ตอนที่ 1
บริษัทหลักทรัพย์และที่ปรึกษาการลงทุน เอสเอ็มที จำกัด
กฎเหล็กของการทำงานที่นี่ ห้ามพนักงานแต่งงานหรือเป็นแฟนกัน หากฝ่าฝืนจะถูกไล่ออก
เมญารินทร์กับติณห์ภัทรแฟนหนุ่มทั้งสองตั้งใจออกมาดินเนอร์ในค่ำคืนนี้เพื่อฉลองครบรอบสองปีที่แอบรักกันมาอย่างหวานชื่นภายใต้บริษัทแห่งนี้โดยมีผู้รับรู้เพียงแค่คนเดียวนั่นคือหัวหน้างานของเมญารินทร์ แต่ในระหว่างที่ทั้งสองดินเนอร์กันอยู่นั้นเมญารินทร์และติณห์ภัทรแฟนหนุ่มก็ได้เจอกับเจ้านายของตัวเอง สองสามีภรรยาคู่นี้ทำงานที่เดียวกันและก็มีเจ้านายคนเดียวกัน เพียงแต่เมญารินทร์จะเป็นหัวหน้าทีมของสามีเธออีกที
คืนนี้เมญารินทร์แต่งตัวสวยหวานน่ารักเหมือนอย่างเช่นเคย เธอมาในชุดเดรสสายเดี่ยวสีชมพูอ่อนกระโปรงสั้นเหนือเข่า และไม่ว่าเธอจะแต่งตัวสไตล์ไหนความสวยของเธอก็เตะตาผู้คนไปทั่วทั้งร้าน ไม่เว้นแม้แต่เจ้านายของเธอที่เพิ่งเห็นทั้งสองและกำลังจะเดินเข้ามาทัก
“สวัสดีค่ะพี่ขจร” แฟนสาวที่เห็นเจ้านายจึงรีบเอ่ยทัก ก่อนที่ติณห์ภัทรจะหันมาเห็นเจ้านายและเอ่ยทักตามแฟนสาวไป
“สวัสดีครับพี่ขจร...แหม่!!..วันนี้ฉายเดี่ยวเลยเหรอครับ” ชายหนุ่มรีบยกมือไหว้เจ้านาย
“สวัสดี ๆ” ขจรเกียรติรับไหว้สองสามีภรรยารุ่นน้องในสายงานของตนเอง ก่อนที่เมญารินทร์จะเชิญชวนให้เจ้านายของเธอนั่งลงที่โต๊ะเดียวกันกับตนเองไปตามมารยาท แต่เผอิญว่าวันนี้ขจรเกียรติมาคนเดียวจึงไม่ปฏิเสธคำชวนนั้น
หลังจากทั้งสองทักทายเจ้านายกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขจรเกียรติก็ถือโอกาสนั่งดื่มที่โต๊ะของลูกน้องซะเลย ซึ่งเมญารินทร์และติณห์ภัทรก็ไม่ได้ว่าอะไร
“วันนี้ลมอะไรหอบพี่ขจรสุดหล่อมาไกลถึงที่นี่ได้คะ” ลูกน้องคนสวยเอ่ยถามแกมประจบ
“คือว่าพอดี..พี่นัดกับคุณจรัสเค้าไว้ที่ร้านนี้แหละ แต่บังเอิญว่าเขาติดธุระกะทันหัน เค้าเพิ่งจะโทรบอกพี่เมื่อกี้นี้เอง” ขจรเกียรติอธิบายให้ลูกน้องฟัง
“หุ้ย!..แบบนี้พี่ก็ชวดลูกค้าคนสำคัญเลยดิ”
“ไม่หรอกพอดีภรรยาคุณจรัสเข้าโรงพยาบาลน่ะ เดี๋ยวว่าสักพักพี่ก็จะไปเยี่ยมเค้าอยู่เหมือนกัน”
นั่งคุยกันสักพัก ติณห์ภัทรก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ จึงปล่อยแฟนสาวให้นั่งคุยกับเจ้านายไปก่อน
“แฟนของเมญ่านี่เค้าเป็นคนทำงานเก่งนะ แถมขยันอีกด้วย อนาคตต้องได้เลื่อนเป็นหัวหน้าทีมเหมือนเมญ่าแน่นอน แต่ก็ต้องระวังเรื่องการคบหากันให้ดีกว่านี้หน่อยนะ”
“ปกติก็ไม่ค่อยได้ไปไหนด้วยกันหรอกค่ะ แต่วันเผอิญว่าวันนี้เป็นวันครบรอบ” ทั้งสองไปมาหาสู่กัน แต่ไม่ได้แต่งงานกัน มีเพียงพ่อแม่เท่านั้นที่รับรู้
“นาน ๆ ครั้ง ก็คงไม่มีใครรู้หรอก แต่อย่าให้บ่อยเกิน” เสียงแห่บแห้งเอ่ยเตือนลูกน้องสาวก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ
“ค่ะ”
“เรื่องผลงานของติณห์ เดี๋ยวว่าง ๆ พี่จะช่วยดูให้นะ เห็นว่าช่วงนี้ผลงานโดดเด่น”
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่เสียอยู่อย่างเดียว?” ขจรเกียรติพูดขัดขึ้นมาทันควัน
“อะไรเหรอคะพี่”
“ก็ยุคสมัยนี้คนนั่งเทรดหุ้นอยู่บ้านก็เยอะนะ ใช่ว่าได้ลูกค้าเยอะ ๆ แล้วจะเลื่อนขั้นได้รวดเร็วเสมอไป”
“นั่นน่ะสิคะ ขนาดเมญ่ากว่าจะได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ยังไงเมญ่าฝากพี่ขจรด้วยนะคะ เผื่อมีลูกค้าที่วอลลุ่มเยอะ ๆ ก็โอนมาให้แฟนเมญ่าบ้าง จะได้เลื่อนเป็นหัวหน้าทีมกับเข้าเสียที”
“ไอ้ช่วยน่ะ..มันก็ช่วยได้อยู่หรอก แต่พี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะทันสิ้นปีนี้หรือเปล่านะ”
ขจรเกียรติกำลังจะพูดต่อ แต่ก็ชะงักเอาไว้เสียก่อนเพราะเห็นติณห์ภัทรเดินกลับมานั่งที่โต๊ะพอดี จากนั้นขจรเกียรติก็รีบขอตัวกลับ
“อ่าว!..พี่จะกลับแล้วเหรอครับ” ติณห์ภัทรร้องทักเมื่อเห็นเจ้านายของเขาลุกขึ้นจากโต๊ะ
“อื้ม..เจอกันพรุ่งนี้นะติณห์ แล้วอย่าสายล่ะ” ขจรเกียรติเอ่ยเตือนเพราะเขาเพิ่งมอบหมายงานให้ติณห์ภัทรออกไปพบลูกค้าพรุ่งนี้ในช่วงเช้า
“ครับพี่”
ติณห์ภัทรเดินมาส่งเจ้านายที่ลานจอดรถหน้าร้าน ก่อนจะเดินกลับมาหาภรรยาของเขาที่นั่งรออยู่
“คุยอะไรกันเหรอ พอดีพี่ออกมาไม่ทัน” สามีหนุ่มกลับมาถึงที่โต๊ะก็รีบถามภรรยาทันทีก่อนจะทรุดลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม
“ก็คุยเรื่องที่เราแอบคบกันนั่นแหละค่ะ แล้วก็เรื่องที่พี่อาจจะได้เลื่อนเป็นหัวหน้าทีมด้วย”
“เมญ่าว่าพี่จะได้เลื่อนตำแหน่งทันสิ้นปีนี้มั้ย”
“เมญ่าก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่พี่ขจรเค้าจะว่าจะช่วยพี่อยู่นะ”
“อืมใช่ เขายกลูกค้าให้พี่ดูแลคนหนึ่ง”
ตอนที่ 2
นั่งดื่มกันได้สักพักเมื่อทั้งสองได้ยินเสียงเพลงที่คุยเคย ติณห์ภัทรก็ชวนภรรยาสาวออกไปเต้นรำด้วยกัน
“ร้านนี้เค้าเปิดเพลงโปรดของเราด้วยนะคะพี่ติณห์” สามีหนุ่มดึงร่างภรรยาเข้ามาแนบชิดจนเมญารินทร์สัมผัสได้ถึงหน้าอกแกร่งของสามีหนุ่มที่บดเบียดกับหน้าอกเต่งตูมของเธอ ระหว่างทั้งคู่เต้นรำกันก็มีสายตาของใครบางคนที่แอบจ้องมองอยู่ จากนั้นทั้งสองก็ดื่มด่ำกับบรรยากาศการอันสุดแสนโรแมนติกและเต้นรำด้วยกันโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
“เหนื่อยรึป่าว เต้นมาหลายเพลงแล้ว” สามีหนุ่มเอ่ยถาม
“ก็นิดหน่อยค่ะ เมญ่าว่าเรารีบกลับกันมั้ยคะ ไม่อยากไปทำงานสาย”
“อืม...งั้นเต้นให้จบเพลงนี้นะ” สามีหนุ่มตอบแล้วโอบกอดร่างภรรยาสาวให้เต้นไปตามจังหวะเพลงจนจบ จากนั้นติณห์ภัทรและเมญารินทร์ก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะก่อนจะเรียกพนักงานเก็บเงินแล้วเดินทางกลับทันที คืนนี้ทั้งคู่ตั้งใจนั่งรถมาคันเดียวกัน
รุ่งเช้าทั้งคู่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกทำงานพร้อมกัน เมญารินทร์เตรียมอาหารเช้าเอาไว้ให้พ่อเลี้ยงของเธอเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองทำงานที่เดียวกัน แต่ใช้รถกันคนละคันเพื่อปกปิดสถาณะ และเอาไว้เผื่อบางครั้งที่เมญารินทร์ต้องออกไปพบลูกค้า ทั้งสองทำงานเป็นโบรกเกอร์หรือที่เรียกกันทั่วไปอีกอย่างว่า มารเก็ตติ้งหุ้นที่บริษัทเอสแอนทีซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์และให้คำปรึกษาทางด้านการลงทุน
วันนี้หลังจากที่ทุกคนประชุมเสร็จ ญาณิศาหนึ่งในโบรเกอร์ที่เป็นหัวหน้าทีมก็ได้ถูกไล่ผู้จัดการใหญ่ไล่ออก เพราะทำงานผิดพลาดบางอย่างเธอทำงานอยู่ที่นี่ได้สามปีเต็ม แต่เมญารินทร์เดาว่าสาเหตุของการถูกไล่ออกไม่น่าจะมาจากการทำงานผิดพลาดเพียงอย่างเดียว
ไม่นานเมญารินทร์ก็ได้ ยินเสียงเพื่อนร่วมงานซุบซิบกัน ว่าคุณขจรเกียรติอาจจะเลือกครองขวัญขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมคนใหม่แทนญาณิศาที่ถูกไล่ออกไป ซึ่งก็ทำให้ความฝันของสามีเธอนั้นแทบจะเป็นศูนย์ทันที แต่ทำไมครองขวัญถึงจะได้ตำแหน่งนี้ล่ะ ทั้งที่สามีของเธอก็ผลงานดีกว่า เมญารินทร์ครุ่นคิดในใจ
เมญารินทร์เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน เพราะมันอาจจะไม่เป็นจริงตามข่าวลือก็ได้ ก่อนหัวหน้าขจรเกียรติจะย้ายมาประจำที่สาขานี้ เมญารินทร์ก็ได้เลื่อนเป็นหัวหน้าทีมก่อนสามีของเธอ ซึ่งหัวหน้าคนก่อนที่ย้ายไปมองเห็นผลงานของเธอ เมญารินทร์จึงอยากให้สามีที่ตอนนี้ยังเป็นลูกทีมของเธออยู่ได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าทีมกับเขาบ้าง
ไม่นานนักขจรเกียรติก็ส่งข้อความส่วนตัวให้เมญารินทร์เข้าไปพบ
“สวัสดีค่ะ...พี่ขจร มีอะไรจะเรียกใช้เมญ่าเหรอคะ”
“ไม่มีหรอกพี่แค่จะเรียกมาเตือนเฉย ๆ น่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“คือทุกวันนี้พี่ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่อะนะ แต่ติณห์กับเมญ่าก็ไม่น่าไปทำประเจิดประเจ้อแบบนั้น”
“ถ้าพี่หมายถึงเรื่องเมื่อคืน..เมญ่าขอโทษค่ะ”
“คืออันที่จริงถ้าทางบริษัทรู้เค้าก็จะพิจารณาให้คนใดคนหนึ่งลาออกเลย เมญ่ารู้กฏข้อนี้ดีใช่มั้ย”
“ค่ะ เมญ่าขอบคุณพี่ขจรมากนะคะที่เข้าใจเมญา”
“งั้นก็ดีแล้ว นี่พี่เห็นแกความขยันของเมญ่าแล้วก็ติณห์นะ”
“เมญ่าจะไม่ให้มีเรื่องแบบเมื่อคืนนี้อีกแล้วค่ะ”
“งั้นพี่จะลองให้โอกาสงานนี้กับติณห์เค้าดูอีกสักครั้ง ถ้างานนี้ลูกค้ายอมเปิดพอร์ตลงทุนกับทางบริษัท พี่ก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไป”
“เอ่อ พี่ขจรค่ะ อย่าหาว่าเมญ่าละลาบละล้วงเลยนะคะ สรุปครองขวัญเธอจะได้เลื่อนเป็นหัวหน้าทีมจริง ๆ เหรอคะ”
“ก็ไม่เชิงหรอก วัดกันที่ผลงานปลายปีนี้ไง ใครยอดมากกว่าคนนั้นก็ได้ไป เนี่ยพี่ก็เพิ่งให้ติณห์ออกไปพบลูกค้า แล้วรายนี้น่ะ ยอดเค้าเยอะด้วยนะ”
พักเที่ยงมารดาของติณห์ภัทรเดินทางมาหาบุตรชายถึงที่ทำงาน เธอตั้งใจเอาอาหารกลางวันมาให้ แต่ว่าไม่พบกับติณห์ภัทร์ จึงเข้ามาสอบถามกับเมญารินทร์
“พอดีพี่ติณห์ออกไปพบลูกค้าค่ะคุณแม่”
“เป็นหัวหน้าทีม ทำไมไม่ไปเองล่ะ ถึงผัวจะเป็นลูกน้องก็ไม่ควรใช้งานหนักขนาดนี้สิ” พัชรินทร์ผู้เป็นมารดาของติณห์ภัทรดุลูกสะใภ้ด้วยความไม่พอใจ
“เอ่อ คุณแม่ คือว่าช่วงนี้พี่ติณห์เค้าเร่งทำผลงานอยู่ค่ะ เผื่อว่าจะได้เลื่อนเป็นหัวหน้าทีมเร็ว ๆ นี้”
“แล้วเมื่อคืน..ทำไมเธอถึงไม่ยอมให้ตาติณห์เค้ากลับบ้าน” พัชรินทร์ต่อว่าเสียงดัง เมญารินทร์รีบหันดูไปรอบ ๆ ห้อง ดีว่าช่วงนี้พนักงานไปทานอาหารกลางวันกันหมด เธอจึงค่อยโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย ไม่งั้นต้องเป็นเรื่องแน่นอน
“คือว่าเมื่อคืนนี้เราไปฉลองกันนิดหน่อยค่ะคุณแม่”
“ฉลองอะไรกันก็ควรให้มันรู้เวล่ำเวลาบ้างสิ”
“หนูขอโทษค่ะคุณแม่” เมญารินทร์ไม่อยากเถียงคนแก่ให้เป็นเรื่องเป็นราวจึงยอมรับความผิดเอาไว้ อีกอย่างเดียวเผื่อใครมาได้ยินเข้า ก็จะมีผลไปถึงหน้าที่การงานของเธอและติณห์ภัทรได้ ซึ่งเรื่องนี้ทั้งคู่ก็เคยพูดกับพัชรินทร์ไปแล้ว
ตอนที่ 3
พัชรินทร์กลับไปไม่นาน ติณห์ภัทรก็กลับมาจากการออกไปพบลูกค้า ตั้งแต่กลับมาติณห์ภัทรก็แอบส่งไลน์คุยกับเมญารินทร์ว่าเขาออกไปพบลูกค้ารายใหม่ตามที่ขจรเกียรติหัวหน้าของแฟนสาวแนะนำ ซึ่งอันที่จริงแล้วขจรเกียรติได้บอกให้เมญารินทร์เป็นคนไปพบลูกค้าด้วยตนเอง แต่เมญารินทร์ขอร้องกับขจรเกียรติเพราะอยากให้สามีของเธอมีผลงานบ้างจึงให้เขาไปแทน ติณห์ภัทรที่เป็นหวงแฟนสาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธ และอยากออกไปพบลูกค้าด้วยตนเอง ซึ่งเย็นนี้ลูกค้าคนสำคัญก็นัดที่จะเปิดพอร์ตกับติณภัทรเรียบร้อยแล้ว ขจรเกียรติย้ำว่าอยากให้เมญารินทร์ไปช่วยติณห์ภัทร์ด้วยอีกแรงเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เธอจึงยอมทำตามเพราะสามีของเธอประสบการณ์น้อยและก็ยังเป็นลูกทีมของเธออีกด้วย
ติณห์ภัทรส่งข้อความมาคุยกับแฟนสาว ระหว่างที่ออกมานั่งทานอาหารกลางวัน
พี่ติณห์ : ทำไมเป็นมาร์มันช่างยากเย็นนักนะ
เมญ่า : ใจเย็น ๆ สิพี่ เดี๋ยวเมญ่าจะช่วยเจรจาให้
พี่ติณห์ : ลูกค้ามันเรื่องมากกับพี่เอง
เมญ่า : เอาน่าพี่..คุณกฺษิดิศเค้าจะเปิดพอร์ตเยอะเลยนะ เค้าก็ต้องเรื่องมากนิดหนึ่งแหละ แต่คนนี้พี่ขจรเกียรติคอนเฟิร์มมาแล้วว่ายังไงเค้าก็เปิดพอร์ตกับเราแน่
พี่ติณห์ : ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมาจิ้นคงได้เยอะแน่ ๆ เลย ยังไงเมญ่าไปช่วยพี่หน่อยนะ
เมญ่า : ค่ะ
เมญ่า : พี่ติณห์
พี่ติณห์ : อะไรเหรอ
เมญ่า : พี่ขจรติงมาน่ะ เรื่องความสัมพันธ์ของเรา
พี่ติณห์ : ทำไมเหรอ
เมญ่า : พี่เค้าไม่ให้แสดงตัวกับลูกค้าว่าเป็นคู่รักกันค่ะ ให้แสดงตัวว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น
พี่ติณห์ : แต่พี่ขจรเค้าก็รู้นี่ ว่าเราคบกัน
เมญ่า : ก็นั่นแหละค่ะ แต่เค้าไม่อยากให้ลูกค้ารู้
พี่ติณห์ : พี่ว่ากฎนี้แมร่ง..โคตรบัดซบเลย
เมญ่า : มันก็มีมาตั้งนาน ก่อนที่เราจะคบแล้วนี่คะ ติณห์ภัทรถอนหายใจหลังจากที่เขาอ่านข้อความนั้นแล้ว ก่อนจะส่งท้ายเป็นสติ๊กเกอร์แล้วโยนโทรศัพท์ลงที่โต๊ะด้วยความหงุดหงิด
“เอ้า ๆ เป็นอะไรของแกอีก เดี๋ยวโทรศัพท์ก็พังหรอก” พีรวัสเพื่อนสนิทของติณห์ภัทรสมัยเรียนมัธยมเดินมาเห็นเพื่อนหงุดหงิดก็รีบร้องทักทันทีก่อนจะเดินถึงโต๊ะ
“ทำไมเพิ่งมาวะ” ติณห์ภัทรเงยหน้าขึ้นถามเพื่อน
“ก็แกเล่นมานัดไกลบริษัทฉันนี่หว่า” พีรวัสตอบเพื่อนก่อนจะนั่งลง
“แกมาก็ดีแล้ว ฉันว่าสิ้นปีนี้ถ้าไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง อยากจะย้ายไปทำงานที่บริษัทแกว่ะ มีตำแหน่งไหนพอจะว่างบ้างมั้ย”
“มันก็พอมี แต่เงินเดือนมันก็ไม่ได้มากเหมือนกับที่แกทำอยู่หรอกนะ แกจะรับได้รึ”
“พอดีฉันอยากได้ที่สบายใจว่ะ ถึงจะได้เงินน้อยหน่อย แต่ก็ไม่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ นี่หว่า”
“กฎของบริษัทแกนี่ก็แปลกเนอะ ห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน”
“เค้ากลัวพนักงานยักยอกเงินบริษัทไง แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นแฟนกัน เค้าก็จะรีบลาออกกันไปคนหนึ่ง เหลือแต่คู่ฉันเนี่ยแหละ”
“งั้นเดี๋ยวฉันจะส่งรายละเอียดการรับสมัครให้แกตัดสินใจอีกทีก็แล้วกัน...ว่าแต่แม่แกสบายดีนะ” พีรวัสอดถามไม่ได้ที่มารดาของเพื่อน
“สบายดี”
“แกหายป่วยหรือยัง”
“ก็เป็น ๆ หาย ๆ นั่นแหละ ต้องคอยกินยาตลอด” ติณห์ภัทรถอนหายใจแล้วตอบเพื่อน
“ก็อย่างว่าแหละ โรคนี้คนป่วยเค้าต้องการกำลังใจ แกน่ะยังดีที่มีแม่ ส่วนชั้นเนี่ยสิ!..ตัวคนเดียวเลย”
“แกก็รีบมีเมียสิวะ” ติณห์ภัทรตบไหล่เพื่อน
“ก็อยากมีอยู่ แต่มันจีบไม่ติดนี่หว่า จะฉันทำยังไง”
“สาว ๆ ในบริษัทฉันโสด ๆ ก็พอมีอยู่นะ แกสนใจป่ะละ”
“ไม่ใช่ว่ามีแฟนกันแล้ว แต่ต้องคอยปกปิดเหมือนแกหรอกรึ”
“ไอ้บ้าเอ๊ย!!..คงไม่ใช่ทุกคนหรอกมั่ง”
“ฉันว่าเรารีบสั่งอาหารกันเถอะ เดี๋ยวฉันต้องรีบกลับไปทำงานต่อ พอดีบ่ายมีประชุม” พีรวัสบอกเพื่อน
เย็นนี้ก่อนออกไปพบลูกค้า ติณห์ภัทรก็นัดเจอกับเมญารินทร์ที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้า ก่อนทั้งคู่จะได้คุยกันเล็กน้อย จากนั้นพัชรินทร์มารดาของติณห์ภัทรก็โทรมาหาเขา
“ครับแม่!!!..” ชายหนุ่มรับสาย เมญารินทร์ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอได้ยินทุกคำพูด
“ติณห์ อยู่ไหนลูก”
“ผมกำลังจะออกไปพบลูกค้าครับแม่”
“ติณห์ มีใครไม่รู้สี่ห้าคนมายืนอยู่ที่รั้วหน้าบ้านเรา แม่กลัว”
“ใครกันครับแม่ เดี๋ยวผมจะโทรแจ้งตำรวจให้แม่ แม่อย่าออกจากบ้านนะครับ” ติณห์ภัทรรีบบอกมารดาด้วยความเป็นห่วง
“แม่กลัว ติณห์ แม่กลัว!!!”
“ครับ ๆ งั้นผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
วางสายจากมารดาเรียบร้อย ติณห์ภัทรก็หันมาบอกภรรยาสาว
“เมญ่า พี่ต้องกลับบ้านตอนนี้”
“งั้นพี่รีบกลับเถอะค่ะ” โบรกเกอร์สาวรู้เหตุผลของสามีหนุ่มดี เธอชินแล้วกับนิสัยของแม่สามี พัชรินทร์เธอเป็นโรคซึมเศร้า และอ้างจะฆ่าตัวตายอยู่บ่อย ๆ หากลูกชายของเธอขัดใจ บางครั้งเธอก็เริ่มเบื่อ ไหนจะต้องคอยคบหากันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องมาเจอกับแม่สามีที่สภาพจิตใจพิการอีก มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมญารินทร์ไปนอนค้างที่บ้านของติณห์ภัทร มารดาของเขาก็ยังขอมานอนกับลูกชายบนเตียงเดียวกันสามคนอีก เธอจำได้เป็นอย่างดี นับแต่นั้นเธอก็แทบไม่ไปบ้านเค้าอีกเลย เวลาวันหยุดไปเที่ยวไหนด้วยกัน ติณห์ภัทรก็ต้องคอยเอาแม่ของเขาไปด้วยเสมอ เพราะปล่อยเอาไว้สามีของเธอกลัวแม่จะคิดสั้นฆ่าตัวตาย
“เมญ่าเข้าใจพี่ค่ะ..พี่รีบไปเถอะ เดี๋ยวเมญ่าไปพบลูกค้าเอง” เธอยิ้มให้กำลังใจสามีหนุ่ม หลังจากเห็นเค้าแสดงความเป็นห่วงเธอออกมา