“อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!!!!”
เสียงของชายหนุ่มร้องโหยหวนอย่างตกใจลั่นห้อง ยิ่งเห็นคนที่ก้าวเข้ามาคร่อมทับร่างเอาไว้ยิ่งทำให้ภครัฐแทบสติหลุด
“ม่ายยยยยยยยยยยยย!!!!!!”
ภครัฐ ลนลานหนีร่างอ้วนราวนางยักษ์พันธุรัตน์อันแสนอัปลักษณ์ ผมหยิกหัวฟู ตัวดำปี๋ ดวงตาถลน เคลื่อนไหวทีหนึ่ง ไขมันกระเพื่อมอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ทั้งมือทั้งเท้าของชายหนุ่มตะกายอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ตัวเองรอดชีวิต ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้จงได้
เขาทนไม่ได้แม้แต่วินาทีเด็ยวที่จะมีเจ้าสาวหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ ให้เขาตายเสียดีกว่าอยู่กับเจ้าหล่อนไปทั้งปีทั้งชาติ คงไม่มีผู้ชายหน้าไหนทนความอัปยศครั้งนี้ได้ ถ้าใครรู้เข้าว่าทายาทนักธุรกิจพันล้านมีภรรยาที่หน้าตาแบบนี้ แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน!!!
“อย่าเข้ามา ยัยอ้วน ยัยบ้า ยัยอัปลักษณ์ ยัยผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ไปให้พ้น หาผัวไม่ได้หรือไงกันถึงต้องมาบังคับเอากับฉันแบบนี้!!!”
เสียงที่ก่นด่าไม่ได้สะทกสะท้านหญิงสาวที่ฉีกยิ้มยิงฟันดำปี๋นั้นเลยสักนิด ยิ่งทำให้ภครัฐตัวสั่นด้วยความกลัว หอบหายใจฟืดฟาดรุนแรง แขนขาที่ตะเกียกตะกายจนอ่อนแรงขาหักงอพับกองกับพื้น เหงื่อโซมไปทั่วกาย ดวงตาแทบถลนออกมานอกเบ้า เมื่อแม่นางยักษ์ตัวอ้วนน่าเกลียดคุกคามเข้ามาเรื่อยๆ
“อย่าเข้ามานะ อ๊ากกกกก!!!! กลัวแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย ชิ้วๆ ฉันจะยกสมบัติให้เธอครึ่งหนึ่งเลยเอาไหม แลกกับเธอเลิกยุ่งกับฉันตลอดชีวิต” เสียงดังสนั่นคับห้องก่อนที่จะผวาสุดตัว
“รัฐคะ รัฐ คุณเป็นอะไรคะ” ศรัญรัตน์เขย่าร่างชายหนุ่มรุนแรงอย่างตกใจเพื่อให้อีกฝ่ายได้สติ เหงื่อกาฬไหลชุ่มไปทั่วตัวของเขา พร้อมกับใบหน้าหวาดกลัวสุดขีดยังกะเห็นผี แต่ยังหลับตาไม่รับรู้อันใด
“อย่าเข้ามานะ ฉันกลัวแล้ว หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่แต่ง ม่ายยย!!!…”
“รัฐคะ คุณฝันร้ายเหรอ มีสติหน่อยสิคะ” เสียงหวานๆ ที่เรียกอยู่ข้างๆ แถมด้วยมือที่เขย่าไปมาทำให้ภครัฐสะดุ้งสุดตัวตื่นจากฝันร้ายอันน่าสยดสยอง เสียงหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจเข้าออกจนอกแกร่งกระเพื่อมไหว เหงื่อไหลโซมไปทั่วกาย ใบหน้าตื่นกลัวสุดฤทธิ์
“ซูซี่” ชายหนุ่มเรียกนางแบบสาวเสียงโหย ยังหายใจหอบรุนแรงอยู่เช่นเดิม สายตากวาดมองรอบกายอย่างระแวดระวัง
“คุณเป็นอะไรคะ” เธอเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“ผมฝันไปหรอกเหรอนี่...” ภครัฐผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก มือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าที่อิดโรย ก่อนวางประทับบนหน้าอกแกร่งเพื่อบอกตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องจริง หัวใจของเขาจึงค่อยๆ ผ่อนปรนจังหวะการเต้นรุนแรงเหมือนกลองศึกลงไปจนเข้าสู่ภาวะปกติ
“ฝันร้ายเหรอคะรัฐ แหม... ซูซี่ตกใจหมดเลย” ร่างนางแบบสาวหุ่นสะบึมเบียดแซะเข้ามาอย่างยั่วเย้า ซุกซบแล้วกรีดลากปลายนิ้วเรียวที่มีเล็บสีแดงเคลือบเอาไว้ไปตามร่องอกให้ชายหนุ่มหายจากอาการตกใจเร็วขึ้น แต่ภครัฐไม่มีอารมณ์สานต่อความต้องการของเจ้าหล่อนอีกต่อไป
“กี่โมงแล้วครับคนสวย” ร่างเปลือยอันอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อเพราะรักการออกกำลังกายหันมาถามนางแบบสาวที่เขาเริ่มติดใจ หลังจากสานสัมพันธ์กันได้ไม่นาน แต่ในเวลานี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะร่วมรักอย่างเร่าร้อนกับเธออีกรอบรับเช้าวันใหม่ อาจเพราะฝันร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นมาก็เป็นได้
“เกือบเก้าโมงแล้วคะรัฐ คุณไม่ได้รีบไปไหนไม่ใช่เหรอคะ”
ศรัญรัตน์รู้ดีว่าชายหนุ่มมีเวลาให้เธอได้มากพอ เพราะไม่ต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้าเหมือนใครๆ ด้วยฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยมหาศาลอยู่ด้วย เงินทองทรัพย์สินที่ใช้ไปกี่ชาติๆ ก็ยังไม่มีวันหมดด้วยมรดกพันล้านที่อีกฝ่ายจะได้ครอบครอง แถมยังเป็นบุตรชายคนเดียวเสียด้วย ที่ผ่านๆ มาไม่ว่าเธออยากได้อะไรแค่ชี้นิ้วเขาก็ประเคนให้ไม่เคยขัด เพียงแค่เป็นคู่ควงของเขาไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาเท่านั้น
เขาสปอร์ตมาก มากกว่าผู้ชายรวยแต่เปลือกอย่างอดีตๆ ที่เธอเคยคบๆ มา...
“หา... เก้าโมงแล้วเหรอซูซี่!!!”
น้ำเสียงแตกตื่นของชายหนุ่มทำให้ศรัญรัตน์ทำหน้ากระเง้ากระงอด นี่อย่าบอกนะ... ว่าเขาต้องรีบไปไหนอีก วันนี้เธอแพลนมาแล้วว่าจะชวนเขาไปชอปปิง อยากได้กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าชุดใหม่ เธอไม่ยอมจริงๆ ด้วย
“ใช่ค่ะ เมื่อคืนคุณน่ะไม่บันยะบันยังบ้าง เลยนอนตื่นสายกันแบบนี้ไงคะ ไม่รู้ล่ะ วันนี้คุณต้องพาซูซี่ไปชอปปิงโทษฐานที่ทำให้ซูซี่เหนื่อยทั้งคืน” ศรัญรัตน์สะบัดหน้าอย่างมีจริตจะก้าน เพื่อเรียกร้องความสนใจ เพราะลางสังหรณ์บอกว่าเขาจะไม่อยู่กับเธอต่อในวันนี้ สายตาเฉี่ยวมองร่างสูงที่รีบสลัดผ้าห่มลุกอย่างเร่งรีบอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ผมต้องไปก่อนแล้วนะซูซี่” ภครัฐรีบบอกนางแบบสาวหุ่นกระชากใจบนเตียงกว้าง เขาไม่ได้สนใจอารมณ์เง้างอนของเจ้าหล่อนแต่อย่างใด
เธอได้ยินเขาสบถอย่างหัวเสียเมื่อรีบเร่งสวมใส่เสื้อผ้า น้ำท่าไม่ได้อาบ แถมยังไม่สนใจจะง้องอนท่าทีมีแง่งอนของเธออีกต่างหาก
“แหม... รัฐน่ะ จะรีบไปไหนกันคะ ซูซี่นึกว่าคุณจะต่ออีกสัก...” เธอพูดไม่ทันจบประโยคเขาก็ขัดขึ้น
“ไว้ผมโทร.หานะครับคนสวย ผมมีธุระจริงๆ” ภครัฐดึงร่างนางแบบสาวหุ่นสะบึมเข้าไปบดจูบหนักๆ ก่อนจะหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทปึกหนึ่งออกมายื่นให้เจ้าหล่อน
“หมายความว่ายังไงคะ ซูซี่ไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวนะคะ” เสียงเธอแหลมชวนแสบแก้วหู แต่ลีลาเด็ดเป็นบ้า นิสัยอย่างอื่นภครัฐตัดทิ้ง ขอแค่เข้ากันได้บนเตียงก็เพียงพอแล้ว
“รับไปเถอะครับ ผมให้ เผื่อคุณอยากได้อะไร ไหนบอกว่าอยากไปชอปปิงยังไงล่ะ ผมไม่ว่างไปเป็นเพื่อนเลยให้คุณไปซื้อของที่อยากได้ตามใจชอบ” เขานำเงินจับยัดใส่มือคนท่ามาก
“ที่ซูซี่รับไม่ใช่เห็นแก่เงินนะคะ” เธอสะบัดเสียงนิดๆ แต่เก็บเงินนั้นเอาไว้ในทันที
“ใครจะหาว่าคุณเห็นแก่เงินล่ะ หึหึ! แล้วผมจะโทร.หานะครับคนสวย” เขาก้มลงหอมแก้มนวลของเธออีกครั้งก่อนจะผิวปากออกจากห้องพักหรูของนางแบบสาว ซึ่งเขาเองเป็นคนซื้อให้เจ้าหล่อนตั้งแต่เริ่มคบกันใหม่ๆ
ผู้หญิงก็แค่นั้น บอกว่าไม่ต้องการเงิน แต่รีบรับแทบจะทันที ระหว่างขับรถกลับบ้าน ภครัฐยังนึกถึงความฝันอันน่าสยดสยองของตัวเอง พูดแล้วขนลุกชะมัด ยังไงเขาไม่ยอมแต่งงานกับยัยผู้หญิงบ้านนอกบึกบึนยังกะผู้ชายอย่างยัยนั่นเด็ดขาด ไม่ว่าบิดาจะบีบบังคับขนาดไหนก็ตามที เขายังอยากใช้ชีวิตโสดให้คุ้ม เรื่องอะไรจะสร้างพันธะให้ตัวเองแบบนั้นกันเล่า
ภครัฐคิดว่าเขาไม่มีความจำเป็นที่จะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นสักนิด!!!
“แกโผล่หัวมาแล้วเหรอเจ้ารัฐ”
วิรัฐก้มมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือของตัวเองสลับกับมองหน้าลูกชายคนเดียวที่ไม่เอาถ่าน สภาพของลูกชายทำให้เขาไม่ต้องคาดเดามากว่ามาจากสาเหตุอันใด เสื้อผ้าที่ยับย่น กลิ่นน้ำหอมและรอยลิปสติก รวมถึงกลิ่นเหล้านั่นเป็นตัวยืนยันได้ดีว่าเมื่อคืนชายหนุ่มผ่านอะไรมาบ้าง
ภครัฐไม่ตอบในทันที เขานั่งบนโซฟาตรงกันข้ามกับบิดาด้วยท่าทีอ่อนแรง จะไม่ให้อ่อนแรงได้ยังไงก็เมื่อคืนเขาเล่นฟัดนางแบบสาวจนถุงยางอนามัยหมดกล่อง ไม่รู้กี่ยกต่อกี่ยก
ผู้หญิงอะไรเซ็กซี่เป็นบ้า ร้อนแรงชะมัดยาด พูดแล้วยังเปรี้ยวปากไม่หาย...
“คุณคะ ตารัฐเพิ่งกลับมา ให้ไปอาบน้ำอาบท่า ล้างหน้าล้างตาก่อนสิคะ แล้วค่อยคุยกัน คุณทำเสียงดุแบบนั้นลูกตกใจแย่ กว่าลูกจะกลับมาสักที พูดดีๆ กับแกหน่อยสิคะ”
กาญจนาแทบจะปรี่เข้าหาลูกชายอย่างเป็นห่วง แม้ไม่ชอบใจนักที่เห็นบุตรชายควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แต่ด้วยความรักที่บังตา นางจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ผู้หญิงคนไหนมาเรียกร้องท่ามาก เอาเงินฟาดหัวไปซะก็สิ้นเรื่อง
“คุณกาน คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบคนไม่รักษาเวลา โดยเฉพาะเจ้าลูกชายตัวดีของคุณ เวลาผมจะพบตัวที เหมือนจะต้องจุดธูปเซ่นไหว้ กว่ามันจะโผล่หัวมาได้” น้ำเสียงเฉียบขาดของสามีทำให้กาญจนาไม่ชอบใจนัก
แต่เพราะนางเกรงใจสามีอยู่พอสมควรเสียงจึงอ่อยลงเมื่อยังเอ่ยเข้าข้างบุตรชายอันเป็นที่รักเช่นเดิม
“คุณก็ นี่ลูกนะคะ หยวนๆ บ้างสิ ไม่ใช่ลูกน้องของคุณซะหน่อย”
“ยังอีกนะคุณกาน”
กาญจนาได้ยินเสียงดุๆ ของสามีก็ค้อนให้อย่างไม่ชอบใจ ยอมปิดปากเงียบในทันที
“พ่อพูดมาเถอะครับ ผมรอฟังอยู่” ภครัฐตัดบท สีหน้าเบื่อหน่ายอย่างชัดเจน ที่ท่านเรียกตัวเขากลับมาแบบนี้ ถ้าไม่บ่นเรื่องงานก็เรื่องไร้สาระแล้วแต่ท่านจะสรรหามาพูด จนเขาชาชินเสียแล้ว
“ทีกับฉันแกทำหน้าเซ็งซังกะตาย แต่กับผู้หญิงพวกนั้นแกหน้าระรื่นเชียวนะ” วิรัฐอดประชดลูกชายเสียไม่ได้ ยิ่งมองสภาพเจ้าตัวดีแล้วให้อารมณ์เสีย
“โธ่พ่อ ก็สาวๆ ไม่ได้ทำหน้ายักษ์อย่างพ่อนี่ครับ” ภครัฐยียวนกลับบ้าง ท่านรู้ว่าเขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะพูดทำไมนักหนาเรื่องสาวๆ ของเขา
“แกอย่ามาทำหน้าทะลึ่งกับฉันเจ้ารัฐ เอาละ ในเมื่อแกกลับมาแล้ว เราก็พูดเรื่องสำคัญกันได้แล้ว”
“พ่อพูดเป็นงานเป็นการจังนะครับ ฟังแล้วสยอง” ภครัฐแสดงสีหน้าสยองจริงๆ
“ฉันต้องพูดเป็นงานเป็นการสิเจ้าลูกบ้า ถ้าไม่อย่างนั้นแกจะฟังหรือไง เคยโผล่หัวกลับมาให้เห็นบ้างไหม ถ้าฉันอยากจะรู้ว่าแกไปมุดหัวอยู่ไหน ต้องอ่านในข่าวบันเทิงที่นักข่าวเขาทำข่าวว่าแกคั่วกับใครอยู่ เวลาหาแกทีต้องไปหาเอากับนางแบบ ดารา พริตตี้ โคโยตี้”
เสียงเข้มข้นของบิดาไม่ได้ทำให้ภครัฐตกใจกลัวหรือโกรธแต่อย่างใด ปกติท่านก็เป็นแบบนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตมา ถ้าบิดาดุมากๆ มารดาก็ช่วยจัดการให้ตลอด
“โธ่พ่อ... ผมเพิ่งรู้นะครับว่าพ่ออ่านข่าวบันเทิงด้วย”
ย้อนให้อย่างยียวน กวนอารมณ์ของบิดาให้เดือดเล่นๆ ตามประสาหนุ่มขี้เล่น แต่ขี้เกียจพ่วงท้ายเข้าไปด้วย เขาคิดว่ารวยอยู่แล้ว เงินทองมากมายใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมด ทำไมต้องตรากตรำทำงานให้เหนื่อยด้วย ดูอย่างมารดาสิ ซื้อเพชรทีหนึ่งเป็นตู้ๆ ขนหน้าแข้งยังไม่ร่วงเลย บิดาก็คาดหวังกับเขามากเกินไป เขาไม่อยากให้ท่านมาคาดหวังอะไรกับเขาอยู่ตลอดเวลาแบบนี้
“เจ้ารัฐ ฉันพูดแกต้องฟัง แกนี่เถียงคำไม่ตกฟาก เพราะแม่แกมันให้ท้ายตั้งแต่เด็ก อายุแกไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ปีนี้แกยี่สิบเจ็ดแล้วนะ เจ้าลูกบ้า”
“โอเคครับ พ่ออย่าโมโหเดี๋ยวหัวใจวาย ผมจะทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี แต่แหม... อีกนิดนะครับพ่อ พ่อจำแม่นจังเลยครับ ว่าผมอายุกี่ขวบแล้ว” ภครัฐลากเสียงยาวสีหน้าทะเล้น ทำเป็นนั่งตัวตรงล้อเลียน คุณวิรัฐอยากจะกุมขมับเสียจริง
“เรื่องแต่งงานแกจะว่ายังไง ฉันกับลุงมนชัยของแก คุยกันมาตั้งแต่แกยังเด็กๆ แล้วนะ” วิรัฐเข้าเรื่องสำคัญอย่างไม่อ้อมค้อมอีก
“ผมบอกพ่อแล้วไงว่าผมไม่แต่งงานกับยัยเด็กบ้านนอกนั่นยังไงล่ะครับ โธ่... พ่อ เห็นใจผมบ้าง เคยกอดแต่อวบๆ อึ๋มๆ ขาวๆ ไปเจอดำๆ ไม้กระดาน เหม็นสาบบ้านนอกคอกนา กลิ่นขี้เกลือ ปลาเค็มตากแห้ง ผมไม่เอาหรอกนะ”
ภครัฐทำท่าสยองประกอบคำพูด ก่อนจะหัวเราะตบท้าย ไม่ได้เคร่งเครียดในสิ่งที่บิดาบังคับ เขาคิดว่าถ้าเขาไม่ทำซะอย่างก็ไม่มีใครบังคับเขาได้ ทำไมจะต้องไปเถียงกับบิดาอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ท่านยอม ยังไงเขารู้ว่าท่านไม่ยอม แต่ท่านไม่ยอมแบบนี้มานานมากแล้ว ยังไม่เห็นทำอะไรเขาได้เลยสักที
เขาจึงไม่เห็นความจำเป็นต้องใส่อารมณ์อะไรมากมายเอากับท่าน เขาไม่ชอบความโมโหสักเท่าไหร่ จึงใช้วิธีการเอาตัวรอดเนียนๆ แบบนี้ทุกครั้ง มารดาเองยังบอกว่าบิดาพูดขู่ไปแบบนั้นจริงๆ ทำอะไรเขาไม่หรอก ลูกก็มีอยู่แค่คนเดียว จะเห็นลูกคนอื่นดีกว่าจนถึงขนาดตัดพ่อตัดลูก ดูจะเกินไปนักในความเป็นจริง
“แต่คราวนี้แกต้องแต่ง” วิรัฐยื่นคำขาด ท่านคุยกับบุตรชายหลายครั้งกลับไม่ได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นคงต้องใช้วิธีที่คิดว่าจะทำเป็นสิ่งสุดท้ายเพื่อให้ลูกชายยอม
“คุณพ่อเรียกผมกลับมาเพื่อจะพูดเรื่องแค่นี้เหรอครับ ผมบอกคุณพ่อแล้วว่าผมไม่แต่ง นี่มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้วนะครับ สมัยพ่อกับแม่ยังพอทน นี่มันยุคสองพันสิบสามแล้วนะคร้าบบบ.... คุณพ่อ”
ภครัฐลากเสียงยาวกวนอารมณ์ ส่ายหน้าไปมา ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม ไม่ว่าบิดาจะบังคับยังไง เขาจะค้านหัวชนฝา ทำอะไรไม่ได้ก็เฉยเสีย จบเรื่อง ชายหนุ่มคิดอะไรง่ายๆ เหมือนที่ใช้ชีวิตง่ายๆ ไปวันๆ
“เพราะว่าฉันเป็นหนี้มากมายมหาศาล ธุรกิจของเรากำลังจะเจ๊ง แกไม่เคยไปดูดำดูดีช่วยฉันบริหาร ถ้าแกไม่แต่งงาน เราเตรียมย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ ไปอยู่บ้านที่อนาถากว่ารูหนู ข้าวของทุกอย่างกำลังจะถูกยึด วันนี้ฉันจะบอกข่าวร้ายกับแกว่า บัตรเครดิตของแกใช้ไม่ได้อีกแล้ว ฉันพูดแค่นี้แหละ แกไปคิดดูเอาเองก็แล้วกัน”
ภครัฐหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ฟังประโยคของบิดา
“นี่คุณพ่อไปหัดแต่งนิยายน้ำเน่าตั้งแต่เมื่อไหร่ครับนี่ เก่งครับเก่ง น้ำเน่าได้ใจจริงๆ เลย”
แปะ แปะ แปะ ภครัฐตบมือให้บิดาอย่างชื่นชม ขบขันในคำพูดของท่านจนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
“ตารัฐ” กาญจนาเรียกบุตรชายเสียงอ่อน นางเองเคยมีอาการแบบนี้มาก่อน อาการหัวเราะท้องคัดท้องแข็งไม่เชื่อในสิ่งที่สามีเล่า พอมองเห็นอาการของบุตรชาย ทำให้คิดถึงตัวเองขึ้นมาทันที
“นี่คุณแม่ก็เป็นไปอีกคนเหรอครับ เชื่อนิทานของคุณพ่อ” ภครัฐหันไปหัวเราะมารดาเมื่อเห็นท่านแสดงสีหน้าไม่สู้ดีส่งมายังเขา
“แกไม่เชื่อ” วิรัฐถามเสียงเข้ม มองอาการของบุตรชายอย่างเดือดดาล
“จะให้ผมเชื่อนิทานหลอกเด็กของคุณพ่อเหรอครับ บ้านเรารวยจะตาย คุณพ่อก็บริหารงานเก่งขนาดนี้ แล้วเราจะเป็นหนี้สินได้ยังไงกัน ผมไม่เชื่อหรอกครับ” ภครัฐยังส่ายหน้าไม่เชื่อ “ที่คุณพ่อเรียกผมกลับมาเพื่อจะเล่านิทานหลอกเด็กเรื่องนี้ให้ผมฟังเหรอครับ ผมไม่ได้โง่นะครับที่จะเชื่อง่ายๆ”
“งั้นแกดูสัญญานี่ แกจะได้ตาสว่าง ถ้าเราไม่ทำตามที่เขาต้องการ เขาจะเข้ามายึดทุกอย่างของเราในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้”
ภครัฐยังอดหัวเราะบิดาไม่ได้ เขายื่นมือไปรับเอกสารสำคัญแผ่นนั้นมาด้วยมืออันสั่นเทาเล็กน้อย แต่พยายามเก็บอาการเอาไว้ กลบเกลื่อนว่าเขาไม่เชื่อ ทั้งๆ ที่สีหน้าแววตาและน้ำเสียงจริงจังของบิดา รวมถึงสีหน้าของมารดาทำให้เขาไม่ค่อยมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดจะถูกต้องเสมอไป
“ยังไงผมก็ไม่เชื่อหรอกครับ นี่คุณพ่อลงทุนให้คนทำเอกสารปลอมมาหลอกผมเลยเหรอครับ” ภครัฐยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“รัฐ มันจริงนะลูก แม่เองก็ไม่เชื่อเหมือนลูก แต่แม่ก็ไปสอบถามจากทนายประจำตระกูลของเรามาแล้ว” กาญจนาเข้ามานั่งข้างบุตรชายแล้วบีบมืออีกฝ่ายเพื่อให้กำลังใจ
“โธ่... คุณแม่นี่มันนิทานหลอกเด็กครับ คุณพ่อฉลาดจะตาย สร้างหลักฐานแค่นี้มาหลอกเรา คุณแม่ก็เชื่อ อะไรกันบ้านเราจะมีหนี้สินมากมายขนาดนี้ได้ยังไง ถ้ามีหนี้จริงจะใช้จ่ายสุขสบายอยู่แบบนี้เลยเหรอครับ เป็นไปไม่ได้หรอก คุณแม่อาจจะตรวจสอบไม่ละเอียดพอ เดี๋ยวผมจะจัดการเองครับ” ภครัฐกำเอกสารในมือแน่นด้วยความรู้สึกใจหายจนแทบสติหลุด แต่ปากก็ยังพูดไปอีกทางที่ตรงข้ามกับใจคิด
“ทุกอย่างเป็นความจริงครับคุณภครัฐ เอกสารตรงหน้าถูกต้องทุกอย่าง”
ทนายสมชายที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปสบตากับวิรัฐผู้เป็นทั้งเจ้านายและเพื่อนรัก แล้วผ่อนลมหายใจหนักหน่วง ภครัฐอึ้งจนพูดไม่ออก เดาเอาว่าการผ่อนลมหายใจของทนายประจำตระกูลคงเป็นเพราะเรื่องราวที่เป็นอยู่ แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นอีกความหนักใจที่ภครัฐไม่มีวันล่วงรู้
“พ่อ” คราวนี้ภครัฐช็อกตาตั้ง หันมองมารดาที่หน้าซีดเผือดพยักหน้าให้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ว่าให้เขายอมรับความจริงทุกอย่าง
“จริงจ้ะลูก แม่ตรวจสอบละเอียดดีแล้ว ไม่ใช่ว่าหลับหูหลับตาเชื่อ อย่างที่รัฐว่าหรอกลูก
แม่เองก็ต้องขนเครื่องเพชรไปขาย เพื่อพยุงค่าใช้จ่ายในบ้านนานหลายเดือนแล้ว และคนรับใช้ที่แม่โกหกว่ากลับไปเยี่ยมบ้าน แท้ที่จริงเราให้เงินทุนเขาไปตั้งตัว เพราะแบกภาระที่จะจ้างเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”
น้ำคำของมารดาทำให้ภครัฐพิงหลังไปกับพนักโซฟาอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง
“รถเรามีตั้งหลายคัน ถ้าเป็นหนี้จริง ทำไมยังอยู่” ภครัฐถามเสียงแหบโหย
“รถพวกนี้ทางเจ้าหนี้ก็คือลุงมนชัยของแกไม่ให้ขาย เพราะเขาจะยึดเอาไว้เป็นทรัพย์สมบัติของเขา รวมเป็นดอกเบี้ย” วิรัฐตอบลูกชายเสียงอ่อนล้า
ภครัฐแทบช็อก… บ้านเขาจะกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ติดหนี้สินมหาศาลอย่างนั้นเหรอ ทุกอย่างจะถูกยึด บริษัทจะตกเป็นของคนอื่น เป็นไปไม่ได้ มันต้องไม่เกิดขึ้นสิ!!!
ปัง ปัง ปัง...
เสียงปืนสามนัดดังติดกัน พร้อมกับวิถีกระสุนจากปลายกระบอกปืนของหญิงสาวที่ขี่ม้าอย่างสง่างามทำให้เด็กทั้งสองปรบมือเสียงดังอย่างชื่นชม
เรียกได้ว่าหญิงสาวยิงแม่นเหมือนจับวาง กระสุนเจาะเข้าที่เป้าตรงหน้าอย่างแม่นยำ เป็นหนึ่งไม่มีสอง และว่องไวเพียงเสี้ยววินาที
ร่างระหงของ มุกอันดา กฤษขจรเดช เหวี่ยงขาลงจากหลังม้าอย่างสวยงาม มองเป้าที่ถูกยิงจนพรุนเหมือนจับวางอย่างพึงพอใจ
“พี่มุกดื่มน้ำก่อน ฝีมือพี่สุดยอดไปเลย”
มรรคพยักหน้าให้มัดไหม เด็กสาวรีบยกน้ำเย็นๆ มาเสิร์ฟให้มุกอันดา ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกหัวแม่โป้งให้พี่สาวบุญธรรม เขาเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ส่วนมัดไหมก็เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเช่นกัน เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเด็กในอุปการะ แต่มนชัยบิดาของมุกอันดาก็รักเหมือนลูกหลาน ทำให้เด็กทั้งสองเป็นที่เคารพของคนงานที่รู้กันว่าอยู่ในฐานะอะไร
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก นานๆ ซ้อมที งานยุ่งชะมัด” มุกอันดาตอบด้วยรอยยิ้มพราวแล้วรับผ้าผืนสะอาดจากมัดไหมมาเช็ดหน้าและลำคอเบาๆ
ลูกสาวคนสวยของนายเกาะใหญ่มองน้องๆ ทั้งสองด้วยความเอ็นดู มรรคกับมัดไหมเป็นเด็กกำพร้าที่บิดานำมาชุบเลี้ยงเอาไว้ มุกอันดารักเด็กทั้งสองเหมือนน้อง เหมือนเพื่อน เหมือนญาติสนิท มีเรื่องอะไรก็เล่าสู่กันฟังอย่างไม่ปิดบัง ถือว่าเป็นคนในครอบครัวที่เธอไว้ใจรองจากบิดาผู้ให้กำเนิด
“พี่มุกจะซ้อมมวยต่อเหรอคะ” มัดไหมเอ่ยถามหลังจากรับผ้าซับเหงื่อมาถือเอาไว้ ดวงตาเป็นประกายสดใสชื่นชมคนตรงหน้าอย่างเปิดเผย รักและศรัทธา แทบจะบูชาเลยก็ว่าได้
“ใช่” มุกอันดายักคิ้วให้เด็กสาวตรงหน้า ก่อนจะเดินไปทรุดนั่งเพื่อรอลูกน้องมาซ้อมมวยไทยกับเธอเหมือนเช่นทุกครั้ง
มุกอันดาเป็นทายาทเพียงคนเดียวของนายหัวมนชัย เจ้าของเกาะอันดาที่ร่ำรวยมหาศาลเพราะธุรกิจฟาร์มมุก ธุรกิจรีสอร์ต โรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยวและอีกมากมาย รวมถึงโรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง หญิงสาวจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับหนึ่ง และปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ
“เมื่อกี้เห็นพี่มุกซ้อมยิงปืนอยู่เลยไม่อยากขัด พ่อบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่” มรรคเอ่ยบอกพี่สาวเมื่อได้จังหวะ
มรรคเรียกมนชัยว่าพ่อเพราะท่านต้องการให้เรียกแบบนั้น แต่มรรคและมัดไหมก็ยังใช้นามสกุลเดิมที่ติดตัวมา
“เรื่องสำคัญเหรอ” มุกอันดาขมวดคิ้วเรียวเข้มของตัวเองขึ้นอย่างครุ่นคิด ผมสลวยประดุจดั่งแพรไหมชั้นดีถูกมัดรวบเป็นหางม้าอยู่ทางด้านหลังปลิวไปตามสายลมที่พัดมากระทบเป็นระยะๆ เพราะที่นี่เป็นชายทะเล อากาศจึงเย็นสบายมีลมพัดอยู่เสมอๆ
“มรรคว่าน่าจะเป็นเรื่องแต่งงาน” มรรคคาดเดาจากน้ำเสียง สีหน้าและแววตาของผู้มีพระคุณ มนชัยดูจริงจังกับเรื่องแต่งงานเป็นอันมาก เขาและมัดไหมรับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะในครอบครัวไม่มีความลับต่อกัน
“จริงเหรอ พ่อจะพูดเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ” ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบงดงามบิดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อรู้ว่าบิดาจะพูดเรื่องอะไร
“พ่อทำท่าทีจริงจังมากเลยนะคะพี่มุก” มัดไหมพยักหน้าให้พี่สาว ก่อนหันไปมองสบตากับมรรค มรรคกุมมือน้องน้อยเอาไว้แทบจะตลอดเวลา จนมุกอันดาหรือใครๆ เห็นจนชินตา และรู้ดีว่ามรรคหวงและห่วงมัดไหมเหมือนไข่ในหิน
“ไม่เห็นจะสนเลย ยังไงพี่รับมือได้สบายอยู่แล้ว เดี๋ยวเราสองคนคอยดู พ่อขู่มากๆ หนีไปอยู่บ้านพักท้ายเกาะซะเลย”
มุกอันดากอดอกอย่างใช้ความคิด แม้เรือนร่างหญิงสาวจะบอบบางแต่สัดส่วนอัดแน่นไปด้วยความเป็นสาวที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหน้าอกอวบใหญ่ เอวคอด สะโพกผาย ผม คิ้ว ขนตาดำสนิททำให้ใบหน้าคมขำ ผิวขาวเนียนที่ได้รับมาจากมารดาทำให้เธอดูผุดผ่อง แต่เพราะทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ ดวงตาคมขำสวยซึ้งตามชาติพันธุ์ของสาวใต้
ใครได้เห็นมุกอันดาจะต้องเหลียวหลังตาค้าง เธอเป็นผู้หญิงที่จัดว่าสวย สวยมากแทบไม่มีที่ติ ไม่ใช่สวยธรรมดาแต่สวยคมหวานซึ้ง แววตาสดใสบ่งบอกถึงความฉลาดเฉลียว เป็นผู้นำและเข้มแข็งเฉกเช่นบิดา
มุกอันดาเองก็พูดไปแบบนั้น จริงๆ แล้วบิดาไม่ใช่คนชอบบังคับจิตใจใคร ออกจะเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นและแฟร์ๆ เสียมากกว่า
“แต่คราวนี้พ่อมีข้อเสนอมาให้ลูก” น้ำเสียงที่ตอบออกมาไม่ใช่เสียงของใคร แต่เป็นเสียงของบิดาที่ยืนสง่างามมองมาอย่างรู้ทัน
“พ่อ” สามเสียงอุทานพร้อมกัน มุกอันดาแอบหน้าหงิกใส่บิดาเล็กน้อย ข้อเสนอของบิดาคราวนี้คงทำให้เธอต้องคิดหนัก เพราะท่านฉลาดเฉลียว เธอเองต้องเรียนรู้จากท่านหลายๆ อย่าง ถือว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านตั้งแต่เล็กจนโต เธอยังห่างชั้นจากท่านมากนัก
มนชัยยิ้มให้บุตรสาวและเด็กในอุปการะทั้งสอง เขารู้ว่ามุกอันดาเป็นมีปฏิภาณไหวพริบ ฉลาดเฉลียว เอาตัวรอดเก่ง และที่สำคัญ รู้เท่าทันคนรอบข้าง ดังนั้นเขาคิดจะทำอะไร ก็ต้องวางแผนแนบเนียน ไม่งั้นโดนบุตรสาวรู้ทันและกลับลำเอาได้ทุกคราไป
ร่างสูงสง่าของนายหัวเมืองใต้เดินนำเข้าบ้านไปก่อนเพื่อให้รู้ว่าทั้งสามจะต้องเดินตามมาให้ไว เพื่อพูดเรื่องสำคัญที่บุตรสาวจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน...
กันต์นั่งมองเพื่อนรักอย่างภครัฐกรอกเหล้าเข้าปากเหมือนน้ำเปล่าแล้วต้องส่ายหัวไปมา
“ไอ้รัฐแกจะเมาตายแล้วนะโว้ย” กันต์ดึงแก้วเหล้าในมือเพื่อนออกอย่างเป็นห่วง
“แกอย่ามายุ่งน่า ฉันจะดื่มให้ตายไปเลย” ภครัฐแย่งแก้วเหล้ากลับคืนมา แต่กันต์ก็ยังตามมาดึงคืนไปวางไว้อีกด้าน
“พอเถอะ แทนที่แกจะหาทางแก้ปัญหา แกมัวแต่กรอกเหล้าเข้าปากแบบนี้ มันจะได้อะไรขึ้นมา” กันต์เอ่ยเตือนสติเพื่อน
“ฉันไม่เมา”
“เออ ฉันรู้ว่าแกคอแข็ง แต่ถ้าแกยังกรอกเหล้าอยู่แบบนี้ เดี๋ยวแกก็เมา” กันต์ส่ายหน้าไปมา ตอนนี้ภครัฐยังไม่เมาได้ที่ต่างหาก แค่มึนๆ แต่เล่นกรอกเข้าปากเป็นขวดๆ ไม่เมาก็ให้มันรู้ไป
“แกถามว่าฉันจะแก้ปัญหายังไงเหรอ ง่ายๆ ก็แค่แต่งงานกับยัยบ้านนอกนั่น”
“แกจะแต่งงานเลยมานั่งเมาอยู่แบบนี้ นี่ถ้าบอกว่าเป็นนิยายน้ำเน่าฉันเชื่อเลยว่ะ แกต้องสละตัวเองเพื่อหนี้สิน” กันต์แทบไม่เชื่อในสิ่งที่เพื่อนเล่าให้ฟัง
“ใช่ ฉันไม่อยากแต่งกับยัยนั่นสักหน่อยนะโว้ย” ภครัฐเหยียดปากอย่างน่าชัง
“แล้วเด็กสาวบ้านนอกที่แกเล่าชื่ออะไรวะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“อ้าว” กันต์เกาะหัวไปมา พ่อลูกคู่นี้คุยกันยังไง
“ไม่เคยถาม พอพ่อฉันเอ่ย ฉันก็ขัดและเดินหนีทันที”
“รังเกียจเขาขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“ใช่ รังเกียจยัยนั่นสุดๆ ไปเลย อยากจะยกฐานะตัวเองเพื่อมาแต่งงานกับฉัน”
“เฮ้ย! แกพูดเหมือนเด็กนั่นจนแล้วแกรวย เลยยกฐานะ แต่ที่แกเล่า แกแต่งงานใช้หนี้นะโว้ย”
“หมายถึงฐานะทางสังคมไง คงรวยจริงเหมือนพ่อว่า แต่รวยแบบบ้านนอกคอกนา เหมือนพวกเศรษฐีมีเงินแล้วชอบอวดอะไรเทือกนั้น”
“แกดูถูกเขามากไปหรือเปล่า เดี๋ยวนี้คนรวยๆ ต่างจังหวัดเขาก็ดูดีนะโว้ย อาจไม่ใช่อย่างที่แกคิดก็ได้”
“ฉันคิดว่าฉันคิดถูก ไม่งั้นยัยนั่นกับพ่อ จะอยากได้ฉันเป็นเขยจนตัวสั่นหรือไง” ภครัฐเหยียดปากอีกครั้ง ก่อนจะคว้าเหล้ามากรอกเข้าปาก