ตอน 1

ร่านดอกรัก

บทที่1

หญิงสาวร่างระหงในชุดสีดำแบบทันสมัยอุ้มเด็กน้อยวัยขวบเศษก้าวเข้ามาในศาลาที่ตั้งสวดพระอภิธรรมศพ ในระหว่างพระสงฆ์กำลังสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์*

(*พระอภิธรรมนี้ถือเป็นหลักธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโปรดพุทธมารดา และเหล่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพียงครั้งเดียว นิยมสวดในงานศพ มี ๗ คัมภีร์ ประกอบด้วยบท พระสังคิณี พระวิภังค์ พระธาตุกถา พระปุคคลปัญญัตติ พระกถาวัตถุ พระยมก พระมหาปัฏฐาก) กลายเป็นจุดสนใจของคนในศาลาที่นั่งประณมมือรับฟังเสียงสวดมนต์อย่างสำรวม ทุกคนต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว และส่วนหนึ่งให้ความสนใจกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่หญิงสาวลากเข้ามาและเด็กน้อยที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน ก่อนหันไปพูดซุบซิบสลับกับปรายตาเหยียดหยามมองอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

หญิงสาวรับรู้ว่ามีสายตาหลายคู่มองตนอยู่ และรู้ด้วยว่ากำลังซุบซิบนินทาเรื่องอะไร แต่เธอไม่ใส่ใจดวงตาจดจ่ออยู่ที่โลงสีขาว ซึ่งวางอยู่ท่ามกลางแจกันดอกกุหลาบสีขาวสลับชมพูที่จัดวางอย่างสวยงาม ใกล้โลงสีขาวมีรูปถ่ายขนาดใหญ่ของหญิงสาวในชุดราตรี ไม่ต่างจากภาพชุดที่ถ่ายสำหรับงานมงคลแต่อย่างใด

ใบหน้าผู้หญิงในภาพนั้นยิ้มแย้มอย่างสดใส ดวงตาสีเดียวกับเธอทอประกายแห่งความสุข ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แปลกแต่อย่างใดที่เจ้าสาวในภาพจะสดใสร่าเริงเช่นนี้ แต่มันกลับทำให้คนมองสลดหดหู่ใจ รูปพวกนี้สมควรวางไว้ให้คนชื่นชมที่ห้องจัดเลี้ยงในงานวิวาห์ หาใช่มาวางไว้ที่หน้าหีบศพในศาลาที่พระกำลังสวดอภิธรรมเคล้าเสียงร่ำไห้อย่างอาลัยอาวรณ์ของญาติมิตรที่ยังตัดใจไม่ขาดเช่นนี้

หน้าชุดรับรองสำหรับแขกผู้ใหญ่และเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม พรมผืนหนาปูทับเสื่อพลาสติกขนาดใหญ่ที่ทอเป็นผืนเดียว ลาดเต็มพื้นที่ว่างจากบริเวณที่วางหีบศพถึงยกพื้นที่ซึ่งพระภิกษุกำลังนั่งสวดพระอภิธรรมอยู่ บนพรมผืนหนาบรรดาญาติของผู้ล่วงลับนั่งประณมมือไหว้พระรับฟังบทสวดมนต์ บางคนกำลังซับน้ำตาที่ซึมออกมา หนึ่งในนั้นคือหญิงวัยกลางคนที่ดวงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้และกำลังได้รับการปลอบโยนจากญาติๆ ซึ่งเป็นผู้หญิงต่างวัยที่นั่งอยู่ด้วยกัน และทุกสายตาก็เหลียวไปที่ร่างซึ่งมาหยุดยืนมองรูปถ่ายหน้าหีบศพ

“แม่ก้อย” เสียงเรียกชื่ออย่างคาดไม่ถึงดังขึ้น แม้ไม่ดังจนกลบเสียงพระที่กำลังสวดอภิธรรม แต่เรียกให้สายตาหลายคู่เพ่งมองหญิงสาวเจ้าของชื่ออย่างเพ่งพิศมากขึ้น

ก่อนที่เสียงนินทาจะดังกลบเสียงพระสวดหญิงสาววัยใกล้เคียงกับคนที่ตกเป็นเป้าสายตาก็ยืนขึ้น เดินเข้าไปหากระชากแขนแล้วถามลอดไรฟัน

“นังก้อย ใครให้แกมา” หญิงสาวนามแจ่มจันทร์ถามเสียงเขียว ทั้งยังออกแรงลากเจ้าของชื่อ

คนถูกกระชากแขนจนเกือบเซ มองกลับสายตาแข็งกร้าว เธอกลัวว่าแรงกระชากของแจ่มจันทร์จะทำเด็กหญิงในมือร่วงตกลงพื้นได้จึงขืนตัวเอาไว้ วางกระเป๋าที่ลากมาแล้วผลักแจ่มจันทร์กลับพร้อมพูดเสียงลอดไรฟัน

“ปล่อยแขนฉัน”

“ไม่ปล่อย ออกไปจากศาลาเลยนังก้อย” แจ่มจันทร์ทำหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่ยอมปล่อยแขนหญิงสาวที่หวังอัปเปหิออกไปเสียจากงานศพ

“เธอมีสิทธิ์อะไรมาไล่ฉัน แล้วปล่อยแขนฉันได้แล้วนะ” ก้อยหรือกณิศาก็ไม่ยอมเช่นกัน เมื่อแจ่มจันทร์ไม่ยอมฟังเสียงยังกระชากแขนทั้งที่เธออุ้มเด็กเอาไว้ในมือ เธอจึงผลักอีกครั้งด้วยแรงทั้งหมดจนแจ่มจันทร์ผงะไปข้างหลังแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที

“โอ๊ย! อี...” แจ่มจันทร์ร้องโอดโอย ยกนิ้วชี้หน้าผรุสวาทด้วยความโกรธ แต่มีเสียงตวาดห้ามไว้

“หยุดเสียที นี่มันในวัดในวา พระก็กำลังสวดอยู่” หญิงวัยกลางคนใบหน้าซีดเซียวไร้การปรุงแต่งดวงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้หันมาห้ามทั้งคู่ แม้เสียงปรามนั้นจะตะคอกแต่ไม่ได้ดังเกินไปเพราะแค่สองคนยื้อยุดกันก็เป็นเป้าสายตามากพอแล้ว จึงไม่อยากร่วมวงตกเป็นเหยื่อจากดวงตาอีกหลายๆ คู่ไปด้วย ก่อนที่นางจะหันไปหากณิศาที่มองมาอย่างสำนึกผิดและขออภัยอยู่ในที

“กลับไปคอยที่บ้านก่อน”

“แม่!” กณิศาพ้อเสียงละห้อย แต่ไม่กล้าเอ่ยอันใดอีกเมื่อเห็นแววตาแข็งกร้าวระคนตัดพ้อของนางสายบัวผู้เป็นมารดา หญิงสาวรีบยกมือไหว้ทั้งที่มีเด็กน้อยในอ้อมแขน อ้อนวอนเบาๆ

“ให้ก้อยจุดธูปบอกพี่เกดก่อนได้ไหมคะ”

“จะบอกอะไรล่ะ บอกว่าน้องชั่วๆ ที่มันหนีไปกับแฟนของพี่สาวตัวเองกลับมาแล้วนะหรือ” แจ่มจันทร์ได้ทีจึงพูดถากถางขึ้นอีกทั้งคำพูดและสายตา เพราะเจ็บใจที่ถูกกณิศาทำให้เจ็บตัวจนก้นระบบในเวลานี้ แต่เธอก็ถูกปรามเบาๆ จากมารดาตนเอง

“พอทีเถอะจันทร์” แล้วหันไปพูดกับกณิศา

“กลับไปคอยที่บ้านเถอะแม่ก้อย ให้นายชาติขับรถไปส่ง” นางสำรวยผู้มีศักดิ์เป็นน้าบอก ก่อนหันมองหาชายที่เอ่ยชื่อเพื่อจะให้ไปส่งกณิศาที่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดนี้เท่าใดนัก เมื่อไม่เห็นอยู่ในสายตาจึงหันไปสั่งบุตรสาวของตนเอง

“จันทร์ไปตามนายชาติมาซิ”

“ผมขับรถไปส่งเองครับ” เสียงทุ้มแทรกขึ้นจากด้านหลังของหญิงสาวที่กำลังถูกกีดกันออกไปให้พ้นจากบริเวณงานจนทุกคนหันไปมองพร้อมเพรียงกัน ชายเจ้าของคำพูดยิ้มบางๆ ให้ทุกสายตา ก่อนจะหันมาค้อมศีรษะให้กณิศา

“เชิญครับคุณก้อย” เขาเอ่ยชวนอย่างสนิทสนม แล้วหยิบกระเป๋าเดินทางของเธอมาถือเอาไว้ เพื่อไม่ให้เจ้าตัวปฏิเสธได้

กณิศามองชายหนุ่มแล้วหันกลับไปมองมารดา ที่ยังวางหน้านิ่งเหมือนไม่ไยดี ไม่เหมือนสำรวยและแจ่มจันทร์ที่ยังจับจ้องเธอและเด็กน้อยในอ้อมแขน ผู้เป็นน้าพยักหน้าสนับสนุน ส่วนแจ่มจันทร์ผู้เป็นลูกกลับแสยะมุมปากส่งสายตาเหยียดหยาม

กณิศาไม่สนใจคนทั้งคู่เท่ามารดาของตนเอง และรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อนางสายบัวเมินหนี หันไปสนใจกับเสียงสวดพระอภิธรรมต่อ หญิงตัดสินใจเดินตามชายคนดังกล่าวไปเพราะขืนยืนอยู่ตรงนี้ต่อ นอกจากจะเป็นเป้าสายตานานขึ้นแล้ว หัวตาเธอก็เริ่มร้อนน้ำตาที่เกิดจากความน้อยใจมารดากำลังจะเอ่อคลอ แต่มิวายยังหันไปมองรูปถ่ายของกนกกรพี่สาวที่ล่วงลับอย่างสำนึกผิด ที่ตนยังไม่ได้มีโอกาสจุดธูปหน้าหีบศพเพื่อขออโหสิกรรมในสิ่งที่ผ่านๆ มา

สายตาหลายคู่เฝ้ามองจนกณิศาอุ้มเด็กน้อยออกไปนอกศาลา เดินตามชายหนุ่มไปที่ลานจอดรถ แล้วหันกลับมาซุบซิบพูดคุยจนบางคนตั้งหน้าตั้งตาพูดถึงเรื่องของหญิงสาว จนลืมไปว่าเวลาและสถานที่นี้พึงอยู่ในความสำรวม

“ถ้าเป็นลูกสาวฉัน จะตีให้หลังลายแล้วขังไว้ในห้องไม่ให้ออกมาร่าน หนีตามผู้ชายไปแบบนี้หรอก”

“หน้าไม่อาย ยังมีหน้ากลับมาอีกแถมกระเตงลูกมาด้วย เป็นฉันจะตะเพิดไปให้ไกลไม่ให้เหยียบเข้าบ้านหรอก ขายขี้หน้าจริงๆ”

“เด็กที่อุ้มมานะเหมือนจะเป็นผู้หญิงเสียด้วย คอยดูเถอะอีกหน่อยก็หัวกระไดไม่แห้ง ดอกทองเหมือนแม่มันนั่นแหละ”

“แอ้ม!”

เสียงกระแอมดังขึ้นด้านหลังวงนินทาจนทั้งหมดสะดุ้งโหยง หุบปากที่กำลังจะด่าว่าอย่างเมามัน แต่ไม่มีสักคนที่จะกล้าหันกลับไปมองว่าผู้ใดส่งเสียงขัดจังหวะขึ้น มือที่ประณมไว้แค่ระดับตักรีบยกขึ้น ก้มหน้าสำรวมประหนึ่งคนซาบซึ้งในรสพระธรรม แต่ยังมิวายชายตามองซึ่งกันและกันเป็นระยะๆ เหมือนจะมีสัญญาต่อกันว่าเรื่องที่พูดนั้นยังไม่จบไม่สิ้น ในขณะที่คนส่งเสียงขัดขึ้นด้วยความรำคาญนั้นหันไปมองตามร่างหญิงสาวที่ถูกนินทาอย่างเวทนา

ต่อไปแม้จะเสร็จสิ้นงานศพของกนกกรแล้ว แต่กณิศาจะต้องตกเหยื่อจากปากของชาวบ้านไปอีกนานทีเดียว

ตอน 2

หนทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าแม้จะเป็นเพียงถนนลูกรังสีแดงฝุ่นฟุ้งกระจายยามหน้าแล้ง ที่เห็นกันเจนตาในชีวิตชนบทห่างไกลความเจริญเช่นเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ แต่สองข้างทางหาได้มืดมิดหรือรกครึ้ม เพราะมีดวงไฟให้แสงสว่างเป็นระยะๆ เรียกได้ว่าไม่อันตรายจากสัตว์ร้ายสำหรับคนเดินเท้าในเวลาค่ำคืน แต่สำหรับอันตรายจากน้ำมือมนุษย์นั้น แม้จะมีไฟทางส่องสว่าง หรือจะเป็นแสงจากพระอาทิตย์ดวงกลมโตเวลากลางวันแสกๆ ผู้มีจิตใจหยาบช้าก็สามารถทำสิ่งผิดกฎหมายไร้ซึ่งมนุษยธรรมได้โดยไม่สนใจเวล่ำเวลา

ภายในรถกระบะโฟวิลคันใหม่เอี่ยมที่กำลังแล่นไปข้างหน้าอย่างช้าๆ หญิงสาวอุ้มเด็กน้อยที่ผล็อยหลับอิงอกเอาไว้ สายตาเธอมองไปข้างหน้าอย่างสนใจ เวลาเกือบสองปีที่ไม่ได้เหยียบย่างมาที่แห่งนี้ทำให้เห็นถึงความแปลกตา สองข้างทางที่เคยรกร้างไปด้วยต้นไม้ไร้ประโยชน์และวัชพืช กลางคืนก็มืดสนิทจนไม่มีใครกล้าเดินผ่าน มาบัดนี้กลับสว่างไสวไปด้วยไฟทางสีนวลที่ส่องเป็นระยะๆ ต้นไม้รกๆ ข้างทางก็ตัดแต่งเป็นรูปเป็นทรงไม่ให้กิ่งก้านเกิดเงาบดบังแสง เมื่อผ่านชุมชนก็เห็นบ้านเรือนริมถนนต่างพร้อมใจกันติดไฟส่องสว่างหน้าบ้านตนเอง ผิดไปจากเมื่อก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“แปลกตาใช่ไหม” สารถีหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่ากณิศาสนใจมองข้างทางเป็นนานสองนาน จนไม่พูดคุยกับเขาเลยตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

หญิงสาวเหลียวมามองเขาช้าๆ ก่อนพยักหน้าให้เล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยวาจาอันใด ชายหนุ่มจึงพูดต่อ

“พี่ชายผมเป็นคนเข้ามาพัฒนาและปฎิรูปความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ถนนหลายสายลาดยาง บางสายแม้ไม่มีงบประมาณมาลาดยางมะตอย แต่ก็ถมลูกรังอัดแน่นฝนตกไม่เละ ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็ติดไฟส่องสว่างทุกสายเพื่อความปลอดภัยของผู้สัญจร หน้าบ้านก็ขอความร่วมมือให้เปิดไฟคนละหนึ่งดวงตลอดคืน คุณก้อยรู้ไหมว่าลดปัญหาอาชญากรรมได้มากทีเดียวนะครับ”

ชายหนุ่มพูดอย่างภูมิใจเสมือนเป็นคนทำโครงการดังกล่าวเสียเอง แต่เหมือนหญิงสาวผู้ร่วมโดยสารมาในรถจะไม่ให้ความสนใจมากเท่าใด เธอแค่พยักหน้ารับทราบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เขาก็เข้าใจดีเวลานี้จิตใจเธอคงหดหู่กับการเสียชีวิตของพี่สาวและเหตุพิพาทในวัดเมื่อสักครู่

“น้องชื่ออะไรครับ ผู้หญิงใช่หรือเปล่า” เขาอยากหาเรื่องคุยกับเธอจึงถามถึงเด็กน้อยที่หลับอยู่แนบอก แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้งหลังทำใจได้มาไม่นาน เพราะกณิศานับเป็นคนบ้านเดียวกันที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ และเขาก็แอบชอบเธอมาตั้งแต่เริ่มแตกพาน เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชอบและคิดจะจีบ

แต่เวลานั้นทั้งตัวเขาและกณิต่างเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ จะมีพบเจอกันบ้างก็ตอนปิดเทอม เขาจำได้ดีว่าจะยิ้มอย่างขัดเขินเสียทุกครั้งเมื่อพบเจอหญิงสาว ไม่ว่าสถานที่ใด พบเจอตามลำพังหรือมากับบุคคลอื่น

กณิศาและกนกกรพี่สาวนับเป็นสาวหน้าตาดีถึงขั้นสวยที่สุดในหมู่บ้าน ทำให้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วไป ตัวเขาจึงมีคู่แข่งเป็นจำนวนมากแต่เรียกได้ว่ายังไม่ได้เปิดตัวลงแข่งขัน รางวัลแห่งชัยชนะก็มีคนคว้าไปเสียแล้ว เมื่อกณิศาหนีหายไปพร้อมชายอีกคนที่กำลังจะแต่งงานกับกนกกร เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

ตอนกณิศาหายหน้าไปใหม่ๆ ครอบครัวของเธอแทบจะเข้าหน้าชาวบ้านไม่ติด ไม่พบปะเพื่อนบ้านไม่กล้าเหยียบย่างไปในตลาดเพราะทนกับคำถามและสายตาเหยียดหยามของคนเหล่านั้นไม่ไหว

กนกกรที่ถูกน้องสาวแย่งคนรักไปเสียใจทุกข์ใจมากมายแต่คงไม่เท่านางสายบัวผู้เป็นมารดาเพราะถือว่าอับอายชาวบ้านเป็นสองเท่า ลูกสาวคนโตเป็นหม้ายขันหมากทั้งที่เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนลูกสาวคนเล็กก็ทำเรื่องงามหน้าหนีตามคู่รักของพี่ตนเองไปเป็นเหตุให้งานแต่งของพี่สาวต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย

ส่วนตัวเขาก็แทบไม่เป็นผู้เป็นคน หมดอาลัยในชีวิตไปพักใหญ่แต่ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมาจากเรื่องของกณิศา เพราะเขายังไม่ทันได้เอ่ยปากให้ใครรู้ว่าชอบเธอ แล้วกับเจ้าตัวยิ่งไม่เคยได้เผยความในใจเพื่อสานต่อความสัมพันธ์แต่อย่างใด เรียกได้ว่าเขาอกหักเสียตั้งแต่ในมุ้งเลยทีเดียว

“ลูกสาวค่ะ ชื่อรวงข้าว” เสียงตอบสั้นๆ ของกณิศารั้งชายหนุ่มกลับมาจากความหลังที่กำลังหวนรำลึก

“ชื่อน่ารักจังนะครับ คงจะเหนื่อยหลับปุ๋ยเลย” เขายิ้มให้เธอแม้ไม่มีรอยยิ้มหรือคำพูดตอบแต่อย่างใด

หญิงสาวปล่อยให้ความเงียบครอบครองพื้นที่ภายในห้องผู้โดยสารอีกครั้ง ชายหนุ่มรอบถอนหายใจช้าๆ คงเปล่าประโยชน์ที่จะชวนเธอพูดคุยแม้อยากจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอีกมากมาย เขาพารถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายซึ่งเป็นบ้านหลังงามที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควร

รถคันใหม่เอี่ยมแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านที่เปิดไฟสว่างไสวทว่าดูเงียบเหงาจนวังเวง นิพลเปิดประตูลงจากที่นั่งคนขับอ้อมมาเปิดประตูให้กณิศา ชายหนุ่มส่งมือไปหวังรับเด็กน้อยมาอุ้มเอาไว้เพื่อให้กณิศาลงจากรถได้อย่างสะดวก ทว่าหญิงสาวปฏิเสธไม่ยอมส่งเด็กหญิงตัวน้อยที่อุ้มเอาไว้แนบอกให้ ขยับลงจากรถด้วยตนเองจนนิพลต้องรีบหลบทางให้ แล้วเดินไปยกกระเป๋าเดินทางลงจากกระบะท้าย

กณิศาหยุดยืนหน้าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังเดิม บ้านที่ไม่ได้มาเหยียบเป็นเวลาสองปีกว่า บ้านแสนสุขที่อบอวลไปด้วยความรักในอดีต แต่บัดนี้เวลานี้บ้านกลับดูวังเวงเงียบเหงา ช่วงเวลากลางคืนไม่ได้เป็นเงื่อนไขทำให้บ้านดูเหงาลงไปมากขนาดนี้ แต่นั่นเป็นเพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นในบ้าน บ้านที่มีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่พ่อเสียชีวิตไปตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกเท่านั้นเอง แม่ต้องอยู่กับกนกกรตามลำพังเพราะตัวเธอเองเข้าไปเรียนระดับอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ ขณะที่กนกกรเรียนวิทยาลัยอาชีวะอยู่ที่บ้านเกิด

วันหยุดไม่ว่าจะช่วงยาวเช่นปิดเทอมหรือช่วงสั้นเช่นเสาร์อาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์ กณิศาก็พยายามกลับมาบ้าน งานของเธอคือช่วยแม่ดูแลสวนผลไม้และไร่องุ่น ส่วนกนกกรนั้นถนัดทำงานบ้านมากกว่าออกไปตากแดดให้เหงื่อไหลไคลย้อย จนบางครั้งแม่ยังเอ่ยเย้าว่าสาวชาวกรุงไม่กลัวแดดแต่สาวบ้านนอกกลับกลัวแดดยิ่งกว่ากลัวผี การได้นอนหนุนตักแม่และรับประทานอาหารพร้อมหน้าสามคนแม่ลูกเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุดหลังพ่อจากไป แต่เวลานี้ภาพแห่งความสุขเหล่านั้นไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว

กณิศาเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาข้างแก้ม ก่อนมองหากระเป๋าเดินทางที่นิพลยกลงมาจากกระบะท้าย ชายผู้มีน้ำใจยังถือไว้ไม่ได้วางลง ซ้ำยังหิ้วเดินไปเมียงมองที่ประตูหน้าบ้าน

“คุณก้อยมีกุญแจไหมครับ บ้านล็อกนี่นา” นิพลหันกลับมาถาม ก่อนจะมองเลยไปท้ายรถของเขาที่เห็นดวงไฟสาดส่องมา พร้อมเสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ที่ดังหนวกหูเข้ามาจอดใกล้แทบจะชนกณิศาจนเธอต้องขยับหนี แล้วแจ่มจันทร์ที่นั่งซ้อนท้ายมาก็ยื่นกุญแจทั้งพวงให้

“ป้าบัวใช้ให้เอามา” พูดจบแจ่มจันทร์ก็วางกุญแจพวงหนักลงบนฝ่ามือที่แบออกไปรับของกณิศาอย่างแรงจนมือตกลงเล็กน้อย แจ่มจันทร์แสยะมุมปากสะใจก่อนหันไปสั่งหนุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์

“ไปชาติ เสียเวลาจริงๆ ไม่รู้จะกลับมาทำไมให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอีก” สุดท้ายแจ่มจันทร์ก็อดแขวะกณิศาไม่ได้ ซ้ำมองด้วยหางตาอย่างเหยียดหยามก่อนเอ่ยเร่งนายชาติชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันที่ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์

“ไปเร็วๆ เหม็นเน่าคนบางคน”

เมื่อรถจักรยานยนต์เก่าๆ แล่นจากไปแล้ว นิพลรีบแบมือขอกุญแจจากกณิศาแล้วอาสา

“ผมเปิดให้ครับ คุณก้อยคงไม่สะดวกแน่ๆ” เขามองเด็กหญิงที่กณิศาอุ้มอยู่ประกอบคำว่าไม่สะดวกซึ่งเธอเองก็คงคิดเช่นเดียวกัน

การอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนจะไขกุญแจบ้านก็ดูยากเย็นแต่ใช่จะเหลือบ่ากว่าแรงนัก ถ้าหากไม่มีคนรับอาสาก็ทำเองได้ แต่หญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่ามารดาคงไม่ใจดำใช้ให้แจ่มจันทร์เอากุญแจมายื่นให้แบบนี้ น่าจะใช้ให้มาเปิดบ้านให้เสียมากกว่า แต่แจ่มจันทร์เป็นคนแล้งน้ำใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงได้ทำแค่เอากุญแจมายัดใส่มือ แต่อะไรก็เป็นไปได้แม่อาจยังถือโทษโกรธไม่หายกับเรื่องผิดพลาดที่ผ่านมาของเธอ อาจสั่งให้แจ่มจันทร์ทำแค่นี้จริงๆ

กณิศาลอบถอนหายใจแล้วส่งกุญแจให้ชายหนุ่มผู้รับอาสา

ประตูไม้สักบานเรียบตามความเห็นชอบของทุกคนในครอบครัวตอนซ่อมแซมบ้านใหม่ เพราะของเก่าทรุดโทรมลงไปมากถูกเปิดออก ภายในตัวบ้านไม่ได้เปิดไฟไว้ แต่ก็ไม่มืดเพราะมีแสงไฟจากระเบียงหน้าบ้านสาดส่องเข้ามา รวมถึงแสงที่ลอดเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกทำให้ไม่ยากที่นิพลจะมองหาสวิตช์เพื่อเปิดไฟในบ้าน โถงกลางบ้านสว่างด้วยไฟนีออน หญิงสาวกวาดตามองอย่างคุ้นเคยแล้วน้ำตาก็เอ่อคลอดวงตาอีกครั้ง เธอรีบหันไปหานิพลแล้วกล่าวขอบคุณ

“ขอบคุณมากนะนิพล”

นิพลวางกระเป๋าลงใกล้ๆ รู้ดีว่าแม้กณิศาไม่เอ่ยไล่ตรงๆ แต่เธอคงอยากให้เขากลับ และเขาก็คงต้องขอตัวกลับตามมารยาท ก่อนจะเอ่ยลาชายหนุ่มยังพูดอย่างห่วงใยอีกครั้ง

“กระเป๋าหนักคุณก้อยอย่ายกขึ้นไปเองนะครับ รอให้ใครมาช่วยยกจะดีกว่า” แม้ใจจริงแล้วเขาอยากอาสายกขึ้นไปให้จนถึงห้องนอนของเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะรู้ว่าไม่สมควรและเธอก็คงไม่ยินยอม

“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” กณิศากล่าวขอบอกขอบใจเขาอีกครั้ง แล้วเดินตามไปส่งและปิดประตู นิพลยังไม่วายหันมาบอกด้วยความหวังดี

“ไม่ต้องออกมาส่งผมหรอกครับ คุณก้อยปิดประตูได้เลยมืดค่ำอยู่คนเดียวน่ากลัว คนแถวนี้คงไปวัดกันหมด” เขาบอกและรอจนหญิงสาวปิดประตูเรียบร้อยจึงเดินไปขึ้นรถ

บ้านหลังไม่ใหญ่แต่อาณาบริเวณกว้างขวางตามประสาคนพื้นถิ่น ที่ดินทำมาหากินตกทอดมาจากบรรพบุรุษมีมากตามฐานะ แม้ครอบครัวของกณิศามิใช่คหบดีที่ร่ำรวยหรือเศรษฐีที่ดินของจังหวัด แต่ครอบครัวเธอก็มีที่ดินทำมาหากินมากพอสมควร บวกกับความขยันของรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ตอนนี้ต่างรับรู้กันว่าครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงหลังนี้กำลังจะมีผู้ชายเข้ามาอยู่ในฐานะลูกเขยเมื่อกนกกรแต่งงานกับคู่หมั้น แต่กนกกรก็มาด่วนจากไปเสียก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

นิพลหันกลับไปมองอีกครั้งอย่างอาวรณ์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกณิศาก็ยังสวยใส แม้จะอุ้มลูกน้อยไว้กับอก หญิงสาวก็ยังมีเสน่ห์น่ามอง และไม่ว่าในวันพรุ่งนี้หรือวันต่อมา สามีของเธอจะตามมาหรือไม่ เขาก็ยังอยากพบหน้าค่าตาเธออีกหลายๆ ครั้ง และรู้ว่าความรักที่แอบซ่อนอยู่ยังฝังลึกในใจมิได้ลบเลือนไปตามกาลเวลา ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปพร้อมกับข่าวการหนีหายไปกับผู้ชายอื่นของกณิศาแต่อย่างใด

กณิศาอุ้มเด็กหญิงน้อยๆ ขึ้นบันไดไปห้องนอนบนชั้นสอง มองทางเดินไม้กระดานแผ่นหนาขัดเงาวับที่ทอดตัวระหว่างห้องด้านหน้าและด้านหลัง หญิงสาวมาหยุดยืนหน้ารูปถ่ายครอบครัว ภาพที่มีพ่อแม่ลูก แม้เวลานี้พ่อและลูกคนหนึ่งจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่รูปแห่งความสุขก็ยังอวลไปด้วยสายใยรักของครอบครัว มือสั่นๆ แตะใบหน้าบุคคลในภาพ

“พ่อขา ก้อยกลับมาแล้ว” น้ำตาเธอร่วงพรูลงมาอย่างยากจะปิดกั้น ยามมองสบตาอ่อนโยนของบิดาในภาพถ่าย ความรักห่วงหาอาวรณ์ที่บิดามีให้ยามท่านมีชีวิตอยู่ยังติดตรึงในความทรงจำ แม้ว่าฐานะครอบครัวเธอไม่เข้าขั้นเศรษฐี ทว่าความขยันของพ่อและแม่ทำให้มีเงินมีทองซื้อที่ทำมาหากินเพิ่มขึ้น จนเมื่อพ่อเสียชีวิตไปลูกเมียที่อยู่ข้างหลังก็ไม่เดือดร้อน มีทุนรอนในการทำไร่ทำสวนของครอบครัวต่อไป มีเงินเป็นทุนการศึกษาของลูกทั้งสองมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากพอสมควรถ้าหากแม่ไม่สานต่องานสวนงานไร่ที่ทำมาตลอด แต่แม่ก็ไม่ทิ้งแม่ยังทำมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน แรกๆ กณิศาก็ช่วยแบ่งเบาภาระจากแม่ได้บ้าง แต่ช่วงหลังๆ เมื่อเรียนหนักขึ้นเวลาที่จะกลับมาบ้านก็น้อยลงจนกระทั่งวันนั้น

เด็กหญิงที่หลับปุ๋ยในอ้อมแขนขยับดิ้นกระสับกระส่าย ฉุดกณิศาให้กลับมาจากความหลัง หญิงสาวบอกกับบิดาในรูปถ่ายอีกครั้ง

“หลานพ่อค่ะ ช่วยปกปักรักษารวงข้าวด้วยนะคะ” กณิศาบอกรูปถ่ายพ่อแล้วเดินไปยังห้องนอนเพราะรู้ว่าเด็กน้อยต้องการนอนสบายๆ บนที่นอนไม่ชอบการกอดรัดเอาไว้แบบนี้ตลอดเวลา

คนที่มาร่วมฟังสวดในค่ำคืนนี้ทยอยกลับกันจนเกือบหมด จะมีก็เพียงญาติและเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันไม่กี่คน ส่วนหนึ่งอยู่ช่วยจัดเก็บข้าวของและความห่วงใยที่มีต่อนางสายบัวจริงๆ ทว่าอีกส่วนอยู่เพราะอยากจะรู้เรื่องราวและสอบถามเรื่องของกณิศาบุตรสาวคนเล็กของนางเสียมากกว่า

“ไม่เห็นผัวมันมาด้วยนี่ หรือไม่กล้ามาสู้หน้า ไม่กล้ามาจุดธูปให้แม่เกด”

“หรือว่าเลิกกันแล้ว ก็มันหอบลูกมาคนเดียวแบบนี้ ทำตัวง่ายหนีตามกันไปแบบนี้ มันคงจะรักจริงหรอกนะ”

“ไหนบอกว่าไม่รู้มันหนีไปอยู่ที่ไหน แล้วทำไมมางานได้ละใครส่งข่าว”

“เอ๊ะ! น้าถามแปลกๆ ไม่ต้องส่งข่าวหรอก ข่าวรถชนดังขนาดไหนคนตายตั้งเยอะแยะ นังก้อยมันก็คงรู้จากทีวีหรือหนังสือพิมพ์นั่นแหละ ใครจะอยากส่งข่าวให้มันมาละ” แจ่มจันทร์บอกอย่างขัดเคืองกับหญิงเพื่อนบ้านที่อยากรู้ไปเสียหมด แล้วยังมาทำเหมือนคาดคั้นเอากับเธอ ยิ่งถูกถามมากเท่าไหร่แจ่มจันทร์ก็รู้สึกขายหน้าที่มีญาติแบบกณิศา ซ้ำยังเพิ่มความขุ่นเคืองที่มีต่อการกระทำของญาติสาวมากขึ้น แจ่มจันทร์รีบเดินหนีเพื่อนบ้านสองสามคนที่ตั้งหน้าตั้งตาซักถามเอากับตนเองทันที

“บ้าๆ ชอบพูดกันนักกับเรื่องของชาวบ้าน อีพวกบ้า ปากปลาร้า ปากตำแย บ้า บ้า” แจ่มจันทร์เดินบ่นอุบอิบอย่างเคืองๆ ไปด้านหลังศาลาที่มีโรงครัวไว้สำหรับเจ้าภาพประกอบอาหารเลี้ยงพระ เลี้ยงแขกที่มาในงาน แต่หางตาเธอมองเห็นชายผู้หนึ่งยังนั่งอยู่ในศาลาทอดมองรูปถ่ายของกนกกรเหมือนคนหมดอาลัยกับชีวิต หญิงสาวรีบเดินเข้าไปหาอย่างมีจุดหมายทันที

“คุณเคนขา”

ตอน 3

บทที่2

กณิศามองดูห้องสะอาดสะอ้านที่เคยนอนแล้วชะงัก ไม่แน่ใจว่าระหว่างที่เธอไม่ได้มาเหยียบบ้านหลังนี้เป็นเวลาสองปีกว่าๆ นั้น แม่อนุญาตให้ใครมาใช้ห้องหรือไม่ เพราะสภาพห้องไม่เหมือนห้องที่ปิดตายเท่าใดนัก เธออุ้มเด็กน้อยเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วเปิดออกดู เผื่อว่าถ้ามีคนใช้ห้องนี้ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของคนนั้นจะต้องมีโดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว

ตู้ใบเก่าของเธอว่างเปล่าแต่ข้างในไร้ฝุ่นเกาะ เช่นเดียวกับพื้นไม้กระดานแผ่นหนาผิวมันวาวยังคงความสะอาดเอาไว้ มองไปที่เตียงนอนก็คลุมผ้าเอาไว้อย่างดี หัวเตียงที่เป็นลิ้นชักใช้ใส่ของกระจุกกระจิกก็สะอาด ซ้ำห้องก็ไม่ได้มีกลิ่นอับแต่อย่างใด

หญิงสาวมองไปทางหน้าต่างม่านสีฟ้าเรียบๆ ที่กำลังไหวพเยิบ ลมอ่อนโชยเข้ามาถึงได้รู้ว่าที่ห้องไม่มีกลิ่นอับเพราะหน้าต่างเปิดระบายลมอยู่นี่เอง สภาพห้องไม่เหมือนห้องที่ปิดร้าง แต่ก็หาร่องรอยคนพักอาศัยไม่เจอ เพื่อความแน่ใจกณิศาเดินไปดูที่ห้องน้ำเล็กๆ ในห้อง แล้วได้แต่บอกกับตนเองว่า แม่ไม่อนุญาตให้ใครมาใช้ห้องนอนของเธอ นอกจากทำความสะอาด

ความรู้สึกบางอย่างวิ่งขึ้นมาแน่นอกน้ำตาคลอดวงตาที่แดงช้ำของเธออีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงเล็กซึ่งเหมาะสำหรับนอนคนเดียวของเธอเพื่อวางเด็กหญิงที่ออกอาการกระสับกระส่ายดิ้นน้อยๆ อยู่บนบ่า คงอยากจะนอนที่กว้างสบายๆ เต็มที

กณิศาวางเด็กหญิงรวงข้าวลงบนที่นอนนุ่มกลิ่นสะอาดและกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มฟุ้งกระจาย ไม่ว่าแม่จะเตรียมห้องไว้รอเธอหรือเป็นห้องที่เตรียมไว้ต้อนรับญาติพี่น้องที่จะมางานวิวาห์ของกนกกรในอีกไม่กี่วันถ้าหากไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดของจังหวัดขึ้นเสียก่อน

รถทัวร์นักท่องเที่ยวชนประสานงากับรถบรรทุกขนวัสดุก่อสร้างที่เบรคแตก มีคนตายหลายสิบคนหนึ่งในนั้นคือกนกกรพี่สาวของเธอเอง งานวิวาห์ที่จะมาถึงถูกความตายมาเยือนแก่ว่าที่เจ้าสาวเสียก่อนจนต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย

ห้องนอนเก่าของเธอแม่อาจทำความสะอาดไว้รอรับญาติพี่น้องที่จะมาร่วมงานแต่ง จึงกลายเป็นได้ต้อนรับคนที่มร่วมงานศพแทน และเธอก็เข้าข่ายนั้นเสียด้วย แต่ถึงอย่างไรก็นึกขอบคุณผู้เป็นแม่ ที่ให้เธอได้มีห้องพักให้ลูกน้อยได้นอนอย่างสบาย

หญิงสาวหยิบหมอนมาวางกั้นไว้ข้างร่างกระจ้อยร่อยเพื่อกันดิ้นตกจากเตียง แม้ว่าจะวางร่างเล็กๆ นั้นไว้ตรงกลางเตียงก็ตามที ก่อนจะหันมองหาพัดลมเพราะเด็กน้อยนั้นชอบอากาศเย็นๆ ในห้องนอนไม่มีพัดลมที่เธอเคยใช้แต่ก็ไม่แปลกถ้าหากแม่หรือกนกกรจะเอาไปใช้ แต่เมื่อจำเป็นสำหรับเด็กหญิงรวงข้าวกณิศาจึงเดินออกไปนอกห้องหวังได้พัดลมที่ไม่มีคนใช้มาเปิดคลายร้อนให้ลูกน้อย

ทันทีที่เปิดประตูก็ผงะเมื่อเห็นแจ่มจันทร์ทำท่าเหมือนจะผลักประตูเข้ามาอยู่เหมือนกัน ด้านหลังแจ่มจันทร์คือนางสายบัวมารดาตนและนางสำรวยน้าสาวต่างก็มองเข้ามาในห้อง

“เอาอะไรหรือแม่ก้อย” นางสำรวยเป็นคนถาม เพราะเห็นท่าทีของกณิศาเหมือนกำลังจะออกมานอกห้อง

กณิศามองน้าสาวก่อนชายตามองนางสายบัว แม่รีบเบือนหน้าหนีเสียทันทีก่อนเดินเลี่ยงไปยังห้องนอนเหมือนไม่อยากรู้ไม่อยากใส่ใจว่าเธอจะตอบคำถามเช่นไร กณิศารู้สึกแปลบปลาบหัวใจขึ้นมาทันทีกับท่าทีหมางเมินของมารดา ก่อนจะตอบน้าสาวไป

“อยากได้พัดลมค่ะ เด็กขี้ร้อน” เธอตอบสั้นๆ และคิดว่าเข้าใจง่ายที่สุด

นางสำรวยพยักหน้ารับทราบ ทว่าแจ่มจันทร์รีบชิงพูดแขวะเสียก่อน

“เด็กขี้ร้อนก็พัดเอาสิยะ บ้านนี้ไม่มีพัดลมเหลือเฟือให้คนอื่นยืมใช้หรอกนะ”

“จันทร์” นางสำรวยปรามบุตรสาว ก่อนหันมาพูดกับกณิศา

“พัดลมเก่ามันพังหมดแล้ว เอาของน้าไปใช้ก่อนก็แล้วกัน รอเดี๋ยวนะ”

“แม่” แจ่มจันทร์ลากเสียงยาวอย่างขัดใจ แล้วเดินกระทืบเท้าตามนางสำรวยไปไม่ลดละ

กณิศาได้ยินเสียงกระเง้ากระงอดแต่ฟังไม่ได้ศัพท์ เป็นเรื่องปกติของแจ่มจันทร์ ซึ่งนานๆ จะเจอกันสักครั้ง เวลาน้าสำรวยมาเยี่ยมเยียนมารดาของเธอ แต่กณิศาไม่แน่ใจว่ามาเยือนเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบหรือมาขอให้ช่วยปลดทุกข์กันแน่ เพราะน้าสำรวยจะมาพักอยู่ด้วยครั้งละหลายๆ วัน แล้วกลับไปพร้อมผลไม้ในสวนจำนวนที่เรียกได้ว่ากินไม่หวาดไม่ไหว น่าจะเอาไปขายมากกว่าเอาไปกินเอง

แต่พ่อของเธอก็ไม่เคยว่าอะไร มิหนำซ้ำยังให้เงินน้าสำรวยติดตัวกลับไปด้วยทุกครั้ง และเหมือนพอเห็นว่าพ่อใจดีน้าสำรวยและแจ่มจันทร์ก็มาหาบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ไม่มีครั้งไหนที่เธอกลับมาบ้านแล้วไม่เจอสองคนแม่ลูกคู่นี้ จนเมื่อพ่อเสียชีวิตน้าสำรวยและแจ่มจันทร์ก็ย้ายมาอยู่แบบถาวร โดยอ้างว่ามาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาว

แรกย้ายมาอยู่ใหม่ๆ แจ่มจันทร์กล้าขนาดขอห้องนอนส่วนตัว ทั้งที่ตอนไปๆ มาๆ สองคนแม่ลูกนอนห้องชั้นล่างซึ่งจะว่าไปแล้วก็ขนาดใหญ่พอสมควร ใหญ่กว่าห้องนอนของเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ที่แจ่มจันทร์ไม่ชอบและอิดออดที่จะเข้าพัก ก็เพราะไม่มีห้องน้ำด้านในเพื่อความสะดวกสบายเหมือนห้องข้างบนนั่นเอง ดีที่น้าสำรวยยังมีสำนึกรู้จักเกรงใจอยู่บ้างจึงปรามลูกสาว สองคนแม่ลูกจึงนอนห้องด้านล่างเหมือนอย่างเคย

แต่การกลับมาของเธอครั้งนี้กณิศาชักไม่แน่ใจแล้วว่าทั้งสองยังคงนอนห้องข้างล่างหรือไม่ ในเมื่อเห็นสำรวยเดินไปทางเดียวกับมารดาของเธอ ไม่นานเธอก็กระจ่างเมื่อน้าสาวเปิดประตูเข้าไปในห้องที่กนกกรเคยนอน

กณิศาส่ายหน้าระอากับเสียงกระเง้ากระงอดของแจ่มจันทร์ที่ยังได้ยินแว่วๆ แม้จะเข้าไปในห้องแล้วก็ตาม ก่อนจะกลับเข้าไปรอในห้องกณิศาอดมองไปทางประตูห้องนอนของแม่ไม่ได้

นานแค่ไหนแม่ถึงจะให้อภัยก้อย

แจ่มจันทร์ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงทำเสียงฟึดฟัดอย่างไม่พอใจ ยิ่งมองเห็นแม่กำลังถอดปลั๊กพัดลมออกจากเต้าเสียบแล้วม้วนสายไฟ หญิงสาวยิ่งออกอาการไม่พอใจทำเสียงจิ๊กจั๊กจนมารดาหันมาเอ็ดเอา

“ทำฮึดฮัดน่าเกลียดนะจันทร์”

“ก็เรื่องอะไรแม่จะเอาพัดลมไปให้มันล่ะ”

“ก็เด็กมันร้อน”

“ฉันก็ร้อนเป็นนะ แม่ก็” แจ่มจันทร์ทำเสียงกระเง้ากระงอด จึงถูกเอ็ดเอาอีกครั้ง

“นังจันทร์ ใช้สมองคิดเสียบ้างสิ ลูกแม่ก้อยนะหลานป้าบัวนะ คิดดูว่าหลานในไส้กับหลานนอกไส้อย่างแกใครจะมาก่อนกัน” นางสำรวยปรามและเตือนสติลูกสาว ก่อนหิ้วพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าๆ เพื่อเอาไปให้กณิศาแต่แจ่มจันทร์เข้ามาแย่ง

“ฉันเอาไปให้มันเองแม่”

“เอาไปให้แล้วอย่าพูดอะไรมากล่ะยิ่งปากเสียอยู่ด้วยแกน่ะ ไม่ดีกว่าแม่เอาไปเอง” นางสำรวยไม่ยอมวางมือแต่แจ่มจันทร์ก็ยื้อไม่ยอมปล่อยเช่นกัน

“ปล่อยมาแม่ ฉันเอาไปเอง รับรองไม่พูดมากหรอก แม่ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงรับแขกมาทั้งวัน อาบน้ำนอนดีกว่า” แจ่มจันทร์ยังยืนกรานและแย่งพัดลมมาจนได้ แล้วรีบหิ้วออกไปนอกห้องทันที

นางสำรวยมองตามแล้วถอนใจเหนื่อยหน่าย ทั้งเหนื่อยกายกับงานและเหนื่อยใจในอุปนิสัยใจคอของลูก แต่ถึงอย่างไรแจ่มจันทร์ก็เป็นลูกต่อให้เอาแต่ใจกว่านี้ นิสัยเสียกว่านี้นางก็รัก ขนาดสายบัวพี่สาวของตนถึงมีลูกไม่รักดีเช่นกณิศานางสายบัวก็ยังรัก และรอวันกลับมาบ้านของลูกสาวอยู่วันยังค่ำ

แจ่มจันทร์ถือวิสาสะผลักบานประตูเข้าไปโดยไม่ส่งสัญญาณบอกกล่าวคนด้านใน แม้กณิศาจะหันมามองด้วยสายตาตำหนิเธอก็ไม่สน ซ้ำยังพูดแก้ตัวหน้าตาเฉย

“มือไม่ว่าง เอานี่” หญิงสาววางพัดลมลงบนพื้นใกล้ประตูนั่นเอง แล้วถอยไปยืนกอดอกพิงขอบประตูมองกณิศาที่รีบเดินมาหิ้วพัดลมไปเปิดให้เด็กน้อยบนเตียงทันที

แจ่มจันทร์แบะปากสมเพชกณิศาที่ทำเหมือนถ้าเธอเอาพัดลมมาให้ช้า เด็กมารหัวขนที่นอนหลับอยู่นั้นจะตายเพราะอากาศร้อนเสียในไม่กี่วินาทีข้างหน้า

“แกไปอยู่ที่ไหนมา ก้อย” แจ่มจันทร์ละคำว่านังเช่นที่อยากเรียกเอาไว้เมื่ออยากรู้เรื่องราวของกณิศาให้มากกว่าการหนีหายไปพร้อมกับเทวัญคนรักของกนกกร

ตลอดเวลาที่กณิศาไม่ส่งข่าวคราวกลับมาบ้านเลยนั้น ชาวบ้านร้านตลาดต่างโจษจันกันไปทุกหัวระแหง ไม่ว่าคนในบ้านนี้จะย่างก้าวไปที่แห่งใดต่างถูกมองอย่างดูหมิ่นดูแคลนแล้วหันไปซุบซิบนินทา ซึ่งเวลานั้นเธอและแม่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้อย่างถาวรแล้วจึงตกเป็นเป้าสายตาและขี้ปากชาวบ้านไปด้วย เธอจึงเพิ่มความชิงชังที่มีต่อกณิศามากขึ้นตามลำดับ

แจ่มจันทร์ไม่ชอบสองพี่น้องเพราะตนเองด้อยกว่าในทุกเรื่อง ทั้งครอบครัวที่แตกแยกกำพร้าพ่อที่ทิ้งไปตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนเธอจำหน้าไม่ได้ ในขณะที่ครอบครัวของกณิศานั้นอบอุ่น แม่พามาขอเงินป้าสายบัวใช้ทีไรก็เห็นแต่รอยยิ้มแจ่มใสและเสียงหัวเราะเป็นสุขของคนในครอบครัวนี้ พอโตขึ้นมารูปร่างหน้าตาของสองคนพี่น้องก็สวยเด่นชัดทิ้งห่างจากเธอที่หน้าตาธรรมดาไปหลายขุมยิ่งเพิ่มความริษยาให้เป็นหลายเท่านัก

แม้วันหนึ่งกณิศาจะทำเรื่องงามหน้ามีข่าวฉาวโฉ่และทำให้หนุ่มๆ ในหมู่บ้านอกหักไปตามๆ กัน เธอยิ่งเพิ่มความเกลียดชังเพราะมันบอกให้รู้ว่ากณิศาเป็นที่หมายตาของชายหนุ่มมากมายขนาดไหน แล้ววันนี้ที่กณิศามาปรากฎตัวในวัดทุกสายตาต่างมองเป็นตาเดียว ในดวงตาของผู้ชายนั้นยังแฝงไปด้วยความชื่นชม ก็ใช่นะสิกณิศายิ่งมีลูกยิ่งดูสวยเปล่งปลั่งกว่าตอนแรกสาวเป็นไหนๆ

“เมืองนอก" เสียงตอบสั้นๆ ของกณิศาเพิ่มรอยยิ้มเหยียดบนใบหน้าแจ่มจันทร์ หญิงสาวหัวเราะเสียงแหลมอย่างขบขันจนเด็กหญิงน้อยๆ ที่นอนหลับสนิทสะดุ้งผวา

กณิศารีบวางมือบนอกลูกปลอบเบาๆ แล้วหันไปมองเจ้าของเสียงแหลมอย่างติเตียน บอกให้รู้ว่าเธอไม่พอใจและไม่สมควรส่งเสียงดัง แต่แจ่มจันทร์ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ซักถามต่อ

“เมืองนอกหรือบ้านนอกกันแน่ อย่างไอ้เทวัญนั่นนะมีปัญญาพาแกไปอยู่เมืองนอก จะตอแหลอะไรก็ให้มันสมเหตุสมผลหน่อย ชิ” แจ่มจันทร์เชิดหน้าใส่ก่อนเดินออกจากห้อง

กณิศาส่ายหน้าระอารู้ว่าลูกพี่ลูกน้องสาวคงไม่เชื่อและต้องเอาไปขยายต่อตามนิสัย แต่เธอไม่วิตกหรือทุกข์ใจว่าจะเสียหายเสียชื่อไปตามลมปากของแจ่มจันทร์ เพราะไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว มันป่นปี้ไปด้วยมือเธอเองเสียตั้งแต่วันที่ด่วนตัดสินใจหนีหน้าทุกคนแล้ว เวลานี้จะกลับมายกเหตุผลกล่าวอ้างอย่างไรก็คงหาคนเชื่อยาก

กณิศาเดินมาหับประตูและอดไม่ได้ที่จะมองไปยังประตูห้องนอนของแม่ เธอจะทำอย่างไรให้แม่ยกโทษให้โดยไม่กระทบกับคนอื่น ที่ไม่อยากเอ่ยถึง สีหน้าและแววตาที่แม่มองเธอนั้นห่างเหินจนน่าใจหาย แต่คงต้องให้เวลาท่านบ้าง ท่านกำลังพบกับความสูญเสียที่รวดเร็วเกินจะคาดถึง ใครจะคิดว่าคนผมขาวจะต้องมาส่งศพคนผมดำ ใครจะคิดว่าแม่ต้องจัดงานศพให้ลูกในไส้ ตัวเธอเองที่เป็นน้องสาวยังตกใจและอดใจหายไม่ได้เมื่อรู้ข่าว ถึงแม้ว่ากนกกรจะไม่ได้เป็นพี่ที่ดีสำหรับน้องอย่างเธอก็ตามที

“ไปสู่สุคติเถิดนะพี่เกด ก้อยอโหสิกรรมให้”

แต่พอจะปิดประตูห้องเธอก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ยกกระเป๋าขึ้นมา กณิศารีบออกจากห้องลงไปชั้นล่างอีกครั้ง

และทันทีนั้นเองประตูห้องของนางสายบัวก็ค่อยๆ เปิด เจ้าของห้องเยี่ยมหน้าออกมาเห็นหลังกณิศาเดินไปทางบันได นางสายบัวจึงออกจากห้องเดินตามมาช้าๆ เมื่อเห็นว่ากณิษาลงบันไดไปชั้นล่าง นางจึงเดินย้อนกลับมาหยุดตรงหน้าห้องนิ่งเหมือนตริตรองอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไป

กณิศาเดินลงบันไดที่มีหลอดประหยัดไฟแสงสีนวลเปิดเอาไว้ส่องทาง และเป็นเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่เธอเริ่มจำความได้ พ่อเคยบอกไว้ว่าประหยัดไฟตรงไหนก็ประหยัดได้ด้วยการปิด แต่ไฟบันไดห้ามปิดเด็ดขาดต้องเปิดไว้ตลอดทั้งคืน เพราะพ่อไม่อยากลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อพาใครต่อใครไปส่งโรงพยาบาลเพราะตกบันไดหัวร้างข้างแตก เช่นเดียวกับไฟตรงระเบียงหน้าบ้านพ่อก็ให้เปิดเอาไว้ คนมองเข้ามาจะได้รู้ว่าบ้านพักอาศัยของคน ไม่ใช่บ้านทิ้งรกร้างจนเกิดความกลัวและร่ำลือกันไป

พ่อบอกว่าบ้านไหนที่คนมองแวบแรกแล้วคิดว่าเป็นบ้านร้างมันจะไม่เป็นมงคลกับคนที่พักอาศัย

กณิศาถอนหายใจ คำพูดของพ่อเหมือนจะมีผลตรงกันข้ามกระมัง จะเป็นมงคลได้อย่างไรเมื่อพ่อเองก็มาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แล้วนี่กนกกรก็เสียชีวิตไปอีกคน ส่วนตัวเธอเองก็มีอันต้องจากบ้านหลังนี้ไปนานเป็นปีๆ แต่ถึงอย่างไรคำสั่งของพ่อคนในบ้านก็ยังปฏิบัติตามเรื่อยมา และสอดคล้องกับนโยบายของอบต.คนใหม่ที่นิพลพร่ำเยินยอ เวลานี้บ้านทุกหลังจึงพร้อมใจกันเปิดไฟหน้าบ้านๆ ละหนึ่งดวง

แสงไฟจากระเบียงหน้าบ้านส่องเข้ามาให้ความสว่างในบ้านทางกระจกหน้าต่าง แม้ไม่มีแสงจ้าเหมือนเปิดไฟกลางบ้านโดยตรง แต่ก็พอมองอะไรเห็นได้จึงไม่จำเป็นต้องเปิดไฟอีกดวง

กณิศามองหากระเป๋าเดินทางที่นิพลหิ้วมาวางไว้ให้ ก่อนชะงักเท้าที่กำลังเดินไปยังจุดที่กระเป๋าวางอยู่ เมื่อเห็นร่างตะคุ่มก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้กระเป๋าของเธอ

“ใครน่ะ” กณิศาร้องถามออกไปพร้อมถอยไปหาแผงควบคุมไฟฟ้า จากที่ไม่คิดจะเปิดก็ต้องเปิดเพื่อดูหน้าคนที่เห็น เธอไม่คิดถึงสิ่งเร้นลับและไม่คิดว่าจะเป็นวิญญาณของกนกกรที่เพิ่งเสียชีวิต แต่คิดไปถึงขโมยพวกย่องเบาเสียมากกว่าเพราะบ้านนี้ไม่มีผู้ชายซ้ำยังจัดงานศพอยู่ คนในบ้านย่อมเหน็ดเหนื่อยจากการต้อนรับคนมาร่วมแสดงความเสียใจทันทีที่หัวถึงหมอนอาจจะหลับเป็นตายก็ย่อมได้ สบช่องให้พวกตีนแมวย่องเบาเข้ามารื้อค้นทรัพย์สินและลักขโมยของมีค่าไป

ทันทีที่ไฟสว่างขึ้น ร่างตะคุ่มที่ก้มๆ เงยๆ ก็สะดุ้งหันขวับไปทางต้นเสียง

“ชาติ”

“ครับคุณก้อยผมเอง” ชายหนุ่มชื่อชาติยิ้มแห้งๆ ให้กณิศา

“จะทำอะไรน่ะ” กณิศาถามอย่างแคลงใจ ไม่คิดว่าลูกชายแม่ครัวที่อยู่กันมาตั้งแต่เธอยังเล็กๆ จะเป็นขโมย เพียงแค่ไม่เข้าใจว่าเข้ามาในบ้านยามวิกาลทำไมถ้าไม่มีคนเรียกหา

“เอ่อ..คุณจันทร์ให้ยกกระเป๋าขึ้นไปให้คุณครับ” นายชาติตอบตะกุกตะกักจนกณิศาอดสงสัยไม่ได้ อีกอย่างคนอย่างแจ่มจันทร์น่ะหรือจะมีน้ำใจขนาดไหว้วานนายชาติให้ยกกระเป๋าขึ้นไปให้เธอ ขนาดหิ้วพัดลมมาให้จากห้องก็ทำท่าไม่พอใจเสียยกใหญ่

“ไม่เป็นไรฉันยกขึ้นไปเองได้ นายกลับไปได้แล้ว” กณิศาออกปากไล่ เห็นนายชาติชายตามองเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนเดินจากไป หญิงสาวมองตามจนนายชาติลับสายตาไป ก็หันมามองกระเป๋าของตัวเอง ใจเธอไม่คิดว่านายชาติจะขโมยของในกระเป๋า เพราะไม่มีของมีค่าอยู่ในนั้น แต่เป้าหมายของนายชาติคืออะไรไม่อาจคาดเดา แต่มั่นใจว่าเห็นนายชาติทำเหมือนจะเปิดกระเป๋าของตนเอง

กณิศาระบายลมหายใจช้าๆ ปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เธอรีบยกกระเป๋าไปข้างบนเพราะปล่อยลูกน้อยนอนอยู่บนเตียงคนเดียวนานๆ ไม่ดี แปลกสถานที่เช่นนี้อาจตื่นขึ้นมาไม่เห็นใครแล้วจะหวาดกลัวร้องไห้ได้

หญิงวัยกลางคนมาหยุดยืนมองร่างกระจ้อยร่อยที่นอนหลับสนิทบนเตียง ร่างกายเล็กๆ ถูกล้อมกรอบด้วยหมอนข้างและหมอนหนุนใบโตสำหรับผู้ใหญ่ ผมสีดำหยักศกปลิวหยอยๆ ตามแรงลมระแก้มป่องของเด็กน้อยจนอดรำคาญแทนไม่ได้ นางสายบัวจึงยื่นมือไปจะปัดให้

“อุ๊ย!” กณิศาเปิดประตูเข้ามาแล้วอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นคนในห้อง เมื่อครู่ลงไปก็เห็นเงาตะคุ่มๆ ของนายชาติ พอเข้ามาในห้องก็เห็นคนอยู่ในห้องอีกจึงอดตกใจไม่ได้ แต่พอนางสายบัวหันมาเพราะเสียงตกใจของตนเธอก็ใจชื้นขึ้น

“แม่เองหรือคะ” กณิศาพยายามส่งยิ้มให้

จากอากัปกิริยาเมื่อครู่เห็นได้ว่านางสายบัวกำลังจะทำอะไรสักอย่างกับรวงข้าว อาจจะอยากแตะเนื้อต้องตัว จับแก้มป่องๆ ที่ใครๆ ก็ชอบ ซึ่งเธอหวังให้เป็นเช่นนั้น

นางสายบัวรีบชักมือกลับในทันทีที่ได้ยินเสียงอุทานของบุตรสาว และเมื่อหันไปเห็นรอยยิ้มของกณิศาใบหน้านางกลับนิ่งเฉยแต่ความเจ็บลึกแล่นพร่านในหัวใจ เมื่อวันที่กนกกรเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตกระทันหันนางเหมือนอยู่เพียงคนเดียวในโลก ลูกสาวสองคนที่เคยมีต่างจากไปแบบไม่หวนกลับ กณิศาจากไปก่อนโดยไร้การติดต่อหรือส่งข่าวคราวใดๆ เหมือนตายจากกันไปแล้ว แล้วกนกกรก็มาตายจากไปจริงๆ อีกคนอย่างไม่มีวันกลับ แต่วันนี้กณิศากลับมาพร้อมเด็กตัวน้อยอีกคน แม้ยังไม่รู้ว่าจะมาอยู่ถาวรหรือแค่มาร่วมงานศพก็ตามที แต่มันก็ทำให้ความรู้สึกว่าเสียลูกไปหมดแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไป ทว่ายังเจ็บปวดกับการกระทำหุนหันพลันแล่นของกณิศาอยู่ดี นางสายบัวจึงไม่มีให้แม้แต่รอยยิ้ม

“หลานสาวค่ะแม่ ชื่อรวงข้าว” กณิศาเองก็ยอมรับว่าเคอะเขินที่จะพูดกับแม่เมื่อพบเจอในห้องอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงเสบอกเรื่องลูกสาวเพราะเห็นอยู่ว่านางสายบัวมายืนดู และเหมือนจะเอื้อมมือไปทำอะไรสักอย่างใกล้ๆ เด็กน้อย

นางสายบัวไม่อยากเจรจากับกณิศาแต่ก็อดห่วงเด็กเล็กไม่ได้ จึงบอกออกไปโดยไม่ยอมมองหน้าหรือสบตา

“พัดลมจ่อเด็กแบบนี้ไม่ดี ให้ส่ายจะดีกว่า แล้วขยับไปห่างๆ หน่อยจะได้ไม่เป็นหวัด”

“อ๋อค่ะ ขอบคุณค่ะแม่” กณิศาอยากฉีกยิ้มด้วยความดีใจที่แม่ห่วงใยและใส่ใจเสียเหลือเกิน และอธิบายเหตุผลที่เปิดพัดลมให้ลูกเสียใกล้ขนาดนี้

“รวงข้าวติดแอร์เพราะขี้ร้อนค่ะแม่ ถ้าเหงื่อออกแกจะโยเยไม่ยอมนอน ก้อยเลยเปิดพัดลมจ่อให้”

“ก็เปิดแรงหน่อยแต่ให้มันส่าย อย่ามาจ่อแบบนี้จะไม่สบายเอาได้ หาผ้ามาปิดหน้าอกให้ด้วย จะได้ไม่ตกใจผวา” นางบอกแล้วเดินผ่านหน้ากณิศาที่ยิ้มให้น้อยๆ โดยทำทีไม่แยแส แต่ในใจนางตอนนี้สับสนทั้งดีใจและเสียใจคละเคล้ากันไป

“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วงหลาน” กณิศากล่าวตามหลัง แล้วสะดุ้งตกใจเมื่อมารดาหันขวับกลับมาสีหน้าไม่พอใจเป็นอันมาก

“ไม่ใช่หลานฉัน ฉันไม่เคยมีลูกชั่วๆ อย่างแก” สายตาเจ็บช้ำของนางมองกณิศาเขม็ง ก่อนละสายตาหนีแล้วเดินจากไป

“แม่” กณิศาพ้อเสียงละห้อย มองตามนางสายบัวอย่างน้อยใจ คำพูดและแววตาของมารดานั้นชี้ชัด ยังโกรธเธอไม่หาย กณิศารีบเงยหน้าขึ้นเพื่อกันมิให้น้ำตาที่กำลังคลอหน่วยไหลย้อยออกมา ก่อนเดินไปปิดประตูให้แน่นหนาเมื่อนางสายบัวออกจากห้องไปแล้ว

แม่ยังโกรธก้อย แม่ไม่ให้อภัยก้อยหรือคะ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

ร่านดอกรัก

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED