"อ้วนเป่าเจ้าทำดีมาก กลับจวนแล้วข้าจะเลี้ยงเนื้อเท่าที่เจ้าต้องการ"
จื่อรั่วอิงกอดอกกล่าวคำชมเชยบ่าวตัวอ้วนที่มุมแห่งมืดแห่งหนึ่งของวัดเชิงเขา
"ขอบคุณคุณหนูขอรับ คราวนี้บ่าวยอมตัดผมโกนหัวเนรคุณบิดามารดาเพื่อคุณหนูเลยนะขอรับ เป็นการแสดงความภักดีที่มีต่อคุณหนูเพียงผู้เดียว"
จื่อรั่วอิงทำหน้าตาจริงจัง เอ่ยย้ำให้อ้วนเป่าคนนี้เข้าใจ
"อ้วนเป่า เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้าข้างถนนไม่รู้บิดามารดาของตนคือใคร ชีวิตเจ้ามีเพียงข้าที่เปรียบเสมือนบิดามารดาที่รับเด็กข้างถนนเช่นเจ้ามาดูแลเลี้ยงดูจนตัวอ้วนเช่นนี้ ดังนั้นอย่าลืมว่าเจ้าไม่มีพ่อแม่ให้เนรคุณ อย่าคิดมากเรื่องนี้อีก"
เจ้าอ้วนเป่าทำหน้าซื่อ ๆ พยายามคิดตามคำของคุณหนูแล้วพยักหน้า
"บ่าวลืมไปขอรับ หากไม่มีคุณหนูบ่าวคงตายด้วยความหิวไปแล้ว คุณหนูเช่นนั้นบ่าวขอเรียกคุณหนูว่า ท่านแม่ สักครั้งได้หรือไม่ขอรับ เพื่อเป็นการสำนึกบุญคุณของคุณหนูที่เมตตาบ่าว"
จื่อรั่วอิงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ที่จู่ ๆ ตัวเองก็กลายเป็นแม่ของอ้วนเป่าไปเสียแล้ว บ่าวของนางคนนี้ทั้งโง่ทั้งซื่อแต่ทำตามคำสั่งได้เป็นอย่างดี ความดีของเขามีอยู่มาก เมื่อคิดถึงข้อนี้นางจึงพยักหน้า เอาล่ะนางจะให้อภัยในความคิดเหมือนเด็กน้อยของเขาสักครั้งก็แล้วกัน
"อ้วนเป่า ข้าจะเป็นแม่เจ้าได้อย่างไร ข้าสาวเพียงนี้ งามเพียงนี้ ทั้งยังโสดซิง ไม่ต้องคิดจะเรียกข้าว่าท่านแม่อีก"
อ้วนเป่าแสดงสีหน้าคล้ายจะร้องไห้
"คุณหนู ท่านรังเกียจบ่าวหรือขอรับ"
"อ้วนเป่า..."
จื่อรั่วอิงถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้คนโง่ฟังให้เข้าใจได้อย่างไร
"เอาเป็นว่านี่คือคำสั่ง ห้ามเรียกข้าว่าท่านแม่ จบนะอย่าถามมากอีก"
ในเมื่อคุณหนูสั่ง อ้วนเป่าจึงยอมรับแต่โดยดี แม้ว่าในใจคิดอยากเรียกคุณหนูด้วยความกตัญญูว่าท่านแม่สักครั้งก็ตาม
"คุณหนูซ่อนตัวอยู่ในนี้ก่อนนะขอรับ อีกไม่นานท่านอ๋องคงจะเสด็จถึงแล้ว บ่าวจะไปเตรียมตัวต้อนรับท่านอ๋องอยู่ด้านนอก ปกติจะมีองครักษ์เข้ามาสำรวจบริเวณนี้แต่ตรงจุดนี้บ่าวได้ทำที่ซ่อนเอาไว้เป็นพิเศษ รับรองว่าต้องรอดพ้นสายตาองครักษ์ได้แน่นอน"
ถึงเจ้าอ้วนเป่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อ และออกจะโง่ในบางเรื่อง ทว่าเขากลับมีสมองอันปราดเปรื่องในเรื่องการวางกับดักและการทำที่ซ่อนคงเป็นเพราะเขาเคยอาศัยอยู่ในป่ามาก่อน
สมัยเด็ก ๆ ในตอนเล่นซ่อนหากันจื่อรั่วอิงไม่เคยหาอ้วนเป่าเจอสักครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาทำที่ซ่อนและเผลอนอนหลับไป นางให้คนช่วยค้นหาทั่วจวนก็ไม่พบกระทั่งวันต่อมาเขาจึงออกจากที่ซ่อนด้วยท่าทางหิวโซ นางยังคิดว่าเขาถูกใครจับตัวไปเสียอีก
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไว้ใจเขาได้
จื่อรั่วอิงพยักหน้าเอ่ยว่า
"เจ้าออกไปเตรียมตัวเถิด ทำตามแผนให้ดี"
"ขอรับ"
ที่วัดเชิงเขาแห่งนี้เป็นอารามหลวงที่มีบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ลี่หมิงอ๋องเป็นบุรุษที่นางหมายตาคิดจับเป็นสามี จึงได้ให้อ้วนเป่าไปสืบข่าวของเขาโดยละเอียด จนกระทั่งได้รู้ว่าเพราะศึกครั้งสุดท้ายทำให้เขาถูกวางยาพิษ เพื่อรักษาตัวเขาจึงต้องมาแช่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นประจำ
