ตอน 1

“เหยาเหยา คุณดูดีกว่ายัยบื้อกู้จือหลิงนั่นตั้งเยอะ คุณยอมให้ผมเป็นคนแรกของคุณ ผมรักคุณมากเลย”

บนเตียงวิวาห์สีแดงสด ท่ามกลางเสียงหอบหายใจของชายหนุ่มและเสียงครางอย่างเร่าร้อนของหญิงสาว ทั้งสองคนกำลังนัวเนียกันอย่างใกล้ชิด

“คนดี ร้องออกมาดัง ๆ!” ชายหนุ่มบีบเอวที่เรียวบางของหญิงสาวพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงยั่วยวน

“ไม่นะ พี่จิ่งชวน นี่เป็นเรือนหอของพวกพี่ ถ้าเกิดน้องกลับมาเห็นพวกเราเข้าคงไม่ดีหรอก”

ซ่งจิ่งชวนพูดด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยว่า “ไม่มีทางหรอก ตอนนี้ยัยนั่นน่าจะยังโง่ไปตระเวนหาไวน์ดี ๆ ให้ผมตามโรงบ่มไวน์ใหญ่ ๆ อยู่ แต่ไวน์นี้ผมซื้อมาเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ก็คือไวน์ที่เราเพิ่งดื่มไขว้แขนกันไปเมื่อกี้นี้ไง”

“อุ๊ย พี่จิ่งชวน พี่นี่ช่างร้ายกาจจริง ๆ เลยนะคะ”

……

เสียงพูดคุยหยอกล้อกันของชายหญิงราวกับเป็นหนามแหลมนับไม่ถ้วนที่ทิ่มแทงเข้ามาที่หัวใจของกู้จือหลิงในเวลาเดียวกัน

เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือนหอของเธอกับซ่งจิ่งชวน นิ้วของเธอกำลังแตะอยู่ที่ร่องประตู

แต่เธอไม่ได้ผลักประตูเปิดออก แล้วก็ไม่ได้บุกเข้าไปเปิดโปงความโสมมและอาละวาดอย่างคลุ้มคลั่งแต่อย่างใด

ต่อให้เธอจะเข้าไป แล้วมันยังไง เธอมองอะไรไม่เห็นสักอย่าง ความสกปรกของสิ่งที่อยู่ข้างในไม่อาจแปดเปื้อนดวงตาของเธอได้ มีเพียงหัวใจของเธอเท่านั้นที่แปดเปื้อนไปหมดแล้ว

เพราะ......เธอตาบอด เวลานี้เธอกลายเป็นคนโง่เขลาไปอย่างสิ้นเชิงแล้วก็ว่าได้

เมื่อหนึ่งปีก่อน เธอลงภูเขาไปค้นหาสูตร ‘โซลมิสต์’ แล้วบังเอิญที่ซ่งจิ่งชวนที่เป็นหัวหน้าตระกูลผู้ผลิตน้ำหอมกำลังถูกรถสีดำหลายคันไล่ล่าอยู่ เธอจึงเสี่ยงชีวิตไปช่วยเขา ทำให้เธอสูญเสียการมองเห็นตาทั้งสองข้างไป

ซ่งจิ่งชวนคุกเข่าลงตรงหน้าเธอและให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะยอมถวายชีวิตตอบแทนเธอด้วยการคอยดูแลเธอไปตลอดชีวิต

กู้จือหลิงวัยสิบเก้าปีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องความรักเลย แต่เธอกลับตกหลุมรักซ่งจิ่งชวนตั้งแต่แรกเห็น

อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอซ่งจิ่งชวน

กู้จือหลิงถือขวดไวน์แดงที่เธอมุมานะบากบั่นซื้อมาในราคาแพงเอาไว้ในมือ แล้วก็ค่อย ๆ หันหลังกลับ ใช้ไม้เท้าวางค้ำเตรียมจะเดินจากไป

แต่แล้วเธอกลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอีกครั้ง “เหยาเหยา คนที่ผมอยากแต่งงานด้วยมาตลอดก็คือคุณนะ พรุ่งนี้ผมไม่มีทางแต่งงานกับคนตาบอดอย่างกู้จือหลิงเด็ดขาด”

“ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้จมูกของเธอดี มีประโยชน์ต่อธุรกิจน้ำหอมของผม ผมก็คงไม่ฟังคำแนะนำของพ่อเก็บคนไร้ประโยชน์อย่างเธอ อีกอย่างเธอก็เป็นลูกนอกสมรสที่ถูกครอบครัวของคุณส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในชนบท เธอโชคร้ายมาตั้งแต่เกิด เทียบกับคุณที่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์สายเลือดตรงของตระกูลกู้ไม่ได้เลยสักนิด แล้วเธอจะคู่ควรกับผมได้ยังไงล่ะ”

“จริงสิ ผมแพ้พนันกับคุณชายเพลย์บอยตระกูลลู่มา ผมก็เลยขายเธอให้เขาใช้หนี้ไปแล้ว พรุ่งนี้รอชมละครสนุก ๆ ได้เลย”

ใบหน้าเล็ก ๆ ที่สะสวยของกู้จือหลิงซีดเผือดไปในทันที

ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นมืดมนไปหมดจนไม่มีแสงใดสามารถเล็ดรอดเข้ามาได้เลย

เหอะ ๆ!

เธอสมควรที่จะตาบอดแล้ว กู้จือหลิง

นี่คือผู้ชายที่คุณใฝ่ฝันอยากจะแต่งงานด้วยเหรอเนี่ย เขาต่างจากสัตว์ร้ายตรงไหนกัน

เธอใช้ไม้เท้าคลำทางเดินลงบันไดไป

ด้วยความที่เธออาศัยอยู่ที่นี่มาหนึ่งปีแล้ว เธอจึงจำได้อย่างชัดเจนว่าจากชั้นหนึ่งไปยังชั้นสองมีบันไดทั้งหมดกี่ขั้น สิ่งของแต่ละชิ้นวางประจำเอาไว้อยู่ตรงไหน

ซ่งจิ่งชวนกลัวว่าจะเดินชนอะไรเข้า เขาจึงติดแผ่นกันกระแทกเอาไว้เกือบทุกส่วนที่แหลมคมในวิลล่า ด้วยความความพิถีพิถันและความอ่อนโยนของเขาจึงทำให้เธอเริ่มแปรเปลี่ยนจากความรู้สึกหวั่นไหวไปหลงรักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

เธอเดินช้ามาก แต่แล้วไม่รู้ว่าเธอไปสะดุดอะไรเข้า เธอจึงเซจนเกือบจะล้มลงไป

โชคดีที่เธอมีไม้เท้าพยุงตัวอยู่ ทำให้เธอไม่ล้ม

เธอโน้มตัวลงไปเพื่อคลำหาของบนบันไดจากทั่วทุกทิศทาง

แล้วมือเล็ก ๆ ก็คว้าเอาผ้าลูกไม้ ผืนเล็ก ๆ ข้างในยังประทับไข่มุกเอาไว้ด้วยขึ้นมา

กู้จือหลิงรู้ได้ทันทีว่า นี่คือกางเกงในเซ็กซี่

ซึ่งมันไม่ใช่ของเธอ เพราะเธอไม่เคยใส่กางเกงในสไตล์เซ็กซี่เย้ายวนแบบนี้มาก่อนเลย

ในหัวจินตนาการไปถึงฉากที่ชายหญิงกำลังร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนบนเตียงวิวาห์ขึ้นมาอีกครั้ง

ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา

เธอรีบโยนของสกปรกนั้นทิ้งไปและรีบสาวเท้าลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว

เมื่อลงไปถึงชั้นล่าง

กู้จือหลิงคำหาที่เปิดไวน์และแก้วไวน์มาหนึ่งใบ เธอที่ยังไม่สร่างเมา รินไวน์ให้ตัวเองแก้วหนึ่ง

ขอดื่มฉลองให้กับการตาบอดของตัวฉันเอง

ไวน์แดงที่เคยดื่มอย่างนุ่มนวล ตอนนี้มันกลับแสบร้อนในลำคอเป็นพิเศษ

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากทางเข้าวิลล่า

จากเสียงต้อนรับด้วยความเคารพของคนรับใช้ที่ดังขึ้นตรงประตู กู้จือหลิงก็รู้ได้ทันทีว่ามีคนมาจริง ๆ

คนคนนั้นก็คือแม่ของซ่งจิ่งชวน หรือว่าที่แม่สามีของเธอนั่นเอง

ถึงกับเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองเช่นนี้ จะต้องมาส่งชุดแต่งงานที่สั่งทำพิเศษให้เธอเป็นแน่

สุ่ยเหวินลี่ที่สวมชุดเดรสผ้าซาตินระดับโอตกูตูร์พาคนสองคนเดินเข้ามา

เมื่อเห็นว่าเธอกำลังดื่มไวน์อยู่คนเดียว อีกทั้งยังดื่มไวน์ในพิธีสมรสที่จะใช้ในคืนพรุ่งนี้ด้วย ความโกรธของเธอจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที “ไวน์ขวดนี้กว่าจิ่งชวนจะหาซื้อมาได้ต้องเสียเงินไปเยอะ เธอมาดื่มแบบนี้ แล้วคืนพรุ่งนี้จะดื่มอะไรล่ะ? ตาไม่มีแววเลยถึงได้คว้าผู้หญิงแบบนี้มาแต่งงานได้ น่าโมโหจริง ๆ !”

กู้จือหลิงส่ายไวน์ในแก้วอย่างไม่ใส่ใจ มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางพูดว่า “ยังไงฉันก็ต้องดื่มอยู่ดี จะดื่มเร็วหรือดื่มช้ามันต่างกันด้วยเหรอคะ ที่ป้าสุ่ยโกรธขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นเพราะอยากจะดื่มไวน์นี้ด้วย ฉันยังมีเหลืออยู่นะคะ อยากดื่มสักแก้วไหมล่ะคะ?”

กู้จือหลิงหยิบขวดไวน์ที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งยื่นออกไป ผมยาว ๆ สีดำขลับทิ้งตัวสลวย ดวงตาที่ใสแป๋วคู่นั้นไร้ซึ่งชีวิตชีวา แต่หน้าตากลับยังดูงดงามมาก

สุ่ยเหวินลี่โกรธจนพูดไม่ออก “เธอ……”

ปกติเด็กสาวตาบอดคนนี้จะอ่อนโยนว่านอนสอนง่าย แต่วันนี้ทำไมถึงได้ปากคอเราะร้ายแบบนี้

พรุ่งนี้ก็จะถึงวันแต่งงานแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ สุ่ยเหวินลี่จึงไม่ให้มาเกิดเรื่องในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เธอจึงบอกให้ดีไซเนอร์ที่อยู่ข้างหลังนำชุดแต่งงานเข้ามาพลางพูดว่า “นี่เป็นชุดแต่งงานสั่งตัดสำหรับเธอโดยเฉพาะ ไซส์จะเล็กกว่าปกติ ทางที่ดีคืนนี้ถึงพรุ่งนี้เธออย่ากินข้าวจะดีกว่านะ เอวจะได้ไม่ใหญ่จนใส่ไม่ได้ เพราะจะมีสื่อจากหลาย ๆ ช่องมาถ่ายทอดสดด้วย อย่าทำให้ตระกูลซ่งของพวกเราต้องขายหน้าเด็ดขาด”

ตอน 2

ตระกูลซ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเป่ยเฉิงมานานหลายศตวรรษ ซ่งชิงซานหรือพ่อซ่งให้ความสำคัญกับเรื่องชื่อเสียงหน้าตามากที่สุด แล้วซ่งจิ่งชวนก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเขา ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับงานแต่งงานครั้งนี้เป็นพิเศษ ทุกอย่างจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่สุดตามมาตรฐานระดับสูงสุดของเป่ยเฉิง

สุ่ยเหวินลี่จึงต้องมาจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

แต่สุ่ยเหวินลี่กลับอยากให้ลูกสะใภ้ของเธอเป็นกู้ชิงเหยาลูกสาวคนโตของตระกูลกู้มาโดยตลอด คู่กิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้างสรรค์มาต่างหากถึงจะเป็นการแต่งงานเกี่ยวผูกสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ที่สุด

แต่ซ่งชิงซานกลับยืนกรานว่าจะตอบแทนบุญคุณให้ได้ จึงสั่งให้ซ่งจิ่งชวนแต่งงานกับกู้จือหลิง นี่จึงทำให้สุ่ยเหวินลี่เกลียดชังกู้จือหลิงเข้าไส้

สุ่ยเหวินลี่มักจะชอบพูดตลอดว่ากู้จือหลิงเป็นนังจิ้งจอกที่โผล่มาขัดจังหวะกลางคัน

“ทำไมชุดแต่งงานของว่าที่คุณนายน้อยถึงเป็นชุดเพื่อนเจ้าสาวสีชมพูตัวนี้ไปได้ล่ะ มันดูไม่เหมือนชุดแต่งงานเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าคุณนายกำลังจะทำให้เธอต้องอับอายใช่ไหมเนี่ย ฮ่าๆๆ......”

“น่าสงสารจัง เธอตาบอดนี่นา จะไปรู้ได้ยังไงว่าอันไหนเป็นชุดแต่งงานหรือชุดเพื่อนเจ้าสาว พรุ่งนี้ถ้าเธอใส่ออกไปข้างนอกแบบนี้ต้องขายหน้ามากแน่ ๆ”

เสียงกระซิบกระซาบของคนรับใช้เบามาก

แต่แค่กู้จือหลิงตะแคงหูฟังก็ได้ยินแล้ว

เธอเกิดมามีประสาทการได้ยินที่ไวกว่าคนปกติ หลังจากที่เธอตาบอด ความไวในการได้ยินของเธอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก

กู้จือหลิงสัมผัสชุดแต่งงานที่ถูกนำมาให้เธอพลางหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ในใจ

เสียงฝีเท้าดังก้องมาจากตรงบันได

ซ่งจิ่งชวนที่สวมเสื้อเชิ้ตเปิดหน้าอกและกู้ชิงเหยาที่ผมยุ่งเหยิงสวมชุดนอนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบันไดในเวลาเดียวกัน

ซ่งจิ่งชวนไม่คาดคิดว่ากู้จือหลิงจะกลับมาเร็วขนาดนี้ ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาจึงแสดงความรังเกียจออกมาแวบหนึ่ง

เมื่อสุ่ยเหวินลี่เห็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจึงสั่งให้คนรับใช้ทุกคนออกไปก่อน

จากนั้นเธอก็ส่งสายตาให้ซ่งจิ่งชวนและบอกให้กู้ชิงเหยาออกไปทางประตูหลัง อย่าทำให้แผนการใหญ่ในวันพรุ่งนี้ต้องเสียเด็ดขาด

ซ่งจิ่งชวนเอาแขนโอบเอวของกู้ชิงเหยาไว้ แล้วก็จูบไปที่หน้าผากของเธอครั้งหนึ่งและกระซิบที่ข้างหูเธอว่า “พรุ่งนี้ ผมก็จะเป็นของคุณแล้ว ที่รัก คุณกลับบ้านไปก่อนนะ”

กู้ชิงเหยาค่อย ๆ เดินย่องไปบนพื้นไม้เบา ๆ แล้วก็แอบออกไปทางประตูหลัง

กู่จือหลิงก้มหน้าเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย

เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของซ่งจิ่งชวน แล้วก็สามารถแยกออกด้วยว่าในห้องนี้มีคนอยู่กี่คน

แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เธอมองเห็นใบหน้าที่สกปรกโสมมของคนในครอบครัวของพวกเขาได้ไม่ชัด

สุ่ยเหวินลี่นำชุดแต่งงานวางเอาไว้ หลังจากกำชับอีกสองสามประโยคก็บอกว่าขอตัวกลับไปบ้านเก่าก่อน

กู้จือหลิงกำลังนั่งอยู่บนโซฟาเงียบ ๆ เธอยังคงสงบนิ่งและอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย ราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่งดงามที่ปราศจากอารมณ์ฉุนเฉียวไม่มีผิด

ซ่งจิ่งชวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูจากสีหน้าท่าทางของเธอแล้ว เธอน่าจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน

หลังจากจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เขาก็นั่งลงข้าง ๆ เธอและจับมือเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบของกู้จือหลิงเอาไว้พลางถามว่า “คุณหาซื้อไวน์ได้แล้วเหรอ?”

กู้จือหลิงดึงมือออกจากมือของเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ค่ะ แต่ฉันอยากดื่ม ก็เลยทนไม่ไหวดื่มไปแล้ว”

ซ่งจิ่งชวนมองไปที่แก้วไวน์และขวดไวน์ที่เหลือเพียงครึ่งเดียวบนโต๊ะกาแฟ สีหน้าเขาดูงุนงงอยู่ชั่วขณะ แต่ก็หายไปในเวลาอันรวดเร็ว “ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่คุณมีความสุข คุณอยากจะดื่มแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ”

กู้จือหลิงผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยและตอบกลับไปว่า “ซ่งจิ่งชวน คุณ ‘ดี’ กับฉันจริง ๆ เลยค่ะ”

ซ่งจิ่งชวนยิ้มและกอดเธออย่างอ่อนโยนพลางพูดว่า “คนโง่ คุณคือภรรยาของผมนะ ถ้าผมไม่ดีกับคุณแล้วจะไปดีกับใครได้ล่ะ?”

