สายลมเย็นๆ ที่พัดวู่หวิวมาพร้อมกับหยาดพิรุณในช่วงบ่ายคล้อย ทำให้สาวน้อยในชุดนักศึกษาแบบถูกระเบียบ เสื้อสีขาวขนาดพอดีตัว ติดกระดุมและตุ้งติ้งที่มีตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ยัดชายลงไปในกระโปรงจีบรอบซึ่งมีความยาวสั้นเท่าหัวเข่า เบื้องล่างนั้นสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ยังใหม่สะอาดเพราะเพิ่งใช้เพียงไม่กี่ครั้ง อดที่จะคิดถึงบ้านไม่ได้
ดวงตากลมโตใสแจ๋วสีดำสนิททอดมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องเรียน คล้ายกำลังพุ่งความสนใจไปที่สายฝน แต่หัวใจกลับคะนึงหาบ้านไม้หลังกะทัดรัด ซึ่งปลูกแบบล้านนาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเชียงราย บ้านเก่าๆ ที่มีต้นไผ่หลายต้นขึ้นทึนทึกอยู่หลังบ้าน ยามที่เกิดฟ้าฝนลมแรงพัดกระหน่ำ ลำไผ่ปล้องเล็กๆ เหล่านั้นจะลู่เอนไปตามแรงลม ที่บางครั้งก็กระหน่ำใส่เสียจนเธอคิดว่ามันคงจะหักโค่น ทว่ามันก็ไม่ได้หัก และหลังจากพายุพัดผ่านไปแล้ว ลำไผ่เหล่านั้นก็กลับมายืนตระหง่านได้อีกครั้ง คงเพราะแบบนี้ละมัง พ่อกับแม่จึงตั้งชื่อเธอว่า ‘ไผ่’ ท่านคงอยากให้เธอสามารถหยัดยืนเผชิญปัญหาและเข้มแข็งได้ประดุจดังต้นไผ่ ที่ไม่ว่าจะเจอลมแรงมากเท่าไหร่ก็กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
“ไผ่ป่ะกลับหอกันเถอะ”
กลิ่นจันทร์หันไปทางคนสะกิด ซึ่งก็คืออิงดาวนั่นเอง อิงดาวเป็นเพื่อนสนิทของเธอที่มาจากเชียงรายด้วยกัน บ้านของอิงดาวอยู่ใกล้ๆ กับบ้านยาย กลิ่นจันทร์กับอิงดาวเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถม และยังสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกันได้อีก จะต่างกันก็เพียงอิงดาวเป็นลูกสาวเศรษฐีในละแวกนั้น ส่วนกลิ่นจันทร์เป็นแค่หลานสาวชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
“แล้ววันนี้ไม่เข้ารับน้องเหรออิง” เจ้าของเสียงหวานถามเพื่อนอย่างสงสัย เพราะปกติอิงดาวไม่เคยพลาดเรื่องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องของคณะ
“พี่พีบอกว่า วันนี้ไม่มีรับน้องเพราะฝนตกน่ะ”
“งั้นเหรอ ถ้างั้นอิงกลับก่อนเลยนะ เดี๋ยวเราจะไปหาพี่ป้อง ว่าจะไปช่วยงานที่ร้านหน่อย”
“โอเค งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ”
“จ้ะ” กลิ่นจันทร์ยิ้มบางๆ ให้กับอิงดาว ก่อนจะแยกย้าย โดยเธอนั่งรถเมล์ต่อไปยังร้านอาหารแบบกึ่งผับของพี่ชายซึ่งอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยมาก
ร่างบางในชุดนักศึกษา ตกเป็นเป้าสายตาของพนักงานในร้านพอสมควร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่กลิ่นจันทร์มาที่นี่ เธอถามหาพี่ชายกับพนักงานคนหนึ่ง พอพนักงานคนนั้นรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของกวิน ก็รีบพาเธอเดินเข้าไปในห้องของผู้จัดการ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้มีแค่กวินอยู่ในห้อง แต่ปัณรสแฟนสาวของกวินก็อยู่ด้วย
“สวัสดีค่ะพี่ป้องพี่บีม” คนเป็นน้องเอ่ยอย่างสดใส พลางยกมือไหว้พี่ชายกับคนรักของเขา โดยไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าของพี่ชายเจือไปด้วยความกังวลบางอย่าง
“มาได้ไงหือเรา” พี่ชายทักทายตอบและยกมือขึ้นขยี้ผมเบาๆ อย่างเอ็นดู
“นั่งรถเมล์มาค่ะ”
“แล้ววันนี้ไม่มีรับน้องเหรอ ทำไมถึงมาหาพี่ได้”
“ไม่มีค่ะ พอดีวันนี้ฝนตก รุ่นพี่ก็เลยงดกิจกรรมหนึ่งวัน และพรุ่งนี้ไผ่ก็มีเรียนช่วงบ่ายด้วย ไผ่อยากมาช่วยงานที่ร้านพี่ป้องแล้วก็อยากมาค้างด้วย ก็เลยนั่งรถมาหา”
“เรียนกับรับน้องก็หนักแล้ว ไม่ต้องมาช่วยพี่ก็ได้ แค่ไผ่ตั้งใจเรียนพี่ก็ดีใจแล้ว อยากค้างก็แค่มาค้างก็พอ”
“ไผ่อยากช่วยนี่ อีกอย่างไผ่ก็คิดถึงพี่ป้องด้วย อยากกอด”
“งั้นก็มากอดให้หายคิดถึงก่อน แล้วค่อยไปช่วยงาน”
เมื่อพี่ชายกางมือออก ร่างบางก็รีบขยับเข้าไปหาในทันที เธอโอบกอดเอวเขาแล้วซบหน้าลงบนอกอุ่นๆ อย่างที่ชอบทำเป็นประจำในตอนเด็ก โดยมีปัณรสยืนมองอยู่เงียบๆ แล้วยิ้มบางๆ ให้กับภาพนั้น
“เมื่อไหร่จะเลิกอ้อนหือเรา โตแล้วนะ ถ้าวันหนึ่งพี่ไม่อยู่จะทำยังไง”
“ไม่รู้ละ ไผ่ไม่ยอมให้พี่ป้องไปไหนหรอก ไผ่จะทำทุกอย่างเพื่อให้พี่ป้องเป็นพี่ชายที่แสนดีของไผ่แบบนี้ตลอดไป”
“แล้วถ้าพี่ไม่ใช่คนที่แสนดีล่ะ” กวินยกมือขึ้นลูบผมนุ่มสลวย พลางทอดสายตามองน้องสาวอย่างอ่อนโยนและผูกพัน กลิ่นจันทร์คืออีกหนึ่งกำลังใจของเขาหลังจากที่พ่อกับแม่จากไปเมื่อหลายปีก่อน น้องสาวเขาเป็นเด็กดีมาก ไม่เคยทำตัวให้ต้องหนักใจ เขาคงทั้งดีใจและภูมิใจสุดๆ ในวันที่กลิ่นจันทร์เรียนจบ และมีอนาคตที่ดีในวันข้างหน้า
“ต่อให้พี่ป้องเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น แต่พี่ป้องก็ยังจะเป็นพี่ชายที่แสนดีของไผ่เสมอนะ”
“เด็กขี้ประจบเอ๊ย...” ปากว่าแต่อ้อมแขนกลับกระชับร่างน้องสาวแนบแน่นกว่าเดิม เขาได้แต่หวังว่ากลิ่นจันทร์จะไม่หมดศรัทธาในตัวเขา ในวันที่รู้ว่าเขาเคยทำเลวอะไรไว้บ้าง
ผ่านไปเกือบสองนาที กลิ่นจันทร์จึงผละออกจากอ้อมแขนของพี่ชาย ก่อนจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดพนักงานของร้านแล้วออกไปช่วยงานด้านนอก
ยิ่งดึกคนในร้านก็ยิ่งหนาตา กลิ่นจันทร์ทั้งเดินรับออเดอร์ทั้งเดินเสิร์ฟอาหารอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่เธอก็ชินกับความเหน็ดเหนื่อยทางกายเสียแล้ว เพราะช่วยยายทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ และการที่ร้านของกวินมีคนมาใช้บริการเยอะเช่นนี้ แสดงว่าร้านกำลังดัง กิจการของร้านไปได้ดี ซึ่งอีกไม่นานพี่ชายของเธอคงจะสบายขึ้น และเธออยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ เพราะที่ผ่านมากวินทำเพื่อคนในครอบครัวมาตลอด พี่ชายเธอส่งเงินให้ยายทุกเดือน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและเป็นค่าเล่าเรียนให้เธอ แต่ตอนนี้ภาระของพี่ชายก็เยอะขึ้น เพราะต้องส่งเธอเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งค่าใช้จ่ายและค่าเทอมมันแพงมากกว่าตอนเธอเรียนมัธยมหลายเท่า ดังนั้นเธอจึงตั้งใจว่าหากมีเวลาว่างเมื่อไหร่จะมาช่วยงานที่ร้านบ่อยๆ หรือไม่ก็จะหางานพิเศษทำ เพื่อแบ่งเบาภาระของพี่ชาย
เกือบเที่ยงคืน ลูกค้าในร้านเริ่มมีอาการเมามายตามประสานักดื่ม อีกทั้งเสียงดนตรีก็เร่งเร้า จนหลายคนลุกขึ้นเต้นอย่างสนุกสนาน ทว่าบรรยากาศแห่งความครื้นเครงเหล่านั้นก็พลันต้องสะดุดลง ไฟที่เปิดพอสลัว สว่างโร่ขึ้น นักดนตรีซึ่งกำลังเล่นสดอยู่บนเวทีก็ต้องหยุดเล่น เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่าสิบนายเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับหมายค้น กวินเห็นเช่นนั้นจึงรีบเดินเข้าไปเคลียร์เพราะไม่อยากให้ลูกค้าแตกตื่น
“มีอะไรเหรอครับคุณตำรวจ”
“ผมได้รับแจ้งว่า ร้านนี้มีการมั่วสุมยาเสพติดและมีการค้ายาด้วย”
กวินถึงกับผงะเมื่อได้ยินข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนั้น
“ผมรับรองครับว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นในร้านของผม”
“ผมจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ ผมขอค้นร้านของคุณ และจะต้องสุ่มตรวจปัสสาวะลูกค้าในร้านนี้ด้วย นี่ครับหมายค้น” ตำรวจยศร้อยเอกส่งหมายค้นให้กับกวิน จากนั้นก็พยักหน้าให้เจ้าหน้าที่คนอื่นตรวจค้นร้าน และตรวจปัสสาวะของลูกค้าที่มาใช้บริการหลายคน
“เกิดอะไรขึ้นคะป้อง” ปัณรสเข้ามาถามอย่างเป็นห่วง สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลแตกตื่น ไม่แพ้พนักงานคนอื่นๆ ที่อยู่ในร้าน
“ตำรวจมาค้นร้านน่ะ แต่ไม่ต้องกลัวนะบีม เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย”
“ทำไมจู่ๆ ตำรวจถึงมาค้นร้านเราล่ะคะ”
“คงมีคนบอกให้มานั่นแหละ” กวินบอกเสียงเรียบๆ ทว่าแค่นั้น ก็ทำให้ปัณรสรู้ทันทีว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลัง เพราะวันนี้ธุรกิจด้านเสริมความงามของเธอ ก็เพิ่งถูกกล่าวหาว่ามีสารต้องห้ามไว้ในครอบครอง
“บีมขอโทษนะป้อง ถ้าไม่ใช่เพราะบีม ป้องก็คงไม่ต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้”
“ผมบอกแล้วไงว่าผมรักคุณ ไม่ว่าจะต้องเผชิญอะไรหรือต้องเลวร้ายแค่ไหน ผมก็พร้อมจะรักและยินดีจะเผชิญ”
กวินดึงร่างบางของปัณรสมากอดเพื่อปลอบโยนและเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เพราะเขารู้ว่าการแก้แค้นของนภัทรได้เริ่มขึ้นแล้ว
ความโกลาหลในร้านเกิดขึ้นอยู่นานนับชั่วโมง ก่อนที่ตำรวจซึ่งเป็นหัวหน้าทีม จะแจ้งผลการตรวจค้นกับเจ้าของร้านอย่างกวิน จนทำให้เขาถึงกับหน้าเครียด
“เราตรวจพบว่าลูกค้าหลายคนมีผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง และบางคนพกพายาเสพติด เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องสั่งปิดร้านของคุณชั่วคราว จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ทางร้านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหรือเป็นแหล่งซ่องสุมการเสพยา”
“ผมรับรองครับผู้กอง ว่าทางร้านผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ”
“เราว่ากันไปตามพยานหลักฐานจะดีกว่านะครับ ถ้าผลการสอบสวนออกมาว่า ร้านคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ร้านคุณก็สามารถเปิดได้ตามปกติ”
“ใช้เวลานานแค่ไหนครับ”
“คงจะสักสองอาทิตย์หรือไม่ก็หนึ่งเดือน”
“แต่ผมต้องจ่ายค่าเช่าและเงินเดือนพนักงานนะครับ ปิดนานขนาดนั้นผมต้องแย่แน่ๆ”
“เอาเป็นว่าผมจะเร่งสอบสวนเพื่อที่คุณจะได้เสียหายน้อยที่สุด ถ้าคุณบริสุทธิ์จริงๆ ก็อดทนรอหน่อย ขอตัวก่อนนะครับ อ้อ...แล้วอย่าฝ่าฝืนคำสั่งล่ะ ไม่อย่างนั้นโทษจะหนักกว่าเดิม” ตำรวจยศร้อยเอกกำชับด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเข้มดุ ก่อนจะพาลูกน้องคุมตัวผู้ต้องหากลับไปยังโรงพัก
“ป้อง” คราวนี้เป็นปัณรสที่โอบกอดแฟนหนุ่มเพื่อให้กำลังใจ เธอรู้ว่าเขาลำบากมาก เนื่องจากลงทุนลงแรงไปกับร้าน จนต้องกู้หนี้ยืมสินมาไม่ใช่น้อย กิจการกำลังไปได้ดีแท้ๆ แต่กลับมาต้องเจอเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ก็เพราะเธอเป็นต้นเหตุ
“ผมโอเค...บีม” กวินกอดกระชับร่างบางไว้แน่น หากทว่าในใจเต็มไปด้วยความกังวลกับปัญหามากมายที่กำลังจะตามมาจากการที่ร้านต้องโดนปิด
สองหนุ่มสาวยืนกอดกันอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะบอกให้พนักงานเก็บร้าน พร้อมกับบอกข่าวร้ายว่าร้านโดนปิดชั่วคราว แต่เขายังจะจ่ายเงินค่าจ้างให้ทุกคนเช่นเดิม
แสงไฟยังคงส่องสว่างไปทั่วร้าน ในขณะที่พนักงานต่างช่วยกันยกเก้าอี้ขึ้นโต๊ะ และทำความสะอาดเช็ดถูคล้ายกับบรรยากาศช่วงปิดร้านในแต่ละคืน จะต่างกันก็เพียงคืนนี้ปิดร้านไวกว่าเท่านั้น และพรุ่งนี้กับคืนต่อๆ ไป พวกเขาจะไม่ได้มาทำงานที่ร้านไปอีกหลายวัน
กลิ่นจันทร์ช่วยพนักงานคนอื่นๆ เก็บร้าน เธอยังคงเงียบและไม่ได้เอ่ยถามอะไรกับพี่ชาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เธอตกใจไม่น้อย เธอไม่เชื่อและไม่คิดจะเชื่อ ว่าพี่ชายที่แสนดีของเธอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะกวินพร่ำสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีให้เธอเสมอมา พี่ชายของเธอรักเสียงดนตรี เล่นกีตาร์เก่งมาก ตอนเด็กๆ เขามีความฝันอยากมีร้านแบบนี้เป็นของตัวเอง ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จแล้ว แต่จู่ๆ กลับต้องโดนปิด แม้ใครไม่รู้ แต่กลิ่นจันทร์รู้ดีว่ากวินเสียใจแค่ไหนที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทว่า เธอยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพี่ชาย หากแม้ว่าจะมีทางใดที่พอช่วยได้ เธอก็พร้อมจะแลกทุกอย่าง เพื่อให้ร้านของพี่ชายได้กลับมาเปิดอีกครั้ง
เสียงการสนทนาที่ค่อนข้างดัง ปลุกสาวน้อยซึ่งนอนอยู่ในห้องนอนของคอนโดมิเนียม ให้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า แม้ว่าเมื่อคืนจะนอนค่อนข้างดึกก็ตาม ร่างบางลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วชะเง้อดูเหตุการณ์ด้านนอก เห็นกวินและปัณรสกำลังเจรจากับชายสองคนที่อยู่ในชุดซาฟารีสีกรมท่าด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“คุณไนท์ให้เวลาถึงเย็นนี้เท่านั้นนะครับ ถ้าคุณสองคนยังไม่ย้ายออก คุณไนท์จะแจ้งความข้อหาบุกรุก”
“จะแจ้งได้ยังไง ผมทำสัญญาซื้อขายแล้ว ตอนนี้ผมเป็นเจ้าของที่นี่”
“สัญญายังไม่ถือว่าสมบูรณ์นะครับ เพราะคุณยังไม่ได้โอนเงินให้กับคุณไนท์ เพราะฉะนั้นตามกฎหมายถือว่าตอนนี้คุณไนท์ยังเป็นเจ้าของที่นี่อยู่”
“โอเคครับ พวกคุณสองคนกลับไปก่อน เดี๋ยวผมจะไปเจรจากับเขาเอง”
ผู้ชายทั้งสองคนยอมกลับไป แต่ทิ้งความเดือดเนื้อร้อนใจอันมหาศาลไว้ให้กับกวินอีกรอบ กลิ่นจันทร์ได้แต่แอบมองพี่ชายเงียบๆ ด้วยความสงสารจับใจ ตั้งแต่เล็กจนโต กวินเป็นคนที่เข้มแข็งและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคมาโดยตลอด ทว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะสั่นคลอนความเข้มแข็งของพี่ชายเธอมากพอสมควร เธอไม่รู้ว่ากวินกำลังมีปัญหากับใคร แต่ชื่อที่ถูกเอ่ยถึงเมื่อครู่นี้คือ ‘ไนท์’ ซึ่งเธอจำเขาได้แม่น เพราะเคยเจอกันแล้วในวันที่เธอมาหาพี่ชายที่นี่
ร่างบางกลับเข้าห้องไปเงียบๆ อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษาชุดเดิมที่ตัวเองใส่มา โดยไม่รู้สักนิดว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เธอจะได้ใส่ชุดนี้โดยที่ทั้งกายและใจยังบริสุทธิ์
“จะกลับแล้วเหรอไผ่” กวินพยายามจะยิ้มและปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติต่อหน้าน้องสาว หากแววตากลับทิ้งร่องรอยแห่งความกังวลไว้มากมาย
“ไผ่จะกลับแล้ว พี่ป้องกำลังจะออกไปข้างนอกเหรอ ไผ่ขอติดรถไปด้วยนะ”
“เอาสิ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
กลิ่นจันทร์เดินไปเกาะแขนพี่ชาย ไม่ใช่อ้อนเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือการให้กำลังใจเงียบๆ ผ่านทางสัมผัส ซึ่งในยามนี้เธอรู้ว่ากวินต้องการมันมากที่สุด
สาวน้อยนั่งหน้าคู่กับพี่ชาย ขณะที่กวินขับรถเงียบๆ แบบคนกำลังมีเรื่องให้ขบคิด ทั้งที่ปกติคนเป็นพี่จะชวนคุยและถามนั่นถามนี่เสมอเวลาที่ได้อยู่กันตามลำพังแบบนี้
“พี่ป้องแวะทำธุระก่อนก็ได้นะ ไผ่เรียนบ่าย ไผ่รอได้” กลิ่นจันทร์เอ่ยขึ้นอย่างพอจะรู้ว่ากวินคงอยากไปเจรจาเรื่องคอนโดมิเนียมให้จบก่อน
“พี่ไปส่งไผ่ก่อนดีกว่า”
“มหาวิทยาลัยอยู่ตั้งไกล กว่าจะย้อนไปย้อนมาอีกนะ”
“งั้นพี่ขอเวลาแป๊บหนึ่งนะ”
“ได้ค่ะ” กลิ่นจันทร์พยักหน้า ก่อนที่กวินจะหักพวงมาลัยรถเข้าสู่ถนนอีกเส้นออกไปทางชานเมือง และไม่นานรถก็แล่นเข้ามาในอาณาจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งกินพื้นที่น่าจะเกือบๆ ร้อยไร่ โดยบรรยากาศนั้นช่างต่างกันลิบลับจนแทบไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริงในกรุงเทพฯ
รถของกวินแล่นมาจอดรถหน้าอาคารรูปทรงแปลกตา ความสูงไม่น่าจะเกินสี่ชั้น แต่ความโอ่อ่าหรูหราและความมีเอกลักษณ์บ่งบอกชัดว่าตึกแห่งนี้คือแลนด์มาร์กของที่นี่ และคนที่เป็นเจ้าของตึก น่าจะเป็นเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ด้วย
กวินลงจากรถโดยบอกน้องสาวให้ไปรอในร้านกาแฟก่อน กลิ่นจันทร์รับปากแต่พอคล้อยหลัง เธอกลับแอบตามพี่ชายเข้าไปข้างในแทบจะทันที
ร่างบางหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้จะไปต่อทางไหน จึงตัดสินใจเดินตรงไปยังหน้าเคาน์เตอร์ที่เขียนว่าประชาสัมพันธ์
“พี่คะ พอดีพี่ชายหนูมาหาพี่ไนท์ค่ะ แล้วเมื่อกี้เขาลืมแฟลชไดรฟ์ไว้ ก็เลยโทร.มาบอกให้หนูเอาขึ้นไปให้” กลิ่นจันทร์จำต้องโกหก ทั้งที่เธอเกลียดการกระทำแบบนี้มากที่สุด แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอเชื่อว่าประชาสัมพันธ์คนนี้คงไม่มีทางบอกห้องหรืออนุญาตให้ขึ้นไปชั้นบนแน่ๆ
“อ๋อ...น้องสาวของเพื่อนคุณไนท์เหรอคะ เพื่อนคุณไนท์ชื่ออะไรคะ”
“ชื่อพี่ป้องค่ะ ชื่อจริงชื่อกวิน”
ประชาสัมพันธ์สาวเหมือนจะคุ้นและรู้จักชื่อนั้น ทำให้กลิ่นจันทร์แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่เธอจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปหา ‘นภัทร’ หรือ ‘ไนท์’ ก็มากขึ้นด้วย
“งั้นพี่ขอบัตรหน่อยค่ะ ตามกฎของที่นี่ต้องแลกบัตรก่อนนะคะ”
“ได้ค่ะ นี่ค่ะ” กลิ่นจันทร์เกือบจะหลุดยิ้มอย่างดีใจตอนที่ส่งบัตรให้กับประชาสัมพันธ์สาว ครู่หนึ่งพี่สาวคนสวยผู้นั้นก็ส่งบัตรที่เขียนว่า ‘VISITOR’ กลับคืนมาให้ แล้วบอกเธอติดบัตร ก่อนจะบอกว่าห้องทำงานของนภัทรอยู่ชั้นไหน