แผนชั่วของจื่อรั่วอิงคือส่งคนมาบวชเพื่อหาทางให้นางได้ใกล้ชิดท่านอ๋อง ด้วยเจ้าอ้วนเป่าเป็นบุรุษตัวขาวอ้วน ยังไร้วรยุทธ์ ท่าทางซื่อ ๆ ยังเป็นคนยิ้มเก่งจึงทำให้ทางวัดยอมให้เขาบวช
อ้วนเป่าอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยความอดทนเพราะต้องกินอาหารเจจนร่างกายผอมลงไปมากนานถึงสามเดือน กระทั่งพระรูปเดิมที่คอยดูแลน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ได้ล้มป่วย อ้วนเป่าของนางจึงมีโอกาสเข้ามาดูแลน้ำพุศักดิ์สิทธิ์และเริ่มทำที่ซ่อนตัวให้นางในที่สุด
จื่อรั่วอิงคิดถึงชะตาชีวิตตัวเอง ชาติก่อนนางเป็นสาวงามแห่งคณะกายกรรมอันมีชื่อเสียงโด่งดัง ตระเวนออกแสดงไปทั่วโลก คาดไม่ถึงว่าจะต้องมาตายเพราะถูกวิ่งราวโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุดที่นางลงทุนต่อแถวไม่กินไม่นอนข้ามคืนเพื่อซื้อมันมาอย่างยากลำบาก
แต่นางใช้งานมันได้เพียงวันเดียวก็ถูกโจรร้ายวิ่งราวเสียแล้ว นางติดตามโจรกระทั่งถึงตัวมันคาดไม่ถึงว่ามันจะมีมีดด้ามยาวแทงกะซวกนางครั้งเดียวตัดขั้วหัวใจตายทันใด
เมื่อวิญญาณออกจากร่างนางยังมองไอโฟนในมือไอ้โจรชั่วนั่นอย่างเจ็บแค้น และต้องหลั่งน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความเสียดาย นั่นมันเงินเก็บของนางตลอดหลายเดือนและการอดหลับอดนอนเพื่อต่อแถวซื้อมันเชียวนะ
แต่แล้วความดีของนางยังคงพอมีบ้างเนื่องจากนางเคยบวชเป็นแม่ชีถึงเจ็ดภพเจ็ดชาติ ท่านเทพสวรรค์จึงให้โอกาสนางได้ใช้ชีวิตที่ดีมีความสุขสมบูรณ์อีกครั้ง ด้วยการส่งมาอยู่ในร่างของคุณหนูจื่อรั่วอิงและยังบอกกับนางว่า จะมอบผู้ชายหล่อบ้านรวยสายเปย์ใจดีให้เป็นคู่ชีวิต นางถูกส่งให้เข้ามาอยู่ในร่างของจื่อรั่วอิงเมื่อเด็กน้อยอายุหกขวบและตายเพราะพิษไข้ ยามนั้นวิญญาณของนางจึงเข้ามาสวมแทนที่
ทว่าอยู่ในร่างนี้มาจนอายุสิบเจ็ดปีแทนที่จะได้เจอผู้ชายหล่อ บ้านรวยสายเปย์ตามคำของท่านเทพ นางกลับไปถูกตาต้องใจซื่อจื่อจอมเสเพลเมียยั้วเยี้ยคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นหลานของฝ่าบาทพระองค์จึงอนุญาตให้แต่งงานได้ แม้ว่าจะไม่ประทานสมรสเป็นเรื่องเป็นราวแต่คำอนุญาตนั้นก็กำลังมัดตัวนางให้แต่งงานเป็นเมียน้อยคนอื่น
หรือว่าท่านเทพจะลืมสัญญาที่ให้นางเอาไว้ แต่นางก็ไม่อยากจะหนีโดยการไปบวชเป็นชีในชาติที่แปดเช่นกัน นางยังอยากมีชีวิตที่สนุกสนานไปอีกสักหน่อย
เมื่อคิดดังนั้นจื่อรั่วอิงย่อมไม่ยินยอม ถึงคราวที่นางต้องกำหนดชีวิตตัวเองแล้ว
จื่อรั่วอิงกลุ้มอยู่หลายวันกระทั่งนางบังเอิญได้ยินเรื่องเล่าของอ๋องตาบอดคนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ไม่มีเมียกวนตัว ไม่มีลูกกวนใจ ไม่มีพี่น้องแย่งสมบัติ เป็นบุรุษพิการตาบอดที่ไม่มีใครเอา คนในยุคนี้คิดว่าการแต่งกับคนพิการก็เท่ากับแต่งกับตัวกาลกิณีจึงทำให้เขายังโสดมาจนทุกวันนี้
แม้จะมีข่าวลือว่าเขาป่าเถื่อน วิปริต จิตใจบิดเบี้ยวเพราะออกรบมานาน แต่จื่อรั่วอิงกลับไม่กลัวตอนนี้เขาก็เป็นแค่คนตาบอดมองไม่เห็นอะไรไม่ใช่หรือ จะเอาอะไรมาน่ากลัวกันเล่า