กู้จือหลิงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงคนอื่นที่ติดอยู่บนตัวของเขามันฉุนจนเธอปวดหัวไปหมด

สามวินาทีต่อมา

กู้จือหลิงจึงผละตัวออกจากเขา

สกปรกมาก สกปรกสุด ๆ!

เขารู้ดีว่า การกอดนี้มันหมายความว่าอย่างไร

เธอเองก็รู้เช่นกัน

นี่คือการกอดลา

“พรุ่งนี้เช้าเราไปจดทะเบียนสมรสกันดีไหม?” ซ่งจิ่งชวนพูดขึ้นมา

กู้จือหลิงยิ้มและพยักหน้าเบา ๆ “ได้สิคะ”

“น่ารักจริง ๆ” ซ่งจิ่งชวนลูบผมสีดำขลับของเธอเบา ๆ แล้วก็ลุกขึ้นจากโซฟา สีหน้ากลับไปเย็นชาในชั่วพริบตา

เขารู้ดีว่า กู้จือหลิงเป็นคนที่เชื่อฟังมาก เธอจะไม่มีวันทรยศเขาเด็ดขาด พรุ่งนี้เธอจะต้องตกหลุมพรางของเขาอย่างว่าง่ายแน่นอน

แต่เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับความจืดชืดและไม่น่าสนใจของเธอเต็มทนแล้ว

วันรุ่งขึ้น ที่สำนักงานเขต

ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำทะมึน ในห้องจดทะเบียนสมรสมีคู่บ่าวสาวนั่งกันอยู่เต็มไปหมด

กู่จือหลิงที่สวมชุดเดรสสีขาวตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอเงียบ ๆ บนเก้าอี้ยาว

ส่วนซ่งจิ่งชวนไปต่อแถวรับคิวด้วยตัวเอง

ตอนที่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนข้อมูลก็ได้ถามคำถามพื้นฐานกับเขาเล็กน้อย

เขาพิงหน้าเคาน์เตอร์และพูดคุยพลางหัวเราะต่อกระซิกกับทางเจ้าหน้าที่

กู้จือหลิงที่กำลังเงี่ยหูฟังได้ยินเขาพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนเลยว่า “เจ้าบ่าวไม่ใช่ผมหรอกครับ เจ้าบ่าวชื่อลู่ถิงเย่ ส่วนเจ้าสาวชื่อกู้จือหลิง ผมเป็นพี่ชายของเธอแค่พาเธอมารับใบทะเบียนสมรสเฉย ๆ น่ะ ตาเธอมองไม่เห็นก็เลยต้องมีคนช่วย.......”

คำพูดหลังจากนั้น กู้จือหลิงไม่ได้สนใจที่จะฟังอีก

มือที่จับไม้เท้าอยู่ค่อย ๆ กระชับแน่นขึ้นทีละนิด

เธอพยายามนึกถึงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลู่ถิงเย่อย่างรวดเร็ว

มีข่าวลือว่าในเป่ยเฉิงมีคุณชายเจ้าชู้ผู้ทรงอิทธิพลชื่อดังคนหนึ่ง เขาเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลลู่ พ่อของเขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาชายแดน ปกติจะไม่ได้อยู่บ้านจึงไม่ค่อยได้อบรมสั่งสอนเขา

เขาเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก นิสัยใจคอจึงแปลก ๆ ผิดมนุษย์และนอกคอกมาตั้งแต่เด็ก แถมยังดุร้ายเหี้ยมโหด ทำความชั่วสารพัดจนชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเป่ยเฉิง เป็นพวกลูกหลานคนรวยที่ไม่เอาไหนที่ทุกคนต่างก็รังเกียจ

แต่บังเอิญเขาดันเกิดมามีหน้าตาหล่อเหลา ดูดีสุด ๆ

สิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญเลยก็คือ ตระกูลลู่ควบคุมเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเซียงตูเอาไว้ทั้งหมด อีกทั้งลู่ถิงเย่ยังเป็นเจ้าของโรงงานน้ำหอมอีกด้วย

สิ่งที่เธอใช้เวลาทั้งปีในการค้นหาแต่ไม่พบเจอที่บ้านตระกูลซ่ง อาจจะไปอยู่ที่บ้านตระกูลลู่ก็ได้

ในขณะเดียวกัน

บนถนนด้านนอกสำนักงานเขต

ขบวนรถซูเปอร์คาร์ระดับท็อปสีเดียวกันทั้งหมดขับเคลื่อนเข้ามาอย่างน่าเกรงขาม ล้อมรอบรถเคอนิกเส็กก์สีเงินคันหนึ่งดูมีแผ่รังสีดูน่าหวาดกลัวออกมาอย่างรุนแรงเอาไว้ ขบวนรถทั้งหมดมาจอดอยู่ที่หน้าประตูสำนักงานเขตด้วยระยะห่างที่แม่นยำ จนทำให้ถนนบริเวณหน้าประตูถูกปิดล้อมจนแทบไม่มีช่องว่างให้ผ่านไปได้เลย

ดูเวอร์วังอลังการ และหรูหราฟุ้งเฟ้อสุด ๆ

ประตูรถถูกเปิดออกพร้อมกัน บอดี้การ์ดชุดดำที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีหลายสิบคนลงมาจากรถ แล้วก็มายืนเรียงกันสองแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อกันเอาไว้อย่างแน่นหนา

หลังจากนั้นไม่นาน ประตูรถเคอนิกเส็กก์ก็เปิดออก ขาที่เรียวยาวคู่หนึ่งที่สวมกางเกงสูทสีดำก็ก้าวออกมา รองเท้าหนังพื้นบางแตะลงบนพื้น

ทันใดนั้นรูปร่างที่สูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน

เขาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำที่ตัดเย็บอย่างดี ปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกที่ดูแข็งแรงและขาวซีดเล็กน้อย แลดูเถื่อนดิบสุด ๆ

แสงยามเช้าสาดส่องลงบนใบหน้าที่ชวนให้หลงใหลและดูชั่วร้ายของเขา ดวงตาที่ยากจะคาดเดาได้แฝงไปด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย เขาก้าวเดินเข้ามาข้างในอย่างคล่องแคล่ว ทั่วทั้งตัวของเขามีรังสีของความเฉื่อยชาแต่ก็แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งแผ่ออกมา

ก้าวเดินไปข้างหน้า ท่าทางโอ่อ่า บวกกับบุคลิกที่ดูสูงส่งสง่าแต่กลับเปี่ยมไปด้วยออร่าที่กดดันอย่างรุนแรงของเขา

ไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่จะมาจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตได้เลย เหมือนจะมาก่อเรื่องมากกว่า

ตอน 3

โรเจอร์ผู้ช่วยคนสนิทเดินสาวเท้าตามหลังเขามาอย่างว่องไว “คุณช่วยเดินช้า ๆ หน่อยเถอะครับ คุณชาย คุณรู้ไหมครับว่าคนที่คุณจะแต่งด้วยเป็นลูกสาวตระกูลไหน ถ้าเกิดแต่งผิดคนจะทำยังไงครับ?”

ลู่ถิงเย่หยุดเดินอยู่ตรงโถงใหญ่ คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของเขาได้เลย

เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ

แล้วสายตาของลู่ถิงเย่ก็หยุดลงตรงเด็กสาวที่นั่งกำไม้เท้าอยู่บนเก้าอี้ยาวแถวแรก

เด็กสาวมีผมสีดำขลับดูนุ่มสลวย สวมชุดเดรสกระโปรงสีขาว ดูว่านอนสอนง่ายและอ่อนโยน ทว่ากลับสวยจับใจ

ไม่เหมือนกับเขาที่ดูดิบเถื่อนยากจะกำราบได้

ทั้งสองคนอยู่ห่างกันไม่ถึงสามเมตร

เขาจ้องมองเธออย่างนึกสนุกอยู่ครู่ใหญ่

น่าสงสารจริง ๆ !

เด็กสาวตาบอดที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกคู่หมั้นเอามาขาย!

