ร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ แห่งนี้ดูอบอุ่นและน่ารักตั้งแต่ก้าวแรกที่ ธาริกา เดินเข้าไป กลิ่นหอมหวานของขนมอบสดใหม่อวบอวลแทรกอยู่ในอากาศ ผนังร้านทาสีโทนพาสเทลอ่อน ๆ ให้ความรู้สึกสบายตา ชั้นวางขนมเรียงรายอยู่ด้านหน้า เต็มไปด้วยครัวซองต์สีทองกรอบ ชิ้นพายผลไม้ที่ดูน่าทาน และเค้กชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ตกแต่งอย่างประณีต
ธาริกาเลือกนั่งยังที่นั่งริมหน้าต่างบานใหญ่ ที่ประดับด้วยผ้าม่านลายดอกไม้สีอ่อน เก้าอี้เบาะนุ่มสีครีมและโต๊ะไม้เล็ก ๆ ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย เหมาะแก่การนั่งจิบชาและเพลิดเพลินกับขนมอบร้อน ๆ เสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ ดังลอยมาจากลำโพง ทำให้บรรยากาศในร้านรู้สึกผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว
วันนี้เธอนัดเจอกับเพื่อนสนิทหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายสัปดาห์เนื่องจากเธอวุ่นอยู่กับการสอบปลายภาคและการสำเร็จการศึกษา
เธอมีเรื่องราวมากมายที่ต้องการเล่าและอัปเดตให้กับ เอวา เพื่อนของเธอให้ได้ฟัง
ไม่นานก็ปรากฏหญิงสาวที่เดินมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ผมยาวสยายพลิ้วไหลเคลียไปบนไหล่ เสื้อยืดที่สวมมีร่อยรอยเปรอะเปื้อนรอยสี แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดูสกปรกหรือน่ารังเกียจ กลับกัน มันสะท้อนความคิดสร้างสรรค์และอิสระอันเต็มเปี่ยมของเธอในทุกย่างก้าวที่เดิน
หญิงสาวเดินไปสั่งอาหารและลาเต้ก่อนที่จะหันกลับมามองยังที่หมาย เธอยิ้มสดใสพร้อมกับเดินมานั่งลงที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามกับธาริกา
“ฉันกะแล้วว่าเธอจะต้องนั่งตรงนี้ นี่มันที่ประจำเธอ”
ธาริกายิ้มพลางกัดครัวซองต์ที่อยู่ในมือ “แล้วช่วงนี้เธอเป็นยังไงบ้าง ฉันมัวแต่ยุ่ง ๆ เรื่องเรียนจบ เลยไม่ได้คุยกันเลย”
“อ๋อ อย่างที่เคยน่ะ ฉันกลับมาวาดรูปอีกครั้งตามที่แม่เธอแนะนำ ท่านได้ช่วยให้ฉันได้เข้าร่วมงานนิทรรศการจัดแสดงศิลปะต่าง ๆ แล้วครั้งที่จะถึงนี้ฉันอยากให้เธอมาร่วมงานเปิดนิทรรศการด้วย ไม่รู้ว่าวันเสาร์นี้เธอจะว่างรึเปล่า”
“ว่างสิ ฉันอยากไปมากเลย!” ธาริกาตอบด้วยความตื่นเต้นทันที เธอชอบไปงานแสดงศิลปะกับเอวา และยิ่งชอบผลงานของเพื่อน เพราะเหมือนได้ถ่ายทอดจินตนาการให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างแท้จริง
นั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่แม่ของเธอ ผู้หลงใหลในศิลปะและเป็นเจ้าของแกลเลอรี่ ได้สนับสนุนเอวาอยู่เสมอ หากไม่มีการสนับสนุนนี้ เอวาอาจต้องหางานจริงจัง เพื่อหาเลี้ยงชีพแทนที่จะได้ตามความฝันที่เธอรัก
“งั้นฉันจะไปรับเธอเอง เธอไม่ได้มีแพลนจะไปไหนใช่ไหม”
ธาริกายักไหล่ คิดในใจว่าเธอจะไปไหนได้ พ่อแม่แม้จะสนับสนุนเธอทุกอย่าง เธอสามารถมีทุกสิ่งที่ต้องการ มีความเป็นอยู่สุขสบาย เรียกได้ว่าใช้ชีวิตเป็นคุณหนูอย่างแท้จริง แต่กลับถูกตีกรอบไว้เสมอ เธอก็ยังไม่แน่ชัดว่าพ่อแม่จะมองเธอเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ หรือไม่
“ไม่มี แต่ฉันกำลังจะเริ่มทำงานแล้วนะ หรือบางทีอาจจะเป็นการฝึกงาน…ยังไม่แน่ว่าเป็นแบบไหน”
“ยังไง? แล้วที่ไหนล่ะ?” เอวาถามพลางโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอกำลังจะทิ้งฉันไปหรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ เธอรู้จักคุณหมอจักรินทร์ไหม พ่อแม่ฉันเป็นเพื่อนกับเขา เลยจะฝากให้ฉันไปทำงานที่โรงพยาบาลเขาสักระยะหนึ่ง พวกท่านบอกว่าคุณหมอเป็นคนเก่งและอยากให้ฉันมีประสบการณ์จริง แต่ฉันว่ามันเป็นเพราะโรงพยาบาลนั้นอยู่ใกล้บ้านมากกว่า พวกท่านจะได้วางใจ”
“อืม ก็ถูกของเธอ” เอวาถอนหายใจ เข้าใจความรู้สึกเพื่อน “แต่จะวางใจได้จริงหรือ คุณหมอจักรินทร์น่ะ...”
“ทำไมหรือ” ธาริกาถามด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับนายจ้างในอนาคตของเธอ
“ฉันไม่แน่ใจว่าการที่คุณลุงคุณป้าจะไว้วางใจให้คุณหมอจักรินทร์คอยดูแลเธอนั้นจะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่าน่ะสิ” เอวาเอ่ยก่อนจะลดเสียงลง “ฉันได้ยินมาว่าเขาขึ้นชื่อในเรื่อง...บางอย่างอยู่”
“เรื่องอะไรอะ” ธาริกายิ่งอยากรู้ “ที่จริงคืนนี้ฉันจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่เขาจัดอยู่เหมือนกัน พ่อแม่อยากแนะนำฉันให้รู้จักเขาด้วย”
“ฉันได้ยินมาว่าคุณหมอจักรินทร์เป็นคาสซาโนว่าตัวพ่อ” เอวาโน้มหน้ามากระซิบ
“จริงหรอ!”
“ก็เท่าที่ฉันได้ยินมามันก็ประมาณนั้นแหละ เขาจัดงานเลี้ยงแล้วเชิญคนไปร่วมบ่อย ๆ พวกผู้หญิงอยากไปงานนั่นจะตาย เพราะเขาหล่อและรวยมาก แต่ว่านะ เขาเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยจะตาย พอเบื่อก็สลัดทิ้งแบบไม่ใยดี เธอเองก็ต้องระวังตัวไว้นะยัยแสตมป์”
ธาริการู้สึกกังวลเล็กน้อย
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาในแบบนั้นหรอก เขาอายุมากกว่าฉันพอสมควรนะ แล้วคุณหมอเขาก็เป็นเพื่อนกับพ่อแม่ฉัน”
ไม่ต้องตกใจนะคะ ไรต์ได้ทำการรีไรต์และเริ่มลงเนื้อหาฉบับรีไรต์ให้อ่านตั้งแต่แรกค่ะ
หญิงสาวนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่เธอแม้จะไม่เคยเจอตัวจริงแต่เคยเห็นตามสื่อโซเชียล
นายแพทย์จักรินทร์ สิทธิรักษ์ เป็นหนึ่งในสูตินรีแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ เขามีหน้าตาที่หล่อเหลาคมเข้ม อายุแค่สามสิบหก และเป็นที่คลั่งไคล้ของสาว ๆ มากมาย แต่เรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในหัวเธอเลย
“นี่แสตมป์ ฉันยังได้ยินมาอีกนะว่าคุณหมอเขาชอบเด็กสาว ๆ เธอต้องสัญญานะ ว่าจะดูแลตัวเองให้ดี”
“รู้แล้วน่าเอวา เธอก็รู้ว่าฉันไม่มีวันยอมให้เขามายุ่งกับฉันในแบบนั้นหรอก”
เอวายิ้มอบอุ่น เอื้อมมือมาบีบมือของธาริกาที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ดีแล้ว ฉันแค่อยากเตือนเธอให้รู้ไว้ก่อนน่ะ ฉันไม่อยากให้เธอเข้าไปในถ้ำเสือโดยที่ไม่มีใครเตือน”
“เวอร์ไปรึเปล่าเอวา”
“ใครจะรู้?” เอวาเลิกคิ้วล้อ “บางทีเขาอาจจะจับเธอกินทันทีที่เห็นก็ได้นะ”
“อุ๊ย ไม่หรอก ฉันจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นแน่”
“อย่างที่ฉันบอก แค่รู้ไว้ก็พอ เฮ้อ...ฉันอยากไปกับเธอด้วยจริง ๆ แต่คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ แล้วงานเลี้ยงพวกนั้นก็เข้มงวดและเฉพาะกลุ่มมาก คนที่ไม่ได้รับเชิญไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมหรอก”
“แล้วถ้าฉันโทรหาพ่อขอให้เธอไปด้วยล่ะ”
เอวาส่ายหัว “ไม่ล่ะ คืนนี้ฉันมีงานค้างที่ต้องทำให้เสร็จ แต่คงไม่เป็นอะไรหรอก คุณลุงคุณป้าก็อยู่ด้วยนี่”
เมื่อเอ่ยถึงพ่อแม่ธาริกาได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ แล้วถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
“พ่อกับแม่ไม่เคยยอมปล่อยฉันคลาดสายตาจากพวกเขาหรอก”
ร่างบอบบางทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ เธอรักพ่อแม่ของเธอมาก แต่การถูกปกป้องอย่างเกินความจำเป็นก็ทำให้รู้สึกอึดอัดในบางครั้ง
“แต่คิดแล้วก็น่าเสียดาย” เอวากล่าวพลางจิบลาเต้อีกครั้ง “ฉันอยากไปเห็นคฤหาสน์หลังนั้นชัด ๆ สักที อยากรู้ว่าข่าวลือที่ได้ยินมาเป็นเรื่องจริงรึเปล่าน่ะสิ”
“มีเรื่องอะไรหรือ” ธาริกาถามด้วยความสงสัย
“ก็ฉันได้ยินข่าวลือมา” เอวาเอนตัวเข้ามาใกล้และลดเสียงลงเหลือเพียงกระซิบ “เขาว่ากันว่าที่คฤหาสน์หลังนั้นผีดุน่ะสิ คุณหมอจักรินทร์มาจากตระกูลเก่าแก่ แล้วที่นั้นเคยมีเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น”
“เธอว่าข่าวลือจะเป็นจริงรึเปล่า”
เอวายักไหล่ “ไม่รู้สิ แต่ฉันว่ามันคงจะน่าสนุกถ้าได้เข้าไปสำรวจตอนกลางคืน”
ธาริกาส่ายหน้า “ไม่เอาหรอก เออ...แต่ฉันว่าก็น่าลองดู”
ในใจเธอยอมรับว่าเธอชอบฟังเรื่องเล่า โดยเฉพาะเรื่องผีและเรื่องลี้ลับ แม้ว่าจะกลัวอยู่บ้างก็ตาม
“เธอคิดว่ามันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักมั้ย คุณหมอเขาถึงไม่เคยมีคนรัก”
“ฉันคิดว่าเขาแค่เป็นเพลย์บอยไม่จริงจังกับใครมากกว่า แต่พูดก็พูดเถอะ ไม่ว่าจะมีผีหรือไม่มี ฉันว่าเธออย่าขุดคุ้ยลึกไปกว่านี้เลย”
“อืม รู้แล้ว”
ธาริกาผลักความคิดนั้นไปข้างหลัง แต่เรื่องที่เอวาบอกก็ทำให้เธอเริ่มคิดขึ้นมาอยู่บ้าง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็น่าจะสนุกที่จะลองตามร่องรอยผีในงานเลี้ยงคืนนี้ดู น่าจะเป็นความบันเทิงที่ดีในขณะที่พ่อแม่ของเธอกำลังยุ่งอยู่กับการเข้าสังคมของพวกเขา
