ขอต้อนรับนักอ่านทุกท่านเข้าสู่ ‘ซีรีส์เมียข้าใครอย่าแตะ’ ค่ะ โดยเป็นซีรีส์สามพี่น้องที่เป็นแฝดกันนะคะ
เริ่มแรกจะเป็นของพี่ใหญ่อย่างภูเมฆ(สวาทรักพ่อเลี้ยงภูเมฆ) ตามด้วยคนกลางอย่างภูตะวัน (สวาทรักนายหัวภูตะวัน) และคนสุดท้ายน้องเล็กอย่างภูภูมิ(สวาทรักนายเหมืองภูภูมิ) โดยเนื้อหาทั้งสามเรื่องสามารถแยกอ่านกันได้ไม่มีความสับสนใดๆ ค่ะแต่ถ้าอ่านด้วยกันความฟินคือไม่ต้องพูดถึง
แม้จะดีใจที่รู้ว่าลูกชายคนโตกำลังจะแต่งงานในเร็วๆ นี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงติดอยู่ในใจของมารดาอย่างอำพรคือเรื่องลูกชายคนกลางอย่างภูตะวัน เพราะเธอระแคะระคายอะไรมาบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเองก็รู้สึกมาตลอดแต่ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวมากพอให้เจ้าตัวยอมรับก็เท่านั้นเอง
โลกใบนี้พัฒนาไปไกลมากรวมถึงเรื่องรสนิยมอะไรพวกนี้ แม้จะพยายามทำใจมาบ้างแต่พอคิดจริงๆ ก็กังวลไปสารพัด เธอคลอดลูกชายมาก็อยากได้สะใภ้ที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย เพราะถ้าภูตะวันเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่เธอไม่เห็นด้วยก็จะรีบหาทางแก้เกิดเรื่องถึงหูสามีเข้ามีหวังบ้านต้องแตกแน่นอน
“เป็นอะไร ตั้งแต่มาก็นั่งหน้าเครียดเชียว” รำไพเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่นัดกันออกมากินข้าวแท้ๆ แต่กลับเอาแต่เขี่ยไปเขี่ยมาราวกับมีเรื่องหนักใจ
“เรื่องตาเบสนะ”
“ลูกชายฝาแฝดคนกลางของเธอที่ไปเป็นนายหัวที่ภาคใต้นะเหรอ ทำไม เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงของรำไพแสดงออกว่าเป็นห่วง แม้นานๆ เพื่อนสนิทจะมีเรื่องกลุ้มใจทำนองนี้ก็ตาม
“ก็ฉันสงสัยว่าเบสจะเป็นเกย์”
“ไม่หรอกมั้ง คิดมาก” รำไพโบกไม้โบกมือปฏิเสธความคิดนั้นของอำพร
“แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ นะ อย่างลูกคนโตกับคนเล็กฉันพอรู้ว่ามีคนคบอยู่แต่คนกลางนี่ฉันแทบไม่เคยได้ข่าว ถามกี่ทีก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงแล้วบอกว่าอยากโฟกัสเรื่องงานมากกว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ สามสิบห้าเข้าไปแล้วหน้าที่การงานก็มั่นคง ยังจะห่วงอะไรกันอีก”
“เธอก็ให้คนแถวนั้นสืบให้สิ”
“ฉันทำแล้ว แต่ก็ถูกเบสจับได้ตลอดจนคนงานพากันขยาดเพราะถูกจับได้เมื่อไหร่เบสก็จะคาดโทษเอาไว้หนัก”
“งั้นก็ส่งคนของเธอไปเองสิ คนที่ลูกชายเธอไม่กล้าแตะ”
“จะไปหาที่ไหน ฉันก็มีแต่หลานชายทั้งนั้น”
“ฉันพอมี” รำไพยิ้มกริ่มออกมานั่นเพราะเธอมีแผนบางอย่างในใจแล้วเช่นกัน ก่อนจะเล่าแผนที่ว่าให้อำพรฟังถึงแผนการที่ว่า
