เสียงอื้ออึงของกองเชียร์รอบข้างเริ่มลดน้อยลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นกับนักมวยมุมน้ำเงิน ซึ่งกรรมการกำลังนับเพื่อตัดสินใจจะให้เขาชกต่อไปหรือหยุดเพียงแค่นี้ เขามาที่นี่เพื่อเงินรางวัลจากการชนะและเขาก็ได้มาแล้วก้อนหนึ่ง ขณะที่กำลังจะกลับ เสียงที่ได้ยินก็ทำให้เขาหวนกลับขึ้นมาบนเวทีนี้อีกครั้ง เงินรางวัลของผู้ชนะครั้งนี้มากกว่าก้อนแรกที่ได้หลายเท่าตัวนัก
“นับเจ็ด นับแปด…ยังโอเคไหม สติยังอยู่หรือเปล่า” นี่เป็นคำถามจากกรรมการบนเวที นักมวยผู้ถูกนับแปดเป็นครั้งที่สองส่ายศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ความมึนงงกับหมัดฮุกขวาของคู่ต่อสู้เมื่อครู่ เขาจะแพ้ตอนนี้ไม่ได้ แพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“ไหว ผมยังไหว” เสียงแหบแห้งเอ่ยตอบกรรมการไป แม้จะฟังดูอู้อี้เพราะกัดฟันยางอยู่ก็ตามที ก่อนจะมองไปยังมุมแดงซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ในครั้งนี้ เขาต้องชนะเท่านั้น เพราะคำว่าชนะมาพร้อมด้วยเงินค่าเดิมพัน ที่เขาต้องใช้เพื่ออนาคตของน้องสาวที่รออยู่
“ชก” เมื่อสัญญาณมือจากกรรมการเกิดขึ้น การต่อสู้ครั้งนี้ก็กลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง ผู้ชมรอบข้างต่างส่งเสียงเชียร์นักมวยมุมที่ตนเลือกว่าจะได้รับชัยชนะในครั้งนี้ แต่เสียงนับของกรรมการก็ดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม เมื่อมุมน้ำเงินถูกหมัดเสยเข้าไปเต็มหน้าจนเซถลาไปยืนพิงเชือก
“นับเจ็ด” ในความคิดของมุมน้ำเงิน ทุกอย่างรอบตัวค่อยๆ เลือนหาย เกิดภาพซ้อนจนมองเห็น ไม่ชัดเจน ตอนนี้รู้สึกได้เพียงว่ารอบข้างนั้นมืดไปหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วยังมีแสงไฟเจิดจ้าอยู่รอบๆ เวทีมวย ตัวเขาเองนั้นแม้สายตาจะเบลอแต่ใจก็สู้ไม่ถอย
“นับแปด” ร่างกายเริ่มโอนเอนแต่ไร้ซึ่งพละกำลังที่จะทรงตัว ขาทั้งสองข้างสั่นเทาด้วยความอ่อนแรง แม้จิตใจอันเข็มแข็งนั้นอยากที่จะสู้ต่อ บอกตัวเองว่าไหวแต่กลับพ่ายแพ้ร่างกายซึ่งกำลังต่อต้าน
“นับเก้า” เสียงตึงเพราะร่างไร้สติล้มกระแทกพื้นเวทีดังไปทั่วบริเวณ แต่ทว่าเสียงตะโกนโห่ร้องของผู้ชมรอบข้างที่ยังไม่อยากให้เกมการแข่งขันครั้งนี้จบลง กลับกลบเสียงนั้นเสียหมด ก่อนจะตามมา ด้วยแรงยุส่งและคำสบประมาทต่อผู้พ่ายแพ้
“ลุกขึ้นสิ ลุกขึ้นสิวะ ไอ้เวรเอ้ย อ่อนฉิบหาย” ผู้ชมข้างเวทีมวยซึ่งอารมณ์ลุกโชนด้วยความไม่พอใจเอ่ยขึ้น คำผรุสวาทนี้ช่างเสียดแทงหัวใจยิ่งนัก