การเป็นคนพิการไม่ว่าในโลกไหนล้วนไม่มีใครต้องการการแพทย์สมัยนี้ก็ล้าหลังไม่มีทางที่เขาจะหายดี จึงตัดปัญหาเมียน้อยในอนาคตไปได้ นางก็แค่ปรนนิบัติเล็กน้อย ที่เหลือก็ปล่อยพวกบ่าวทำไป หากนางได้แต่งงานกับเขาล่ะก็คิดดูสิว่าชีวิตของนางจะไม่เปรียบประดุจขึ้นสวรรค์เลยหรือ
เพียงแค่คิดก็เกิดความสุขจนแทบจะโบยบินเป็นผีเสื้อไปแล้ว แผนการลับจับผู้ชายของนางจึงเริ่มขึ้น
"ท่านอ๋อง สถานที่จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ซีห่าวองครักษ์ขั้นสี่ซึ่งเป็นองครักษ์คนสนิทของลี่หมิงอ๋องเอ่ยขึ้นหลังจากเขาให้บรรดาองครักษ์ทั้งหมดสำรวจความปลอดภัยรอบบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จนวางใจ
ซีห่าวนำทางลี่หมิงไปจนถึงบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพราะลี่หมิงเองมาที่นี่จนจดจำเส้นทางได้แล้วแม้จะมองไม่เห็นทว่าเขากลับเดินเหินคล่องแคล่วนัก
เมื่อถึงบ่อน้ำร้อนซีห่าวช่วยปลดเสื้อคลุมให้ท่านอ๋อง กระทั่งเขาลงไปนั่งแช่ในบ่อน้ำพุจนเรียบร้อยจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ่อโดยละเอียด เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติเขาจึงค่อย ๆ ถอยออกไป
ลี่หมิงอาศัยช่วงเวลานี้พักผ่อนร่างกาย เขากึ่งนั่งกึ่งเอนกายแล้วหลับตาลงอย่างสงบ สองก้านธูปที่ต้องนั่งแช่อยู่ในนี้เพื่อขจัดพิษมาเกือบสองปีนี้ทำให้เขาร่างกายของเขามีอาการดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ ทว่าดวงตาของเขากลับมีอาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย จากที่มองไม่เห็นเลยบัดนี้ยังสามารถมองเห็นเงาเลือนรางไม่อาจแยกสีสันได้ชัดเจนซึ่งกระทั่งท่านหมอเองยังถอดใจคิดว่าชาตินี้เขาอาจไม่สามารถกลับมามองเห็นเป็นปกติได้อีกต่อไป แต่กระนั้นลี่หมิงอ๋องก็ยังคงเสาะหาท่านหมอผู้เก่งกาจคนอื่นมารักษาตนแทน
จื่อรั่วอิงรอด้วยใจระทึกอยู่ตรงที่หลบซ่อน จากจุดนี้นางเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้นั้น นางมองไม่เห็นใบหน้าของเขาและไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเห็นลี่อ๋องตัวเป็น ๆ มาหลายปีแล้วจึงไม่รู้ว่าหน้าตาเขาในตอนนี้เป็นอย่างไร
เขาจากเมืองหลวงไปทำศึกตั้งแต่อายุเพียงสิบสามปี ด้วยฐานะขุนศึกแห่งแคว้นหนิงเทียนทำให้เด็กน้อยต้องถูกบีบบังคับให้โตก่อนวัยอันสมควร เช่นนี้จึงไม่แปลกที่จิตใจของเขาจะวิปริต
เมื่อจื่อรั่วอิงเห็นว่าบัดนี้ลี่หมิงอยู่เพียงลำพังแล้ว นางจึงค่อย ๆ คลานออกมาจากที่ซ่อนซึ่งเป็นโพรงที่ทำขึ้นมาอย่างแนบเนียนกลืนไปกับธรรมชาติแถวนี้อย่างไร้ที่ติ ในใจก็อดชื่นชมเจ้าอ้วนเป่าไม่ได้มิเสียแรงที่นางลงทุนคุกเข่าอ้อนวอนท่านพ่อให้รับเขามาเป็นบ่าวของนาง
นางค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ท่านอ๋องผู้นั้นที่เหมือนจะไม่รู้ตัวว่ามีบุคคลที่สองอยู่ใกล้เขาเพียงนี้ ความจริงนางไม่อยากเอาเปรียบคนตาบอดแต่เมื่อแผนการได้วางมาจนถึงขั้นนี้แล้วไม่อาจถอยหลังกลับไปได้