“จะดีเหรอรำไพ”
“ต้องดีสิ เพราะนอกจากวิธีนี้แล้วฉันก็คิดวิธีอื่นไม่ออกจริงๆ แต่ก่อนที่หลานสาวฉันจะไปที่นั่นเธอก็บอกลูกชายให้รู้เสียหน่อยว่านับคือคนของเธอ”
“แล้วเหตุผลที่จะให้นับไปที่นั่นละคืออะไร”
“ฝึกงาน ไปฝึกงานเพราะหลานสาวฉันพึ่งเรียนจบ
“อะไรนะคะคุณป้า จะให้นับไปเป็นสายสืบเหรอคะ” นับพันดาวกะพริบตาปริบๆ นั่นเพราะไม่คิดว่าธุระด่วนที่ผู้เป็นป้าบอกว่าจะมาขอคุยด้วยคือเรื่องอยากให้เธอไปสืบข่าวของลูกชายเพื่อนสนิทว่ามีรสนิยมทางเพศแบบไหน งานเผือกชีวิตคนอื่นแบบนั้นเธอคิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับตัวเองเท่าไหร่
“ใช่”
“แต่นับจบบริหารมานะคะ ไม่น่าจะมีความถนัดเรื่องทำนองนั้นเท่าไหร่” เอ่ยจบก็ส่งยิ้มแห้งให้รำไพ เธอพึ่งเรียนจบจากอังกฤษและพึ่งบินกลับมาเมืองไทยเมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน โดยหลังจากนี้จะเข้าไปทำงานที่บริษัทครอบครัว
“ป้ารู้ แต่ป้าก็อยากช่วยเพื่อนจริงๆ”
“คือว่านับ”
“ช่วยป้าหน่อยนะนับ ได้หลักฐานแล้วค่อยกลับตอนนั้นก็ได้ ป้าเห็นเพื่อนทุกข์ใจด้วยนี้ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนกัน อะไรที่ช่วยได้ก็อยากช่วย”
“นับก็อยากช่วยจริงๆ ค่ะ แต่อาทิตย์หน้านับต้องเข้าไปช่วยงานที่บริษัทแล้ว เกรงว่าจะไม่…” ยังไม่ทันที่ นับพันดาวจะได้พูดคำว่าไม่สะดวกออกไปรำไพก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“เรื่องนั้นนับไม่ต้องเป็นห่วง ป้าคุยกับพ่อแม่ให้แล้ว” ดูจากสีหน้าของผู้เป็นป้า นับพันดาวก็แทบไม่ต้องเดาคำตอบของพ่อกับแม่ ท่านทั้งสองรักพี่สาวคนนี้มากเพราะตอนที่พวกท่านลำบากก็มีเพียงป้ารำไพยื่นมือเข้าช่วย แถมยังรับเธอและพี่ชายสองคนไปเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กๆ นั่นก็เพื่อให้แม่ได้ออกไปช่วยพ่อทำงาน
ค่าเล่าเรียนที่ต่างประเทศของเธอและพี่ๆ ป้าคนนี้ก็ออกให้ทั้งหมด ต่อให้จะไม่ได้อุ้มท้องแต่ก็เลี้ยงดูเธอกับพี่ๆ ราวกับลูกแท้ๆ ป้ารำไพไม่มีครอบครัวเหตุผลเพราะไม่อยากมี บวกกับตอนสมัยสาวๆ เกิดอุบัติเหตุจนต้องตัดมดลูกทิ้ง นั่นทำให้การจะได้เป็นแม่จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน
“แล้วนับต้องไปอยู่ที่นั่นกี่วันคะ”
“อย่างเร็วก็น่าจะอาทิตย์หนึ่งช้าสุดก็ไม่เกินสามเดือนจ้ะ เอาให้เหมือนไปฝึกงานจริงๆ” นั่นคือระยะเวลาคร่าวๆ ที่รำไพกำหนดแต่ทุกอย่างก็สามารถยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
“โอเค นับจะเป็นสายสืบชั่วคราวให้ค่ะ”
