สายคู่สวยมองประกาศรับสมัครงานที่เพื่อนส่งต่อมาในกลุ่มไลน์ คิ้วเรียงตัวเป็นระเบียบขมวดเข้าหากันจนชิด ริมฝีปากบางเม้มอย่างใช้ความคิด คุณสมบัติของผู้สมัครนั้นก็ไม่ต่างจากงานทั่วไปนัก แต่มีสองข้อที่ทำให้คนกำลังต้องการใช้เงิน หยุดอ่านด้วยความสนใจ
ห้ามพกโทรศัพท์และห้ามติดต่อกับคนภายนอกยกเว้นเป็นคำสั่งของนายจ้างหรือได้รับอนุญาตจากนายจ้างก่อนแล้วเท่านั้น ข้อนี้เธอคิดว่าคงไม่มีปัญหาเพราะถ้าจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับคนอื่นเธอก็แค่ขออนุญาตคงไม่ยากเท่าไหร่ เงินเดือนจ่ายล่วงหน้า 50 % ข้อนี้น่าสนใจที่สุด นาทีนี้อะไรก็ตามที่ทำแล้วได้เงินหญิงสาวก็ยินดีจะทำ
“สนใจเหรอขิง” เสียงของเพื่อนทำให้ขิงหรือธันยมัยรีบกดออกจากแอปพลิเคชันไลน์ทันที หญิงสาวไม่อยากให้ใครรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังต้องการใช้เงินอย่างด่วนที่สุด ถ้าเธอไม่มีเงินมาจ่ายทางมหาวิทยาลัยจะไม่ให้เข้าสอบปลายภาคที่กำลังจะมีในอีก 2 วันข้างหน้า
“เปล่าหรอกแพร ก็แค่เห็นว่าเงื่อนไขมันแปลกๆ”
“ก็จริงนะขิง แพรก็เห็นในกลุ่ม ไม่น่าไว้ใจเลย ไม่ให้เราพกโทรศัพท์ถ้าเกิดพาเราไปขายล่ะ บรึ๋ย..ไม่อยากจะคิด” แพรพลอยส่ายหัว
“นั้นสิ ขิงก็ว่าอย่างนั้นแหละ” เธอเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อน แต่พอรูมเมทเดินออกจากห้องไปหญิงสาวก็กลับมาอ่านประกาศนั้นอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจโทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่ผู้ว่าจ้างลงไว้ในข้อความประกาศ
ร้านกาแฟเล็กๆ ห่างจากมหาวิทยาลัยถึง 20 กิโลเมตรคือสถานที่นัดหมายธันยมัยมาถึงก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เธอมีอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลัวว่าจะถูกนายจ้างปฏิเสธกับข้อเรียกร้องของเธอ
ผู้ชายชาวต่างชาติคนหนึ่งความสูงไม่น่าจะต่ำกว่า 185 ซม. เขากำลังเดินเข้ามาในร้านซึ่งตอนนี้มีเพียงเธอเป็นลูกค้าเพียงคนเดียว หญิงสาวเงยหน้ามองแล้วก็ส่งยิ้ม เขาคงเป็นคนที่ลงประกาศรับสมัครงาน
“สวัสดีค่ะ” ธันยมัยกล่าวทักทายพร้อมยกมือไหว้ เพราะดูแล้วคงจะอายุมากกว่าเธออยู่หลายปี
“สวัสดีครับ” หนุ่มใหญ่ยกมือรับไหว้ก่อนเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “คุณธันยมัยใช่ไหมครับ”
“ค่ะ คุณคงเป็นคุณเซบาสเตียน” เธอได้คุยกับเขาทางโทรศัพท์มาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นชาวต่างชาติแต่เขาก็ใช้ภาษาไทยได้ดีเลยทีเดียว แต่ถ้าจะสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษหญิงสาวก็ไม่ขัดข้องเพราะเธอนั้นใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอกับภาษาไทยที่ใช้เป็นประจำ
“ครับ ผมเข้าเรื่องเลยนะครับ”
“ค่ะ”
เซบาสเตียนเริ่มสอบถามอีกฝ่ายถึงแรงจูงใจในการสมัครงานครั้งนี้ อันที่จริงจะเรียกว่าสอบสวนก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะเขาถามทุกอย่างเกี่ยวกับเธอจนแทบจะรู้ไส้รู้พุง และด้วยความที่กลัวตัวเองจะไม่ได้งานธันยมัยก็บอกเขาไปทุกอย่างแม้กระทั่งสาเหตุที่ตัวเองต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน
“คุณคิดไว้หรือยังว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่”
“คะ?” ใบหน้างามไม่เข้าใจกับคำถาม
“ผมให้คุณเรียกมาเลยว่าอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ ผมจะจ่ายได้เท่าที่จ่ายไหวนะครับ” เขาหัวเราะในลำคอ แม้ว่าจะกำหนดค่าจ้างมาแล้วแต่ก็อยากฟังอีกฝ่ายเสนอมาก่อน
“ฉันไม่รู้ว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ เพราะลักษณะงานมันจะว่าเป็นเลขาฯ ก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นคนดูแลผู้ป่วยก็ไม่แน่ใจเพราะฉันยังไม่เจอคนที่จะต้องไปทำงานด้วย เอาเป็นว่าฉันขอเงินล่วงหน้าคุณ 4 หมื่นก่อนได้ไหม ส่วนเงินที่เหลือก็แล้วแต่คุณจะให้” เงินจำนวนนี้เธอจะนำไปเป็นค่าเทอมและค่าหอพักที่แชร์กันกับเพื่อน แม้ช่วง 2 เดือนนี้เธอจะไม่อยู่แต่ก็ยังคงต้องจ่ายค่าเช่า
“คุณไม่กลัวว่าถ้าครบกำหนด 2 เดือนแล้วผมจะไม่จ่ายที่เหลือเหรอครับ”
“ก็ฉันไม่มีทางเลือก ถ้าถึงตอนนั้นคุณจะโกงก็ค่อยว่ากันอีกที แต่ตอนนี้ฉันต้องการเงินมาจ่ายค่าเทอมก่อน”
“แล้วคุณจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่”
“คุณจะจ้างฉันใช่ไหม” เสียงนั้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ตามนั้น ผมเป็นคนชอบคนที่พูดตรงๆ”
“ฉันก็เหมือนกัน ฉันพร้อมไปทำงานทันทีที่ออกจากห้องสอบวิชาสุดท้าย ถ้าคุณกลัวฉันจะหนีคุณไปรอที่หน้าห้องสอบได้เลย” แล้วเธอก็ส่งตารางสอบให้กับเขาทางไลน์
เซบาสเตียนยิ้มอย่างพอใจ ผู้หญิงคนนี้รูปร่างหน้าตาก็จัดว่าสวยกว่าที่คิดไว้ แถมยังฉลาดและมีไหวพริบ รู้จักต่อรอง ถ้าได้ไปทำงานกับเจ้านายเขาคงช่วยทางนั้นได้มาก อีกทั้งเธอยังใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เห็นอย่างนี้ชายหนุ่มก็เบาใจ
ธันยมัยอ่านสัญญาจ้างงานอย่างละเอียดก่อนจะเซ็นชื่อลงไป ยื่นให้เขาหนึ่งฉบับและเก็บไว้กับตัวเองอีกหนึ่งฉบับ หลังจากนั้นชายตรงหน้าก็โอนเงินให้ตามเลขบัญชีที่แจ้ง
เธอมองตัวเลขในบัญชีสลับกับมองหน้าเซบาสเตียนอย่างสงสัยเพราะตัวเลขที่ต้องการกับจำนวนเงินเขาโอนเข้ามานั้นไม่ตรงกัน
“ทำไมเยอะจังคะ”
“4 หมื่นสำหรับค่าจ้างล่วงหน้าตามที่คุณขอ ส่วนอีก 4 หมื่นเอาไว้ให้คุณซื้อของใช้ที่จำเป็นของผู้หญิง สำหรับการเดินทางไปทำงานอยู่ที่เกาะ 2 เดือน”
“อยู่เกาะ?” ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม
“ใช่ ครับ”
“ฉันต้องไปทำงานที่เกาะเหรอคะ ในสัญญาไม่เห็นมีเลย”
“ตายจริงผมคงลืมเขียนลงไป” เขายิ้มเจ้าเล่ห์
“คุณวางแผนมาแล้วใช่ไหม ถึงว่าล่ะทำไมยอมจ่ายเงินง่าย ฉันจะโอนเงินคืนคุณทั้งหมด” เธอประกาศกร้าว
“คุณลืมไปหรือเปล่าว่าสัญญาที่คุณพึ่งเซ็นไประบุไว้ว่าถ้าทำผิดสัญญาคุณต้องชดใช้เป็น 10 เท่าของจำนวนเงินที่รับไป คนฉลาดอย่างคุณคงคิดออกว่ามันเป็นเงินเท่าไหร่”
ธันยมัยหน้าซีดไม่คิดว่าตัวเองจะพลาดท่าให้กับเขา เพราะเอาแต่คิดจะหาเงินค่าเทอมจนลืมถามว่าต้องไปทำงานที่ไหน
“ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้”
“ผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดเลย คุณใจร้อนไม่ถามให้ดีก่อน เอาเป็นว่าถึงวันออกเดินทางผมจะให้คนรับนะครับ”
“คุณทำให้ฉันไม่มีทางเลือก” เธอตัดพ้อ
“แต่คุณเลือกเองนะครับ ผมไม่ได้บังคับคุณเลยสักนิด”
“คุณคงไม่คิดพาฉันไปขายใช่ไหม ฉันชักไม่ไว้ใจคุณแล้ว ก่อนไปฉันคงต้องไปลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนว่าถ้าฉันหายไปเกินเวลาที่กำหนดให้ตำรวจออกตามหา”
“เชิญคุณทำตามที่ต้องการเลย ผมหวังว่าตำรวจคงจะเชื่อหรอกนะ เพราะเท่าที่รู้เหตุยังเกิดแจ้งความไปเท่านั้น”
เซบาสเตียนเดินออกไปแล้วแต่ธันยมัยยังนั่งอยู่ที่เดิม เพราะเธอไม่มีทางเลือกจึงต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกวางไว้ข้างเตียง มุมในสุดของห้องนอน ห้องนี้เธอกับแพรพลอยช่วยกันจ่ายค่าเช่าคนละครึ่ง แม้ห้องจะไม่ใหญ่มากแต่มันก็เหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป ในห้องไม่มีเครื่องใช้อะไรมากนัก มีเพียงเตียงนอน ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะหนังสือทุกอย่างมีจำนวนสองชุดตามจำนวนคนเช่า เว้นแต่ห้องน้ำที่ต้องใช้ร่วมกัน แม้จะคับแคบแต่ข้อดีของมันคืออยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยมาก ใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีก็ถึง
“แพร ขิงจะไม่อยู่ห้องสัก 2 เดือนนะ” ธันยมัยบอกรูมเมท
“อ้าวแล้วจะไปอยู่ที่ไหน” ปกติทุกปิดเทอมเธอก็ไม่เห็นว่าเพื่อนจะไปไหน
“ขิงว่าจะไปช่วยงานญาติห่างๆ สัก 2 เดือน”
“ขิงมีญาติด้วยเหรอ แพรไม่เห็นรู้เลย”
“ก็ไม่เชิงญาติหรอก เคยรู้จักกันตอนที่พ่อยังอยู่ วันก่อนขิงบังเอิญได้เจอ เขาเลยชวนไปทำงานช่วงปิดเทอม”
“อ๋อ แล้วจะไปเลยเหรอ” เธอมองไปยังกระเป๋าเดินทางของเพื่อน
“จ้ะ สอบเสร็จก็คงไปเลย”
“บอกพี่ซันหรือยัง”
พี่ซันหรือภาสกรเป็นแฟนหนุ่มรุ่นพี่ของธันยมัยทั้งสองคบหากันมาตั้งแต่หญิงสาวเรียนอยู่ปีสอง ตอนนั้นเขากำลังเรียนอยู่ปีสุดท้าย
“เราติดต่อพี่ซันไม่ได้มาหลายวันแล้ว ที่ไซต์งานคงไม่ค่อยมีสัญญาณ ก็เลยได้แค่ฝากข้อความไว้เดี๋ยวก็คงเห็นเองแหละ” พอคิดถึงแฟนหนุ่มเธอก็เครียดขึ้นมาทันที เพราะครั้งล่าสุดทีเจอกันภาสกรมาขอยืมเงินเธอเพื่อไปเป็นค่ารักษาแม่ของเขาที่อยู่ต่างจังหวัดและบอกว่าจะใช้คืนให้หลังจากเงินเดือนออก แต่ก็ผัดมาเรื่อยจนเธอไม่มีเงินไปจ่ายค่าเทอม
ธันยมัยนั้นต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เธอทำงานทุกอย่างที่ได้เงิน เพราะหลังจากพ่อของเธอจากไปหญิงสาวก็ไม่เหลือใครให้พึ่งพาอีกแล้ว เงินเก็บก้อนสุดท้ายที่ได้จากประกันชีวิตของพ่อเธอนำไปซื้อกองทุนเพราะคิดว่าระหว่างนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและเงินจากการทำงานพิเศษก็พอกับการใช้จ่าย แต่เมื่อภาสกรมาหยิบยืมมันเลยทำให้เธอเดือดร้อนอย่างที่เป็นอยู่
“แพร ค่าเช่า 2 เดือนที่ขิงไม่อยู่” เธอยื่นธนบัตรสีเทาจำนวน 4 ใบให้กับเพื่อน
“ขิงไม่อยู่ยังต้องช่วยหารค่าห้องอีก” แต่เธอก็รับเงินไปเพราะถ้าจะให้จ่ายคนเดียวก็คงไม่ไหว
“ก็ขิงกลัวแพรหารูมเมทคนใหม่ มาอยู่แทนขิง”
“แพรจะให้ใครมาอยู่ล่ะ อยู่กับขิงดีที่สุดแล้ว”
“ขิงก็คิดเหมือนกัน ไม่อยากต้องไปรูมเมทใหม่” เธอกับแพรพลอยเรียนอยู่คณะเดียวกันแต่คนละสาขาวิชาพอขึ้นปี 2 ก็เลยชวนกันมาหาหอพักและก็อยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เรื่องที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมนั้นธันยมัยไม่ได้บอกเพื่อนเพราะรู้ว่าเพื่อนของตัวเองก็ลำบากเหมือนกัน แม้ทางบ้านของแพรพลอยจะส่งเงินมาให้บ้างแต่มันก็ไม่มากถึงขั้นจะให้ใครยืม อีกทั้งเพื่อนของเธอก็ทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟในวันหยุดซึ่งค่าแรงก็น้อยนิด ไม่เหมือนกับตัวเองที่รับจ๊อบเป็นพริตตี้ให้กับงานเปิดตัวสินค้าที่มักจะคนมาจ้างอยู่เรื่อยๆ ถึงจะไม่ได้งานทุกวันแต่รวมแล้วก็ยังมากกว่าเงินพิเศษของเพื่อน ถ้าไปขอยืม แพรพลอยก็ต้องสงสัยว่าเงินที่หาได้นั้นมันหายไปไหน ภาสกรกำชับตลอดว่าไม่ให้บอกใครที่ตัวเองมาขอยืมเงินคนซึ่งยังเรียนไม่จบอย่างเธอ หญิงสาวเข้าใจภาสกรเพราะถ้าเธอเป็นเขาก็คงจะอายกับเรื่องนี้เหมือนกัน
พอคิดถึงแฟนหนุ่มธันยมัยก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดู หลายวันแล้วที่พยายามติดต่อภาสกร เพราะนอกจากเรื่องเงินแล้วเธอเองก็เป็นห่วงแฟนอยู่มาก ชายหนุ่มไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ครั้นจะไปหาที่ห้องพักก็กลัวว่าเขาจะไม่พอใจ หญิงสาวไม่อยากให้เขาต้องอึดอัดจนเกินไป
ธันยมัยไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเอาเสียเลย เพราะมีเรื่องต้องคิดมากมาย จนในที่สุดก็ตัดสินใจเก็บหนังสือเข้าชั้นวาง ส่วนแพรพลอยนั้นหลังจากคุยกับเธอเสร็จก็ใส่แอร์พอร์ตแล้วนั่งอ่านหนังสืออย่างเงียบๆ
“ในที่สุดก็สอบเสร็จสักที เย็นนี้เราไปฉลองกันไหม”หมิวเพื่อนในกลุ่มเอ่ยชวน
“ได้สิ ไปร้องเกะกันนะ” น้ำอิงก็เห็นด้วยกับเพื่อนเพราะนานแล้วที่พวกเธอไม่ได้ออกไปสนุกด้วยกัน
“ขิงขอตัวก่อนนะหมิว น้ำ”
“รีบขนาดนั้นเลยเหรอขิง” แม้รู้ว่าเพื่อนจะต้องไปทำงานแต่ไม่คิดว่าจะไปทันทีแบบนี้
“อือ ทางนั้นเขาเร่งมา ขิงต้องไปขึ้นเครื่องเย็นนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โชคดีนะขิงแล้วอย่าลืมติดต่อมาบ้าง”
“ขิงจะพยายามแต่ไม่รู้ว่าที่นั่นสัญญาณจะดีหรือเปล่า แต่ถ้ามีโอกาสขิงจะติดต่อมานะน้ำ แล้วถ้าน้ำกับหมิวเจอพี่ซันขิงก็ฝากบอกด้วยนะ”
“ไม่มีปัญหาเราจะบอกพี่ซันให้นะ”
ธันยมัยเดินกลับมาจากมหาวิทยาลัยยังไม่ทันถึงหอพักก็เห็นรถเอสยูวีสีดำเคลื่อนผ่านหน้าไปเพียงนิด และจอดสนิทก่อนที่เธอจะเดินผ่าน
“คุณธันยมัยครับ” เซบาสเตียนลดกระจกลงแล้วเรียกหญิงสาวที่กำลังจะเดินเลยรถของเขาไป
“สวัสดีค่ะ คุณเซบาสเตียนฉันไม่คิดว่าคุณจะมาเร็วขนาดนี้”
“บังเอิญว่าผมไม่ค่อยคุ้นเส้นทางเลยออกมาก่อนเวลานัด แล้วคุณสอบเสร็จแล้วใช่ไหมครับ”
“ค่ะ”
“ขึ้นรถมาสิจะได้ไปพร้อมกัน”
“อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว คุณขับไปจอดรอที่หน้าหอพักได้เลยค่ะ”
ชายหนุ่มไม่เซ้าซี้เพราะมันก็จะถึงหอพักอย่างที่เธอบอกจริงๆ
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกางเกงยีนกับเสื้อยืดแล้วธันยมัยก็เดินลงมาพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ 1 ใบกับกระเป๋าถือ อีก 1 ใบ
“มีแค่ใบเดียวเหรอครับ”เซบาสเตียนถามอย่างแปลกใจเพราะที่ผ่านมาเวลาไปไหนกับผู้หญิงพวกหล่อนก็มักจะมีกระเป๋ากันคนละหลายใบ
“ค่ะ ของฉันมีแค่นี้”เธอเป็นคนง่ายๆ จึงไม่มีข้าวของเครื่องใช้อะไรมาก
“ครับ” เขารับกระเป๋าแล้วนำไปไว้หลังรถจากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปสนามบินทันที
“ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะ เจ้านายคุณอายุมากหรือเปล่า”
“คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้าเจ้านายจะอายุมากแล้ว”
“เปล่าค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่ฉันจะได้ทำตัวถูก ปกติแล้วฉันเป็นคนคุยเก่งค่ะ จะเรียกว่าพูดมากก็ได้เลยกลัวว่าท่านจะรำคาญ”
“อย่ากังวลเลย เคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น” เซบาสเตียนแอบยิ้ม อยากรู้เหมือนกันว่าคนพูดน้อย ชอบเก็บตัวถ้ามาเจอเด็กช่างพูดอย่างธันยมัยจะเกิดอะไรขึ้น
“ค่ะ”
เธอยังไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เจ้านายจะเป็นคนยังไง อายุเท่าไหร่ จะใจดีกับเธอหรือเปล่า มันเป็นเรื่องที่เธอต้องหาคำตอบเอาเอง
เมื่อวานธันยมัยกับเซบาสเตียนมาถึงสนามบินก็เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยเพราะกระเป๋าเดินทางของเธอนั้นไปสลับกับของผู้โดยสารคนอื่น กว่าคนที่หยิบกระเป๋าผิดจะเอามาคืนก็เลยเวลาลงเรือไปยังเกาะพราวมุกซึ่งมีเรือออกเพียงแค่วันละ 2 เที่ยว
เซบาสเตียนจึงเปิดโรงแรมให้เธอกับเขาคนละห้อง เพื่อพักหนึ่งคืนระหว่างรอเวลาขึ้นเรือเที่ยวแรก
จากโรงแรมที่พักไปยังท่าเรือนั้นใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ธันยมัยก็มานั่งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเรือเฟอร์รีลำใหญ่ ในขณะที่เซบาสเตียนก็เอาแต่วุ่นอยู่กับการคุยโทรศัพท์ตั้งแต่เช้า เธอจึงมีโอกาสนั่งมองวิวทะเลสวยๆ อยู่คนเดียว
ครั้งสุดท้ายธันยมัยมาเที่ยวทะเลก็ตอนที่รุ่นพี่พามารับน้องตอนอยู่ปี 1 เธอยังจำบรรยากาศวันนี้ได้ดีแม้จะผ่านมาถึง 3 ปีแล้วก็ตาม ครั้งนั้นเธอไม่ต้องคิดอะไรมาก ใช้ชีวิตในวัยรุ่นอย่างเต็มที่ แต่หลังจากนั้นพอขึ้นปี 2 เธอก็เสียบิดาผู้ให้กำเนิดอย่างกะทันหันเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์
วันนี้ท้องฟ้าสดใส อากาศเย็นสบาย แดดไม่ร้อนมากอีกทั้งยังมีลมทะเลพัดเข้ามาทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย หญิงสาวไม่รู้ว่าที่เกาะแห่งนั้นเธอจะต้องไปเจอเจ้านายแบบไหน แต่ระหว่างทางฟ้าสวยและน้ำใสก็ทำให้เธอรู้สึกว่าการมาทำงานครั้งนี้คงเหมือนได้พักผ่อนไปในตัว
ระยะเวลาเดินทางจากท่าเรือมายังเกาะพราวมุกใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษ เรือลำใหญ่ก็พามาถึงที่หมาย เซบาสเตียนช่วยเธอลากกระเป๋าไปตามสะพานคอนกรีต ชายหนุ่มเดินผ่านรถโดยสารที่จอดรอรับนักท่องเที่ยว ตรงไปยังรถยนต์คันหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากท่าเรือเพียงเล็กน้อย ก่อนเขาจะกดสัญญาณรีโมทให้เธอเข้าไปนั่นรอในรถขณะที่ตัวเองกำลังนำกระเป๋าใบใหญ่ไปเก็บท้ายรถ
“เราต้องไปอีกไกลไหมคะ” เพราะตั้งแต่ออกจากโรงแรมเซบาสเตียนก็ไม่มีเวลาให้เธอถามอะไรเลย
“ขับรถไปอีก 30 นาทีก็ถึงครับ” เขาตอบเสียงเรียบ ใบหน้าของเขาดูเครียดกว่าที่เจอกันวันก่อนอยู่มาก
ธันยมัยนั่งมองทิวทัศน์ไปเรื่อย จนกระทั่งรถมาหยุดที่บ้านหลังสีขาวทรงโมเดิร์นหลังหนึ่งขนาดไม่ใหญ่มากนัก
บริเวณที่รถจอดเป็นด้านข้างของตัวบ้าน ส่วนทางด้านหน้านั้นเปิดโล่งเพราะติดอยู่กับทรายหาดสีขาวที่ตอนนี้แสงแดดกระทบกับเม็ดทรายจนเป็นแสงระยิบระยับ
“รีบเข้าบ้านเถอะ คุณอีวานรอแล้ว”เสียงเรียกของเซบาสเตียนทำให้เธอออกจากภวังค์
“ค่ะ”
ด้านในตัวบ้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเทาเกือบทั้งหมดส่วนตัวผนังบ้านนั้นเป็นสีขาว คงเพราะเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นผู้ชายจึงตกแต่งออกมาในแบบที่เรียบง่าย
“มากันแล้วเหรอ”
“อือ ฉันพาผู้ช่วยมาให้คนหนึ่ง มานี่สิ” เขาหันไปเรียกให้เดินมาตรงหน้าเจ้านาย
ธันยมัยมองผู้ชายตรงหน้าที่ตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขาครอบด้วยอายชิลด์ ดูแล้วผู้ชายคนนี้รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าเซบาสเตียน คงเพราะเขาเป็นลูกครึ่งสิงคโปร์กับไทย ตามที่เซบาสเตียนให้ข้อมูลเธอมา ใบหน้านั้นจัดว่าหล่อกว่าดาราลูกครึ่งหลายคนที่เธอรู้จัก ไรหนวดเขียวครึ้มไปทั่วสันกรามและรอบริมฝีปากหยักได้รูป เธออยากจะเห็นเสียจริงว่าถ้าเอาอายชิลด์ออกแล้วเขาจะหล่อขนาดไหน เธอเผลอจ้องหน้าเขานานจนเซบาสเตียนกระแอมใส่
“สวัสดีค่ะคุณอีวาน ฉันธันยมัยค่ะ”เธอยกมือไหว้ แม้รู้ว่าเขามองไม่เห็นแต่มันก็เป็นมารยาทที่เธอพึ่งกระทำ
“ไม่ต้องไหว้หรอกคุณธันยมัย มันมองไม่เห็นคุณหรอก”เซบาสเตียนบอกพร้อมกับหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เจ้านายของเธอด้วยท่าทางสบายๆ
“คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าต้องทำงานอะไรบ้าง” ชายหนุ่มไม่สนใจเสียงค่อนขอดของคนข้างๆ เพราะเขารู้ว่าเซบาสเตียนชอบทำตัวตลกกลบเกลื่อนแต่แท้จริงแล้วเขาเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เป็นห่วงอีวานอย่างแท้จริง
“รู้ค่ะ คุณเซบาสเตียนบอกฉันแล้ว”
“คุณชื่ออะไรนะ เมื่อกี้ผมฟังไม่ชัด”
“ธันยมัยค่ะ”
“เรียกยากไปหน่อย มีชื่อเล่นไหม”
“เรียกขิงก็ได้ค่ะ คุณอีวาน”
“อือ แบบนี้ค่อยเรียกง่ายหน่อย”
“ผมให้เวลาคุณพักหนึ่งวัน พรุ่งนี้เข้ามาพบผมที่ห้องทำงานเวลา 9 โมงตรง” เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม จนเธอรู้สึกว่าตัวเองนั้นหดเหลือตัวนิดเดียว
แล้วผู้หญิงวัยกลางคนก็เดินออกมาจากมุมหนึ่งในบ้าน เธอแนะนำตัวว่าชื่อพี่แหวนเป็นแม่บ้านของที่นี่ จากนั้นพี่แหวนก็พาเธอไปยังห้องพักที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของอีวาน
“คุณขิงพักห้องนี้นะคะ อยู่ตรงข้ามกับห้องคุณเอชจะได้สะดวกในการทำงาน”
“คุณเอชเหรอคะ”
“ค่ะ คุณอีวานชื่อเล่นว่าคุณเอช”
ธันยมัยพยักหน้า แต่เธอคงไม่บังอาจไปเรียกเขาด้วยชื่อเล่นแบบพี่แหวนแน่
แล้วพี่แหวนก็เล่าให้เธอฟังถึงสาเหตุที่เจ้านายของเธอมองไม่เห็น พอได้ฟังแล้วเธอก็รู้สึกสงสารเขาอยู่เหมือนกัน
นอกจากที่พี่แหวนเล่าให้เธอฟังแล้วเธอก็ได้ฟังจากเซบาสเตียนมาเยอะพอสมควร ชายหนุ่มเล่าว่าอีวานประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบสองปีก่อน หลังจากเหตุการณ์นั้นการมองเห็นของเขาก็ลดลง จนในที่สุดก็แทบมองไม่ชัดหมอเลยแนะนำให้เขาผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพักฟื้นหลังการผ่าตัด แต่เรื่องนี้เขาจะให้ใครรู้ไม่ได้เพราะมันจะกระทบกับงานที่เขาทำอยู่ เซบาสเตียนเลยให้อีวานมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้และจ้างเธอเป็นผู้ช่วย
“พี่แหวนคะ คุณอีวานดุไหมคะ”
“จะให้พี่นินทาเจ้านายเหรอคะ พี่แหวนไม่กล้าหรอกค่ะ คุณขิงอยู่ไปสักพักก็จะรู้เอง แต่พี่แหวนเตือนไว้อย่างหนึ่งนะคะ คุณเอชท่านไม่ชอบให้ใครมาสงสาร เรื่องที่ท่านตาบอด”
“ค่ะ” แล้วเธอก็เริ่มเอาเสื้อผ้าและของใช้ออกจากกระเป๋าไปเก็บไว้ในตู้ไม้สีขาว ก่อนจะออกไปเดินเล่นที่หน้าชายหาด
