“ที่นี่ให้เจ้าหน้าที่จัดการไปเถอะ เดอเรก พาผู้หญิงคนนี้กลับเดอร์ลาคัวล์ด้วย” เบนเดอร์ก้มหน้าไว้อาลัยให้น้องชายต่างแม่ครั้งสุดท้าย เขาต้องมีคำตอบให้บิดา ไม่ว่าใครก็ตามที่ริอ่านเข้ามาลองเชิงเดอร์ลาคัวล์ มันผู้นั้นต้องไม่ตายดี
นิยาดากะพริบเปลือกตาปริบๆ เธออยู่ที่ไหน คนแปลกหน้าทั้งหมดนั่นคือใคร เธอพยายามเค้นความคิด แต่ในสมองกลับโล่ง มีเพียงม่านหมอกบางๆ เท่านั้นในหัว
“มากับเราเถอะ...ถ้าไม่อยากเข้าคุก” เดอเรกพูดเสียงเรียบ
เขาโบกมือให้คนที่เหลือพากันถอนตัว ไม่เกินสามนาทีก่อนเจ้าหน้าที่จะเดินมาถึง ทั้งห้องก็เหลือเพียงแค่ร่างไร้ลมหายใจของเลียม เดอร์ลาคัวล์
เดอเรกอาสารับหน้าและประสานงานเอง เขาห่วงความรู้สึกของริโอที่สุด ชายชราที่ป่วยกระเสาะกระแสะจะทรุดลงขนาดไหน หากรู้ว่า บุตรชายคนเล็กที่ท่านทุ่มเทความรักให้ ลาโลกนี้ไปพร้อมกับความคลุมเครือ
ตระกูลเดอร์ลาคัวล์มีหัวหอกหลักคือเบนเดอร์ ลูกชายคนโตที่ถือครองทรัพย์สมบัติเกินครึ่ง เนื่องมาจากมารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ เบนเดอร์เป็นคนเดียวที่คานอำนาจการตัดสินใจของบิดาได้ เขาเกือบแตกหักตอนที่ริโอเปิดตัวบุตรชายอีกคน ในฐานะรองประธานเดอร์ลาคัวล์คอมแพล็ก ความลับที่มารดาผู้ล่วงลับของเบนเดอร์ยังไม่รู้ ริโอแอบซุกบุตรชายนอกสมรสไว้ จนกระทั่งภรรยาเสียชีวิต
เจ็บใจไหม? มีหรือผู้ชายทะนงอย่างเบนเดอร์จะไม่รู้สึก แต่เขาโตเกินกว่าจะฟาดงวงฟาดงาเหมือนตอนเด็ก เบนเดอร์เลยทำแค่ ย้ายตัวเองออกมาจากคฤหาสน์เดอร์ลาคัวล์ ปล่อยให้บิดาวัยชราได้ใช้ชีวิตบั้นปลายกับบุตรชายที่ท่านรัก
เลียมเป็นผู้ชายพูดน้อย เรียบร้อยแต่ร้ายลึก
เบนเดอร์ไม่อยากสนใจน้องชายต่างแม่เท่าใดนัก เขายอมให้เพราะเห็นแก่สุขภาพบิดาที่ทรุดโทรมลงทุกวัน อีกอย่างภาระของเบนเดอร์ก็หนักอึ้งมากพอแล้ว บางทีการมีน้องชายก็เป็นการดี จะได้มีคนช่วยแบ่งเบางานที่เขาทำไปบ้าง
เลียมถูกเลี้ยงแบบคุณหนู ไม่ได้ลุยงานหนักๆ เหมือนเบนเดอร์ แต่เดอเรกรู้ ใต้ความสุภาพนั่นคือเสือร้ายที่จ้องหาโอกาสตะปบ โชคดีที่โอกาสนั่นยังมาไม่ถึง เสือสุ่มเลยโบกมือลาไปก่อน ศัตรูเดอร์ลาคัวล์มีทั้งในที่ลับ และในที่โล่ง มีทั้งเข้ามาแบบมิตร และแบบเปิดตัวเป็นศัตรูตรงๆ
กลิ่นเงินมหาศาลดึงคนโลภเข้ามาในชีวิตได้ง่ายๆ
คนที่ระวังตัวมาตลอดอย่างเบนเดอร์รอดตัวได้ ท่ามกลางศัตรูเพราะเขาไม่ประมาท แต่คนที่ใช้บิดาหนุนหลังมาทั้งชีวิตแบบเลียมเลยพลาดได้ง่ายๆ
เดอเรกไว้อาลัยให้บุตรชายของริโอ ในฐานะที่เขาเป็นสายเลือดเดอร์ลาคัวล์ แต่ไม่ใช่เจ้านาย
นิยาดาพยายามขดตัวให้เล็กที่สุด เธอถูกขนาบด้วยผู้ชายตัวใหญ่ทั้งซ้ายและขวา อากาศภายในรถยนต์ก็เย็นยะเยือกยิ่งกว่าห้องเย็นที่เคยทำงานเสียอีก เธอพยายามมองผ่านฟิล์มสีดำทึบเพื่อระบุตำแหน่งให้ตัวเอง แต่อนิจจา...ไม่ว่าพยายามจะเพ่งมองแค่ไหนที่เห็นมากที่สุด คือความว่างเปล่า
ไม่มีใครสักคนพูดอะไรออกมาสักคำ
บรรยากาศอึดอัดจนหัวใจจะระเบิด เธออยู่ที่ไหน? ใครเป็นคนพาเธอมา? ร้อยแปดคำถามในหัวไม่มีคำตอบเลย ก่อนสติจะดับวูบ ที่จำได้คือเธออยู่บนเรือสำราญที่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนียน เธอทำงานในห้องครัว เป็นผู้ช่วยพ่อครัวหลัก หน้าที่หลักคือการเตรียมของสด แล้วเพราะอะไรล่ะ ทำไมเธอถึงไม่ได้อยู่บนเรือนั่น เธอขึ้นมาจากเรือตอนไหน? แล้วทำไมข้างๆ เธอถึงมีคนตาย
มือเล็กๆ ยกขึ้นกุมศีรษะ หลับตาทบทวนความทรงจำ
โครงหน้าซีดไร้สีเลือดนั่นยังจำได้ติดตา...แต่เท่าที่พยายามเค้นความทรงจำแล้ว เธอกลับไม่รู้จักชายผู้นั้นเลย
“จะพานิไปที่ไหนคะ?”
ไม่มีคำตอบ แววตาเหี้ยมเกรียมนั่นทำให้เธอยอมสงบปาก
บทที่2.คฤหาสน์เดอร์ลาคัวล์
เกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มที่นิยาดาทนนั่งแบบอึดอัดที่สุด เธอบีบตัวเองให้เล็ก นั่งเม้มปากมาตลอดทาง จู่ๆ ก็รู้สึกวูบในช่องท้องเหมือนรถยนต์วิ่งขึ้นเนินที่อยู่เหนือความกดอากาศ พื้นถนนไม่ได้ราบเรียบเหมือนเคย เหงื่อเธอไหลพลั่กๆ ความกลัวจู่โจมหัวใจอีกครั้งหนึ่ง
“พวกคุณคงไม่ได้พานิมาฆ่าใช่ไหมคะ” ต่อให้กลัวจับใจแต่เธอจะตายทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยไม่ได้
ไม่มีคำตอบเหมือนเคย คนหน้าเหี้ยมยังคงปิดปากสนิท
นิยาดาถอนใจแรงๆ เอนหลังพิงพนักเบาะหนัง ไว้อาลัยให้คราวซวยของตัวเอง เธอไม่ควรขึ้นเรือลำนั้นเลย ไม่ควรโลภมากมาแสวงโชคในต่างแดนตอนนี้เลย
ว่าแต่...คนตายนั่น คือใครกันนะ?
การเดินทางสิ้นสุดลงจนได้ พาหนะที่เธอนั่งมาหยุดสนิท คนหน้าเหี้ยมที่นั่งประกบเธอมาตลอดทางขยับตัวออกจากรถยนต์ นิยาดาผวาตาม เธอชะเง้อมองไปด้านนอกแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้าง
ปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ความอลังการกับความงามสง่าทำให้นิยาดารู้สึกทึ่ง ศิลปะสมัยก่อนแต่ถูกปรับแต่งให้ร่วมสมัย ไม่อยากนึกถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลรักษาให้ดูดีตลอดเวลาสักนิดเลย เจ้าของปราสาทในเทพนิยายนี่ต้องร่ำรวยขนาดไหนกันนะ
“ลงมาสักทีเถอะ จะมองให้อิฐทะลุเลยหรือไงหะ”
เสียงตะคอกดึงสติของเธอกลับคืนมา นิยาดารีบกระโจนลงมาจากรถยนต์ เธอถูกลากเข้าไปด้านหลัง ผ่านพื้นที่ร่มรื่น จนถึงเรือนหลังเล็กริมหน้าผา
ทิวทัศน์ท้องทะเลเบื้องหน้า ทำให้รู้สึกเหมือนชะตาตัวเองกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่พาดอยู่บนปากเหว
เธอทำผิดศีลข้อไหนนะ ถึงได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยขนาดนี้ได้
“อย่าคิดหนีล่ะ เพราะไม่มีใครอยากจับเป็นเธอหรอก เธอควรพยายามหาเหตุผลโน้มน้าวให้เจ้านายของฉันยอมให้เธอมีชีวิตต่อดีกว่า จำไว้...ทางรอดของเธอมีอย่างเดียว สารภาพกับเบนเดอร์ซะว่าใครบงการเธอ”
คำพูดทิ้งท้ายไม่ได้ช่วยให้นิยาดารู้สึกดีขึ้นเลย
นิยาดามึนตึบกว่าเก่า เธอไม่รู้ไม่เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยสักนิด
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมานอนอยู่ข้างๆ คนตายได้ยังไง
คนเหล่านั้นไม่ได้สนใจเธอจริงๆ เขาปล่อยเธอไว้ในกระท่อมหลังนั้น และแยกย้ายกันไป ใช้เวลาไม่นานก็ไม่มีใครเหลือ ความกลัวตายทำให้นิยาดารั้น เธอพยายามหาทางรอดให้ตัวเอง เริ่มด้วยการสำรวจพื้นที่รอบๆ
กระท่อมหลังนี้อยู่ด้านหลังคฤหาสน์หลังใหญ่ ปลูกชิดริมหน้าผา หันหน้าสู้กับทะเล ที่เห็นลิบๆ นั่นน่าจะเป็นไร่องุ่นทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แถมยังมีป่าทึบอยู่ด้านซ้ายมือ ขนาดของต้นไม้ทำให้นิยาดาขยาดมากขึ้น
ในยุคนี้ราคาไม้แพงยิ่งกว่าทองคำ ต้นไม้ยืนต้นขนาดสองคนโอบแบบนี้ เจ้าของพื้นที่ต้องรวยขนาดไหนนะถึงไม่ยี่หระกับมูลค่าของไม้ยืนต้นเหล่านี้และปล่อยให้ต้นไม้ตั้งตระหง่านสู้แดดสู้ฝนอยู่นานนับสิบๆ ปีได้
“โอ้ย...อยากจะบ้า ใครนะทำกับนิได้”
เธอแหกปากตะโกนลั่น ระบายอารมณ์ด้วยการเตะใบไม้ที่กองสูงถึงตาตุ่มจนกองใบไม้กระจาย
โครกกก...
เสียงท้องร้องโครกคราก นิยาดาเลยยืดตัวยืนตรง เธอหิวจนแสบท้อง พอทบทวนความทรงจำอีกครั้งเธอถึงกับยกมือกุมขมับ เท่าที่จำได้เธอกำลังสาละวนกับการนำอาหารสดออกจากห้องเก็บความเย็นด้านหลังเรือสำราญ เธอได้ยินเสียงแปลกๆ เลยพยายามควานหาที่มาของเสียง จนถึงท้ายสุดของเรือ สถานที่ที่หากไม่มีธุระจริงๆ จะไม่มีใครเฉียดมาใกล้แถวนี้
มีผู้ชายสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่ เขาพูดภาษาฝรั่งเศสที่นิยาดาฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ก็พยายามจับใจความ เธอยกมือตบหน้าผาก ความอยากเสือกแท้ๆ เลยพาตัวเองมาซวย
เธอเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์อันตรายนั่น
เลยกลายเป็นแพะเสียมั้ง ผู้หญิงต่างชาติขึ้นเรือมาทำงานแบบผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีใบรับรองการทำงาน ใช้แรงงานแลกเงินเดือนสูงๆ เป็นค่าตอบแทน
“ใครนะ?”
ผู้โดยสารบนเรือส่วนใหญ่ร่ำรวยทั้งนั้นแหละ เธอไม่รู้จักใครเป็นพิเศษหรอก ทุกนาทีอยู่แต่ในเคบินที่ใช้สำหรับปรุงอาหาร หมกตัวอยู่ในครัวเกือบทั้งวัน เวลานอนนั่นแหละที่ไม่ได้อยู่ในนั้น ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็แทบไม่มี นิยาดาเป็นคนไทยคนเดียวที่อยู่บนเรือสำราญด้วยละมั้ง การสื่อสารคนส่วนใหญ่ใช้ภาษาถิ่นหรือไม่ก็หนักไปทางฝรั่งเศส เธอกำลังศึกษาพอฟังออกแต่ยังพูดไม่ได้ โชคดีที่เชฟพูดภาษาอังกฤษได้ และความอดทนของเธอถูกใจเชฟ เลยได้งานนี้
เธอพยายามทบทวนความจำแต่ภาพที่ผุดขึ้นมาในสมองก็ไม่ปะติดปะต่อ มึนๆ เบลอๆ จนยอมถอดใจ เธอเดินคอตกไปนั่งกอดเข่าอยู่หน้าประตู สอดส่ายสายตาหาพันธมิตรสักคน แต่กลับว่างเปล่า มีแต่ความเงียบเป็นเพื่อน