“ขอบใจมากนะนับ” รำไพยิ้มขอบคุณหลานสาวที่ยอมช่วยเหลือ ในขณะที่นับพันดาวได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆ ที่เผลอรับปากออกไปแบบนั้น แต่ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆ ผู้เป็นป้าคงไม่เอ่ยปากขอให้เธอช่วยแน่นอน
เมื่อหลานสาวรับปากว่าจะช่วย รำไพก็ส่งข้อมูลของเป้าหมายให้นับพันดาวทันที
“หน้าตาดีเป็นเกย์มีถมไปสินะ” นับพันดาวอดที่จะเสียดายความหล่อของชายหนุ่มที่ได้เห็นนัก แต่สมัยนี้คนหล่อล่ำมักจะมีรสนิยมประหลาดๆ สวนทางรูปร่างหน้าตาจนเธอชิน งานนี้แค่มีหลักฐานทุกอย่างก็จบ งานง่ายๆ ไม่น่าจะมีอะไรยาก
“โทรศัพท์หาใครบุญรอด”
“นายหัวก็ ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกณเดชๆ” เจ้าของชื่อบุญรอดที่เปลี่ยนมาเป็นณเดชได้หลายเดือนหน้ามุ่ย เพราะมีอยู่คนเดียวที่มักจะชอบเรียกชื่อเก่าและเป็นเพียงคนเดียวที่เขาไม่อาจขึ้นเสียงได้
“ก็คนมันไม่ชินปาก สรุปโทรหาใคร” ภูตะวันเท้าสะเอวถามลูกน้องตัวดีที่พักนี้ดูมีลับลมคมนัย
“เปล่าครับนายหัว”
“ฉันให้นายตอบอีกครั้ง โทรหาใคร” ชายหนุ่มถามย้ำโดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่เน้นทีละคำจนทำให้ณเดชรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ “ถ้าไม่บอกก็ไปเก็บของ”
“ผมบอกแล้วครับนายหัว บอกแล้ว” พอได้ยินว่านายหัวหนุ่มสั่งให้ไปเก็บของณเดชก็ลนลานแทบจะลงไปกราบ เพราะไม่อยากไปลงเรือปล่อยเกาะหรือไม่ก็ขึ้นเขาอยู่เฝ้าสวนยาง
“งั้นก็พูดมาว่าโทรหาใคร”
“แม่นายหัวครับ”
“แม่ฉันเหรอ” หัวคิ้วหนาของภูตะวันขมวดเข้าหากันทันที นั่นเพราะไม่คิดว่าลูกน้องจะมีธุระอะไรถึงต้องโทรไปหาแม่เขาแบบนั้น
“ครับ” ณเดชยอมรับพร้อมกับส่งยิ้มหวานมาให้หวังลึกๆ ว่ารอยยิ้มแสนจริงใจของตนจะทำให้โทษลดน้อยลงไปบ้าง
“โทรไปหาทำไม” น้ำเสียงของภูตะวันนั้นห้วนรวมถึงแววตาก็แข็งกระด้างคาดโทษ
“คือว่าผมแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นนะนายหัว ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำแล้วครับ ไม่ทำแล้ว”
“ไอ้ณเดช กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน ไอ้นี่” ภูตะวันส่ายหน้าให้ลูกน้องตัวดี แรกเริ่มตั้งแต่เกิดมาลูกน้องเขาชื่อบุญรอดเพราะมันเกือบตายหลายหนแต่พอเห็นว่าคนชื่อณเดชหล่อเป็นถึงพระเอกชื่อดัง มันก็อยากหล่อแบบนั้นบ้างเลยลงทุนไปเปลี่ยนชื่อให้เหมือนกันเสียอย่างนั้น ก่อนจะกำชับให้ทุกคนเรียกว่าณเดชๆ
นายหัวหนุ่มถอนหายใจออกมาหนักๆ เพราะเดาออกว่าผู้เป็นแม่ไหว้วานให้ณเดชทำเรื่องอะไร บอกกี่ครั้งถึงจะเชื่อว่าเขาไม่ได้เป็นเกย์ส่วนเรื่องผู้หญิงเขาเฉยๆ อาจเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่มากกว่าเลยไม่มีเวลาไปสนใจ เพราะถ้าเกิดเขาสนใจหล่อนขึ้นมาเขาจะทำทุกทางเพื่อให้เจ้าหล่อนอยู่ข้างตัว
ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือจะดังขึ้น
“ว่าไง”
“คนที่นายหัวพามาวันก่อนเป็นไข้ครับ” ไต้ก๋งเรือรีบรายงาน
“ให้กินยาหรือยัง”
“เรียบร้อยครับ”
“รอพายุสงบก่อนพาเข้าฝั่ง แต่ถ้าตายก็โยนลงทะเลได้เลย” นั่นคือคำสั่งจากปากของภูตะวัน ปกติเขาไม่ใช่คนใจร้ายใจดำหรือฆ่าแกงใครง่ายๆ แต่เคสนี้ขอยกเว้นเพราะอยากให้บทเรียนที่ณดลจะต้องจำใส่สมองไปจนวันตายว่าอย่าได้แตะต้องครอบครัวเขาอีก
เขามีพี่น้องรวมตัวเองด้วยก็สามคนเป็นแฝดสามของครอบครัวนี้ พี่คนโตอยู่ภาคเหนือน้องคนเล็กอยู่ต่างประเทศส่วนเขาอยู่ภาคใต้ เหตุผลที่เขากับบรรดาพี่น้องต้องอยู่ไกลกันคงมีจุดเริ่มต้นจากความรักของพ่อและแม่
หนุ่มใต้สุดห้าวตกหลุมรักกับสาวเหนือสุดอ่อนหวาน พอมีลูกก็ส่งไปดูแลธุรกิจของทั้งสองครอบครัวแต่ก็มีคนหนึ่งที่โบยบินไปอยู่ต่างประเทศเพราะชอบเรื่องเหมืองทองเป็นพิเศษ
ในที่สุดก็ถึงวันที่นับพันดาวต้องออกเดินทาง หญิงสาวก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนหรือหนักใจอะไรเพราะเรื่องที่ต้องไปทำนั้นง่ายกว่าที่คิด อีกอย่างการที่เธอใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมาหลายปีจึงมั่นใจว่าดูแลตัวเองได้ หลังจากลาบิดามารดาและพี่ชายอีกสองคนหญิงสาวก็ออกเดินทางไปที่สนามบินจากนั้นก็ขึ้นเครื่องไปลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พอไปถึงก็โทรหาคนที่จะมารับ
“ณเดชเหรอ”
“ใช่ครับ ผมณเดช” เจ้าของชื่อเอ่ยรับอย่างภูมิใจ นับพันดาวส่งยิ้มให้เจ้าของชื่อที่ยิ้มโชว์ฟันขาวๆ ให้เธอ
“อ้อ หล่อสมชื่อดีนะ”
“ครับ” พอถูกชมว่าหล่อณเดชก็แทบจะตัวลอยก่อนจะพานับพันดาวไปที่รถจากนั้นก็พาไปยังอาณาจักรยางพาราของนายหัว
ณเดชรู้เพียงแค่ว่าวันนี้ต้องมารับคนที่สนามบินตามคำสั่งของคุณนายอำพร ซึ่งเธอชื่อนับพันดาวเป็นญาติห่างๆ กับนายหัวภูตะวันเห็นว่าจะมาฝึกงานอะไรสักอย่าง แม้จะสงสัยแต่ณเดชก็ไม่กล้าถามอะไรมากนัก
“จากสนามบินไปสวนยางไกลไหมณเดช”
“ประมาณชั่วโมงครับ”
“ฉันหิว แถวนี้มีอะไรอร่อยๆ แนะนำไหม” เพราะไม่รู้ว่าจะกินอะไรนั่นทำให้นับพันดาวถามกับเจ้าถิ่นออกไป แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้คนฟังท้อแท้
“ไม่มีครับ”
“ไม่มีเลยเหรอ” นับพันดาวถามย้ำพร้อมกับกวาดสายตามองหาร้านอาหารริมทางสักร้าน
“ครับ”
“แล้วเวลามาแถวนี้ณเดชกินอะไร”
“ไม่กินครับ” คำตอบของณเดชทำเอานับพันดาวยกมือขึ้นกุมขมับ