อีวานยืนอยู่ในห้องนอน เขาเปิดม่านออกเล็กน้อยและพยายามมองออกไปยังผืนทรายข้างหน้า ตอนนี้แม้จะมองเห็นไม่ค่อยชัดแต่ก็พอจะเดาออกว่าคนที่กำลังเดินอยู่นั้นเป็นผู้ช่วยที่เซบาสเตียนให้มาช่วยงานเขา เพราะเจ้าตัวนั้นต้องกลับไปทำงานแทนเขาที่บริษัท
การหายมานานอย่างนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับบริษัทและไหนจะผู้บริหารบางคนที่พยายามจะเอาเขาลงจากตำแหน่งประธานบริษัท เรื่องสายตาของเขานั้นมีเพียงตัวแองและเซบาสเตียนเท่านั้นที่รู้ ทุกคนในบริษัทรู้แต่เพียงว่าช่วงนี้อีวานกำลังพักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาตลอดหลายปี แต่จะหายไปโดยไม่ทำงานก็คงไม่ได้ ชายหนุ่มจึงต้องจ้างผู้ช่วยสักคนเพื่อให้เป็นสายตาให้เขา และคนนั้นๆ จะต้องไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ เขาจึงต้องให้เซบาสเตียนเก็บโทรศัพท์ของธันยมัยทันทีที่มาถึงบนเกาะแห่งนี้
การทำงานวันแรกเริ่มด้วยเธอต้องไปเปลี่ยนผ้าก๊อซและหยอดยาหยอดตาให้กับอีวาน เป็นครั้งแรกที่เธอได้มองเห็นเข้าใกล้ๆ ผู้ชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกประหม่าอยู่มาก แม้จะนอนหลับตานิ่งแต่เธอก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาก็ดีดตัวขึ้นจนไปชนกับเธอที่พึ่งจะถอยออกมา
“โอ๊ย!”
“เป็นอะไรหรือเปล่า ผมขอโทษผมมองไม่เห็น” อีวานรีบขอโทษ เพราะรู้สึกว่าหัวของเธอจะชนเข้ากับแผงอกกว้างของเขา
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ” เธอรีบกล่าวขอโทษเจ้านายและเก็บกล่องปฐมพยาบาลออกมาจากห้องโดยเร็ว
ประตูห้องปิดลงพร้อมกับหัวใจของธันยมัยที่เต้นแรงกว่าปกติ เธอคิดว่าเป็นเพราะกลัวจะทำให้เจ้านายไม่พอใจตั้งแต่ทำงานวันแรก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าวันนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกอึดอัดเพราะไม่มีเซบาสเตียนอยู่ด้วยเหมือนเมื่อวาน
ธันยมัยนั่งทานอาหารของตัวเองแต่สายตาก็พยายามมองไปทางเจ้านายหนุ่มเผื่อว่าเขาจะต้องการให้ช่วยเหลือ แต่อีวานก็นั่งทานเงียบๆ โดยไม่ได้ขอให้เธอช่วยเลยสักนิด
“ชิ” เธอแอบย่นจมูกเมื่อเห็นเขานั่งทานเหมือนคนปกติ ในใจแอบคิดว่าบางทีอีวานอาจจะแกล้งตาบอด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเขาจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร เพราะมันไม่เป็นผลดีกับตัวเขาเองเลยสักนิด
“ถ้าคุณเอาแต่นั่งมองผมอย่างนั้นวันนี้ก็คงทานไม่เสร็จ” เขาพูดอย่างรู้ทัน
“คุณรู้ได้ยังไงคะ ไหนว่าคุณมองเห็น”เธอสงสัย
“ถึงมองไม่เห็นก็พอรู้เพราะผมไม่ได้ยินเสียงขยับตัวของคุณเลยสักนิด”
ธันยมัยเงียบ เพราะที่เขาพูดมันก็ถูก แม้จะระมัดระวังมากแค่ไหนแต่ถ้าคนเราทานอาหารอย่างน้อยก็คงมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง เมื่อถูกจับได้ว่าแอบมองเธอจึงลงมือทานอาหารอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากให้เจ้านายมาคอยจับผิดอีก
งานที่ให้หญิงสาวทำช่วงเช้าคือเปิดอีเมลแล้วอ่านให้เขาฟัง จากนั้นก็พิมพ์ตอบตามที่บอกเป็นภาษาอังกฤษ อีเมลแต่ละฉบับก็จะเกี่ยวกับเรื่องงาน ดูเหมือนชายคนนี้จะทำธุรกิจหลายอย่าง ตอนแรกเธอก็จำได้หรอก แต่อ่านและพิมพ์ตอบไปหลายฉบับในสมองก็เริ่มสับสน และไม่เห็นความจำเป็นว่าจะรู้เรื่องของเขาไปทำไม แค่ทำตามที่เขาบอกเวลาก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว
มื้อกลางวันเขากับเธอก็ยังทานอาหารกันแค่สองคน แต่บรรยากาศก็ดีขึ้นกว่าเมื่อเช้าอยู่มาก
หลังทานอาหารเขาอนุญาตให้ธันยมัยพัก ก่อนจะกลับมาเริ่มงานอีกทีเวลาบ่ายโมงครึ่ง ปกติแล้วเวลาว่างของเธอก็มักจะท่องไปในโลกโซเชียลแต่มาที่นี่ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะเซบาสเตียนนั้นยึดโทรศัพท์ไปตั้งแต่เธอเหยียบลงบนเกาะแห่งนี้
หญิงสาวนอนเล่นอยู่บนเตียงแล้วก็เผลอหลับไป สะดุ้งตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่พี่แหวนมาเคาะประตู
“พี่แหวน คุณอีวานให้ตามเหรอคะ ขิงเผลอหลับไป ไม่คิดว่าจะถึงเวลางานแล้ว”
“เปล่าค่ะคุณขิง พี่แหวนแค่จะมาบอกว่าถ้าคุณขิงเบื่อก็ไปดูทีวีที่ห้องรับแขกได้”
“อ๋อ โล่งออกไปทีค่ะ เอาไว้คราวหน้านะคะ นี่ใกล้เวลาเริ่มงานแล้ว” เธอมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าอีกเพียง 20 นาทีก็จะถึงเวลาเริ่มงานตอนบ่ายจึงปฏิเสธพี่แหวนไป
“ได้ค่ะ พี่แหวนขอไปทำงานก่อน อ้อ! คุณขิงแพ้อาหารอะไรไหมคะ พี่ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ลืม”
“ไม่นะคะ ขิงทานได้ทุกอย่าง”เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อพี่แหวนกลับไปแล้วธันยมัยก็เข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องตรงข้ามซึ่งเป็นทั้งห้องนอนและห้องทำงานของอีวาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“อือ เข้ามาเลย” เสียงเย็นชายจากเจ้าของห้องที่ฟังดูเหมือนว่าจะรอเธออยู่แล้ว
“ฉันพร้อมเริ่มงานแล้วค่ะ บ่ายนี้มีอะไรที่ต้องทำบ้าง”
ชายหนุ่มนั่งรอเธออยู่แล้วที่โต๊ะทำงานตัวเดิม แม้จะอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวแต่เขาก็ยังนั่งตัวตรง ธันยมัยมองเจ้านายหนุ่มแล้วรู้สึกว่าบุคลิกของเขานั้นยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์ หญิงสาวพยายามท่องไว้ในใจว่าเขาคือเจ้านายและตัวเธอเองก็มีแฟนอยู่แล้ว
“เห็นแฟ้มตรงหน้าคุณไหม เลือกแฟ้มที่เขียนว่าแผนลงทุนตลาดจีนขึ้นมา แล้วอ่านสรุปสองหน้าสุดท้ายให้ผมฟังอีกรอบ
เธอทำตามที่เขาบอกซึ่งเนื้อหาทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ พออ่านจบเขาก็นิ่งเหมือนคนกำลังใช้ความคิด
“คุณฟังเข้าใจไหม” เขาอยากได้ความคิดเห็นเพราะตัวเองฟังที่เธออ่านก็รู้สึกว่าข้อความนั้นมันไม่ค่อยต่อเนื่องเหมือนว่ามันยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก
“ฉันออกความเห็นได้ใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามอย่างลังเล
“ได้สิ ผมก็อยากรู้”
“คือฉันไม่รู้ว่าที่คุณให้อ่านมันเป็นต้นฉบับหรือว่าคุณแปลมันมาจากภาษาอื่น เพราะฟังดูแปลกยังไงก็ไม่รู้นะคะ” เธอไม่ค่อยแน่ใจแต่ถ้ามันเป็นต้นฉบับก็คิดว่าคนที่สรุปการประชุมนี้ทำงานไม่ค่อยเรียบร้อยเพราะเธอเองแม้ยังเรียนยังไม่จบก็ถึงข้อบกพร่องนี้
“คุณคิดอย่างนั้นหรือ”
“ค่ะ”
“มันถูกแปลมาจากภาษาจีนอีกที”
“คุณอีวานมีต้นฉบับไหมคะ ฉันอยากลองอ่านดู”
“อย่าบอกนะว่าคุณอ่านภาษาจีนออก” เขาแปลกใจเพราะเซบาสเตียนบอกแค่ว่าเธอใช่ภาษาอังกฤษได้ดีเท่านั้น
“ค่ะ ฉันอ่านออก เขียนได้ ส่วนเรื่องพูดก็พอได้ค่ะ แต่สำเนียงอาจแปลกไปหน่อย เพราะไม่ค่อยพูดกับใครเท่าไหร่” เพราะทักษะภาษาจีนทำให้เธอได้ร่วมงานของแบรนด์สินค้าจากจีนอยู่บ่อยครั้ง
“ผมเชื่อคุณได้ใช่ไหม” เขาไม่ค่อยแน่ใจเพราะไม่เห็นสีหน้าและแววตาของคนที่คุยด้วย
“คุณจะทดสอบฉันก็ได้นะคะ”ธันยมัยมั่นใจว่าเธอมีความสามารถมากพอ
จากนั้นเขาก็คุยกับเธอด้วยภาษาจีนกลาง สีหน้าของอีวานดูพอใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มคิดว่าคงต้องเพิ่มค่าจ้างให้เธอเพราะช่วยงานได้มากกว่าที่คิด
ตลอดบ่ายวันนี้อีวานเลยให้เธอช่วยอ่านสรุปการประชุมของบริษัทลูกที่ตั้งอยู่ในประเทศจีนให้ฟัง เวลาผ่านไปเร็วมากจนพี่แหวนขึ้นมาตามทั้งสองให้ลงไปทานอาหารเย็น
“เย็นนี้มีอะไรทานค่ะพี่แหวน ขิงหิวมากเลยค่ะ” เธอเดินตามหลังแม่บ้านซึ่งกำลังประคองอีวานไปนั่งที่โต๊ะ
“พี่ทำหลายอย่างเลยค่ะ ไม่รู้คุณขิงจะชอบหรือเปล่า”
ธันยมัยมองอาหารตรงหน้าแล้วก็ยิ้มกว้างเพราะนั่นเป็นอาหารโปรดของเธอทั้งนั้น
“ของโปรดทั้งนั้นเลยค่ะพี่แหวน ต้มยำกุ้งน้ำข้น กั้งทอดกระเทียมสงสัยขิงต้องน้ำหนักขึ้นแน่ๆ เลยค่ะ”
“คุณขิงชอบเหมือนคุณเอชเลยนะคะ”
“คุณก็ชอบต้มยำเหรอคะ”
“อาหารไทยขึ้นชื่อ ใครบ้างจะไม่ชอบ” เขาตอบห้วนๆ ตามสไตล์ของคนพูดน้อย
อาหารมื้อเย็นของวันนี้บรรยากาศดีกว่าทุกมื้อที่ผ่านมา ธันยมัยช่วยเขาตักอาหารใส่จาน ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ปฏิเสธการช่วยเหลือของเธอ กว่าทั้งคู่จะลุกจากโต๊ะนานเกือบชั่วโมง
“นี่ถือว่าเลิกงานแล้วคุณพักผ่อนได้ตามสบายนะ”
“แล้วคุณล่ะคะ จะทำอะไร ไปเดินย่อยอาหารกันไหม” เธอไม่อยากให้เขาอุดอู้อยู่แต่ในห้อง
“ไม่ดีกว่า ผมไม่อยากให้คุณลำบาก”
“ไม่เห็นลำบากอะไรเลยค่ะ อย่าลืมสิคะว่าคุณจ้างฉันมาดูแลคุณนะ แล้วทางจากหน้าบ้านคุณไปที่ชายหาดเป็นทางโล่งมาก คุณคงไม่เดินชนอะไรหรอกค่ะ หรือว่าคุณกลัวคนอื่นจะมาเจอ”
“ผมไม่รู้จักใครที่นี่หรอก แล้วคุณล่ะ ไม่กลัวเจอคนรู้จักเหรอ”
“ฉันไม่ได้บอกใครว่ามาที่นี่ นะคะไปเดินด้วยกัน ฉันไม่อยากเดินคนเดียว”
แล้วหญิงสาวก็พาเขาเดินออกจากตัวบ้านช้าๆ จนเท้าของอีวานสัมผัสกับผืนทราย ไม่คิดเลยว่ามันจะทำให้เขารู้สึกดีจนอยากมาเดินแบบนี้ทุกวัน
“ผมคงไม่ทำให้คุณลำบากใจใช่ไหมครับ” เขาถามอย่างสุภาพเพราะนานแล้วที่ไม่มีใครชวนเขาออกไปเดินเล่นแบบนี้
“ไม่เลยค่ะ ออกมาเดินเที่ยวถือว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศ ฉันอยากให้คุณผ่อนคลาย ช่วงที่ฉันมาอยู่ที่ฉันจะพาคุณออกมาเดินทุกวันเลยดีไหมคะ”
“ผมคงต้องเพิ่มค่าจ้างให้คุณแล้ว เพราะการพาผมออกมาเดินเล่นมันไม่ได้อยู่ในสัญญา”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ อีกอย่างฉันเป็นคนชวนคุณออกมานะคะ ฉันของคุณมากที่คุณจ้างฉัน ถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้นฉันคงไม่ได้เข้าห้องสอบแน่ๆ
“เรื่องนั้นเซบบอกแล้ว”
“ค่ะ มันน่าอายเหมือนกันนะคะ ที่คนนอกอย่างคุณสองคนต้องมารับรู้เรื่องส่วนตัวของฉันมากขนาดนี้” เธอรู้สึกอย่างที่พูดจริง เธออายแต่มันก็ยังดีกว่าการไม่ได้เข้าห้องสอบ
“แล้วคุณคิดว่าจะได้เงินคืนจากแฟนคุณไหม”
“ฉันไม่แน่ใจค่ะ เพราะฉันเองก็ติดต่อเขาไม่ได้เหมือนกัน” ธันยมัยหมายถึงภาสกรแฟนหนุ่มของเธอ
“คุณเคยถามไหมว่าแม่เขารักษาตัวอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่เคยถามค่ะ หรือบางทีแม่เขาอาจจะไม่ได้ป่วยก็ได้”เธอเริ่มคิดเพราะตั้งแต่คบกันมาก็ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงแม่เลยสักครั้ง แล้วอยู่ๆ ภาสกรก็มาบอกเธอว่าแม่ตัวเองป่วย
“ถ้ารู้ว่าเขาโกหกคุณจะเสียใจไหม”
“ใครก็ต้องเสียใจทั้งนั้น”
“ผมหวังว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่ผมพูด”อีวานรู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนี้ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ลำพังแค่ตัวเองก็มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ทุกวัน
“ฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนค่ะ”
ทั้งสองเดินคุยกันมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เท้าของเขารู้สึกถึงความเปียกของผืนทราย อีวานหยุดก้าวเดิน
“หยุดทำไมคะ”
“เราเดินมาไกลแล้ว”
“ไม่ไกลเลยค่ะ เล่นน้ำทะเลกันไหมคะ”
“ไม่ดีกว่า” อีวานรีบปฏิเสธ
“งั้นแค่เดินลุยน้ำก็พอนะคะ”
มือเล็กของเธอจับมือเขาให้แน่นขึ้นก่อนจะพาเขาเดินลงน้ำทะเลไป
อีวานรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรงและเร็วขึ้น ผู้หญิงคนนี้มีความสดใสร่าเริง เธอชวนเขาคุยไปเรื่อย ซึ่งอีวานก็ฟังไปยิ้มไปอย่างเพลิดเพลิน กว่าเธอจะพาเขากลับขึ้นมาบ้านพักเขาก็เปียกไปเกือบทั้งตัว
“คุณรอตรงนี้ก่อนนะคะ ฉันจะเอาน้ำมาล้างทรายออกก่อน”
เขารั้งมือนั้นไว้แน่น เพราะยังไม่ชินกับการยืนอยู่นอกบ้านคนเดียว
“ถ้าคุณไม่ปล่อยฉันจะเอาน้ำได้ยังไงคะ”
เมื่อปล่อยมือเธอแล้วก็รู้สึกใจหาย แต่ก็ยังอุ่นใจที่ได้ยินเสียงเธอคุยอยู่กับแม่บ้านที่กำลังเดินมาทางที่เขายืนอยู่
“ตายจริงเปียกไปเกือบทั้งตัวเลยนะคะ” แล้วแม่บ้านกับธันยมัยก็ช่วยล้างทรายออกจากตัวชายหนุ่มจากนั้นก็ประคองเขาไปส่งที่หน้าห้องนอน
แม้ว่าตาจะมองไม่เห็นแต่อีวานก็ทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำด้วยตัวเองได้เพราะให้เซบาสเตียนจัดวางทุกอย่างให้เหมือนกับห้องน้ำที่คอนโดฯของตัวเองที่สิงคโปร์