สายตาของจื่อรั่วอิงไม่อาจละไปจากแผ่นหลังของเขาได้ ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้องอาจผ่าเผย แม้แต่ท่วงท่าการนั่งยังดูสูงส่งเพียงนี้ แผ่นหลังเปลือยเปล่านั่นยังจับตัวเป็นมัดกล้ามอันแสนงดงาม ลี่อ๋องผู้นี้ช่างมีเรือนร่างที่เหมาะสมที่เป็นนักรบจริง ๆ ผมของเขาถูกรวบสูงและสวมครอบด้วยกวานสีเงินสลักลายก้อนเมฆบ่งบอกฐานะที่คนทั่วไปไม่อาจเอื้อม
จื่อรั่วอิงอยู่ในชุดเสื้อผ้าสีขาวที่คิดเอาไว้เป็นอย่างดี หากชุดนี้เปียกน้ำจะสามารถมองเห็นเนื้อหนังข้างในได้ชัดเจน เมื่อนางลงไปในอ่างน้ำพุร้อนแห่งนี้กับเขา แน่นอนว่าชุดนี้จะแนบเนื้อจนดูค่อนข้างโป๊หากมีคนมาพบเข้าก็ยากที่จะคิดเป็นอื่น
จากนั้นนางจะกรีดร้องเพื่อให้ดูน่าสงสาร ชื่อเสียงของสตรีโบราณสำคัญยิ่งกว่าชีวิต เมื่อถึงตอนนั้นลี่หมิงอ๋องก็อย่าคิดว่าจะหนีรอดเงื้อมมือของนางไปได้
จื่อรั่วอิงคิดอย่างเพลิดเพลิน ขาเรียวขาวของนางค่อย ๆ จุ่มลงน้ำ อุณหภูมิของน้ำค่อนข้างอุ่นพอดี การแช่น้ำในอุณหภูมิเช่นนี้คงทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ
หลังจากค่อย ๆ ก้าวลงน้ำอย่างช้า ๆ จื่อรั่วอิงกลั้นหายใจค่อย ๆ แหวกน้ำเข้าไปใกล้เขาเพียงเงยหน้าขึ้นสายตาของนางพลันปะทะกับอกกว้างแข็งแกร่ง
จื่อรั่วอิงดวงตาแข็งค้างกับภาพยั่วยวนตรงหน้า รูปร่างที่โผล่พ้นสายน้ำทำให้นางไม่อยากเชื่อสายตา เหมือนเป็นประติมากรรมชั้นเยี่ยม
มัดกล้ามหน้าท้องเป็นลอนแน่นคมชัดราวกับภาพสี่มิติ ภายใต้แสงแดดอ่อนที่สาดส่องราวกับมีลำแสงรายรอบร่างกายให้เปล่งประกาย ยากนักที่ใครเห็นแล้วจะต้านเสน่ห์อันเย้ายวน นางค่อย ๆ ไต่สายตาขึ้นไปเรื่อย ๆ ลำคอแห้งผากกระทั่งพบเข้ากับใบหน้านั้น
จื่อรั่วอิงอ้าปากค้าง สวรรค์ ให้ตายเถอะรูปร่างเช่นนี้คนที่เป็นเจ้าของสมควรหล่อเหลาไร้ที่ติมิใช่หรือ ทว่าลี่อ๋องบัดนี้กลับแตกต่างจากที่นางคิด เมื่อใบหน้านั้นเต็มไปด้วยหนวดเคราที่ขึ้นเต็ม เส้นผมของคนผู้นี้ยังมีสีขาวแซมเป็นกระจุกกระจายทั่วศีรษะ
แน่นอนว่าสมัยนี้ไม่มีสารเคมีกัดสีผม สีขาวที่เห็นจึงไม่ใช่การทำไฮไลต์แต่มันต้องคือผมหงอกนั่นเอง ท่านอ๋องอายุสามสิบเองมิใช่หรือ เหตุใดใบหน้าและเส้นผมจึงแก่ก่อนวัยราวกับคุณลุงคนหนึ่งเช่นนี้
ยิ่งเห็นหนวดเคราที่รกแบบนั้นจื่อรั่วอิงคิดอยากใช้กรรไกรตัดหญ้าถากถางป่ารกนั้นให้เกลี้ยงสะอาดตาแล้วดูว่าใบหน้าภายใต้หนวดนั้นจะเป็นเช่นไร
ดวงตาคู่นั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรเพราะถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าสีดำ ท่าทางการนั่งหลังตรงของลี่อ๋องตอนนี้ก็น่ากลัวดุดันจนนางเชื่อเสียสนิทว่าเขาคงกลายเป็นคนสติวิปลาส หัวใจบิดเบี้ยวไปจริงๆ แล้ว
แต่เมื่อขึ้นหลังเสือแล้วนางไม่อาจลงได้ มิเช่นนั้นคงถูกเสือขย้ำจนร่างละเอียด
จื่อรั่วอิงจึงตัดสินใจพุ่งเข้าหาเขาตามแผนทันใด ทว่าบัดนี้เพียงนางขยับเล็กน้อย คนผู้นั้นก็ขยับมาถึงร่างของนางแล้ว
จื่อรั่วอิงตกใจจนชะงักค้าง เมื่อฝ่ามือของเขาทั้งสองข้างสัมผัสที่หน้าอกของนางเดิมทีคิดว่าคงจะถูกฝ่ามือนั้นทำร้ายจนร่างกระเด็นเสียแล้ว ทว่าลี่อ๋องกลับไม่ทำเช่นนั้นเขากำลังทำบางอย่าง....คล้ายจะสำรวจบางสิ่งบางอย่างใต้ฝ่ามือของเขา
"เจ้าไม่มีวรยุทธ์ ไม่มีอาวุธ ไม่น่าจะเป็นมือสังหาร"
เสียงเยือกเย็นของเขาทำให้นางรู้สึกหนาวขึ้นทันใด ปากของนางสั่นเพราะตกใจก่อนจะเอ่ยว่า
"ขะ ข้าไม่ใช่ ไม่ใช่มือสังหาร"
"เช่นนั้นเจ้าคือผู้ใด หรือว่า..." ลี่หมิงหยุดเล็กน้อยแล้วยังคลำต่อ ก่อนจะเอ่ยว่า "หรือว่า เจ้าก็ป่วยเช่นกันจึงมาแช่น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้"
จื่อรั่วอิงยังคงตกใจไม่หาย เขาสงบกว่าที่นางคาดคิดจนนางไม่รู้จะดำเนินแผนโวยวายอย่างไร
ผู้ใดว่าเขาวิปริตเจ้าอารมณ์ คนผู้นี้สมควรโวยวายจนทำให้คนแห่เข้ามามิใช่หรือ อีกทั้งนางยังไม่เข้าใจที่เขาพูด
นางป่วยหรือ ทำไมเขาคิดว่านางป่วยหรือคนผู้นี้จะเป็นบ้าไปจริง ๆ ก่อนที่นางจะอ้าปากตอบลี่หมิงก็เอ่ยต่อ
"ตรงนี้ของเจ้า เป็นเนื้องอกสองก้อนขนาดเท่าหัวเด็ก ข้าไม่เคยพบเนื้องอกที่ใหญ่โตเช่นนี้ หรือว่าจะมิใช่เป็นของจริงกัน"
จื่อรั่วอิงกะพริบตาปริบ ๆ ในยามนี้มือของลี่อ๋องกลับบีบเข้าไปที่หน้าอกทั้งสองข้างของนางอย่างแรง ราวกับว่ากำลังทำให้ตัวเองแน่ใจว่ามันคือเนื้องอกจริง ๆ จื่อรั่วอิงกำลังสับสนและรู้สึกเจ็บจนแทบน้ำตาเล็ด
ป่วย...เนื้องอก...หัวเด็ก....ของปลอม!
สติขาดผึงทันใด จื่อรั่วอิงกรีดร้องขึ้นมาพร้อมกับก่นด่าเขาดังลั่น
"เจ้าลุงบ้า ข้าไม่ได้เป็นเนื้องอก หัวเด็กบ้านลุงน่ะสิ นี่มันหน้าอกข้า นมของข้า นมจริง ๆ ไม่ใช่ยัดซิลิโคน ไม่ใช่ของปลอมหากเป็นของปลอมเจ้าบีบแรงแบบนี้ก็คงแตกคามือเจ้าไปแล้ว ปล่อยข้านะ กรี๊ด คนบ้า เจ้าลุงหนวดเฟิ้ม เจ้าคนบ้า เลิกบีบนมข้าเดี๋ยวนี้"
นางทั้งตีทั้งทุบเขา ลี่หมิงอ๋องเองก็ตกตะลึงไม่หาย เสียงนี้คือสตรีแน่ชัด
เดิมทีเขาไม่คิดว่านางจะเป็นสตรี ที่นี่คือวัดเชิงเขาและสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้อนุญาตให้คนนอกเข้ามา ยิ่งเป็นสตรีด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางแล้วนางหลุดเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
และที่สำคัญของขนาดใหญ่เท่าหัวเด็กนั่นจะกลายเป็น....ของสตรีไปได้อย่างไร
ว่าแล้วโทสะของเขาก็พุ่งขึ้นสูง คนที่เข้ามาที่นี่ย่อมต้องเป็นมือสังหาร เขาขยับร่างว่องไวแม้ตาจะมองไม่เห็นทว่าเพียงพริบตาก็คว้าลำคอของนางมาไว้ในอุ้งมือแล้วบีบอย่างแรง
"สารภาพมา ผู้ใดส่งเจ้ามาสังหารข้า"
จื่อรั่วอิงถูกบีบคอจนรู้สึกเจ็บ นางทั้งไอทั้งสำลักทั้งดิ้นรนหนีจากมือเหล็กนี้ นางอยากขอร้องให้เขาปล่อยทว่าเสียงกลับหายเข้าไปในลำคอแล้ว และบัดนี้นางกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย
ให้ตายเถอะ ไม่คิดว่าการหาสามีสักคนมันยากลำบากจนกระทั่งต้องเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนี้
เพราะเสียงกรีดร้องที่ดังก้องไปทั่วเขา จึงทำให้ทหารและบรรดาไต้ซือที่รออยู่ด้านนอกกรูกันเข้ามาราวกับกองทัพมด
และเมื่อเข้ามาแล้วทุกคนยังอ้าปากค้าง ไต้ซือหลายคนถึงกับหันหลังหนีภาพนั้นด้วยเสื้อผ้าของจื่อรั่วอิงบางจนเห็นเนื้อด้านใน
แน่นอนว่าบัดนี้ทุกคนล้วนเข้ามาทันเห็นเหตุการณ์ที่จื่อรั่วอิงถูกลี่อ๋องลวนลามจับเข้าไปที่ตรงนั้นก่อนที่ท่านอ๋องจะคิดสังหารนาง
ในที่สุดก็มีคนจำจื่อรั่วอิงได้ ไต้ซือผู้หนึ่งจึงร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจ ที่แท้คือท่านเจ้าอาวาสนั่นเอง
"ท่านอ๋อง ได้โปรดปล่อยนาง นางคือคุณหนูสามแห่งจวนสกุลจื่อ ท่านไม่อาจสังหารนางได้!"
แผนการที่นางได้วางเอาไว้บัดนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทว่าเกือบแลกด้วยชีวิตของนางเสียแล้ว แต่เมื่อคิดถึงบวกลบในใจนับว่าคุ้มนักที่มีคนมาพบเห็นนางอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก
ถึงแม้ว่าคนทั้งหมดจะเป็นคนของลี่หมิงก็ตาม คงมีเพียงเจ้าอ้วนเป่าเท่านั้นที่แฝงมาเป็นพระและเป็นพยานของนางเพียงหนึ่งเดียว
จื่อรั่วอิงมั่นใจว่าภิกษุย่อมไม่พูดเท็จ อย่างน้อยหากต้องการพยานจริง ๆ นางก็ยังสามารถคาดคั้นและเค้นออกมาจากพระพวกนี้ได้
จื่อรั่วอิงแสร้งร้องไห้อย่างหนัก โกหกพกลมด้วยคำพูดที่ตระเตรียมมาเป็นอย่างดี
"ข้าไม่รู้ว่าเป็นท่านอ๋องที่อยู่ที่นี่จริง ๆ ความจริงเพราะร่างกายคล้ายจะไม่สบาย รู้มาว่าที่นี่มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงคิดแอบมาแช่ตัว แต่บัดนี้กลับถูกล่วงเกินเสียแล้ว ท่านอ๋องเป็นท่านที่ล่วงเกินข้านะเพคะ"
จื่อรั่วอิงบัดนี้มีผ้าผืนหนึ่งคลุมร่างกายปกปิดความขาวเนียนต่อหน้าบุรุษเหล่านี้เอาไว้ นางยังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จคุกเข่าตรงหน้าเขาผู้นั้นที่นั่งนิ่งประดุจศิลาไร้ชีวิตก้อนหนึ่ง ร่างสูงสง่าดุดันแผ่ไอสังหารรอบกายชวนให้ขวัญผวายิ่งกว่าผีร้าย เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยจึงอยู่ในชุดสีดำทั้งตัวยิ่งส่งให้เขาดูคล้ายพญามัจจุราชที่สามารถคร่าชีวิตคนโดยไม่ลังเล
ถึงแม้เขาจะตาบอดนางเองก็ไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ ด้วยคิดว่าน่ากลัวนักไม่ใช่ว่านางกำลังจะตายอีกรอบหรอกนะ
"ท่านอ๋องจะให้ลงโทษนางเช่นใดพ่ะย่ะค่ะ"
องครักษ์ซีห่าวไม่คิดรอสอบสวนคำพูดของนาง ทั้งเขาเองก็ไม่สนใจฐานะของนางแม้แต่น้อย
ลี่หมิงอ๋องเอ่ยคล้ายรำคาญ
"สังหารทิ้งเสีย สตรีที่กล้าลองดีเช่นนี้ยังคิดจะเก็บไว้ทำสิ่งใดอีก"
เข่าที่คุกอยู่บนพื้นของจื่อรั่วอิงถึงกับทรุดลงทันใด ในขณะที่ท่านเจ้าอาวาสและเจ้าอ้วนเป่าถึงกับร้องออกมาพร้อม ๆ กัน
"ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิต"
จื่อรั่วอิงน้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัว แต่นางยังคงกล้าหาญที่จะรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้
"ท่านอ๋อง ท่านจะฆ่าข้าด้วยเหตุใดเพคะ"
ลี่หมิงอ๋องได้ยินเสียงของสตรีนางนั้น แน่นอนว่าเขาไม่เห็นใบหน้าของนางทว่าน้ำเสียงนี้ทำให้เขาบังเกิดความรู้สึกว่าน่าสนใจอยู่บ้าง
ถึงนางจะถามอ๋องผู้นั้นทว่าคนที่ตอบกลับเป็นซีห่าว
"เจ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือ บังอาจรบกวนท่านอ๋องเพียงเท่านี้ก็สมควรตายแล้ว"
จื่อรั่วอิงร้อง เห๊อะ ออกมาคำหนึ่ง แล้วข่มความกลัวพร้อมกับกล่าวว่า
"ถ้าจะฆ่าก็ต้องฆ่าพวกเจ้าด้วย อารักขาท่านอ๋องอย่างไรให้ข้าเข้าไปได้ ข้าเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งตอนเข้าไปไม่มีใครขัดขวาง พวกเจ้าปล่อยข้าเข้าไปเอง ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องยังจะโยนความผิดให้คนอื่น นี่หรือหน่วยองครักษ์ที่ขึ้นชื่อว่ามีเกียรติที่สุดในหนิงเทียน ทุเรศชะมัด ไปหากระโปรงมาสวมเถอะถ้าจะทำตัวน่าอายโยนความผิดให้ผู้หญิงเช่นนี้ อ้อ ข้ายังเป็นผู้หญิงอ่อนแอที่งดงามไร้วรยุทธ์คนหนึ่งอีกด้วยมีสิ่งใดให้พวกเจ้ากลัวกัน"
คำพูดที่กล้าหาญของนางทำเอาบุรุษทั้งหลายเงียบงัน กระทั่งซีห่าวเอ่ยว่า
"แต่เจ้าบังอาจแตะต้องร่างกายท่านอ๋อง เพียงเท่านี้ก็สมควรตายแล้ว"
คราวนี้จื่อรั่วอิงถึงกับหน้าแดง เข่าที่อ่อนพับลงไปเมื่อสักครู่ถึงกับมีแรงขึ้นมา
"ใครล่วงเกินใครกันแน่ มิใช่ท่านอ๋องของพวกเจ้าหรือที่เป็นฝ่ายล่วงเกินข้า เขายังบีบนมข้าไม่เห็นหรือ เจ็บจะตายอยู่แล้ว สวรรค์ได้โปรดเถิดแม้แต่ในวัดพวกเจ้ายังกล้ากลับดำเป็นขาว คนพวกนี้แท้จริงเลวมีจิตใจเลวทรามต่ำช้า รังแกสาวน้อยที่อ่อนแอเช่นข้าได้อย่างไร"
ว่าแล้วก็แสร้งร้องไห้โฮ จนอ้วนเป่าต้องยกมือขึ้นมาอุดหูด้วยรู้สึกคล้ายแก้วหูอันละเอียดอ่อนของตนกำลังจะแตกแล้ว
จื่อรั่วอิงร้องไห้จนเจ็บตา เอาเถอะถึงแม้ว่าในชาตินี้จะเกิดมาอยู่ในตระกูลดี แต่ชาติก่อนนางเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับคณะกายกรรมที่มีเพื่อนผู้ชายเป็นโขยงมาตั้งแต่เด็ก คำว่ากุลสตรีกับนางจึงห่างไกลกันนัก
ทว่าคนพวกนี้ย่อมไม่คุ้นเคยกับการเห็นสตรีใจกล้าหน้าด้าน กระทั่งวาจาหยาบโลนยังกล้าเอ่ยออกมาอย่างไม่อายปากเช่นนี้ กล่าวหาคนจบก็ยังร้องไห้ราวกับว่ามีใครแตะต้องนางจนเจ็บปวดกระนั้น เพราะท่าทางของนางเช่นนี้จึงทำให้พวกเขารู้สึกทำสิ่งใดไม่ถูก คงมีเพียงเจ้าอ้วนเป่าที่คุ้นเคยกับคุณหนูของตนเป็นอย่างดีกล้าที่จะเอ่ยขึ้น
"ใช่ ข้าก็เห็นชัดว่าเป็นท่านอ๋องที่ล่วงเกินคุณหนู ยังบีบนมนางอีก บีบแรงด้วย"
เมื่อมีพวกเข้าข้าง จื่อรั่วอิงจึงพยักหน้าทันใด
"ใช่ บีบแรงจนนมแทบแตก"
"ใช่ บีบนมคุณหนูแรงจนนมแทบแตก"
“ใช่ข้าเจ็บจนร้องไห้ไม่เห็นหรือ”
“ใช่คุณหนูเจ็บจนร้องไห้จนหู้ข้าแทบแตกไม่เห็นหรือ”
บ่าวผู้โง่งมกับคุณหนูไร้ยางอายช่างเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ทหารหลายคนถึงกับใบหูแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้ทุกคนล้วนไม่กล้าเอ่ยคำใด
กระทั่งลี่หมิงอ๋องยังอดฟังด้วยความสนใจไม่ได้ สตรีนางนี้หยาบคาย ไร้ยางอาย ทว่ากลับกล้าหาญที่จะปกป้องตนเองยิ่งนัก อีกทั้งที่นางกล่าวมาไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
นางเป็นสตรีที่ไร้วรยุทธ์นางหนึ่ง เหตุใดจึงสามารถเข้าไปในนั้นได้หากไม่ใช่เพราะการอารักขาที่หละหลวมแล้วย่อมไม่มีสาเหตุอื่นได้อีก ยิ่งหากคนผู้นั้นไม่ใช่นางแต่เป็นมือสังหารเขามิได้ตายไปแล้วหรือ
ลี่หมิงอ๋องกระแอมแล้วเอ่ยเสียงเย็น
"ซีห่าว สั่งโบยคนของเราโทษฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่งไปช่วยชาวบ้านทำไร่ทำสวนสองเดือนเป็นการลงโทษ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ซีห่าวย่อมเข้าใจท่านอ๋องของตนเองเขารับคำสั่งทันใด แล้วเอ่ยว่า
"แล้วคุณหนูผู้นี้ท่านอ๋องจะทำโทษนางอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"
"ไว้ชีวิตนาง ทว่าลิ้นของนางสมควรตัดทิ้งไม่ให้นางเอ่ยเรื่องนี้ได้อีกต่อไป"
ให้ตายเถิด เจ้าลุงนี่ยังไม่ยอมหยุด นี่นางกำลังหาเรื่องให้ตัวเองจริง ๆ จื่อรั่วอิงเร่งคิดหาวิธีเอาตัวรอดกระทั่งในที่สุดนางก็เอ่ยปากว่า
"หากท่านจะตัดลิ้นข้า ท่านก็สมควรตัดมือตนเองด้วย ล่วงเกินข้ารุนแรงเช่นนี้ยังไม่คิดจะรับผิดชอบสิ่งใดหรือ ที่แท้ท่านอ๋องก็เป็นคนเช่นนี้เอง น่ารังเกียจยิ่งนักกระทั่งสาวงามดุจเทพเซียนร่างกายอ่อนแอเช่นข้าท่านยังรังแกไม่หยุด ลี่หมิงอ๋องท่านใจดำเหลือเกินนะเพคะ"
เพราะเขาตาบอด จื่อรั่วอิงจึงต้องย้ำคำว่า สาวงาม ให้เขารู้ว่านางเป็นสตรีที่งดงามเทียมฟ้า งดงามที่สุดในปฐพี
ตั้งแต่มีชีวิตเกิดมาเป็นอ๋อง ไม่เคยมีผู้ใดกล้าตำหนิเขาตรง ๆ เช่นนี้สักครั้ง กระทั่งฝ่าบาทยังแทบวางเขาไว้บนฝ่ามืออย่างทะนุถนอม ทว่าจื่อรั่วอิงไม่เป็นเช่นนั้น ไหน ๆ นางก็คิดว่าตัวเองต้องตายจริง ๆ แล้วจึงต้องหาทางเอาตัวให้รอดจากความตายนี้
จู่ ๆ อ๋องตาบอดผู้นั้นก็หัวเราะจนหนวดกระดิก ภายในโถงสวดมนต์แห่งนี้เงียบสงบยิ่งนักจึงทำให้เสียงหัวเราะของลี่หมิงอ๋องดังกึกก้องลั่นโถง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็ได้ในเมื่อเจ้ากล้าหาญนัก เช่นนั้นข้ากับเจ้าวันนี้หายกัน ไสหัวไปให้พ้นแล้วอย่าได้เข้าใกล้ข้าอีก คราวหน้าข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่"
ผิดความคาดหมายของนางไปมาก เขาควรรับผิดชอบสิ บีบนมนางจนเจ็บขนาดนั้นยังบอกว่าหายกัน จื่อรั่วอิงมีแต่เสียกับเสียยังไม่ได้ประโยชน์ใดเลยแม้แต่น้อย นางทำถึงขนาดนี้แล้วย่อมไม่ยินยอม อย่างไรก็ต้องตกลงให้ดี
"ท่านอ๋อง นอกจากไว้ชีวิตข้าแล้วท่านต้องรับผิดชอบข้าด้วย ท่านแตะต้องส่วนสำคัญของข้าไปแล้วยังจะหวังให้ข้าแต่งกับบุรุษอื่นได้หรือ ท่านไม่คิดถึงศักดิ์ศรีของข้าเลยหรือเพคะ"
ลี่หมิงอ๋องรับน้ำชาจากซีห่าวแล้วเอ่ยโดยไม่สนใจคำของนางแม้แต่น้อย
"ลากนางออกไป อย่าให้นางมาใกล้ข้าอีก"
"ท่านอ๋องเพคะ"
จื่อรั่วอิงเริ่มโวยวาย นางคิดว่าตนเองดูคนไม่ผิด ลี่หมิงอ๋องดูเหมือนจะเป็นโรครังเกียจสตรี ถ้านางทำให้ตาลุงอ๋องนี่ใจอ่อนลงและยอมรับข้อเสนอ ชีวิตในฐานะพระชายาของนางคงสงบสุขแน่นอนด้วยคนผู้นี้คงไม่คิดวุ่นวายกับนางอีก
จากที่ผ่านมาเขาไม่ใช่คนไร้เหตุผล ยังฟังนางอยู่หลายคำดังนั้นนางคิดว่าขอเพียงนางอ้อนวอนอีกสักหน่อย เขาย่อมเห็นดีเห็นงามด้วย ทว่าเรื่องที่นางคิดนั้นยังไม่ทันได้เอ่ย เมื่อจู่ ๆ ทหารองครักษ์ของเขาก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางตื่นตระหนก
"ท่านอ๋องบัดนี้จื่อกุ้ยเฟยและท่านเสนาบดีกรมโยธากำลังตรงมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
จื่อรั่วอิงเข่าทรุดลงอีกครั้ง เดิมทีนางคิดทำเรื่องนี้เงียบ ๆ ตกลงกับท่านอ๋องให้ดีแล้วให้เขาส่งคนไปสู่ขอ ไม่คิดว่าบัดนี้เวรกรรมที่อยู่ในรูปของบิดากำลังมาก่อกวนแผนการของนางเสียแล้ว เหตุใดรู้ว่องไวเพียงนี้กัน!