“โอเค งั้นจอดร้านข้าวข้างหน้าให้ฉันหน่อย หิวจนไส้จะขาดแล้ว” ยิ่งถามนับพันดาวก็ยิ่งปวดหัว ส่วนเหตุผลของณเดชที่บอกว่าไม่กินเพราะทุกครั้งที่จะออกจากสวนยางเขาจะกินข้าวให้อิ่มท้องมาแล้วนั่นเอง ถ้าต้องออกมาทำธุระนานทั้งวันก็จะเอาข้าวใส่ปิ่นโตติดตัวมาด้วย
ไม่ใช่เพราะไม่อยากกินข้าวที่อื่นแต่เขาติดรสมือแม่ครัวของสวนมากกว่า นอกจากรสมือแล้วก็ยังชอบแม่ครัวที่ชื่อว่าหนูเล็กมากอีกด้วย พยายามเวียนไปขายขนมจีบทุกวันหวังให้ใจอ่อนยอมเป็นเมีย
“ครับ” ณเดชเอ่ยรับก่อนจะเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่หน้าร้านขายอาหารที่ขนาดใหญ่โตพอสมควร เมื่อรถจอดสนิทนับพันดาวก็ชวนณเดชให้ลงไปกินข้าวด้วยกันแต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธเธอจึงลงไปหาอะไรกินเพียงคนเดียว
อาหารที่นี่อร่อยแม้รสจะเผ็ดร้อนมากจนเธอต้องกินน้ำตามไปหลายแก้วก็ตาม ก่อนจะตบท้ายด้วยต้มสาคูเปียกมะพร้าวอ่อนข้าวโพดซึ่งนับพันดาวพึ่งเคยกินขนมหวานที่ทำมาจากสาคูต้นแบบนี้ครั้งแรก ซึ่งรสชาติของมันก็หวานมันอร่อย
พอท้องอิ่มก็เดินกลับมาที่รถโดยไม่ลืมซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาให้ณเดชด้วย จากนั้นก็ออกเดินทางกันต่อกระทั่งถึงอาณาจักรยางพาราของภูตะวัน นับพันดาวกะพริบตาปริบๆ กับความกว้างขวางของสวนยางตรงหน้า จะว่าไปแล้วตรงทางเข้าสวนก็มีอุโมงค์ต้นยางด้วย รอจังหวะเหมาะๆ ค่อยไปถ่ายรูป
ส่วนเจ้าของอาณาจักรยางพาราที่รู้ว่าวันนี้จะมีแขกมาก็ไม่ได้อยู่ต้อนรับนั่นเพราะรู้สึกไม่ชอบใจตั้งแต่ที่มารดาโทรมาบอกแล้วว่าจะให้หลานสาวของเพื่อนมาฝึกงานกับเขา แต่ต่อให้จะไม่พอใจก็ไม่อาจขัดคำสั่งมารดาได้เช่นกัน ณเดชจึงรับอาสาเป็นไกด์จำเป็นด้วยการพานับพันดาวเดินดูรอบๆ รวมถึงแนะนำว่าอะไรอยู่ตรงไหน
“ที่นี่มีพนักงานกี่คนจ๊ะ”
“ร้อยกว่าครับ”
“ร้อยกว่าคนเลยเหรอ”
“ครับ แต่ที่สวนอื่นๆ คนก็จะเยอะประมาณนี้” ณเดชยิ้มโชว์ฟันขาวให้นับพันดาวอีกครั้ง นั่นเพราะรู้ว่านายหัวของตนนั้นมีสวนยางพาราหลายที่ซึ่งกระจายอยู่ตามจังหวัดในภาคใต้ ไล่มาตั้งแต่ชุมพรไปถึงยะลา
เมื่อเป็นไกด์เสร็จณเดชก็ปลีกตัวไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้นับพันดาวเดินดูนั่นนี่สลับถ่ายรูปตามอัธยาศัย ซึ่งเวลานั้นเธอกำลังคุยไลน์กับทางผู้เป็นป้า โดยบอกท่านไปว่าเดินทางมาถึงที่หมายแล้วพร้อมกับถ่ายรูปสวยๆ ส่งไปให้ดูอีกด้วย พอได้ข้อความจากหลานสาวรำไพก็ส่งต่อให้อำพรเช่นกัน
เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร คนที่พอจะถามได้ก็ไม่อยู่ นับพันดาวจึงเดินถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ภายในสวนยางฆ่าเวลา
“ทำอะไร” เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ นับพันดาวสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบหันกลับมามอง พอเห็นว่าเป็นใครเธอก็ส่งยิ้มให้
“คุณเบส”
“รู้จักกันเหรอ” ภูตะวันเท้าสะเอวถามเพราะอีกฝ่ายเอ่ยทักเขาราวกับสนิทสนมกันมานาน ชายหนุ่มไล้สายตามองรูปหน้าเรียวเล็กของเธอ ตากลมโตจมูกโด่งรั้นนั่นไม่บอกก็รู้ว่าคงดื้อมากแน่ๆ ตัดผมบ๊อบสั้นแบบนี้แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเรียนจบแล้ว เพราะเขามองยังไงก็เหมือนเด็กมัธยมไม่มีผิด เด็กที่ไม่รู้จักโตเพราะสูงแค่หัวไหล่เขา ตัวก็เล็กเดินลงทะเลถูกลมพัดมีโอกาสปลิวแน่นอน
เขาตั้งใจจะกลับมาอีกทีค่ำๆ แต่ผู้เป็นแม่กลับโทรไปบอกว่าตอนนี้นับพันดาวมาถึงแล้วให้เขาออกไปต้อนรับ เมื่อได้รับคำสั่งมาแบบนั้นภูตะวันจึงเลี่ยงไม่ได้
“ค่ะ” นับพันดาวเอ่ยรับอย่างไม่สลด ก่อนจะมองชายตรงหน้าอย่างสนใจเช่นกัน เธอเคยเห็นภูตะวันเพียงแค่ในรูปถ่ายพอมาเจอตัวจริงเขาจะสูงกว่าที่คิดไว้มาก ตัวก็ล่ำหนาจมูกโด่งคิ้วหนาปากอมชมพูผิวก็ออกแทนนิดๆ รูปร่างลักษณะแบบนี้เกย์แน่นอน
“คนที่นี่เรียกฉันว่านายหัว เธอก็เรียกแบบนั้นแล้วกัน” เพราะอยากทิ้งระยะห่างทำให้ภูตะวันเอ่ยออกไปซึ่งนับพันดาวก็ไม่ได้แย้งอะไรแล้วยิ้มกริ่มเงียบๆ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังวางฟอร์มเพื่อปกปิดตัวตน
“ค่ะ นายหัวเบส ฉันชื่อนับพันดาวหรือจะเรียกว่านับก็ได้ค่ะ”
“อืม” นายหัวหนุ่มเอ่ยรับเพียงแค่นั้นเพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอชื่ออะไร “เธอยังไม่ตอบคำถามฉันว่าเมื่อกี้ทำอะไร”
“ถ่ายรูปค่ะ”
“คุณแม่บอกว่าเธอจะมาฝึกงานที่นี่”
“ใช่ค่ะ”
“เรียนจบอะไรมา”
“บริหารค่ะ”
“ลุคอย่างเธอน่าจะฝึกงานบริษัทใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ มากกว่าเลือกมาฝึกงานถึงที่นี่ มันไม่ไกลไปหน่อยหรือไง” หัวคิ้วหนาของนายหัวหนุ่มเลิกขึ้นสูงด้วยความสงสัย จากข้อมูลที่เขาได้มาจากมารดานับพันดาวจบจากเมืองนอกแต่กลับขอมาฝึกงานบริษัทเขา มันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“ไม่นี่ค่ะ”
“เหตุผล”
“เหตุผลเหรอคะ”
“ใช่ ฉันอยากฟังเหตุผลมากกว่านี้ว่าเพราะอะไรเธอถึงได้เจาะจงมาขอฝึกงานที่นี่” คำถามของภูตะวันทำให้นับพันดาวเริ่มเลิ่กลั่กนั่นเพราะยังไม่ได้เตรียมคำตอบไว้เลย
“เหตุผล เหตุผลคงเพราะว่าฉันชอบทะเล ชอบป่า ชอบอาหารใต้ ฉันเลยมาที่นี่”
“ฟังไม่ขึ้น” น้ำเสียงห้วนๆ มาพร้อมแววตาจับผิดของภูตะวันทำเอานับพันดาวยิ้มเจื่อนออกมา ก่อนจะตีหน้ามึนใส่ชายหนุ่มต่อ
“อ้าว! เหตุผลออกจะหลายข้อฟังไม่ขึ้นเลยหรือคะ” คนฟังแกล้งถามพร้อมสีหน้าชวนสงสัย นั่นทำให้ภูตะวันเลิกเซ้าซี้เพราะไม่ว่าจะเหตุผลอะไรยังไงก็ไล่นับพันดาวกลับตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี
“อืม หรือคุณแม่ส่งเธอมาทำอะไร”
“ทำอะไรคืออะไรคะหรือว่านายหัวซ่อนเมียสามลูกเจ็ดไว้ที่นี่แล้วไม่บอกครอบครัว” นับพันดาวเล่นใหญ่เพราะแกล้งทำตาโตกับการตั้งข้อสงสัยมั่วๆ ของตัวเอง
“เมียสามลูกเจ็ดที่ไหนกัน” นายหัวหนุ่มเริ่มควันออกหูที่ถูกปรามาสไปแบบนั้น
“ก็ที่นี่ไงคะ หรือไม่นายหัวก็ไปเป็นชู้กับเมียนักการเมืองหรือไม่ก็กับเมียผู้มีอิทธิพลใช่ไหมคะ” ข้อหาแรกว่าหนักแล้วนับพันดาวก็ยังขยันส่งข้อหาให้ภูตะวัน
“เพ้อเจ้อ!” ภูตะวันเอ็ดนับพันดาวทันทีเพราะเธอชักจะเพ้อเจ้อไปไกลแล้วนั่นเอง ก่อนจะเพ่งมองเธอด้วยสายตาคาดโทษที่กล่าวหาเขาเช่นนั้นแต่ดูเหมือน นับพันดาวจะไม่สนใจ เพราะเธอยังคงตีมึนส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบนี้มันน่าจับมาตีก้นเสียให้เข็ด
“คุณแม่บอกเธอจะมาฝึกงานที่นี่สามเดือน”
“ค่ะ” นับพันดาวเอ่ยรับเพียงแค่นั้น แต่งานของเธอจริงๆ คือการจับผิดภูตะวัน ถ้ามีหลักฐานในมือมากพอเมื่อไหร่เธอก็พร้อมจะไปจากที่นี่เช่นกัน แม้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมเชื้อเชิญให้อยู่เสพความสุขกับธรรมชาติมากก็ตาม
“งั้นก็ไปกัน”
“ไปไหนคะ” คนฟังเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจ จู่ๆ ภูตะวันก็โผล่มาแล้วถามนั่นถามนี่ก่อนจะบอกว่าไปกัน
“ฝึกงาน”
“เริ่มวันนี้เลยหรือคะ”
“ใช่ ที่นี่มีอะไรให้เธอเรียนรู้อีกเยอะ ไม่เริ่มวันนี้สามเดือนก็คงเรียนไม่หมด” นายหัวหนุ่มขู่ไปเล็กน้อยแต่ นับพันดาวกลับเบ้ปากกลับมาแทน
“ขนาดนั้นเชียว”
“จะไปไม่ไป”
“ไปค่ะนายหัว” นับพันดาวประชดอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเขาไปยังรถกระบะสี่ประตูยกสูงคันใหญ่ที่กว่าเธอจะก้าวขึ้นไปนั่งได้ก็ทุลักทุเลน่าดู
จากนั้นภูตะวันก็ขับออกไป ชายหนุ่มพานับพันดาวไปดูรอบๆ อาณาจักรยางพาราของเขาว่ากว้างขวางแค่ไหน นอกจากต้นยางพาราแล้วที่นี่ยังมีน้ำตกสายเล็กๆ จากบนภูเขาไหลผ่านอีกด้วย รวมถึงแปลงผักและผลไม้อีกหลายชนิดทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลางสาด โดยชายหนุ่มแยกพื้นปลูกออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ลูกน้องได้กินตามฤดูกาล
คนงานที่นี่หลายร้อยคน ประหยัดอะไรได้ก็ช่วยกันประหยัด ผักและผลไม้ปลูกไว้เพื่อกินเป็นหลักแต่ถ้าเหลือก็เอาไปขาย โดยเงินที่ได้มาเขาจะยกให้คนงานเอาไปแบ่งกัน เด็กๆ ที่ไปช่วยจะได้ส่วนแบ่งมากหน่อยเก็บไว้เป็นทุนการศึกษา