งให้ตำรวจ ศาลตัดสินให้ญาติพี่น้องของพ่อบุญธรรมทั้งหมดได้รับโทษตามความผิดของแต่ละคน ทรัพย์สินถูกส่งต่อให้บ้านเด็กกำพร้าทั่วประเทศจีน ตามคำร้องขอสุดท้ายของลู่จื้อ
ความรู้สึกสุดท้ายของลู่จื้อ เธอไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิด อาจจะเป็นด้วยแรงระเบิดที่ทำเธอหมดลมหายใจทันที
แต่ห้วงจิตที่กำลังหลุดลอยออกจากร่างมองภาพสถานที่ ที่เคยเรียกว่าบ้านกลายเป็นซากชิ้นส่วนไม่มีดี
“อะไรก็เอาไปไม่ได้อย่างที่ทุกคนว่าไว้” เธอถอนหายใจออกมา
ลู่จื้อยืนมองทุกสิ่งด้วยแววตาที่เรียบเฉย เธอคิดว่าคงเหมือนในหนังสือที่เคยได้อ่านมา เมื่อตายลงจะมียมทูตมารับวิญญาณเพื่อไปฟังคำตัดสิน ว่าจะถูกส่งไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์
“คนดีๆ อย่างฉัน ขึ้นสวรรค์ก็บ้าแล้ว” เธอยิ้มเยาะที่มุมปาก แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมารับเธออย่างที่คิดไว้เลย
แสงสีขาวสว่างไปปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ลู่จื้อแทบไม่อาจจะลืมตามองได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ก่อนที่วิญญาณของเธอเหมือนจะถูกบางสิ่งดูดหายไปจากบริเวณที่ยืนอยู่เมื่อครู่
ความรู้สึกแรกหลังจากที่ถูกบางสิ่งดูดออกมา เธอมีความรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งร่างกาย ราวกับมาหากขยับแม้เพียงเล็กน้อย ร่างทั้งร่างอาจจะแยกจากกัน แต่เธอขยับตัวไม่ได้
‘นี่ฉันยังไม่ตายอีกหรือเนี่ย จะเก่งเกินไปแล้วลู่จื้อ โดนระเบิดแต่ไม่ตายหึหึ’
แต่ความคิดประหลาดก็ต้องหยุดลง เมื่อเธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้ ตัวเธอยังเป็นเพียงวิญญาณยืนมองบ้านที่เหลือแต่ซากอยู่เลย แล้วจะมีความรู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร
แต่เสียงร้องไห้ของสตรีที่ดังอยู่ข้างหู ทำให้ลู่จื้อรู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ได้กำลังฝันอยู่ หรือว่าคิดไปเอง
แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ร่างกายของเธอแหลกจนไม่อาจจะยื้อชีวิตไว้ได้แล้ว แล้วมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น
“จื้อเออร์ ตื่นเถิดลูก ลูกนอนนานเกินไปแล้ว แม่จะขาดใจแล้วลูก ฮืออ”
ใคร ใครเป็นแม่ ใครเป็นลูกใคร ลู่จื้องงไปหมด ถ้าหากตอนนี้เธออยู่โรงพยาบาลแล้วแม่มาจากไหน เธอเป็นเด็กกำพร้า แม่บุญธรรมเสียไปตั้งนานแล้ว แล้วนี่แม่ไหน
เธอไม่ได้อยู่ในบ้านเด็กกำพร้า ทั้งยังไม่ใช่บ้านที่อยู่กับพ่อบุญธรรมอีกด้วย ลู่จื้อสับสนจนหัวแทบจะระเบิด ร่างกายก็ปวดร้าวจนอยากจะกรีดร้องออกมา เธออยากตะโกนถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
“ท่านแม่ ท่านกินข้าวเสียหน่อย หากท่านเป็นอันใดน้องเล็กจะต้องเสียใจเป็นแน่”
เสียงของเด็กหนุ่มที่ พูดขึ้นมา ยิ่งทำให้ลู่จื้อมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
น้องเล็กใคร ฉันเหรอ ฉันมีพี่ชายด้วยเหรอ นี่มันเรื่องบ้าอะไร ใครแอบอ้างเป็นญาติฉัน แล้วพูดจาแปลกๆ ทำไม หรือมีกองถ่ายที่โรงพยาบาล
ลู่จื้อพยายามลืมตา แต่มันลืมไม่ขึ้น เธออยากจะส่งสัญญาณให้พวกเขารู้ว่าเธอรับรู้แล้วยังไม่ตาย แต่เธอทำอะไรไม่ได้เลย
ระหว่างนั้นความทรงจำของทรงเดิมก็ทะลักเข้ามาในสมองจนเธอแทบจะอยากหมดสติไปอีกรอบ เพราะมันปวดหัวแทบจะระเบิดออกมา เมื่อสงบสติแล้วประมวลผลจึงรู้ว่าทำไมร่างเดิมถึงได้อาการหนักจนวิญญาณหลุดออกไปแล้วเป็นเธอที่เข้ามาแทน
จางลู่จื้อวัยสิบสี่หนาว อยู่ในหมู่บ้านหนานชุน เมืองเฉียงไห่ ห่างจากเมืองหลวงนับพันลี้ (1ลี้=500เมตร) อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้น
ครอบครัวจาง
1. จางเปียว ท่านปู่
2. ถังเซิน ท่านย่า
3. จางเสียน บุตรชายคนโต
4. เกาหง สะใภ้ใหญ่
5. จางหมิน บุตรชายคนรอง
6. จินหรู สะใภ้รอง
7. จางซู บุตรสาวคนเล็ก
8. จางหวง บุตรชายจางเสียน อายุ 17 ปี
9. จางเยว่ บุตรีจางเสียน อายุ 14 ปี
10. จางเจียง บุตรชายจางเสียน อายุ 10 ปี
11. จางลู่เพ่ย บุตรชายจางหมิน อายุ 16 ปี
12. จางลู่จื้อ บุตรีจางหมิน 14 ปี
ครอบครัวของนางนั้นเพิ่งแยกบ้านออกมา เพราะตัวลู่จื้อคนเดิมเจ็บป่วยบ่อย เมื่อก่อนพ่อของนางยังขึ้นเขาล่าสัตว์หาเงินเข้าบ้านใหญ่ได้ทำให้ป้าสะใภ้ใหญ่ยังไม่แสดงอิทธิฤทธิ์มากนัก
แต่ตอนนี้พ่อของนางช่วยเหลือนายพรานที่เข้าไปล่าสัตว์ด้วยกันจนขาเกือบจะพิการทำให้ไม่สามารถขึ้นเขาล่าสัตว์หรือทำนาได้อีก จึงทำให้ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่พอใจที่ต้องเลี้ยงดูทั้งครอบครัว เลยหาเรื่องอยู่ทุกวัน
ลุงใหญ่ที่เชื่อเมียทุกอย่างจึงคุยกับท่านปู่ท่านย่าให้บ้านรองแยกออกมา ท่านปู่ท่านย่าไม่ยินยอม สะใภ้ใหญ่เลยขู่จะขอแยกบ้านเอง แล้วจะมีบ้านไหนยอมให้ลูกชายคนโตแยกออกมา ท่านปู่ท่านย่าจึงจำใจต้องให้บ้านรองแยกออกมาแทน
เงินนั้นทั้งบ้านหลังจากรักษาขาพ่อของนางแล้วก็เหลือเพียงสามสิบตำลึงเงิน บ้านรองได้รับมาสิบตำลึง ที่นาทำกินมีสิบไร่ แบ่งให้บ้านรอง สี่ไร่ ก็ถือว่ายุติธรรม
ท่านย่ายังให้บ้านเดิมที่เป็นของพ่อแม่ตนกับบ้านรองอีกหลังแต่อยู่ค่อนข้างห่างไกลจากบ้านอื่น (พ่อแม่ของท่านย่ามีท่านย่าเป็นลูกคนเดียว บ้านหลังนั้นคือสินเดิมของท่านย่า)
บ้านมีเนื้อที่ห้าหมู่ ที่ป้าสะใภ้ยอมยกให้เพราะที่มันติดภูเขา เพาะปลูกก็ไม่ได้ นางจึงยอมแบบง่ายๆ
บ้านสามห้องนอน หนึ่งห้องโถง ห้องน้ำอยู่ด้านนอกบ้าน ตัวบ้านทรุดโทรมเป็นอย่างมากหากพายุเข้าคงหอบบ้านไปได้ทั้งหลังแน่ สหายของบิดายังมีน้ำใจช่วยซ่อมรั้วซ่อมหลังคาให้พออยู่ได้ไปก่อน
ตัวลู่จื้อคนก่อนที่ต้องนอนซม เพราะวันนั้นนางไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ พบเจอกับจางเยว่ลูกของลุงใหญ่ จางเยว่ที่หน้าตาและนิสัยถอดแบบแม่เหมือนถ่ายเอกสารออกมาเลย ก็เข้ามารังแกลู่จื้อ
ลู่จื้อที่อ่อนแอ หวาดกลัวเป็นทุนเดิมก็พยายามหลีกเลี่ยงในขณะที่ลุกหนีนั้น จางเยว่ก็เข้ามาผลักจนนางตกลงไปในแม่น้ำ ลู่เพ่ยพี่ชายลู่จื้อที่มาตามน้องสาว กลับบ้านก็เห็นจึงช่วยไว้ได้ทัน
ถึงจะช่วยขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วแต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอ และอากาศที่หนาวเหน็บ นางจับไข้ถึงสามวัน แม้จะตามหมอมารักษา แต่หมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านก็หมดปัญญาจะช่วยเหลือ ได้แค่เพียงให้กินยาต้มลดไข้เท่านั้น
ส่วนจางเยว่ก็หาได้สำนึกไม่ อาจจะหวาดกลัวช่วงแรก บ้านรองที่กำลังยื้อชีวิตลู่จื้อยังไม่มีเวลาไปสอบถาม จางเยว่จึงหมดความระแวง และมีเพียงตัวนาง ลู่เพ่ย ลู่จื้อเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
ลู่จื้อที่มาอยู่ในร่างนี้เมื่อประมวลเรื่องราวจนเข้าใจแล้ว ก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้ ส่วนจางเยว่นางจะเอาคืนให้ร่างนี้อย่างสาสมแน่นอน
หลังจากที่ลู่จื้อมาอยู่ที่โลกใหม่ได้สองวัน ร่างกายนางก็ตอบสนองได้แล้ว แต่ยังไม่มีแรงที่จะลุกไปวิ่งทำอะไรเท่านั้น
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มารดาและพี่ชายต่างเปลี่ยนกันเข้ามาดูแลนาง ในทุกวันมารดาจะป้อนน้ำแกงให้จึงทำให้ร่างกายนี้ไม่ได้ย่ำแย่นัก ลู่จื้อลืมตาบอกเพดานห้องที่ทั้งดำและเหมือนจะพังลงมา ด้วยความหดหู่
ผนังห้องนอนมีรอยซ่อม เครื่องเรือน อ่อ เรียกเครื่องเรือนได้ไหม เพราะมีเพียงเตียงไม้ไผ่ที่นางนอนอยู่ เก้าอี้ที่เอ่อ... มีสามขา ใช่มันมีสามขา และมีหีบเก่าๆ ถ้าให้นางเดาในนั้นต้องเอาไว้เก็บเสื้อผ้า ไม่น่าจะมีของมีค่าไปมากกว่านี้แล้ว
นางต้องทำให้ตัวเองลุกขึ้นแข็งแรงโดยเร็ว จะอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ถ้าวันดีคืนดีนอนอยู่แล้วหลังคาพังลงมา ครั้งนี้ได้ไปนรกสมใจแน่
“น้องเล็ก เจ้าฟื้นแล้ว” พี่ใหญ่ที่เงียบขรึมตามความทรงจำของร่างเดิม ตอนนี้เสียงสั่นน้ำตาคลอมองมาที่น้องสาวที่นอนอย่างเลื่อนลอยบนเตียง
นางเข้าใจได้นะพี่ชายเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง กลับต้องมาแบกรับทุกอย่าง ไหนจะดูแลท่านพ่อ แล้วมาคอยดูว่านางจะฟื้นยัง ต้องหาบน้ำ หาฟืน ขึ้นเขาหาของป่า สมุนไพร ไปขาย
“ทะ ท่านพี่ ขะ ข้า หิวน้ำ” กว่าจะพูดได้ เสียงก็เบาจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง
ลู่เพ่ยรีบออกไปเอาน้ำมาให้น้องสาว นางชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นแก้วน้ำ (ได้ต้มน้ำไหม แล้วแก้วจะบาดปากหรือเปล่า เอาวะค่อยๆ ปรับไป) นางดื่มน้ำไปถึงสามแก้ว ลู่เพ่ยก็เอาข้าวต้มมาป้อนน้อง ยังดีที่ไม่ใช่น้ำข้าวเพียงอย่างเดียว
“น้องเล็กเจ้ากินยาแล้วนอนพัก เจ้าจะได้หายเร็วๆ” ลู่เพ่ยส่งยาให้ลู่จื้อพร้อมสายตาคาดหวังให้น้องกินลงไปเร็วๆ (ที่เขาว่ายาจีนมันขม มันขม ขมจริงๆ) กว่าจะหมดลู่จื้อแทบกัดลิ้นตาย
ยังดีที่ลู่เพ่ยยื่นน้ำมาป้อนให้นางจึงพอจะลดความขมของยาลงไปได้บ้าง
ลู่เพ่ยห่มผ้าให้ลู่จื้อเสร็จแล้วจึงออกไปช่วยมารดาทำงานต่อ ผ้าห่มก็เอาเศษผ้ามาเย็บต่อกัน มันหนากว่าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่นิดหน่อย นิดหน่อยที่หน่อยจริงๆ
จะด้วยฤทธิ์ยาหรือร่างกายที่อ่อนแอแบบลูกคุณก็ไม่รู้ ทำให้ลู่จื้อหลับไปทันที นางตื่นอีกครั้งก็ยามเว่ย (13.00-14.59น.) แล้ว
ถือว่าเป็นข่าวดีของบ้านรองที่ลู่จื้อฟื้นแล้ว ลู่จื้อที่ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเรี่ยวแรงกลับมาห้าส่วนจึงลุกขึ้นเดินสำรวจบ้านตนเอง
ถึงบ้านจะโทรมแทบจะพังแต่สะอาด รอบบ้านก็ไม่มีหญ้ารก มีแปลงผัก เรียกว่าผักมั้งเพราะมันแคระแกร็นเกินกว่าจะมองได้ออกว่าผักที่ปลูกไว้เรียกว่าอะไร
ด้านหลังบ้านมีแม่น้ำกว้างสองจั้งได้ (1จั้ง=3.33เมตร) หากเดินเลียบแม่น้ำไปประมาณสองลี้ ก็ถึงภูเขาที่ชาวบ้านหาของป่า ล่าสัตว์กัน
อย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างที่เคยฝัน แต่ก่อนที่จะมีชีวิตแบบนั้นมันต้องมีเงินค่ะ ไหนจะซื้อที่ สร้างบ้าน ทำไร่ ทำสวน ค่าเมล็ดผัก พันธุ์ต้นไม้ ทุกอย่างมันต้องใช้เงิน
ลู่จื้อถึงกับกุมขมับ จะหาเงินจากไหน ชีวิตก่อนเงินเต็มบัญชี อยากได้สิ่งใดเพียงแค่โทรสั่งพ่อบ้านทุกอย่างก็เรียบร้อย แต่ตอนนี้ทุนไม่มี ร่างกายก็เหมือนจะละสังขารทุกเมื่อ ในเมื่อยังคิดไม่ออกก็เลิกคิด เข้าบ้านดีกว่า ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะเดินต่อได้
ถึงบ้านนางเดินเข้าครัวเป็นอันดับแรกเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ทหารกำลังจะอดตาย ข้าวชั้นต่ำมีไม่ถึงครึ่งถัง แป้ง ธัญพืช มีอย่างละสองชั่งได้
น้ำมัน น้ำตาล เหลือ เหลือติดก้นไห เนื้อสัตว์ไม่มีเลย พระเจ้า นางที่เคยกินข้าวมื้อหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,000 หยวน (1หยวน=5บาท) ตอนนี้แม้แต่น้ำปลาในบ้านนี้ยังไม่มีเลย (ยุคนี้เขาใช้เกลือ)
ลู่จื้อเดินไปดูบิดาที่ห้อง เห็นว่าบิดายังหลับอยู่จึงหยิบตะกร้า และมีดพร้า เดินไปที่ริมแม่น้ำ ในเมื่ออยากมีชีวิตเรียบง่ายในชนบท นี่ไงได้ดั่งใจนึกแล้ว ก็ต้องสู้ (สู้กับอะไรลู่จื้อได้แต่นึกในใจ
ถึงร่างกายจะไม่พร้อม แต่ท้องที่ร้องดังกว่าเสียงนกร้อง นางจำต้องกัดฟันเดินไปหาของที่พอจะกินได้
อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตา นางเจอจอมปลวกใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ริมแม่น้ำ ลู่จื้อจึงใช้มีดขุดออกมา นางจะนำมาเป็นเหยื่อล่อปลา แม้ไม่เคยลงมือทำ แต่ก็เคยดูในโซเซียลมาบ้าง
ด้วยความที่อยากใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ วันๆ ของลู่จื้อจึงหมดไปกับการดูคอนเทนต์การใช้ชีวิตในชนบท นางก็พอจะจำได้บ้างว่าเขาทำกันเช่นไร
ลู่จื้อเทดินจอมปลวกที่ได้ไว้ริมแม่น้ำ นางนำตะกร้าไปแช่ในน้ำจนมิด ใส่ก้อนหินไว้ด้านล่างกันมันลอยไปกับน้ำแต่ก็กะน้ำหนักไว้แล้วว่าตอนยกขึ้นจะต้องยกไหว จากนั้นนางโยนดินจอมปลวกลงไปบริเวณตะกร้า แล้วก็รอเจ้าปลาน้อยมาตกหลุมพราง ระหว่างรอนั้น
“น้องเล็ก!!! เจ้าทำสิ่งใด ขึ้นมาเดี๋ยวนี้!!!” เสียงตวาดของลู่เพ่ยดังลั่นก่อนจะเห็นตัวเสียอีก
“ท่านพี่ เร็วเข้า มาช่วยข้าเร็ว” ลู่จื้อที่กำลังยกตะกร้าขึ้นเพราะตอนนี้มีปลาเข้ามาในตะกร้าสิบกว่าตัวแล้ว แต่นางยกขึ้นไปด้านบนไม่ไหว ลู่เพ่ยจึงรีบวิ่งเข้ามาช่วยนาง
“ปะ ปลา เจ้าจับได้อย่างไร” ลู่เพ่ยเป็นคนฉลาด เขาสงสัยตัวน้องสาวทันที ในหมู่บ้านแทบไม่มีชาวบ้านออกมาจับปลาเลยเพราะมันว่ายน้ำเร็วมาก แล้วไม่มีใครชอบกินเพราะมันเหม็นคาว
“ช่วยข้ายกขึ้นไปก่อนเร็ว”
ลู่จื้อขึ้นจากน้ำได้ก็นั่งลงกับพื้นหมดสภาพทันที ร่างกายนี้เหนื่อยง่ายเกินไปแล้ว
ลู่เพ่ยเห็นน้องสาวทั้งเปียกทั้งเหนื่อยจึงรีบพากลับบ้านทันที
“เดี๋ยวท่านพี่ ข้าขอเก็บผักริมแม่น้ำสักครู่” นางที่เห็นต้นหอม ตะไคร้ตั้งแต่แรกก็ไม่ลืมที่จะเก็บกลับบ้านเพื่อช่วยลดกลิ่นคาวของปลา
ลู่จื้อถึงบ้านก็รีบเข้าครัวทำอาหาร เพราะนางหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้ว ลู่เพ่ยก็เข้ามาช่วยน้องสาวติดไฟย่างปลา ข้าวสารที่เหลือเพียงน้อยนิด นางจึงนำมาทำเป็นข้าวต้มปลา
อาหารมื้อนี้ของบ้านจางนับว่าดีที่สุดตั้งแต่ที่บิดาล้มป่วยลง
"ลู่จื้อ เจ้าจับปลาได้อย่างไร ปลาพวกนี้ว่ายน้ำเร็วยิ่งนัก" จินหรูถามบุตรสาวด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ ข้าใช้จอมปลวกล่อมันเข้ามาในตะกร้าเจ้าค่ะ ตอนแรกข้าจะขุดหนอนในดิน (ไส้เดือน) แต่ข้าไม่มีแรงจะขุด" ลู่จื้อบอกวิธีหาปลาเพื่อให้ทุกคนไม่สงสัยมาก เพราะมันเป็นวิธีธรรมดาและไม่ได้มีของวิเศษจะสงสัยสิ่งใดได้
"ท่านพี่ ปลาพวกนี้ขายได้หรือไม่เจ้าคะ" วันนี้จับได้ตั้งหลายตัวหากแบ่งไปขายน่าจะพอซื้อข้าวสารมาติดบ้านได้
"ขายได้ ขายให้เหลาอาหารหม่านอี้ (พอใจ) หากยังไม่ตายได้ราคาดี"
นี้ยามซื่อ (09.00-10.59น.) ถ้าเดินเท้าไปขายในเมือง สิบลี้ ใช้เวลาครึ่งชั่วยาม (1ชั่วยาม=2ชั่วโมง) สภาพร่างกายก็ เห้อออ แต่ถ้าไม่ไปเย็นนี้ก็ไม่มีข้าวสารเหลือแล้ว
“พี่ใหญ่ ไปขายปลากันเถิดเจ้าค่ะ หากเรารีบเข้าเมืองไปขายก็จะกลับถึงบ้านก่อนตะวันตกดิน จะได้ซื้อข้าว แป้งสาลีเจ้าค่ะ” สองพี่น้องรีบกินข้าวแล้วรีบออกเดินทางเข้าเมือง
กว่าลู่จื้อจะลากสังขารถึงประตูเมืองก็แวะพักไปถึงห้าครั้ง จากที่เดินครึ่งชั่วยามก็กลายเป็นเกือบชั่วยามกว่าจะถึง ยังดีที่เจ้าเมืองคนใหม่งดเก็บค่าเข้าเมืองหนึ่งปี เพราะทั้งคู่ไม่มีเงินมากันเลยสักแดงเดียว
ค่าเงิน
1 อิแปะ, เหวิน = 1 เหรียญทองแดง
1 ก้วน = 1,000 อิแปะ /เหวิน/เหรียญทองแดง
1 ตำลึงเงิน = 1ก้วน (พวง)
1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน
เสี่ยวเอ้อหน้าเหลาอาหารหม่านอี้ เห็นสองพี่น้องใส่เสื้อผ้าปะชุนทั้งตัวก็ไม่ได้ไล่หรือแสดงสีหน้ารังเกียจ
“พี่ชาย ไม่ทราบว่าที่นี่รับซื้อปลาหรือไม่ ปลาของข้ายังไม่ตายนะเจ้าคะ” ลู่จื้อเสนอขายสินค้า
“รับ รับ พวกเจ้ารอประเดี๋ยว ข้ารู้เพียงราคาปลาที่ตายแล้ว หากปลาที่ยังไม่ตายต้องให้หลงจู๊ตีราคาให้”
เสี่ยวเอ้อหน้าร้านหายไปหนึ่งเค่อ (15นาที) ก็พาชายร่างท้วมดูรู้เลยว่ากินดีอยู่ดีมาด้วย
“ไหนปลาเจ้าที่ยังไม่ตาย ข้าขอดูหน่อย เอ่อ ข้าหลงจู๊หาน”
“คารวะหลงจู๊หานขอรับ/เจ้าค่ะ “
"ดี ดี ดี ปลาพวกเจ้าสมบูรณ์มาก ตัวใหญ่อีกด้วย ข้ารับซื้อชั่งละยี่สิบอิแปะ พวกเจ้าพอใจหรือไม่"
ชั่งละ 20 อีแปะ ปลา1ตัวหนักเกือบ 2 ชั่ง (1ชั่ง=1.2กิโลกรัม)
“พวกข้าพอใจเจ้าค่ะ” สองพี่น้องสบตากันไม่นึกว่าปลาเป็นจะขายได้ราคาดีเพียงนี้ แล้วทั้งคู่นำปลามาเกือบสิบตัว ไม่เสียแรงที่แบกมาขาย (พี่ชายเป็นคนแบกมา)