“นับสิบ” เมื่อกรรมการนับสิบนั่นหมายถึงยุติการแข่งขัน ผู้ชนะชูมืออย่างมีชัยท่ามกลางเสียงชื่นชม ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างรายล้อมเข้ามาเอ่ยคำยินดี เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาชนะพนันในครั้งนี้เช่นกัน ในขณะที่ผู้แพ้นอนราบกับพื้นไร้ซึ่งผู้คนมาสนใจ นานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้จนกระทั่งสายตาของผู้ชนะที่กำลังเดินลงจากเวทีเหลือบไปเห็นภาพนั้นเข้า
“ทำไมเขายังนอนอยู่ตรงนั้น” เสียงทุ้มเอ่ยถามกับคนที่พาเขามาชกที่นี่ หลังได้ปล่อยหมัด เขาก็รู้สึกผ่อนคลายได้มากกว่าที่คิด
“คงอายที่แพ้ ก็เลยไม่อยากลุกมั้ง” ผู้ได้รับชัยชนะขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจในคำตอบที่ได้ยิน เพราะคู่ชกเขานอนแน่นิ่งเกินไป ก่อนจะก้าวลงจากเวทีจึงเดินเข้าไปหาเพื่อดูอาการ เนื่องจากเอะใจบางอย่าง
“คุณ คุณ!” มือหนาที่แข็งกระด้างจากการชกมวยยื่นไปเขย่าร่างที่นอนฟุบอยู่กับพื้นเวทีแต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนอง เมื่อพลิกตัวให้หงายขึ้นกลับเห็นเลือดสดๆ ไหลออกมาจากจมูกและอีกมากที่ซึมอยู่กับพื้นเวที น้อยคนจะสนใจนักมวยผู้พ่ายแพ้ แต่ถึงอย่างไรนั้นก็ถือว่าโชคดีที่ร่างของผู้ไร้สติยังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
“เรย์…กลับกันเถอะค่ะ มากิง่วง เหนื่อยมากด้วย” เสียงๆ หนึ่งเอ่ยขึ้น นั่นคือเสียงของมากิซึ่งเธอนั่งอยู่ข้างๆ เขา ก่อนเกิดเรื่องวุ่นๆ หญิงสาวเห็นว่ากษิดิศเครียดเรื่องที่พ่อพึ่งเสียอย่างกะทันหันจึงชวนมาเที่ยวพักผ่อนซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากตัวเมืองมากนัก และบังเอิญใกล้ๆ กันนั้นกำลังจัดงานคล้ายงานวัดและมีเวทีมวยให้คนกล้าขึ้นประลองฝีมือ ซึ่งค่าตอบแทนของผู้ชนะในค่ำคืนนี้ก็มากโข มากิรู้ว่ากษิดิศชื่นชอบการชกมวย เขามีฝีมือแต่กลับไม่เคยได้ขึ้นชกจริงๆ สักครั้ง ยามใดที่ชายหนุ่มเครียดเขาก็มักจะออกแรงด้วยการชกมวยกับคู่ต่อสู้จริงๆ ไม่ใช่กระสอบทรายหรือเป้าล่อ
การขึ้นชกครั้งนี้กษิดิศเพิ่มเงินรางวัลให้อีกเท่าตัวแต่กลับไม่มีใครขึ้นชกกับเขา กระทั่งชายคนหนึ่งเดินออกมาและบอกว่าเขาจะขึ้นชกเพื่อเงินรางวัลนั่น มวยคู่ดุดันจึงเริ่มขึ้นยิ่งเงินรางวัลของผู้ชนะมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดึงดูดผู้ชม การพนันเสี่ยงโชคว่าฝ่ายใครจะชนะในค่ำคืนนี้ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อได้คู่ชกครบเสียงระฆังข้างเวทีจึงดังขึ้นกษิดิศปล่อยอาวุธแบบไม่ยั้งมือ กระทั่งทุกอย่างมาจบที่หน้าห้องฉุกเฉินแบบนี้
“มากิกลับไปก่อน ผมขอรอดูอาการเขาสักพัก”
“อะไรกันคะ แค่คุณพาเขามาส่งโรงพยาบาล ไม่ปล่อยให้ตายคาเวทีมวยนั่น แค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว”น้ำเสียงไม่พอใจของมากิดังขึ้น เธอชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด
“มากิ!” น้ำเสียงดุดันและแววตาที่แข็งกร้าวของกษิดิศยามสบตาเธอ ทำให้มากิหน้าเสียทันที กษิดิศไม่เคยทำแบบนี้กับเธอมาก่อน แต่ในเวลานี้ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนคนที่เธอเคยรู้จัก
“เอ่อ…งั้นมากิกลับก่อนดีกว่า ไว้พรุ่งนี้มากิจะมาหาเรย์ใหม่นะคะ” มากิยอมถอย น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนลงมาก
“ไม่ต้อง ผมอยากอยู่คนเดียว” คำตอบแบบไร้เยื้อใยของกษิดิศทำให้มากิคิ้วขมวด และคิดว่าที่เขาพูดแบบนี้ออกมาก็คงเพราะกำลังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ความน้อยอกน้อยใจก็ทำให้นางแบบสาวพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกไป
“อยากอยู่คนเดียว หมายความว่ายังไง เรย์จะเลิกกับมากิอย่างนั้นเหรอหรือจะโทษว่านี่เป็นความผิดของมากิที่ชวนคุณไปชกมวยที่นั่นจนทำให้ผู้ชายคนนั้นเข้าไอซียูแบบนี้”
“มากิ ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะมาคุยเรื่องแบบนี้กับคุณนะ ผมอยากอยู่คนเดียว!” ชายหนุ่มเน้นประโยคหลังชัดเจน หลายวันมานี้เขาต้องพบเจอกับการสูญเสียและในวันนี้เขามัวแต่ทำอะไรอยู่ เขาทำอะไรลงไป
“โอเค มากิเซ้าซี้คุณเอง ในเมื่อนี่เป็นความผิดของมากิงั้นเราเลิกกันก็ได้ มากิขอโทษที่หวังดีพาคุณไปผ่อนคลายหวังให้หายทุกข์ใจกับการเสียพ่อไป มากิผิดเอง” มากิคิดเองเออเองพูดจบเธอก็สะบัดหน้าแล้วเดินออกไป โดยคิดว่ากษิดิศต้องตามมาง้องอน ขอโทษและขอเธอคืนดี แต่กลับผิดคาดเพราะชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นางแบบสาวรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากเธอพูดแบบนั้นออกไปแต่เขากลับนั่งนิ่ง มากิกำมือทั้งสองข้างแน่นก่อนจะตัดสินใจกลับออกไปจากโรงพยาบาลแบบไม่เหลียวหลัง เธอไม่ผิดสิ่งที่ทำทั้งหมดก็เพราะความหวังดีที่มีให้กษิดิศทั้งนั้น ถ้าต้องเลิกกันคนที่ผิดคือชายหนุ่มที่ไม่ตามง้อเธอ เขาต้องเสียใจที่ทำแบบนี้ เขาต้องเสียใจที่ปล่อยเธอไป
กษิดิศนั่งก้มหน้าอยู่คนเดียวตรงเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน ขณะรอฟังข่าวจากหมอเขามองมือทั้งสองที่กำลังสั่นเทา มือคู่นี้เมื่อหลายชั่วโมงก่อนได้ปล่อยหมัดแบบไม่ยั้งเพื่อชกคู่ต่อสู้บนเวที เขาบ้าพลัง หูอื้อตาลายจนมองใบหน้าคู่ต่อสู้ไม่ชัดเจน หมัดแต่ละครั้งที่ปล่อยออกไปคือความโมโห แต่หลังจากการชนะน็อก ภาพคู่ต่อสู้กลับชัดเจนขึ้นจนหัวใจของเขาบอบช้ำ เพราะชายคนนี้คือพี่ชายของหญิงสาวที่เขาหลงรัก เขาจำไม่ผิดแน่ ไม่ผิด
อีกฝ่ายกำลังทุกข์ใจแต่อีกฝ่ายกลับยังไม่รู้ หญิงสาวรูปร่างสมส่วนภายใต้โอเวอร์โค้ทสีดำพอดีตัว ซึ่งดูเหมาะเหมือนนางแบบในหน้านิตยสารกำลังเดินไปตามท้องถนน แม้ว่าขณะนี้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วงแต่อากาศก็ยังคงหนาวเหน็บ จุดหมายปลายทางคือที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ห่างออกไปสองช่วงตึก เมื่อเดินมาถึงจึงหยิบโปสการ์ดใบสวยในกระเป๋าออกมายื่นให้เจ้าหน้าที่เธอจะส่งโปสการ์ดให้คนสำคัญที่เมืองไทยเดือนละครั้ง
“ส่งไปเมืองไทย” นี่คือประโยคที่พนักงานไปรษณีย์เอ่ยขึ้นก่อนที่ไอริสา โพธิ์พันธ์สารหรือเฌอ จะบอกเสียอีก ถึงแม้เธอจะไม่ได้มาบ่อยแต่เจ้าหน้าที่หลายคนต่างจดจำสาวไทยยิ้มสวยคนนี้ได้ดี ยามใดที่เธอโปรยยิ้มมักให้ทำหนุ่มๆ เคลิ้มกับเสน่ห์ของสาวไทยแสนสวยอัธยาศัยดีคนนี้
เมื่อทำธุระที่ไปรษณีย์เรียบร้อยจึงเดินไปยังร้านกาแฟร้านโปรด สั่งช็อคโกแลตร้อนมาดื่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย อากาศที่สวิตเซอร์แลนด์นั้นแตกต่างกับเมืองไทยมาก ครั้งแรกที่มาถึงเธอป่วยอยู่หลายวัน กว่าที่ร่างกายจะปรับสภาพได้ก็นานพอดู
ในขณะที่ไอริสากำลังนั่งคิดถึงเรื่องพี่ชาย ภาพใบหน้ายามที่เธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูมีชีวิตชีวาของหญิงสาวนั้นก็ตกอยู่ในสายตาหนุ่มหล่อนัยน์ตาสวยนายหนึ่งเข้าให้อย่างจัง เขาจ้องมองเธอเป็นระยะๆ พยายามส่งสายตาบอกความหมายมาให้ว่ากำลังสนใจเธออยู่ แต่ไอริสาก็ไม่รู้ตัวแต่อย่างใด จนกระทั่งชายหนุ่มคนนั้นตัดสินใจเดินเข้ามาหาเธอ
“นี่สำหรับผู้หญิงที่ยิ้มสวยอย่างคุณครับ” สำเสียงภาษาอังกฤษแบบชัดถ้อยชัดคำเอ่ยอยู่ข้างๆ ตัว พร้อมกับดอกไม้ที่ยื่นมาให้ชนิดใกล้มากจนจะสัมผัสกับใบหน้าเธออยู่แล้ว ทำให้ไอริสาเงยหน้าขึ้นมองอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่คิ้วสวยได้รูปจะขมวดกันนิดหน่อยเชิงสงสัย แววตาและสีหน้าที่กำลังแสดงออกขณะนี้คล้ายกับเฉยชาเสียด้วยซ้ำ ไม่มีอาการประหม่าเคอะเขินแต่อย่างใด ก่อนจะเอ่ยตอบกลับด้วยสำเนียงอังกฤษที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายคนนี้สักเท่าไหร่นัก
“ขอบคุณค่ะ” มือเรียวสวยยื่นไปรับดอกไม้ดอกนั้นมาถือไว้ตามมารยาทอันดีที่พึงกระทำ แม้ใจจริงอยากจะลุกหนีเสียด้วยซ้ำ ด้านชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเธอรับไมตรี จึงถือวิสาสะเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วลงไปนั่งข้างๆ ด้วยความสนิทสนมคล้ายกับรู้จักกันมานาน ก่อนจะเอ่ยชวนตามประสาหนุ่มเจ้าสำราญ
“คืนนี้ที่บ้านผมจัดงานปาร์ตี้ อยากให้คุณมาสนุกด้วยกัน”
“อืมม์ งานนี้มีสาวๆ สวยๆ เยอะไหมคะ” ขณะเอ่ยถามก็ส่งยิ้มหวานให้ ใจก็บอกให้อดทนไว้ อดทนไว้ เหตุที่ต้องท่องแบบนี้ เพราะไอริสาไม่ชอบผู้ชายที่รุกหญิงสาวมากเกินไป ถือว่าตัวเองดีนักหรือไง รู้จักก็ไม่รู้จักยังกล้าชวนไปที่บ้าน ถึงเธอจะมาเรียนเมืองนอกเมืองนา แต่ไอริสาคนนี้คือคนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็น เรื่องรักนวลสงวนตัวถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
“มีครับ แต่ดูเหมือนว่าคืนนี้จะเป็นคืนพิเศษสำหรับคุณคนเดียวเท่านั้น ผมสัญญาว่าคุณต้องสวยโดดเด่นกว่าใครในงานแน่” แม้จะเป็นประโยคเด็ดที่สาวๆ อยากได้ยินว่าตนคือคนพิเศษที่ใครต่อใครต้องอิจฉาในงานปาร์ตี้ แต่สำหรับไอริสากลับไม่คิดเช่นนั้น
“ฉันก็อยากไปงานปาร์ตี้นี้นะคะ แต่น่าเสียดายจังเพราะดูเหมือนผู้หญิงจะน้อยไปหน่อย”หญิงสาวแสดงสีหน้าเสียดายอย่างแนบเนียน จนฝ่ายตรงข้ามเริ่มร้อนรนพร้อมทำตามสิ่งที่เธอต้องการ
“ถ้าคุณต้องการเพื่อนผู้หญิง ได้สิเดี๋ยวผมจัดการให้ ขอแค่คุณมาที่บ้านผมก็พอ”
“จริงเหรอคะ” สีหน้าแสนเสียดายของไอริสาที่แสดงออกเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นมีความหวังขึ้นมาทันใด จนชายหนุ่มยิ้มกว้าง คืนนี้เขาต้องมีหญิงสาวข้างกายแน่นอน
“ครับ สาบานได้”
“อย่างนั้นก็น่าสนใจหน่อย อ้อ…ฉันจะบอกความลับให้คุณข้อหนึ่ง” ไอริสาขยับนิ้วชี้เชิงเรียกให้ชายหนุ่มเข้ามาใกล้อีกหน่อย ซึ่งเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนที่เธอจะกระซิบอะไรบางอย่างให้ได้ยินกันแค่สองคน เมื่อฟังจบชายหนุ่มถึงกับตาโตด้วยความตกใจ รวมทั้งยังแสดงสีหน้าแสนเสียดายออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขาส่ายหน้าไปมาคล้ายกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะลุกพรวดพราดออกไปจากโต๊ะที่ไอริสานั่งอยู่ทันที
ส่วนหญิงสาวได้แต่หัวเราะชอบใจตามหลังไปเท่านั้น ผู้ชายสมัยนี้ไม่ว่าชาติไหนก็เหมือนกันหมด คิดว่าผู้หญิงทุกคนง่ายนักหรือไง ก่อนจะสะดุ้งโหยงเพราะมีใครมาจี้สะเอวเข้าให้ พอหันไปมองจึงเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิท ที่มาได้จังหวะพอดี
“อุ๊ย…ตกใจหมดเลยยายจุ๊บ”
“มัวแต่หัวเราะอะไรอยู่ละจ๊ะ ถึงไม่รู้ว่าเพื่อนเดินมาหาใกล้แบบนี้” พูดจบก็หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่ชายหนุ่มคนเมื่อครู่นั่ง เกศนีหรือจุ๊บ หญิงสาวชาวไทยที่มาเรียนต่อที่นี่เช่นเดียวกับไอริสา ตัวเล็ก ผิวขาวอมชมพู นิสัยดี น่ารัก นั่นคือคุณสมบัติเด่นของเกศนี ด้วยอายุที่เท่ากัน เรียนชั้นปีเดียวกันแต่คนละสาขาวิชา ไอริสาเรียนด้านโภชนาการเน้นสาขาโภชนาการการกีฬา โดยเฉพาะเป้าหมายในการเรียนคือต้องการกลับไปดูแลพี่ชาย
ส่วนเกศนีนั้นเรียนด้านกายภาพบำบัด เหตุผลของ เธอก็เหมือนกับไอริสา เพราะมีคนที่อยากดูแล ซึ่งสาขาวิชาที่เลือกเรียนนี้หญิงสาวไม่ได้บอกที่บ้านให้รับรู้ มีเพียงผู้เป็นลุงเท่านั้นที่เห็นชอบมาตั้งแต่ต้น ยิ่งมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ การมีเพื่อนที่มาจากประเทศเดียวกันจึงทำให้เปิดใจคบหาได้เร็วยิ่งขึ้น ไปไหนมาไหนจึงติดกันเป็นตังเม จนผู้ชายหลายคนคิดว่าเธอสองคนเป็นคู่เลสเบี้ยน แรกๆ พวกเธอสองคนก็คอยแก้ข่าวว่านั่นคือการเข้าใจผิด แต่หลังๆ มานี้กลับเฉยปล่อยให้ทุกคนคิดแบบนั้น เพราะต่างคนต่างความคิดใครจะห้ามได้
“หัวเราะผู้ชายหน้าหม้อนะสิ เดินตูดบิดตัวปลิวไปโน่นละ” คำพูดของไอริสาเริ่มห้าว เกศนีก็พลอยมองหาคนที่เพื่อนเอ่ยถึงไปด้วยอีกคน
“ไหนๆ คนไหน”
“นู่นนะ ผู้ชายสวมเชิ้ตสีน้ำเงินคนนู้น แน่ะมีหันกลับมามอง อย่างนี้ต้อง…” ว่าแล้วก็ขโมยหอมแก้มเกศนีไปหนึ่งฟอด ให้ผู้ชายคนนั้นเห็นชัดๆ ว่าเธอไม่ได้โกหกที่บอกความลับให้ว่าเธอนั้นเป็นเลสเบี้ยนชอบผู้หญิงเหมือนกัน
“ยายเฌอ ฉันขายไม่ออกกันพอดี” เกศนีได้แต่ลูบแก้มฝั่งที่ไอริสาหอมป้อยๆ นี่สงสัยจะเล่นมุขฉิ่งฉับไล่ผู้ชายอีกแล้วละซิ ชายหนุ่มรายนั้นเมื่อเห็นภาพชัดเจนซะขนาดนี้ถึงกับสะดุดขาตัวเอง ก่อนจะหายไปกับฝูงชน ไอริสาบางครั้งก็เป็นสาวห้าวชอบเล่นอะไรแผลงๆ บางครั้งก็เป็นสาวหวานน่าทะนุถนอม เรียกได้ว่าเธอมีหลายอารมณ์หลายบุคลิกแล้วแต่ว่าจะอยู่กับใครและสนิทกันมากน้อยแค่ไหน
“เออนะ ขายไม่ออกเดี๋ยวให้พี่ชายฉันไปขอแกเอง สินสอดอย่าเยอะ เดี๋ยวคานจะถามหา”ไอริสาพออกพอใจกับสิ่งที่พูด เพราะเธอนั้นหมายมั่นปั้นมือว่าอยากให้เอกณัฐได้รู้จักกับเกศนี หวังไปไกลถึงขั้นให้ทั้งคู่แต่งงานกันด้วยซ้ำไป ถ้าเป็นจริงอย่างที่คิด เธอคงมีความสุขมากถึงมากที่สุด
“ทะลึ่ง” คนฟังหน้าตาแดงก่ำ ยามได้ยินไอริสาเอ่ยถึงพี่ชายของเธอ เพราะเพื่อนคนนี้มักจับคู่ให้เธอกับพี่ชายอยู่เป็นประจำ แม้จะเคยเห็นหน้าฝ่ายนั้นผ่านรูปถ่ายที่ไอริสาเคยให้ดู แต่เธอก็ไม่เคยได้พูดคุยกับเขาสักครั้ง มีเพียงการรับรู้ข่าวทางอีเมลที่สองพี่น้องมักจะเขียนถึงกันเป็นประจำ ซึ่งเมื่อเอกณัฐตอบกลับมาไอริสาก็มักจะมาเล่าให้เธอฟังเสมอ
การเขียนอีเมลของสองพี่น้อง เธอมองว่านั่นคือเสน่ห์อย่างหนึ่งรองลงมาจากการเขียนจดหมาย แรกๆ ไอริสานั้นอยากใช้วิธีเขียนจดหมายหาพี่ชายแต่เธอมักจะบ่นถึงความล่าช้าในการส่งหรือการรอรับ บางครั้งจดหมายก็หายไปดื้อๆ นั่นทำให้เพื่อนเธอเปลี่ยนมาใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือเรียกสั้นๆ ว่าอีเมลแทน
แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ เพียงแค่ได้รับรู้เรื่องราวของเอกณัฐจากไอริสา ชื่อนี้ทำไมถึงทำให้หัวใจเธอเต้นแรงยามจนยากที่จะควบคุม บางครั้งยังเก็บชายหนุ่มไปฝันถึงเป็นตุเป็นตะเสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะความฝันซ้ำๆ ที่เธอมักจะฝันเห็นว่าเขานอนอยู่บนเตียงสีขาว สภาพรอบข้างๆ คล้ายกับโรงพยาบาล ไม่ว่าเธอจะปลุกเท่าไหร่ชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกตัว ความฝันนี้เกศนีไม่เคยเล่าให้ไอริสาฟัง เพราะถ้าขืนเล่าไปก็กลัวว่าจะทำให้เพื่อนกังวลเสียเปล่าๆ ยังไงนั่นก็เป็นแค่เพียงความฝัน ถ้าเอกณัฐป่วยจริงๆ เขาจะตอบอีเมลของเพื่อนเธอได้ยังไงกัน เพราะการติดต่อของทั้งคู่ก็ไม่เคยขาดหาย
เสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างสม่ำเสมอ เดินเข้ามาภายในห้องที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบพิเศษ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ เตียงนอนภายในห้อง สายตามองไปยังแผงอกหนาของคนบนเตียงที่กำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะการเต้นของหัวใจ นี่คือสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าผู้ชายคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ จังหวะเต้นของหัวใจยังคงสม่ำเสมอ แม้บางครั้งจะอ่อนแรง จนผู้นั่งมองกลัวว่าสักวันจังหวะอันสำคัญนี้จะหยุดลงก็ตามที
‘สมองได้รับการกระทบกระเทือนมาก อัตราการรอดชีวิตมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็น’
นี่คือประโยคของหมอที่เขายังจำได้ฝังใจในคืนนั้น ตลอดครึ่งปีมานี้ กษิดิศมักจะมานั่งมองใบหน้าของคนบนเตียง ด้วยแววตาของความกังวล แต่ไม่ว่าจะนั่งมองนานเพียงแค่ไหน ใบหน้านี้ก็ไม่เคยลืมตาแล้วสบตาเขากลับมาเลยสักครั้ง ความหวังเดียวของชายหนุ่มคือทำอย่างไรก็ได้ให้เจ้าชายนิทราที่นอนอยู่ตรงหน้าฟื้นคืนสติ เขาทำทุกวิถีทางแล้ว แต่สุดท้ายทางเดียวที่เขาทำได้คือรอคำว่าปาฏิหาริย์ แม้จะเป็นเพียงความหวังคล้ายฟางเส้นสุดท้าย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะหวัง อย่างน้อยเขาก็จะทำอย่างสุดกำลังเพื่อเอกณัฐและไอริสา
“ผมต้องทำยังไง คุณถึงจะฟื้นขึ้นมาได้” นี่คือคำถามที่กษิดิศมักจะเอ่ยออกมายามอยู่กับเจ้าชายนิทราสีหน้าของผู้เอ่ยถามช่างเจ็บปวด ก้าวที่ผิดพลาดไม่ว่าจะพยายามแก้ไขอย่างไร ความรู้สึกผิดก็ยังคงอยู่ในจิตใจไม่จางหาย ทางเดียวที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น นั่นคือการหมั่นดูแลคนบนเตียงให้ดีที่สุด เพื่อรอวันให้เขาฟื้นคืนสติกลับมา
แม้ชายตรงหน้าจะนอนนิ่งบนเตียงมานานหลายเดือน ถ้ามองผิวเผินคล้ายกับว่าเพียงแค่นอนหลับไปเท่านั้น เพราะร่างกายยังคงสมบูรณ์แถมดูจะอวบขึ้น เพราะอาหารบำรุงที่รับทางสายยางซึ่งได้ผ่าตัดส่งผ่านเข้าไปทางช่องท้องตามร่างกายก็ไม่มีรอยแผลใดๆ กดทับ เนื่องจากผู้ดูแลจ้างพยาบาลมาอยู่ด้วยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รวมทั้งยังให้หมอเข้ามาดูอาการทุกอาทิตย์ ไหนจะอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เขาก็จัดหามาให้ ค่าใช้จ่ายจะมากแค่ไหนเขาก็ยอมจ่าย
“เฌอ” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยชื่อที่เขาไม่มีวันลืม หัวใจชายหนุ่มรับรู้ถึงแรงบีบอันเจ็บปวด เขาจำได้ว่าตอนยังเรียนมัธยมนั้น ได้หลงรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่แรกพบก็ว่าได้ เธอมักผูกเปียสองข้างเสมอ ทุกวันเขาจะเห็นเธอมารอพี่ชายอยู่หน้าโรงเรียน ซึ่งเขาและพี่ชายเธอนั้นเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ความเป็นเด็กและอยากรู้ ทำให้เขาตามสองพี่น้องนั้นไปกระทั่งถึงบ้านของคนทั้งคู่ ครอบครัวเธออบอุ่นด้วยพ่อ แม่ และลูกชายหญิงช่างแตกต่างจากครอบครัวเขานัก และดูเหมือนว่าพี่ชายเธอจะชื่นชอบการชกมวยมาก ทุกวันหลังเลิกเรียนเด็กผู้หญิงจะคว้าจักรยานออกไปปั่นตามพี่ชายที่วิ่งออกกำลัง เพื่อไปซ้อมที่ค่ายมวยใกล้บ้านในตอนเย็น
ขณะที่คิดถึงเรื่องนี้กษิดิศก็เผลอยิ้มมุมปากออกมา หญิงสาวบอกในอีเมลที่ส่งให้เอกณัฐเสมอว่าจะตั้งใจนำความรู้ที่ได้เรียนมาคอยดูแลพี่ชาย ผู้ซึ่งหวังจะเป็นนักมวยสากลระดับโลกตามรอยพ่อ สองพี่น้องอายุห่างกันสี่ปี พ่อและแม่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากนั้นไอริสาก็เดินทางไปเรียนต่อ เพราะนี่คือสิ่งที่พ่อและแม่เธอได้กำหนดไว้ในพินัยกรรมเหมือนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา