เสียงเพลงลาวดวงเดือนดังมาจากวิทยุเครื่องใหม่ที่ลูกชายคนโตพึ่งซื้อมาฝากจากกรุงเทพมหานครขับกล่อมให้คุณนายสุจิตราเพลิดเพลินจำเริญใจอยู่ในห้องนั่งเล่นติดระเบียงบนบ้านไม้สักทองหลังงามที่สามีอดีตนายทหารชั้นสัญญาบัตรสร้างเอาไว้ให้ก่อนท่านจะเสียชีวิตในหน้าที่ หลังสามีจากไปคุณนายสุจิตราและลูกชายทั้งสองคนก็ใช้ชีวิตอย่างสมถะที่บ้านสวนหลังนี้แทนคฤหาสน์หลังใหญ่ในกรุงเทพฯ ด้วยว่าไม่อยากเห็นความทรงจำเก่าซึ่งเคยมีกับสามี
คุณนายสุจิตราในวัยย่ำเลขหก ร่างกายเริ่มมีอาการปวดเมื่อยบ้างเป็นปกติ จึงได้เรียกใช้บริการบีบนวดคลายเส้นจาก “แม่หนูทอง” หรือทองพันชั่งหลานสาวเพียงคนเดียวของหมอดาวทองหมอสมุนไพรชื่อดังของจังหวัดชัยนาท ซึ่งมีบ้านสวนอยู่ติดกัน
“ทองพันชั่ง” ร่ำเรียนวิชาบีบนวดคลายเส้น จับเส้น จับเอ็น และวิชาหมอสมุนไพรมาจากหมอดาวทองผู้เป็นยาย เธอเริ่มช่วยยายรักษาคนป่วยได้ตั้งแต่อายุ10 ขวบ จนตอนนี้เธออายุได้ 19 ปีบริบูรณ์แล้ว หน้าตาสะสวยผิวพรรณหมดจดอย่างกับลูกเจ้าลูกนาย ไม่เหมือนลูกหลานชาวสวนชาวไร่เลยสักนิด
คุณนายสุจิตราเล็งเอาไว้ว่าปีนี้แหละจะส่งทองพันชั่งเข้าประกวดนางนพมาศ
“คุณนายคะ แม่หนูทองมาแล้วค่ะ”
อำนวยคนใช้ผู้สนิทวัยไล่เลี่ยกับคุณนายสุจิตราเดินมาที่ห้องนั่งเล่นพร้อมด้วยหมอจับเส้นคนสวย
“กำลังรออยู่พอดี วันนี้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเหลือเกินแม่หนูเอ๊ย นวดให้ฉันที”
คุณนายสุจิตราหันมาคุยกับสาวน้อยที่เดินถือตะกร้าหวายเข้ามาพร้อมอำนวย ทองพันชั่งเจ้าของรูปร่างสะโอดสะองแลดูมีน้ำมีนวลผิดหูผิดตาในช่วงนี้ เด็กหญิงตัวน้อยที่เคยวิ่งเล่นตามท้องร่องในสวนส้มโอ บัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัวเสียแล้ว
ทองพันชั่งคลี่ยิ้มหวาน วางตะกร้าหวายลงบนโต๊ะเตี้ย แล้วหยิบลูกประคบออกมา
“ได้เลยจ้ะคุณนาย วันนี้ยายฝากลูกประคบสูตรใหม่มาให้ด้วย เห็นแกอวดสรรพคุณว่าดีนัก ฝากป้าอำนวยเอาไปนึ่งให้หน่อยนะจ๊ะ เดี๋ยวหนูทองนวดจับเส้นเสร็จจะได้ประคบต่อเลย” สาวน้อยยื่นลูกประคบให้อำนวย
“ได้จ้ะ”
อำนวยรับถือลูกประคบแล้วเดินออกไปที่ห้องครัว สวนกับธนาธิปลูกชายคนโตของคุณนายสุจิตราที่กำลังเดินขึ้นมาบนบ้านพอดี
“อ้าวคุณโต เป็นไงคะส้มโอแก่พอจะตัดได้ไหม”
เมื่อเช้าได้ยินธนาธิปบ่นว่าอยากกินส้มโอ แต่พอจะให้คนไปดูให้ก็ไม่ยอมขอเดินไปดูเอง ด้วยว่าไม่ได้เดินเล่นในสวนมานานแล้ว
“ดูแล้วน่าจะยังติดขมอยู่นะครับป้าอำนวย ได้มะม่วงมาแทน ผมให้ป้าสมัยแกปอกให้แล้ว”
ชายหนุ่มพูดจาอ่อนหวาน กิริยาอ่อนน้อมไม่ถือตัวว่าเป็นเจ้านาย พูดจบก็ยิ้มจนตาหยี ป้าอำนวยทั้งรักทั้งเอ็นดูลูกของเจ้านายคนนี้มาก ผิดกับคนน้องที่ทั้งดื้อทั้งชนวิ่งไล่จับกันมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม
คนนั้นค่อนข้างจะทำให้ปวดหัว แต่เพราะอย่างนั้นจึงทำให้แกรักคนนั้นราวกับลูกในไส้ของตัวเอง คนอะไรทั้งขี้อ้อน แถมยังเอาแต่ใจตัวเป็นที่หนึ่ง
ธนาธิปลูกชายคนโตของคุณนายสุจิตราและนายพลปรีชา ธรรมานริศชายหนุ่มวัย 28ปี เจ้าของดวงตาเม็ดก๋วยจี๊ หากแต่มีเสน่ห์เหลือล้น เพราะจมูกโด่งเป็นสัน รับกับปากกระจับได้รูป ปรุงแต่งให้ใบหน้าเรียว ลงตัวราวกับพระเอกหนัง
พอคุยกับป้าอำนวยจบเขาก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นเพื่อทักทายสาวน้อยที่เคยเห็นหน้าคร่าตามาตั้งแต่เด็ก เจอกันครั้งแรกตอนที่ทองพันชั่งอายุ8ขวบ ตอนนั้นเขาพึ่งโตเป็นหนุ่มวัยกระเตาะเท่าๆกับเธอในตอนนี้
“ไงแม่หนูทอง”
สิ้นเสียงนุ่มทุ้มฟังสบายหู ทองพันชั่งก็หันมายิ้มจนแก้มปริ เผยความงามที่มองแล้วทำให้โลกทั้งใบเปลี่ยนเป็นสีชมพู
“สวัสดีจ้ะคุณโต กลับมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ” สาวน้อยยกมือไหว้ธนาธิปแล้วบีบนวดให้คุณนายสุจิตราต่อ
“มาถึงเมื่อวานตอนเย็น แล้วเป็นอย่างไรบ้างพี่ไม่ได้เจอเราเสียนาน เจอคราวนี้โตเป็นสาวแล้ว สวยจนแทบจำไม่ได้เลยนะ”
ทองพันชั่งอมยิ้มเหนียมอาย เมื่อถูกพี่ชายที่เธอแอบรักมาตั้งแต่เด็กเอ่ยปากชม
“สบายดีจ้ะ เรียนหนังสือจบ มศ.3 แล้ว ตอนนี้ก็ช่วยยายรักษาคนเจ็บคนป่วยอยู่บ้านเราจ้ะ”
“ปีนี้แม่ว่าจะส่งเข้าประกวดนางนพมาศ ฝึกให้เจนเวทีไว้ก่อน ปีหน้าก็จะส่งเข้าประกวดนางสาวชัยนาท แล้วก็จะพาไปประกวดนางสาวสยาม สวยขนาดนี้ไม่พลาดมงกุฎแน่ๆ” คุณนายสุจิตราพูดแต่ตายังหลับพริ้ม สีหน้าดูอิ่มเอิบมีความสุข
“ผมก็ว่าไม่พลาดครับคุณแม่ เด็กปั้นคุณแม่คนนี้เข้าตากรรมการแน่ๆ มีแววอยู่นะครับ นางสาวสยามปีที่แล้วยังไม่สวยเท่าแม่หนูทองพันชั่งคนนี้เลยนะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกจ้ะ หนูทองขี้อาย ไม่มีความสามารถด้วย กลัวแต่ว่าจะทำให้คุณนายเสียหน้าเปล่าๆสิจ๊ะ”
ทองพันชั่งอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างนี้คุณนายสุจิตราจึงเอ็นดูเป็นพิเศษ ถึงขั้นว่าคิดจับให้แต่งงานกับลูกชายคนเล็กของตนทีเดียว แต่ทั้งสองคนดูไม่ค่อยชอบหน้ากันสักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าจะคลุมถุงชนอย่างไรให้ถุงไม่ขาด
“ไม่มีความสามารถอะไร รำไทยรึก็งดงามอ่อนช้อยกว่าใคร ทำดอกไม้กรองมาลัย งานฝีมือก็ละเอียด งานอาหารหรือก็ไม่แพ้ผู้ดีชาววังเลยล่ะพ่อโต แถมเรื่องยาสมุนไพรเก่งเป็นรองก็แค่คุณนายหมอดาวทองเท่านั้นแหละ”
คุณนายสุจิตรายกยอเด็กปั้นของตนให้ลูกชายคนโตฟัง ยิ่งทำให้ทองพันชั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความเขิน
“ดูท่าคุณแม่พี่จะหวังไว้มากเลยนะหนูทอง อย่าทำให้ท่านผิดหวังเด็ดขาดรู้ไหม”
ธนาธิปพูดด้วยความเอ็นดู เขามีจิตสมัครรักใคร่สาวน้อยเหมือนน้องสาวแท้ๆ ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยไปกว่านั้น ด้วยว่าธนาธิปมีคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่จับคู่ให้มาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว
ทองพันชั่งยิ้มกึ่งหัวเราะพลางก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเธออย่างตั้งอกตั้งใจ
“เออ! แล้วน้องชายของเราจะมาวันไหนพ่อโต? ” เมื่อนึกขึ้นได้ คุณนายสุจิตราจึงเอ่ยถามธนาธิปถึงนรธิปลูกชายคนเล็กที่กำลังจะย้ายมาเป็นปลัดอำเภอที่นี่
!!!
ทันทีที่ได้ยินคุณนายสุจิตราพูดถึงลูกชายอีกคน ทองพันชั่งก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป จากที่ยิ้มแย้มอยู่ดีดีก็ขมวดคิ้วเข้าหากันหน้ามุ่ยขึ้นมา
“ก็คงจะมาเร็วๆ นี้แหละครับ ไม่พรุ่งนี้ก็มะรืน เห็นว่าต้องเข้ารายงานตัวอาทิตย์หน้า”
ธนาธิปตอบพลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน แต่ได้ทันสังเกตเห็นสีหน้าของทองพันชั่งจึงอดหยอกล้อไม่ได้
“อะไรกันหนูทอง แค่เราพูดถึงนายเล็กก็หน้ามุ่ยเลยหรือ นี่ยังโกรธที่โดนนายเล็กแกล้งเมื่อตอนเด็กไม่หายล่ะสิ”
ทองพันชั่งพยายามปรับสีหน้า ค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เปล่าหรอกจ้ะ ไม่ใช่อย่างนั้น”
ถ้าเป็นแค่เรื่องตอนเด็กที่แกล้งกันเธอลืมไปหมดแล้ว แต่เรื่องระยำตำบอนที่เขาทำกับเธอเมื่อ2เดือนก่อนมันทำให้ทองพันชั่งนึกอยากฆ่าเขาให้ตายอย่างทรมาน แต่ติดที่ว่าเธอไม่ได้ใจคอโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น แค่มดสักตัวเธอยังไม่กล้าทำลายชีวิตของมันเลย
“ฮ่าๆๆ ถึงจะโกรธกันยังไงก็คงต้องเห็นหน้ากันไปอีกนาน เพราะนายเล็กกำลังจะย้ายมาเป็นปลัดที่นี่แล้ว หวังว่าสองคนจะไม่ตีกันตายเสียก่อนนะครับคุณแม่”
ลูกชายคนโตหันไปกระเซ้ามารดา ด้วยว่าคุณนายสุจิตราคาดหวังไว้สูงเรื่องจะให้นรธิปลงเอยกับทองพันชั่ง
ทว่าประโยคนั้นของธนาธิปทำให้ทองพันชั่งถึงกับหยุดหายใจ!
“!!!คุณเล็กจะย้ายมาอยู่ที่นี่หรือจ๊ะ?”
“ฮ่าๆๆ เอาน่าหนูทอง พี่เล็กเขาก็เป็นคนอย่างงี้แหละ ชอบแกล้ง ชอบพูดจาไม่ดี แต่จริงๆเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะ ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก ไม่แน่พอได้ย้ายมาอยู่ใกล้ๆกันมากขึ้น อาจจะคุยกันถูกคอก็ได้”
ไม่ได้เลวร้าย! แต่เลวทรามต่ำช้าเหมือนสัตว์เดรัจฉาน! ทองพันชั่งอยากประกาศให้ทุกคนรับรู้เหลือเกิน แต่ติดที่ว่าหากทุกคนรับรู้ความชั่วของนรธิปเป็นเธอเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อน
“เขาก็อยู่ใกล้กันมาแต่เด็กแล้วนะครับคุณแม่ ผมก็เห็นตีกันมาตลอด” ลูกชายคนโตยังไม่หยุดขัดคอมารดา
“พ่อโต!”
คุณนายสุจิตราเริ่มฉุนจึงเรียกชื่อเชิงเอ็ด ด้วยกลัวว่ายิ่งลูกชายคนโตพูดมากเข้าทองพันชั่งจะยิ่งเกลียดขี้หน้านรธิป
คุณนายสุจิตราไม่รู้อะไร เพราะถ้ารู้ว่าลูกชายคนเล็กทำอะไรไว้กับทองพันชั่งเมื่อ2เดือนก่อนเธอคงไม่พูดว่านรธิปไม่ได้เลวร้าย
แล้วสาเหตุที่นรธิปเร่งทำเรื่องย้ายมาอยู่ที่ชัยนาทก็เพราะทองพันชั่ง ไม่ใช่เพราะคิดถึงแม่ เป็นห่วงแม่ อย่างที่แม่กับพี่ชายเข้าใจ
“อูย....พอได้นวดแล้วมันก็รู้สึกดีขึ้นมาทันตาเห็นเลยนะแม่หนูทอง ลูกประคบของคุณนายหมอก็ดีสมที่แกอวดจริงๆ ได้ประคบแล้วเหมือนเส้นมันคลายเลยนะ ดีมากๆ เลย”
หลังจากนวดจับเส้นเสร็จแล้วทองพันชั่งก็เอาลูกประคบมาประคบให้คุณนายสุจิตราต่อ ท่าทางผู้มากวัยแลผ่อนคลายจนสังเกตได้ เห็นอย่างนั้นทองพันชั่งก็เบาใจ จึงปล่อยให้ท่านนอนหนุนลูกประคบเอาไว้ ส่วนเธอเริ่มเก็บอุปกรณ์ใส่ตะกร้าหวายเตรียมตัวกลับบ้าน
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้าหนูทองจะเอาลูกประคบมาให้อีกนะจ๊ะ ยายพึ่งทำสูตรนี้ขึ้นมาไม่กี่ลูก ก็เลยได้เอามาให้แค่ลูกเดียว ช่วงนี้ทำได้น้อยเพราะว่าเปลือกไม้แดงหายากจ้ะ แต่อาทิตย์หน้าก็น่าจะได้มาก เดี๋ยวจะเอามาให้ป้าสมัยกับป้าอำนวยได้ลองประคบด้วยนะจ๊ะ”
ทองพันชั่งหันมาทางป้าอำนวยที่กำลังถือปิ่นโตใส่ห่อหมกปลากรายเข้ามาในห้องนั่งเล่น เวลานี้ในห้องนั่งเล่นมีเพียงทองพันชั่งกับคุณนายสุจิตราส่วนธนาธิปกลับเข้าห้องของตนไปแล้ว
“ขอบใจแม่หนูทองมากเลยนะจ๊ะที่นึกถึงป้ากับป้าสมัยด้วย อ่ะนี่จ้ะห่อหมกปลากราย ป้าสมัยแกพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ”
ป้าอำนวยยื่นปิ่นโตใส่ห่อหมกปลากรายให้ทองพันชั่ง เธอยิ้มพร้อมรับปิ่นโตมาไว้ในมือ
“ขอบคุณจ้ะ หอมมากเลยนะจ๊ะ หนูทองชักหิวแล้วสิ”
“ฉันก็หิว ฮ่าๆๆ” คุณนายสุจิตราพูดขึ้นพลางหัวเราะ
“ขอบคุณนะจ๊ะคุณนายสำหรับห่อหมก งั้นเดี๋ยวหนูทองกลับก่อนนะจ๊ะ” ทองพันชั่งยกมือไหว้ไปทางคุณนายสุจิตราอย่างอ่อนน้อม
“อุ๊ย! เกือบลืม แม่อำนวยไปหยิบกระเป๋าสตางค์มาสิ ฉันจะให้ค่าขนมแม่หนูทอง” คุณนายสุจิตราเอ่ยอย่างนั้น พลางค่อยๆ ขยับลุกขึ้นรอรับกระเป๋าสตางค์
ป้าอำนวยก็รีบเร่งทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะคุณนาย หนูทองก็ต้องพึ่งพาอาศัยคุณนายอยู่บ่อยๆ เงินทองไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่กับข้าวอร่อยๆของป้าสมัยก็เกินพอแล้ว”
“เอาไปเถอะ เอาไปเก็บไว้ เป็นสาวเป็นนางมีเงินมีทองติดตัวเสริมดวงชะตาราศีได้ดีนักแล”
ผู้ใหญ่เต็มใจและตั้งใจให้หากไม่รับก็คงเสียมารยาททองพันชั่งจึงรับเงินจำนวนนั้นเอาไว้แล้วยกมือไหว้ผู้ให้ ก่อนจะร่ำลาทุกคนและขอตัวกลับบ้าน
ระหว่างเดินลงบันได และแล้วผู้ชายที่ทองพันชั่งไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดในโลกก็ขับรถเก๋งวอลโว่สีบรอนด์ทองคันใหม่เอี่ยมเข้ามาภายในอาณาบริเวณบ้านของคุณนายสุจิตรา
เมื่อเห็นทองพันชั่งนรธิปก็ลดกระจกลงมาแต่ไกลพร้อมส่งยิ้มหวานแกมเจ้าเล่ห์ให้อย่างจงใจ
ทองพันชั่งไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าหยุดมองเขา เธอรีบสวมรองเท้าแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนดูคล้ายวิ่งหนีใคร ตัดสินใจทำตัวเสียมารยาทเพื่อจะได้ไม่ต้องพูดคุยกับผู้ชายสารเลวคนนั้นให้เป็นแสลง
ธนาธิปเดินลงมาจากบ้านทันได้เห็นท่าทางนั้นของทองพันชั่งและสายตาไม่น่าไว้ใจของเจ้าน้องชาย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเดิมทีสองคนนี้ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว
ทองพันชั่งเกลียดน้องชายของเขา ส่วนเจ้าตัวดีก็ชอบกลั่นแกล้งเธอ จนคนเป็นพี่ชายคิดไม่ตกหากคุณนายสุจิตราหมายให้สองคนนี้แต่งงานกันจริงจังจะเป็นอย่างไร
“อ้าว! ไงโผล่มาวันนี้ล่ะไอ้เสือ คิดว่าจะมาพรุ่งนี้”
“ไหนๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรทำ กลับมากินข้าวเย็นที่บ้านแม่ดีกว่าพี่ ประหยัดสตางค์” คนที่พึ่งก้าวลงมาจากรถตอบแบบนั้น แล้วเดินไปยังท้ายรถเปิดกระโปรงหยิบกระเป๋าใบใหญ่ออกมา
“เหอะ! ฉันเห็นแกไปบาร์เต้นรำกับสาวๆประจำไม่เห็นเสียดายสตางค์”
“นั่นมันเป็นอดีตไปแล้วพี่ ตอนนี้ไม่อยากไปบาร์เต้นรำแล้ว อยากนอนฟังเสียงจิ้งหรีดอยู่ในสวนส้มโอมากกว่า”
“เออ! ให้มันอยู่ได้จริงเถอะ ไม่ใช่อยู่ไม่ถึงเดือนแล้วขอย้ายอีกนะ”
“ไม่ย้ายแน่ กลับมาคราวนี้ ผมตั้งใจจะอยู่ที่นี่อย่างถาวร” พูดแล้วนรธิปในวัย 25 ปี ก็หิ้วกระเป๋าเดินขึ้นบ้าน ผ่านหน้าพี่ชายไปพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แดดร่มลมตกหลังจากจัดการเรื่องสำรับอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทองพันชั่งในชุดผ้าถุงรัดอกคลุมไหล่ด้วยผ้าขนหนูก็เดินถือตะกร้าเครื่องอาบน้ำไปที่ท่าน้ำหลังบ้าน
ปกติหากวันไหนเสร็จงานเร็วและยังไม่มืดค่ำเธอจะลงมาอาบน้ำที่ท่าน้ำเป็นประจำ ชาวบ้านแถวนั้นส่วนใหญ่ก็อาบน้ำกันในคลอง
วันนี้อารมณ์ไม่ค่อยดี แค่เห็นรอยยิ้มของปีศาจร้ายชั่วพริบตาเดียวทองพันชั่งก็พอเดาได้ว่าชีวิตของเธอต่อจากนี้ต้องไม่สงบสุข
เขา! ผู้ชายสารเลวคนนั้นตั้งใจจองล้างจองผลาญเธอมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กว่าร้ายกาจแล้ว ตอนนี้เขากลับเลวยิ่งขึ้นไปอีก สวนทางกับฐานะชาติตระกูลและหน้าที่การงาน ถึงได้มีคำพูดว่าคนเรายากจะตัดสินตัวตนด้วยภาพลักษณ์ภายนอก
ทองพันชั่งยืนมองกระแสน้ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แขวนผ้าถุงอีกผืนซึ่งเอาไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนและผ้าขนหนูไว้บนราวจับ แล้วนั่งลงบนตั่งเล็กๆ วางตะกร้าเครื่องอาบน้ำไว้ข้างตัว ก่อนใช้ขันตักน้ำขึ้นมาราดเรือนกาย
น้ำอุ่นจากแดดที่แผดเผามาทั้งวันช่วยให้รู้สึกสบายตัวขึ้น หลังจากฟอกสบู่จนทั่วแล้วทองพันชั่งจึงค่อยๆ พาตัวเองลงไปในคลองตั้งใจจะว่ายน้ำเล่นครู่หนึ่งค่อยขึ้นบ้าน
แต่ทันใดนั้น!
กลับมีมือของใครบางคนดึงร่างหญิงสาวลงไปใต้น้ำ ทองพันชั่งดิ้นรนสุดแรงเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแต่ไม่เป็นผล บุคคลอันตรายกอดรัดร่างบางเอาไว้ พร้อมฉวยโอกาสจูบริมฝีปากอวบอิ่มอย่างอุกอาจ
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังดึงปมผ้าถุงจนหลุดและพยายามถอดมันออกจากร่างแบบงาม เมื่อได้อย่างใจก็ยึดผ้าถุงผืนนั้นเอาไว้ในมือ โดยที่เจ้าตัวไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ด้วยรสจูบที่เขาเพียรส่งมอบฤทธานุภาพรุนแรงเกินต้าน
คนที่กล้าทำเรื่องระยำถึงเพียงนี้มีคนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือนรธิป!
ทองพันชั่งได้เห็นหน้าไอ้คนอัปรีย์ชีกอเต็มตาเมื่อเขาพาร่างเปล่าเปลือยของเธอขึ้นมาหายใจที่ใต้กระดานท่าน้ำซึ่งยื่นออกมา อย่าหวังว่าใครผ่านมาเห็น เพราะกอผักตบลอยอยู่เรียงราย และแม้นมองจากในตัวบ้านออกมาก็ไม่เห็นอยู่ดี
“อ๊าย! คุณเล็ก ทำบ้าอะไรคะ” ทองพันชั่งเสยผมที่ปิดหน้าขึ้น ก่อนจะใช้กำปั้นทุบตีแผงอกแกร่งของไอ้ผู้ชายหน้าตัวเมีย
นรธิปไม่สะทกสะท้าน มือข้างหนึ่งกำผ้าถุงของกลางเอาไว้แน่น สองแขนรวบรัดร่างบางจนเนื้อหนังเปลือยเปล่าของทั้งคู่แนบชิดสนิทกัน จมูกโด่งเป็นสันซุกไซ้ตามลำคอระหง สองตาคู่คมทอดแววหวานเยิ้มระคนเจ้าชู้แสนกลมองอ่านกินทุกอณูผิวขาวเนียนที่เห็นได้
“ก็ผัวคิดถึงเมีย ทำแบบนี้ไม่ได้หรือไง? ”
หญิงสาวพยายามผลักดันใบหน้าคมคายมากด้วยเสน่ห์ให้พ้นจากร่างกาย แต่ก็ยากยิ่ง เขาตัวโตสูงใหญ่และแข็งแรง ส่วนเธอเปรียบเสมือนเหยื่อตัวน้อยแสนบอบบางในอุ้งมือเสือร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง
“ผัวเมียอะไรกัน! อย่ามาพูดแบบนี้นะ”
มือเรียวห้านิ้วดันใบหน้าได้รูปของบุรุษค้างอยู่ เพราะประโยคเมื่อครู่ทำให้เขาชะงัก
“แหม ไม่เจอกันแค่สองเดือน หนูทองลืมความสัมพันธ์ของเราแล้วหรือ เห็นทีพี่คงต้องทบทวนความหลังให้ซะแล้ว”
“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ อย่า! อืม”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง มือใหญ่ก็คว้าหมับเข้าเนินเนื้อสงวนกลางหว่างขาเรียว กรีดกรายนิ้วบดคลึงปุ่มกระสันเกลี่ยดึงพิษรัญจวนออกมาเล่นงานทองพันชั่ง พลางสวมจูบร้อนแรงดั่งไฟลนสวาปามเรียวลิ้นอุ่นอันหอมหวาน
"อ๊า......"
อารมณ์สาวคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากโดนปลุกปั่นจนพังราบคาบไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว จากนั้นไม่ปฏิเสธว่าทุกคืนเธอเฝ้าคำนึงถึงรสสวาทที่เคยทำให้แสบสันไปถึงทรวง
แม้ทั้งเกลียดชังและรังเกียจแต่ไม่อาจผลักไสหรือลืมเลือน มลทินสกปรกที่ติดตึงตามหลืบร่องลับแม้ล้างเท่าไหร่ก็ล้างไม่ออก
จนกระทั่งวันนี้เขายังกลับมากระทำหยาบซ้ำอีกโดยไม่ละอาย!
“อ๊า......อย่า อย่าทำนะ” ลิ้นร้อนเลียรดไปทั่วซอกคอขาว ปาดวนหัวไหล่บอบบาง หากกลืนกินทั้งเนื้อทั้งตัวของสาวน้อยคนนี้เข้าไปได้ นรธิปคงทำ
“อืม ยังตัวหอมเหมือนเดิม อยากรู้จังว่าตรงนี้จะยังละมุนลิ้นเหมือนเดิมหรือเปล่า” กระดิกนิ้วและค่อยๆล่วงล้ำเข้าไปในส่วนลึก
“อ๊าย อย่าคุณเล็ก ได้โปรดเถอะ อ๊า......อย่าทำอะไรหนูทองเลย”
นิ้วร้ายกระดิกเร็วขึ้นดันเข้าไปด้านในช่องทางคับแคบ ค่อยๆปรุงอารมณ์สวาทหวามในกายสาวผู้อ่อนเดียงสาให้กลมกล่อมมากขึ้น คราวนี้แม้หมายจะต่อกร แต่เรี่ยวแรงที่มีช่างน้อยนัก
แววตาคั่วด้วยไฟราคะสุกเหิมเกิมหนักขึ้น เขาสาดพิษกระสันราดรดไปทั่วใบหน้างามที่กำลังอ้อนวอน ก่อนจะมุดหัวจมลงไปใต้น้ำ แหวกขาเรียวทั้งสองข้างเพื่อสอดใบหน้าเข้าสู่กลางเนินเนื้ออ่อนที่ประดับด้วยขนสีนิลบางตา
ซุกดูดดมชมเชยจาวกระเส่า ตวัดลิ้นเลียละเลียดติ่งงามกลางร่องสองพะเนาเนื้อนุ่ม ชิมความหวานหอมที่แม้คลุกด้วยน้ำในคลองแต่ก็ยังรับรู้ถึงรสชาติอันโอชาอย่างคะนองปาก
“อ๊า.....อย่าเลีย ซู๊ด.....อืม”
เจ้าของใบหน้างามที่ลอยอยู่เหนือน้ำจำใจต้องปล่อยเลยตามเลยด้วยไม่อาจขัดขืน สองมือเรียวคว้าปีกไม้ตรงท่าน้ำที่ยื่นออกมาเพื่อพยุงตัว แบ่งรับแบ่งสู้กับความรู้สึกปั่นป่วนที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับมันจากเขา
เขาเป็นคนสอนให้รู้จักกับความรู้สึกน่าละอายเช่นนี้
“หนูทองลูก! รีบอาบรีบขึ้นมานะ เดี๋ยวฟ้าจะมืดเสียก่อน ยายหิวข้าวแล้ว”
เสียงนั้นดึงสติที่กำลังเตลิดไปกับรสสวาทให้กลับมา และหากยายรู้ว่าคุณเล็กอยู่ตรงนี้และกำลังทำแบบนี้กับเธอ มีหวังเป็นเรื่องใหญ่แน่
“อืม......จ๊ะยายเดี๋ยวหนูทองก็ขึ้นแล้วจ้ะ”
ทองพันชั่งพยายามหลบเสียงตะโกนกลับไปเพื่อให้นรธิปได้ยิน
แต่แทนที่เขาจะหยุดการกระทำ กลับดูดกลืนเนื้อนางไวสวาทหนักหน่วงขึ้น
“อ๊าย คุณเล็ก หยุดเถอะ อ๊า.....”
นานเท่าที่จะสามารถกลั้นหายใจในน้ำได้ สำหรับคนทั่วไปคงไม่นานแต่สำหรับนรธิปที่ได้รับการฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี กินเวลาไปหลายนาทีทีเดียว