จักรินทร์ มองผู้คนมากมายที่ต่างเดินวุ่นวายไปมาอยู่รอบตัว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว เนื่องจากคืนนี้เขาจัดงานเลี้ยงขึ้นที่คฤหาสน์ส่วนตัว มันเป็นงานปาร์ตี้สังสรรค์เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่าน ๆ มา และเขาก็เป็นคนเชิญคนเหล่านี้มาทั้งหมด แต่กระนั้น มันก็ยังทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอยู่ดี
แต่ทว่าไม่ว่าเขาจะเติมเต็มคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ด้วยผู้คนกี่สักครั้ง มันก็ยังรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ชวนอึดอัด
เขาไม่ชอบข้องแวะกับผู้คนมากนัก ที่จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ก็เพียงเพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างเปล่าไม่ให้เงียบเหงาเกินไปก็แค่นั้น
อย่างไรก็ตามเขาก็รับมือกับงานเลี้ยงแบบนี้ได้ เพราะมันจัดขึ้นแค่ทุกสองสัปดาห์ เขายังสามารถสนุกไปกับมันได้เสียอีก มันทำให้เขามีโอกาสได้คลุกคลีกับคนสำคัญโดยไม่ต้องอยู่ในบทบาทของหมอ มันทำให้เขาได้เห็นอีกด้านหนึ่งของตัวตนของคนเหล่านั้น และพวกเขาก็ได้เห็นอีกด้านของเขาด้วย
นอกจากนี้ มันยังเป็นแหล่งล่าที่ดีเยี่ยมเมื่อเขาต้องการใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างในชีวิต
เขารู้ดีว่าเขามีชื่อเสียงในหมู่ผู้หญิง ฉายาคุณหมอคาสซาโนว่า ดูเหมือนว่าจะมาจากการที่เขาจะเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อย ๆ เหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเหมือนผู้หญิงที่ตามเทรนด์แฟชั่น เขาคิดว่าเขายังเปลี่ยนเร็วกว่านั้นอีก
เขาเบื่อง่าย และเบื่อเร็ว ดังนั้น เขาจึงไม่เคยอยู่กับผู้หญิงคนไหนนานเกินหนึ่งเดือน บางครั้งเขาก็ทิ้งพวกเธอไปหลังจากเพียงวันเดียว และแล้วก็อาจจะผ่านไปอีกสัปดาห์ก่อนที่เขาจะเริ่มล่าคนใหม่
เขาตระหนักดีถึงความต้องการที่จะตอบสนองสัญชาตญาณดิบของร่างกาย แต่เขากลับไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีพันธะทางใจ
ทำไมเขาจะต้องมีล่ะ เขาหล่อ ยังหนุ่ม และค่อนข้างร่ำรวย เขามีสิทธิ์เลือกผู้หญิงได้ตามใจต้องการ จึงไม่มีเวลามาเสียอารมณ์กับเรื่องพวกนั้น
เขาไม่เคยเป็นคนโรแมนติกอยู่แล้ว
ในทางทฤษฎี ผู้คนที่มางานเลี้ยงเหล่านี้ต่างก็รู้จักชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างดี ดังนั้นหากพวกเขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขา พวกเขาก็เข้าใจดีว่ากำลังเจออะไรอยู่ และการตัดความสัมพันธ์ก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่า แต่มันก็เป็นในทางทฤษฎีเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว สิ่งต่าง ๆ มักจบลงด้วยน้ำตาบ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่สำหรับเขา
จักรินทร์เดินท่องไปในงานเลี้ยงด้วยความรู้สึกสบาย ๆ แบบเคลิบเคลิ้ม แก้วแชมเปญอยู่ในมือ พร้อมกับพิจารณาตัวเลือกมากมายที่อยู่ตรงหน้า จนกระทั่งมีเพื่อนเก่าคนหนึ่งเดินเข้ามาหา
“พี่บวร” เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยินดี เปลี่ยนสีหน้าเป็นการต้อนรับทันที
บวรพจน์เป็นเพื่อนรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันกับเขา รู้จักกันตอนไปงานเลี้ยงประจำปีของโรงเรียน แม้ว่าอีกฝ่ายจะอาวุโสกว่าเขามาก แต่ก็คบหากันมาตั้งแต่นั้น
“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ช่วงนี้เป็นไงบ้างล่ะหมอไนล์”
จักรินทร์หัวเราะ “ก็แค่สองอาทิตย์นับจากครั้งล่าสุดที่เราเจอกันเองไม่ใช่หรือครับพี่”
บวรพจน์ส่ายหัวพร้อมกับยิ้ม “สองอาทิตย์ก็ยังรู้สึกว่านานเกินไปเลย แล้ววันนี้ฉันพาลูกสาวมาด้วย”
จักรินทร์เลื่อนสายตาไปด้านข้างเพื่อนรุ่นพี่ เขามาพร้อมกับมารินี ภรรยาของเขา และสาวสวยรูปร่างบอบบางที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน คาดว่าคงจะเป็นลูกสาวของพวกเขา
เธอสวยสะดุดตา มีใบเรียวเล็กแบบที่เป็นธรรมชาติไม่ได้ผ่านการทำศัลยกรรมตามสมัยนิยม ดวงตากลมโตเป็นประกายเหมือนตากวาง ขนตายาวเป็นแพล้อมกรอบตาไว้ และผมสีดำปล่อยยาวสยายเต็มแผ่นหลัง เธอสวมชุดเดรสสีเทาที่แนบไปกับลำตัว ขับเน้นส่วนโค้งเว้าของร่างกายอย่างชัดเจน เธอเป็นคนตัวเล็กกระทัดรัด และเอวคอดเล็กของเธอยิ่งขับเน้นหน้าอกและสะโพกให้โดดเด่นขึ้น
พูดสั้น ๆ คือ หญิงสาวตรงหน้าคือความงดงามที่สุดที่เขาได้เคยเห็นมา และด้วยสีหน้าที่ดูไร้เดียงสาของเธอ มันยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าที่อยู่ในกายเขาให้พลุ่งพล่าน เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันน่าสนุกที่จะได้เล่นกับเธอ
ตราบใดที่พ่อแม่ของเธอไม่รู้เรื่อง ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
“มานี่สิแสตมป์” บวรโบกมือเรียกลูกสาว “หมอไนล์ ฉันอยากแนะนำลูกสาวฉันให้รู้จัก เธอชื่อว่าธาริกา หรือแสตมป์”
หญิงสาวก้าวเข้ามา เธอยกมือไหว้เขา พร้อมกับยิ้มอย่างน่าประทับใจ แต่มีบางสิ่งในสายตาของเธอที่บอกว่าเธอไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนภาพลักษณ์ที่เห็น
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณหมอจักรินทร์”
เขายิ้ม “เรียกผมว่าหมอไนล์ได้เลย”
“หมอไนล์” บวรพจน์พูดแทรกขึ้นมา “แสตมป์เพิ่งเรียนจบพยาบาลมา”
มารินีที่ยืนอยู่ข้างกันพยักหน้า “ใช่แล้ว เธอจบด้วยคะแนนสูงสุดของชั้นด้วย ตอนนี้เธอกำลังหางานอยู่”
จักรินทร์เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการสื่ออยู่ทันที