เมื่อซ่งจิ่งชวนเห็นว่าลู่ถิงเย่มาตรงเวลา แต่ดันมาพร้อมกับขบวนใหญ่โตขนาดนี้ เขาก็คว้าแขนอีกฝ่ายและลากไปอีกทางด้วยความเดือดดาลทันที “ใครใช้ให้นายเล่นใหญ่ขนาดนี้ห้ะ ถ้าทำฉันเสียเรื่อง นายตายแน่”

ลู่ถิงเย่แค่นหัวเราะพลางยักไหล่ “ฉันทำอะไรเอิกเกริกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อีกอย่างวันนี้วันแต่งงานฉันนะ แค่รถเจ้าบ่าวสิบกว่าคันมันเล่นใหญ่ตรงไหนกัน ถ้านายไม่พอใจ พวกเรายกเลิกข้อตกลงกันตอนนี้เลยก็ได้นะ”

ด้วยความทีซ่งจิ่งชวนกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ

จึงรีบเกลี้ยกล่อมเขาว่า “เอาล่ะ อีกเดี๋ยวไปถ่ายรูปแล้วก็เซ็นชื่อ ระหว่างนี้นายต้องเงียบตลอดเวลา ห้ามพูดอะไรเด็ดขาดเลยนะ”

ตระกูลซ่งกับตระกูลลู่เป็นคู่ปรับตลอดกาลในสนามธุรกิจ ธุรกิจของทั้งสองตระกูลครอบคลุมเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของเป่ยเฉิงไปถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ลู่ถิงเย่ชอบทำเรื่องที่ขัดใจกับที่บ้าน ประกอบกับตอนนี้อายุยี่สิบแปดแล้วด้วย ที่บ้านก็ชอบเร่งรัดเรื่องแต่งงานกันเหลือเกิน

แต่งงานเอาคนตาบอดกลับไป จะได้ยั่วโมโหตาแก่หัวรั้นที่บ้านให้อกแตกตายไปเลย

ส่วนซ่งจิ่งชวนก็จะได้ทำให้ตระกูลกู้ต้องแบกรับภาระดูแลคนไร้ค่าอย่างกู้จือหลิงเอาไว้ แล้วก็ทำให้คนตระกูลลู่ต้องขายขี้หน้าไปด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปเลย

ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเจรจากันบนโต๊ะพนันเรียกได้ว่าลงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ขณะที่กู้จือหลิงกำลังนั่งเงียบ ๆ อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว จู่ ๆ ซ่งจิ่งชวนก็เดินเข้ามาพยุงเธอให้ลุกจากเก้าอี้ “ไปกันเถอะ พวกเราไปถ่ายรูปติดบัตรทะเบียนสมรสกัน”

เธอนั่งลงตามคำสั่งของช่างภาพ

ผู้ชายคนหนึ่งนั่งลงข้าง ๆ กู้จือหลิง

ไหล่ของผู้ชายคนนี้สูงกว่าเธอมาก มีกลิ่นหอมไม้เย็น ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์แผ่ออกมาจากตัวของเขา

กู้จือหลิงก้มหน้าลงด้วยรอยยิ้ม

นี่ไม่ใช่ซ่งจิ่งชวน

เขาไม่ได้ตัวสูงขนาดนี้

ลู่ถิงเย่ปรายตามองหญิงสาวตัวเล็กข้างกายที่กำลังหัวเราะเบา ๆ ยามเมื่อริมฝีปากแดง ๆ ถูกยกขึ้น ลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้างดูดึงดูดชวนมองเหลือเกิน

เขาเผลอเหม่อไปชั่วขณะ

ไม่นานนัก เขาก็ดึงสติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะเยาะหยันอย่างสนุกว่า

เป็นผู้หญิงที่โง่จริง ๆ

โดนคนเขาขายแล้วยังจะมาแอบดีใจอยู่อีก

“เอาล่ะครับ เจ้าบ่าว เจ้าสาว ขยับชิดกันหน่อย ยิ้มนะครับ” ช่างภาพที่กำลังถือกล้องอยู่เอ่ยเตือนพวกเขา

กู้จือหลิงเงยหน้าขึ้นมา เพราะเธอไม่รู้ว่ากล้องอยู่ตรงไหน ก็เลยทำได้แค่มองตรงไปข้างหน้า พร้อมยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เพื่อรักษาท่วงท่าให้สวยงามที่สุดเท่านั้น

ผู้ชายด้านข้างได้รับอิทธิพลจากเธอจนเผลอยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาติดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่คอให้เรียบร้อย นั่งตัวตรงและเอนตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย

เมื่อซ่งจิ่งชวนที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองเห็นภาพดังกล่าว

ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ เขาถึงได้รู้สึกหน่วง ๆ แล้วก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น

พอถ่ายรูปเสร็จก็เดินไปที่ช่องบริการจดทะเบียนสมรส

ทั้งสามคนนั่งลงที่หน้าเคาน์เตอร์

เจ้าหน้าที่จดทะเบียนอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา

ภาพของคนสามคนที่มาจดทะเบียนสมรสพร้อมกันเป็นภาพที่เห็นได้ยากจริง ๆ

เมื่อได้รับเอกสารยืนยันตัวตนที่ทั้งสองฝ่ายยื่นมาเพื่อทำเรื่องแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็มอบเอกสารที่ต้องเซ็นชื่อให้กับคู่บ่าวสาว

ซ่งจิ่งชวนกุมมือกู้จือหลิงไว้ หลังจากเจอช่องที่ต้องเซ็นชื่อแล้ว เขาก็ชี้บอกเธอว่า “เซ็นตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้นะ”

กู้จือหลิงกำด้ามปากกาพร้อมสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่

จรดปากกาแล้วจะกลับใจไม่ได้อีกแล้วนะ!

เมื่อเซ็นชื่อแล้ว เธอก็จะไม่ใช่ของเขาอีก

ชั่วชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ พวกเขาคือคู่แข่ง คือศัตรูกัน

ถิงเย่ที่อยู่ด้านข้างตวัดปากกาเซ็นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนปากกาทิ้ง แล้วจึงปรายตามองซ่งจิ่งชวนกับกู้จือหลิงที่อยู่ข้าง ๆ

ได้แต่งงานกับคู่หมั้นของคู่ปรับตลอดกาล

น่าตื่นเต้นชะมัด! น่าสนุกจริง ๆ

เนื่องด้วยซ่งจิ่งชวนกลัวเธอจะจับพิรุธได้แล้วปฏิเสธไม่ยอมเซ็น

เขาจึงกดมือกู้จือหลิงลงพร้อมเร่งเร้าว่า “เซ็นสิ พอเซ็นเสร็จแล้วก็ได้ใบทะเบียนสมรสแล้ว ผมจะได้พาคุณกลับบ้านไง”

กู้จือหลิงหลุดขำออกมา แล้วก็ไม่ได้ลังเลอีก

ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว

เธอตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไปในช่องที่ต้องเซ็นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่าใบทะเบียนสมรสประทับตราเรียบร้อยมาอยู่ในมือแล้ว

ซ่งจิ่งชวนถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น เขาดึงทะเบียนสมรสเล่มหนึ่งออกจากมือกู้จือหลิง แล้วก็เก็บใส่กระเป๋าชุดสูทอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพูดว่า “ใบหนึ่งเก็บไว้ที่คุณ อีกใบเก็บไว้ที่ผม ผมขอไปเอารถก่อน คุณรอผมอยู่ตรงนี้นะ”

ลู่ถิงเย่ที่ยืนอยู่ข้างกายกู้จือหลิงเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง พอเห็นซ่งจิ่งชวนพกทะเบียนสมรสของเขากับกู้จือหลิงวิ่งเหยาะ ๆ ออกไป

เขาก็กลั้นไม่อยู่จนหลุดขำออกมา

เปิดโลกเขาจริง ๆ

นั่นมันทะเบียนสมรสของเขานะ หมอนั่นจะหวงแหนขนาดนั้นไปทำไมกัน?

สายตาของเขาจับจ้องไปยังหญิงรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรที่ยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง

เธอยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ในมือยันไม้เท้าเอาไว้ ใบหน้าที่ดูว่านอนสอนง่ายฉายแววอ้างว้างน่าเวทนาออกมาเล็กน้อย

ลู่ถิงเย่ภูมิใจว่าตนเป็นคนโหดร้าย

แต่พอเหลือบไปเห็นยัยโง่ที่ทั้งตาบอดทั้งซื่อบื้อคนนี้ สุดท้ายเขาก็ทนไม่ได้ เกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา

ถึงแม้จะรับปากซ่งจิ่งชวนไว้แล้วว่า หลังจดทะเบียนเสร็จจะปิดบังกู้จือหลิงเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง

รอจนกว่างานเลี้ยงแต่งงานของตระกูลซ่งในวันนี้จะจบลง เขาถึงจะโผล่ออกมาแสดงตัวรับภรรยาคนนี้ไป

แต่เขาเป็นใคร!

ผู้ทรงอิทธิพลแห่งตระกูลลู่ผู้ไม่เกรงกลัวกฎหมายในเป่ยเฉิงเชียวนะ

คำสัญญา…… ของเขามันก็ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“แค่กแค่ก” ลู่ถิงเย่กระแอมออกมา ก่อนจะพูดว่า “รู้ไหมว่าผมเป็นใคร?”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED