ตอน 1

ปั้นหยา บ้านอยู่ต่างจังหวัด เพิ่งเรียนจบหมาดๆ กำลังเผชิญกับการตกงาน นั่นเพราะคนที่เรียนจบพร้อมกันเป็นแสนๆ คน ยุ่งยากที่สุดคือตอนหางาน ต่อให้เธอเรียนเก่งแค่ไหนก็ตามไม่รอดอยู่ดี เพราะงานสมัยนี้คัดเฉพาะคนมีประสบการณ์ แล้วคนเรียนจบใหม่อย่างเธอเล่า ใครจะเอา ทว่าฟ้าก็มีตา เธอสมัครทิ้งๆ ไว้หลายที่ ก็มีคนบริษัทเรียกตัวไปสัมภาษณ์บ้าง ที่เหลือเงียบกริบทิ้งใบสมัครของเธอแล้วกระมัง

วันนี้เป็นวันที่ปั้นหยาพอจะมีความหวังว่าจะได้งานทำ มีเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องแบมือขอเงินครอบครัว เธอคิดอย่างมีความหวัง ขณะที่กำลังเดินเท้าออกจากซอยซึ่งเป็นบ้านเช่า ในมือหอบเอกสารส่วนตัวหนาเตอะเตรียมการเป็นอย่างดีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ขอดูอะไรก็ให้ได้ การแต่งตัวก็จะสุภาพหน่อยคือเสื้อเชิ้ตขาวเข้ารูป กับกระโปรงทรงเอ รองเท้าส้นสูงที่เดินยากมากบนทางเท้าที่ขรุขระ แถมยังมีน้ำขังเจิ่งนองหลังฝนตก บางจุดต้องเดินหลบเลี่ยงไม่ให้รองเท้าเปื้อนโคลน

“อากาศนี่ก็นะ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน บางวันก็หนาวขึ้นมาดื้อๆ” ปั้นหยาบ่นฟ้าบ่นฝนไปเรื่อย จังหวะเดียวกันก็มีมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างแล่นผ่านไปมา แต่เธอไม่เรียกเพราะจากกลางซอยมาถึงปากซอยไม่ไกล และเดินอีกไม่กี่เมตรก็ถึงปากซอยแล้ว เหนื่อยแต่ก็ทนได้

“ขับเฟี้ยสขนาดนี้ ใครจะนั่งด้วย” ปั้นหยาบ่นให้มอร์เตอร์ไซค์รับจ้างที่

กำลังขับมาแล้วแซงซ้ายขวา ไม่สนใจรถที่กำลังจะสวนออกไปเลย

และในจังหวะเดียวกันนั้น ก็ดันมีรถเก๋งขับมาทางที่เธอเดินพอดี รถเก๋งเหวี่ยงพวงมาลัยหลบมอร์เตอร์ไซค์มาทางซ้าย จังหวะนรกคือล้อรถเหยียบตรงน้ำขัง

“ว๊าย! ตายแล้ว! อ๊าย!” ปั้นหยากรี๊ดด้วยความตกใจ เพราะน้ำโคลนสาดกระเด็นใส่เสื้อสีขาวของเธอเปียกทั้งตัว เธออึ้งไปหลายวิก่อนจะมองไปที่รถเก๋งคันนั้นที่ชะลอเช่นกัน เท่านั้นแหละแม่คุณองค์ลงทันที

“นี่! หยุดเดี๋ยวนี้! ขับรถประสาอะไร! ไม่เห็นใจคนเดินเท้า คิดว่ารวยมากใช่ไหม! ขับรถไม่ดูตาม้าตาเรือขนาดนี้! อยากจะขับยังไงก็ขับได้ใช่ไหม ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไม่งั้นแม่จะถ่ายป้ายทะเบียนลงเฟซบุ๊กส์เลย!” เธอด่าไฟแลบพร้อมกับชี้มือชี้ไม้ คนในรถรีบจอดและได้ยินแต่เสียงแว๊ดๆ พร้อมกับภาพปั้นหยากำลังชี้มือมา เท่านั้นยังไม่พอ เธอเดินตรงมาที่รถด้วย

“เอาไงดีครับคุณท่าน แย่แล้ว น่าจะใส่ชุดทำงานนะนั่น” กันระพีซึ่งเป็นคนขับรถบอกด้วยความตระหนก

“แกลงไป ให้เงิน ให้อะไรไปปิดปาก จะได้เงียบ ท่าทางปากจัดไม่เบา” เจ้านายผู้ที่นั่งด้านหลังบอกอย่างไม่แยแส และไม่กล้าหันไปมอง

“ฉันบอกให้ลงมาเดี๋ยวนี้!” ปั้นหยาตะโกนพร้อมกับเอามือถือถ่ายป้ายทะเบียนด้วยเลย

“คุณท่าน ถ้าไม่ลงไปแย่แน่ โซเชียลอยู่ในมือนะครับนั่นน่ะ”

“แล้วแกขับรถประสาอะไรวะเนี่ย” เจ้านายหนุ่มต่อว่าเสียอย่างนั้น

“ก็คุณท่านบอกให้ผมขับเร็วๆ รีบ ไปประชุม”

“ก็... เอ่อ” เจ้านายหนุ่มได้แต่อึกอัก เพราะมันเป็นคำสั่งของตนเอง

“คุณท่านต้องรับผิดชอบ” คนขับรถบอกอีกครั้ง

“บ้าจริง ฉันมีประชุมด้วย เอาเงินให้สักพันสองพัน เดี๋ยวก็เงียบแหละ”

ตุบ! ตุบ! ตุบ! ระหว่างที่เจ้านายกับลูกน้องคุยกันอยู่นั้น ปั้นหยาก็ทุบกระจกเบาๆ ทำเอาสองหนุ่มถึงกับหันมอง ขณะเดียวกันปั้นหยาเห็นไม่ชัดว่าภายในรถเป็นอย่างไร เนื่องจากกระจกมืด

“ให้ตายสิ” ตฤณผู้เป็นเจ้านายสบถอย่างหัวเสีย

“จะไม่ลงมาใช่ไหม! ได้!” ปั้นหยาถามอีกครั้ง ชั่ววินาทีนั้นเธอก้มหน้าหาอะไรบางอย่างแต่ไม่พบ ไหนๆ ก็เปื้อนแล้ว เธอก็เดินกลับไปที่จุดน้ำขังแล้วเอามืออุ้มน้ำโคลนแล้ววิ่งมาสาดใส่ประตูรถทันที

“นี่แน่ะ!”

“เฮ้ย! อื้อหือ! ยัย... ผู้หญิงอะไรวะเนี่ย” ตฤณว่าด้วยความตกใจ ส่วนปั้นหยาก็ยังคงวิ่งไปเอามืออุ้มน้ำกลับมาสาดเหมือนเดิม จนเขาทนไม่ไหวรีบลงจากรถ

“หยุดเดี๋ยวนี้! คุณทำอะไรรถผมเนี่ย! ผมบอกให้หยุด!” ตฤณร้องห้าม ขณะที่เธอเอาน้ำโคลนนั่นแหละป้ายรถเขาอีก แต่เมื่อเธอยังไม่หยุดเขาก็เอื้อมมือกระชากมือเธอเอาไว้แรงๆ จนเธอหันหน้ากลับมามอง วินาทีประจันหน้าเขาก็ชะงัก จากที่กำลังจะง้างปากด่าเสียหน่อย ถึงกับสะตั้นเพราะแม่สาวปากร้ายคนนี้สวยชะมัดเลย หน้าใสมาก จมูกโด่งแดงๆ ปากน่าจูบแต่ด่าเก่ง ทว่าเธอเองก็ต้องอึ้งเช่นกัน พอต่างฝ่ายต่างได้สติเธอก็สะบัดมือออกแรงๆ และเช่นเดียวกันจากที่เขาหัวร้อนเมื่อครู่ อารมณ์กลับเปลี่ยนซะงั้น

ตอน 2

“ขับรถประสาอะไรเนี่ย! ไม่มีตาใช่ไหม! ฉันจะแช่งให้ตาบอดเลย ขับรถไม่เห็นใจคนเดินเท้า ไม่เห็นหรือไงว่าน้ำขังเยอะแยะ แล้วนี่ฉันเปียกหมดใครจะรับผิดชอบ เอกสารของฉัน ชุดทำงานของฉัน” ปั้นหยาต่อว่ายาวเหยียดด้วยความหัวเสีย

“เอาเท่าไหร่!” ตฤณตัดจบเธอจะได้เลิกบ่น แต่เธอสิอึ้ง

“อะไรนะ! เมื่อกี้คุณว่าอะไร” ปั้นหยาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

“ถามว่าจะเอาเท่าไหร่ ค่าเสียหาย จะได้จบๆ ผมเองก็รีบ มีงานสำคัญ ไม่มีอารมณ์จะทะเลาะด้วย” ตฤณบอกอย่างหัวเสีย

“คิดว่าขับรถไม่มีมารยาทแล้วจะใช้เงินแก้ปัญหาได้เหรอ เงินมันทำไม่ได้ทุกอย่างหรอกนะ”

“ไอ้ที่บ่นอยู่เนี่ยอยากได้ค่าเสียหายไม่ใช่เหรอ หนึ่งหมื่นหรือห้าหมื่นดี” พอฟังตัวเลขที่เขาให้มา ก็ยิ่งทำให้เธออึ้งไปอีก

“เก็บเงินของคุณเอาไว้ไปล้างรถเถอะ ล้างความสกปรกบนตัวคุณด้วย ฉันไม่อยากได้”

“แล้วกร่นด่าเพื่ออะไร ผมออกมารับผิดชอบแล้วไง”

“ถ้าไม่ด่าจะออกมาไหม คนรวยอย่างพวกคุณนี่โคตรเห็นแก่ตัวเลย”

“ตกลงจะเอาอะไร อยากได้อะไร ถามหาว่าความรับผิดชอบผมก็จะให้ จะได้จบๆ ผมมีงานต้องทำมากกว่าคุณด้วยซ้ำ”

“แล้วฉันไม่ต้องทำงานหรือไง เห็นไหมชุดอะไร ชุดไปสมัครงาน! แล้วนี่เอกสารเสียหายหมดเลย เกิดฉันชวดงานนี้ไปคุณจะรับผิดชอบยังไงไหว” เธอว่าคราวนี้น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำ

“โอ๊ย! โอเค ตกลงจะเอายังไง ผมขอโทษที่ขับรถไม่ดู รีบไปหน่อย แล้วก็หลบมอร์เตอร์ไซค์ด้วย ถ้าคุณเห็น” ตฤณอธิบายด้วยความใจเย็นลง ขณะที่ปั้นหยาไม่รู้จะเอาผิดเขายังไงดี เงินก็ไม่ได้อยากได้ แต่เขาทำให้เธอเสียเวลา เสียโอกาส มันเป็นความรู้สึกเสียใจมากกว่า โกรธและอยากจะด่ารัวๆ เลย

“เฮ้! ไม่ร้องไห้สิ ผมขอโทษแล้วไง บทจะขี้แยก็ขี้แยซะงั้น เมื่อกี้ยังด่าฉอดๆ อยู่เลย”

“คุณไม่เข้าใจหรอก”

ปั้นหยาบอกพร้อมกับปาดน้ำตา แล้วเก็บเอกสารกับกระเป๋า เขานึกสงสารเพราะเห็นสภาพก็เข้าใจ ว่าทำไมเธอจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้

“มี... มีอะไรให้ผมช่วยไหม” เขาแสดงความมีน้ำใจ ทว่าเธอกลับตวัดหางตามองแบบขวางๆ ทั้งที่น้ำตาอาบแก้ม

“ฉันไม่ต้องการน้ำใจจากพวกคนรวยอย่างคุณ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจใคร ขออย่าให้ฉันเจอคนแบบคุณอีกเลย สาธุ”

“ทำไมคุณพาลแบบนี้เนี่ย ผมก็จะรับผิดชอบแล้วไง”

“ก็ฉันเสียใจ! ฉันหวังจะได้ไปสัมภาษณ์งาน ได้ทำงานหาเงิน แล้วดูคุณทำสิ กว่าจะกลับไปเปลี่ยนชุด เตรียมเอกสารใหม่ เขาก็ตัดสิทธิ์ฉันแล้ว” เธอบอกเสียงสั่นแต่ยังมีน้ำโหอยู่

“หึ งั้นฟังเรื่องผมหน่อยไหม เช้านี้ผมมีประชุมธุรกิจพันล้านของผม คิดดูว่ามันจะเสียหายขนาดไหนถ้าผมไปไม่ทัน คราวนี้คิดว่าผมหรือคุณที่เสียหายกว่ากัน”

“แหงล่ะ มันจะเทียบกันได้ยังไงกับชนชั้นใต้ล่างสุดของห่วงโซ่แบบฉัน” พูดจบเธอก็เดินกลับเพื่อจะไปบ้าน ทว่าเขาเรียกเอาไว้ก่อน

“นี่! เดี๋ยวคุณ คุณ!” เขาเรียกพร้อมกับเดินตาม ทว่าเพราะความโกรธอยู่ เธอจึงหันไปผลักอกเขาแรงๆ มองตาขวางๆ

“ขออย่าให้เราเจอกันอีก” เธอว่า พร้อมกับน้ำตาร่วง แล้วเดินจากไป ต้องให้เขารู้สึกยังไงบ้างวะเนี่ย เขาถามตัวเองพลางถอนใจ จะโกรธหรือสงสาร ให้ตายสิ สุดท้ายได้แต่เดินกลับไปขึ้นรถดังเดิม

“ว่ายังไงบ้างครับคุณท่าน”

“จะให้ว่ายังไง ทะเลาะกันจนคนมอง ออกรถเถอะ” ตฤณตัดบทอย่างเครียดๆ พลางเอามือกุมขมับ แต่อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเธอที่กำลังเดินจากไป

กริ้ง! กริ้ง! กริ้ง! ขณะเดียวกันเสียงโทรศัพท์ของปั้นหยาดังขึ้น ทำให้เธอหยุดเดินแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าสะพาย

“สวัสดีค่ะ” ปั้นหยารับสายด้วยน้ำเสียงหม่น

“สวัสดีค่ะ คุณปั้นหยาใช่ไหม ดิฉันจะโทรมาแจ้งให้ทราบว่า ฝ่ายบุคคลขอเลื่อนนัดสัมภาษณ์ออกไปจาก 8.30 น.เป็น 9.30 น. ค่ะ” เสียงนี้ดั่งเสียงสวรรค์ ทำให้ปั้นหยาดีใจมากเพราะมีโอกาสต่อเวลาอีกครั้ง

“ขยายเวลาออกไป ดีจัง” ปั้นหยาดีใจจนพลั้งปาก

“อะไรนะคะ” ปลายสายถามย้ำอีกครั้ง

“ออเอ่อ เปล่าค่ะ คือ ฉันบอกว่าดีจัง เพราะตอนนี้รถติดมากค่ะ อาจจะไปช้านิดนึง”

“ค่ะ พอดีเช้านี้มีประชุมด้วย เกรงว่าจะกินเวลานาน แล้วทางเจ้านายก็ให้ผู้บริหารประชุมทั้งหมด ซึ่งมันชนกับตารางสัมภาษณ์พอดี”

“ขอบคุณนะคะ ยังไงฉันจะไปให้ทันเวลาค่ะ”

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วเจอกันนะคะ”

“ค่ะ สวัสดีค่ะ” ปั้นหยารับคำพร้อมกับวางสาย อย่างน้อยในความแย่ยังมีเรื่องดีมาต่อชีวิตให้อีกสักหน่อยก็ยังดี ว่าแล้วจึงรีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปที่บ้านเพื่อเปลี่ยนชุดให้เร็วที่สุด แต่เอกสารนี่สิมันเป็นสำเนาที่ต้องถ่ายเอกสารใหม่ ทำให้เสียเวลามาก กว่าจะเรียบร้อยก็ครึ่งชั่วโมง

จากนั้นก็ออกจากบ้าน คราวนี้ไม่เดินมันแล้ว นั่งวินฯ ไปเลยจะดีกว่า แม้จะขับอันตรายแต่ก็ต้องยอม เรียกว่าเหมาไปเลยละกัน

“พี่ หนูเหมาไปบริษัทศิริทรัพย์ พร้อพเพอร์ตี้เลยได้ไหมพี่”

“มันไกลนะน้อง ต้องเหมาแล้วเนี่ย”

“ไกลดีกว่ารถติดน่า เหมาก็เหมา หนูกลัวไปไม่ทัน นี่สายมากแล้ว”

“เออๆ งั้นขึ้นมาใส่หมวกด้วย” ว่าแล้วปั้นหยาก็ขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายด้วยการนั่งเบี่ยงและใส่หมวกกันน็อกเป็นอย่างดี จากนั้นคนขับก็ บิดตามที่เธอต้องการ เรียกว่าขับเหมือนที่เธอบ่นนั่นแหละ “รีบไปตาย” สุดท้ายตัวเองก็ได้มานั่งเองเพราะต้องรีบไปให้ทันเวลา

ตอน 3

“ท่านประธานมาแล้ว เสียงของพนักงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ระหว่างที่กำลังนั่งรอให้ครบองค์ประชุม เรียกได้ว่าทุกคนพร้อมแล้วเหลือแต่เจ้านายที่เพิ่งมาถึง และเมื่อส่งสัญญาณ ผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมก็ลุกขึ้นเพื่อต้อนรับเจ้านาย จังหวะเดียวกันนั้นเจ้านาย หรือทุกคนเรียกติดปากว่าท่านประธานก็เดินดุ่มๆ เข้ามาทางประตูด้านหน้าซึ่งตรงกับหัวโต๊ะพอดี สีหน้าเขาเคร่งเครียด หงุดหงิด เหมือนพร้อมจะเหวี่ยงตลอดเวลาทำให้ทุกคนไม่กล้ามองหน้าได้แต่กล่าวทักทาย

“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ” ทุกคนกล่าวทักทายพร้อมกัน

“สวัสดีครับ ขอโทษที่ทำให้รอนาน Accident นิดหน่อย” เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้เรียบที่สุด

ทว่าปิดไม่มิดด้วยแววตาและสีหน้าที่หงุดหงิดเอามากๆ

“Accident เหรอครับ เกิดอะไรขึ้นครับ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ก้องการุณผู้ช่วยคนสนิทถามขึ้น

“เปล่า แค่พูดเปรียบเทียบน่ะ เราประชุมกันเถอะ”

“เอ่อ ท่านมีอะไรกังวลใจครับ ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อน แล้วนี่เสื้อสูทไปเปื้อนอะไรมาครับ เหมือนโคลนน่ะ” ก้องการุณถามด้วยความเป็นห่วง เพราะนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน

“ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยจัดการ จริงๆ งานประชุมวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเครียด แต่ผมมีเรื่องรบกวนใจนิดหน่อย ถ้าแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา เตือนผมด้วยก็แล้วกันครับ”

“จะพักก่อนก็ได้นะครับท่าน” ผู้บริหารคนหนึ่งบอก

“ไม่ มันได้เริ่มแล้ว ผมไม่มีปัญหาอะไร ไม่อยากเสียเวลา เอ่อ วันนี้มีอะไรจะรายงานผมบอกได้เลย”

“จะว่าไม่มีเรื่องเครียดก็ดูจะแปลก แต่ผมขออนุญาตแจ้งว่า เรื่องสร้างเฟตใหม่ทางผู้รับเหมา ขอขยายเวลาทำงาน และขยายเวลาส่งมอบออกไปอีกสักหกเดือนครับท่าน คือเสร็จไม่ทันกำหนด” ผู้จัดการคนหนึ่งอธิบายขึ้น

“หกเดือน! ก็รู้ว่ามันไม่ได้ มีการผิดสัญญา มีการฟ้องร้อง พร้อมจ่ายไหมล่ะ แล้วทำไมต้องขอขยายเวลา” ตฤณพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“คือ จากที่ทางผู้รับเหมาได้เปลี่ยนบริษัทจัดซื้ออุปกรณ์และสั่งไป ผมได้ตรวจสอบด้วยพบว่าของไม่ได้มาตราฐานเหมือนเมื่อก่อนเลย ลดเกรด กลัวจะสร้างความเสียหายระยะยาว เลยจะขอเปลี่ยนกลับไปใช้บริษัทใหม่ ซึ่งมันต้องใช้เวลานิดหน่อยครับ”

“ทำไมต้องทำอะไรให้มันเสียเวลาหลายขั้นตอน ไม่เข้าใจ มันเสียหายไปถึงลูกค้าของเรา ที่เขาจองจนเต็มแล้ว ผมจะบอกเขาว่ายังไง หืม เฮ้อ! บอกบริษัทผู้รับเหมาแก้ไขปัญหาของตัวเองและจ่ายค่าเสียหาย ส่วนปัญหาของเราคือลูกค้า ให้ฝ่ายขายไปจัดการ” ท่านประธานหนุ่มบอกเสียงเรียบผิดวิสัย เพราะปกติจะหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้มากพอสมควร

“เอ่อ ดูท่านจะเออออง่ายนะครับ ดูแปลกๆ ปกติพวกเราโดนด่าแล้วนะเนี่ย” ก้องการุณถามด้วยความสงสัย

“นั่นน่ะสิ ไม่ดีเหรอ เขามีปัญหาอะไรให้เขาจัดการกันเอง ไม่เกี่ยวกับเรา ส่วนเราทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าพอใจ รับบ้านช้าก็ว่าน่าหงุดหงิดพอแล้ว หาอะไรแถมๆ เขาไป”

“แถมเหรอครับ” ทุกคนพูดขึ้นพร้อมกัน

“ตกใจอะไรกัน”

“แถมสมาชิกสปอร์ตคลับสักปี อะไรก็ว่าไปครับ ไม่ได้ซื้อ 1 หลังแถม 1 หลัง คิดอะไรกัน”

“ก็ปกติคุณท่านไม่ใจดีแบบนี้ วันนี้มาแปลก ไหนบอกว่าหงุดหงิดกับบางเรื่อง” ก้องการุณบอกอีกครั้ง

“ไม่รู้สิ ผมพูดอะไรก็อัดคลิปไว้ด้วย เผื่อผมลืม เอ่อคุณ... คุณเปี๊ยก หัวหน้าฝ่ายบุคคล ผมให้เวลาหาเลขาผู้หญิงให้ผมสองเดือนแล้ว ได้เรื่องหรือยังครับ” ประธานหนุ่มไล่ถามไปเรื่อย จะได้เคลียร์กันไป

“เอ่อ ได้แล้วค่ะท่าน นัดมาวันนี้ แต่เปี๊ยกขอสัมภาษณ์ก่อนแล้วค่อยให้ท่านสัมภาษณ์ต่อ” หัวหน้าฝ่ายบุคคลวัยเดียวกับเจ้านายตอบ

“ทำไมต้องให้ผมสัมภาษณ์ต่อ รับหรือไม่รับก็ตัดสินใจไปเลยไม่ได้เหรอครับ”

“ก็ นี่เป็นเลขาท่าน ถึงเปี๊ยกรับตรงสเปก ท่านอาจจะไม่รับ แต่เห็นว่าโปร์โฟล์โอเค เลยอยากให้ท่านเห็นด้วยและรับทราบค่ะ”

“ผมมีเวลาให้ครึ่งชั่วโมงไม่เกินกว่านั้น ถ้าผมไม่รับก็จะหาใหม่ใช่ไหม”

“ก็ทำนองนั้นค่ะ ต้องให้ท่านพอใจด้วย”

“เฮ้อ! ปวดหัวจริง มีอะไรรายงานผมอีกไหม”

“เรื่องสำคัญก็จะมีเรื่องเลื่อนรับมอบงานนั่นแหละครับ ต้องลงรายละเอียด อีกเรื่องก็ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ครับ”

“หนึ่งชม.นับจากนี้ เริ่มเลย” ตฤณบอกกับทุกคนด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลายขึ้น จากความหงุดหงิดใจที่เกิดจากอุบัติเหตุแบบไม่คาดฝันเมื่อเช้า มาจนถึงที่ทำงาน พาลให้เขาหน้าบึ้งไม่พูดคุยอะไรกับใคร แต่พยายามที่จะไม่เหวี่ยงเพราะเขาไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เวลาจริงจังก็คือจริงจังแบบไม่ซีเรียส ไม่ชอบชวนลูกน้องทะเลาะและไม่ชอบสร้างบรรยากาศมาคุในบริษัท

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED