ตอน 1

เฌอปราง อิสเรศ เด็กสาววัยสิบแปดปีบริบูรณ์ ดวงหน้าขาวเนียนรูปหัวใจ สองพวงแก้มที่ผุดผ่องสดใสจนเห็นเส้นเลือดฝอยภายใน มีลักยิ้มบุ๋มน่ามองยามเจ้าตัวแย้มยิ้ม เรือนร่างอรชรถูกซ่อนเร้นเอาไว้ใต้เสื้อผ้าตัวใหญ่ ความสูงหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดเซนติเมตร ทำให้หล่อนดูตัวเล็กมากหากยืนอยู่ใกล้ผู้ชายสูงสง่าอย่าง เคลวิน แม็กคลาเรน เจ้าของไร่ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือและในประเทศไทย

เด็กสาวคือลูกสาวของคนงานในไร่ที่เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ ทำให้เป็นกำพร้า และก็ต้องตกมาอยู่ในการดูแลของเคลวินตั้งแต่อายุสิบขวบ ระยะเวลาแปดปีเต็มที่ผ่านมา ความเอาใจใส่ของพ่อเลี้ยงหนุ่มหล่อที่มีให้นั้น ทำให้เด็กสาวอย่างหล่อนซาบซึ้งใจนัก และมันก็ทำให้หัวใจไร้เดียงสารู้จักคำว่ารักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สนามหญ้าหลังบ้านไม้สักหลังใหญ่ของพ่อเลี้ยงเคลวิน แม็กคลาเรน คือสถานที่ที่หล่อนมักจะมานั่งทอดอารมณ์ และมองดวงอาทิตย์ที่กำลังปีนป่ายขึ้นจากขอบฟ้าเสมอ แต่หลายวันมานี่มันต่างไปจากเดิม เมื่อสนามหญ้าหลังบ้านไม่ได้เป็นที่ส่วนตัวของหล่อนอีกต่อไปแล้ว

เรือนกายสูงสง่าล่ำสันของพ่อเลี้ยงเคลวินกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้สีขาวที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของโต๊ะไม้ที่มีลักษณะทรงกลมสีเดียวกัน บนโต๊ะไม้มีขวดเหล้า ถังใส่น้ำแข็ง และแก้วใสทรงสวยที่มีหยาดน้ำสีอำพันเจืออยู่ที่ก้นของมัน

หล่อนรู้ตัวว่าควรจะเดินจากไป เพราะมั่นใจว่าเคลวินกำลังต้องการความเป็นส่วนตัว แต่สองขากลับไม่ยอมขยับเคลื่อนไหว ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ผู้มีพระคุณด้วยความเห็นใจ

หล่อนรับรู้เรื่องราวเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเคลวินไม่ต่างจากคนงานทุกคนในไร่ชาแห่งนี้

คุณณิชา คนรักที่เคลวินรักมาก พวกเขาคบหากันมายาวนาน และทุกคนก็มั่นใจว่าพวกเขาจะต้องแต่งงานกันในตอนสุดท้าย แต่ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมด เมื่อจู่ๆ คุณณิชาก็ส่งการ์ดแต่งงานมาถึงเคลวิน และบอกว่าจะแต่งงานกับเศรษฐีฝรั่งคนหนึ่งที่เพิ่งเจอกันได้เพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

หล่อนรู้ดีว่าเคลวินจะต้องช็อกมากๆ และก็คงเสียใจจนแทบเป็นบ้าเป็นหลัง เมื่อผู้หญิงที่เขารักมากดั่งดวงใจมาสะบั้นรักลงกะทันหันแบบนี้

ตอนแรกหล่อนเป็นห่วงมาก กลัวว่าเคลวินจะเสียใจจนเสียผู้เสียคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่อย่างนั้น เคลวินแสดงความเสียใจให้ทุกคนเห็นก็จริง แต่ภายใต้ความเสียใจนั้น ชายหนุ่มกลับเต็มไปด้วยความคั่งแค้นจนน่ากลัว

แกรก...

หล่อนขยับเท้า และก็บังเอิญไปเหยียบท่อนไม้แห้งที่อยู่ด้านหลังจนหัก เกิดเสียงดังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าคนที่นั่งดื่มเหล้ามองแสงตะวันยามเช้าอยู่ต้องได้ยิน

เคลวินมองมาที่หล่อน...

ร่างเล็กกะทัดรัดของเฌอปรางคล้ายกับถูกคำสาปให้ยืนนิ่งไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้

ดวงตาสีน้ำตาลที่จ้องมองมายังร่างของหล่อนนั้นมืดลึกและอ่านความรู้สึกไม่ออก

หล่อนพยายามตั้งสติ แต่การเผชิญหน้ากับเคลวินมันสร้างความประหม่าให้กับหล่อนเสียทุกครั้ง ตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าตกหลุมรักเขาเข้าเต็มหัวใจ

กลีบปากอิ่มเม้มแน่นเป็นเส้นตรง มือเล็กที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวชุ่มชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ

หล่อนระมัดระวังการแสดงออกของความรู้สึกตนเองเสมอ ไม่มีวันที่หล่อนจะทำให้เคลวินลำบากใจกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของหล่อนแน่นอน

เพราะหล่อนรู้ดีว่าเขาไม่เคยต้องการ...

“สวัสดีตอนเช้า เฌอปราง”

น้ำเสียงสบายๆ ของเคลวินที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักสวยทำให้เฌอปรางต้องรีบรวบรวมสติ และก้าวเข้าไปหาเขาอย่างไม่มีทางเลือก

“สวัสดีตอนเช้าค่ะ พ่อเลี้ยง”

เคลวินระบายยิ้มออกมา และมองหล่อนด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากทุกวัน ซึ่งมันก็ทำให้หล่อนทั้งประหม่าทั้งรู้สึกขัดเขินจนเผลอบิดตัวไปมา

“นั่งก่อนสิ”

“เอ่อ... หนู...”

หล่อนกำลังจะปฏิเสธ เพราะการเผชิญหน้ากับเคลวินมันทำให้หล่อนอ่อนแอและอ่อนไหวเหลือเกิน

“เดี๋ยวนี้เธอดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะเสวนากับฉันเลยนะ เฌอปราง”

“ไม่... ไม่ใช่ค่ะพ่อเลี้ยง”

“งั้นก็นั่งลงสิ ฉันคิดว่าเรามีเรื่องที่ต้องคุยกัน”

หล่อนจำต้องหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ตัวตรงกันข้ามกับเขา หัวใจสาวเต้นแรงระรัว แข้งขาก็อ่อนแรง เมื่อได้อยู่ใกล้ๆ กับผู้ชายเจ้าของดวงใจ

เคลวินหล่อมาก...

นี่คือคำจำกัดความเดียวที่หล่อนมอบให้เขาได้

หล่อเถื่อนๆ หล่อแบบมีพลังทำลายล้างสูงลิบ

เฌอปรางพยายามควบคุมจังหวะการหายใจของตัวเองไม่ให้หอบกระชั้นจนคนตรงหน้าสังเกตเห็น

“นี่ฉันไม่ได้เห็นเธอนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย”

“ก็น่าจะ... สองสามอาทิตย์ค่ะ”

ซึ่งมันก็คือช่วงเวลาที่หล่อนเข้าไปพักที่หอพักในเมืองเพื่อสอบภาคเรียนสุดท้ายของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก

“ก็ไม่นานนะ ทำไมเธอดูโตเป็นสาวจัง”

พวงแก้มนวลแดงระเรื่อ และก้มหน้าหลบสายตาเข้มเป็นประกายของผู้ชายที่หล่อวัวตายควายล้ม ลงมองปลายเท้าของตนเองด้วยความเขินอาย

“ก็... หนูสิบแปดแล้วนี่คะ”

หล่อนอ้อมแอ้มตอบออกไปเสียงแผ่วเบา

เคลวินหัวเราะในลำคอ พิศมองดวงหน้าขาวผ่องของเด็กสาววัยกำดัด เจ้าหล่อนมีรอยยิ้มสดใสที่ให้ความรู้สึกเหมือนแสงตะวันยามเช้า มันทั้งอบอุ่นและสดใส

ริมฝีปากที่อยู่ใต้จมูกโด่งเชิดพองามอวบอิ่มจนดูเหมือนจะหนาเกินไป ไม่ได้เป็นรูปกระจับเหมือนที่สาวๆ นิยมกัน แต่เขากลับรู้สึกว่ามันดูเย้ายวนเชิญชวนให้ชายลิ้มลอง

ดวงตากลมโตสีดำขลับสดใส แววตาของหล่อนไร้เดียงสาไม่ต่างจากเด็กสาววัยแรกรุ่นทั่วไป แต่ทุกครั้งที่นัยน์ตาหวานทอดมองมายังเขา เขาก็สัมผัสได้ถึงความเทิดทูนบูชาจากเจ้าหล่อนได้อย่างชัดเจน และเพราะแบบนี้ไง เขาถึงมีความคิดเห็นแก่ตัวอย่างนี้ขึ้นมาในสมอง

“นั่นสินะ เธอมีอายุสิบแปดปีแล้ว”

“เอ่อ... เมื่อกี้พ่อเลี้ยงบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับหนูใช่ไหมคะ”

“อืม”

ใบหน้าหล่อลากไส้ผงกขึ้นลงตอบเพียงสั้นๆ ในขณะที่หล่อนรู้สึกกังวลแปลกประหลาด

“เอ่อ... เรื่องมหาวิทยาลัยใช่ไหมคะ”

เคลวินเคยบอกกับหล่อนเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ว่าหลังจากที่หล่อนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก เขาจะส่งหล่อนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่หล่อนต้องการเรียนต่อแค่ที่เชียงใหม่เท่านั้น

“ไม่ใช่”

ดวงตากลมโตของเฌอปรางเบิกกว้างเล็กน้อย และก็เต็มไปด้วยความแปลกใจ เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ เคลวินยังจะมีเรื่องอะไรคุยกับหล่อนอีกล่ะ ในเมื่อปกติแล้ว เขาไม่ค่อยจะสนใจเสวนากับหล่อนสักเท่าไหร่

“เอ่อ... แล้วเรื่องอะไรเหรอคะพ่อเลี้ยง”

ดวงตาสีน้ำตาลของเคลวินจ้องมองมาที่หล่อนนิ่งนาน นานจนหล่อนรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

เคลวินไม่เคยมองหล่อนด้วยสายตาแบบนี้ และไม่เคยมองนานแบบนี้ด้วย

“หนูยินดีทำทุกอย่างตามคำสั่งพ่อเลี้ยงค่ะ”

หล่อนตัดสินใจพูดออกไป เพื่อให้ผู้ชายตรงหน้ายอมเฉลยสิ่งที่ค้างคาใจเสียที

หล่อนเห็นเขาพ่นลมออกจากปากเฮือกใหญ่สองสามครั้ง ก่อนที่จะเริ่มต้นพูดขึ้น

“ฉันมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือจากเธอน่ะ”

“ค่ะ”

ดวงตากลมโตจ้องมองเขา มองอย่างรอคอยใจจดจ่อ

“เธอน่าจะพอรู้มาบ้างแล้วล่ะ เรื่องณิชาน่ะ”

“เอ่อ... หนู... พอ... พอทราบค่ะ”

หล่อนอึกอักไม่อยากจะพูดออกไปนัก เพราะเกรงว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ชายตรงหน้า

“มันเป็นเรื่องที่น่าบัดซบมากที่จู่ๆ ฉันถูกคนรักที่คบกันมาสิบกว่าปีสลัดทิ้ง แถมยังได้รับการ์ดเชิญแต่งงานมาให้แสลงใจอีก”

ตอน 2

“พ่อเลี้ยงคะ... หนูไม่รู้จะช่วยพ่อเลี้ยงยังไง แต่หนูอยากให้พ่อเลี้ยงเข้มแข็งไว้นะคะ”

หล่อนคิดว่าเขาจะแสดงความเจ็บปวดออกมา แต่กลับไม่มีให้เห็นเลย เพราะแววตาของเคลวินตอนนี้มีแต่กองไฟ และมันก็คือไฟแค้นที่น่ากลัว

“ถูกต้อง ฉันเจ็บปวด แต่ในความเจ็บปวดนั้นมันอัดแน่นไปด้วยความแค้น”

“เอ่อ...”

“แล้วฉันก็ต้องการให้เธอช่วย”

หล่อนคิดไม่ออกว่าเคลวินจะให้หล่อนช่วยเหลืออะไร ในเมื่อไม่ได้มีความสามารถอะไรมากนัก

“ถ้าหนูทำได้ หนูยินดีช่วยพ่อเลี้ยงทุกอย่างค่ะ”

หล่อนเห็นริมฝีปากหยักสวยของเคลวินบิดเบี้ยว ก่อนที่เขาจะยิ้มเย้ยหยันออกมา

“เธอช่วยฉันได้แน่นอน เฌอปราง”

“เอ่อ... แล้วพ่อเลี้ยงจะให้หนูช่วยยังไงเหรอคะ”

ไฟร้ายในดวงตาสีน้ำตาลของเคลวินลุกโชนจนน่าหวั่นใจแทนณิชา

“ฉันต้องการจ้างเธอมาแต่งงานด้วย”

“คะ?!”

หล่อนต้องหูฝาดไปแน่ หรือไม่ก็... อาจจะได้ยินผิดไป ไม่มีทางที่เคลวินจะมีความคิดบ้าคลั่งแบบนี้หรอก

“ฉันต้องการแก้แค้นณิชา ด้วยการจ้างเธอมาแต่งงานด้วย”

คราวนี้หล่อนรู้แล้วล่ะว่าตัวเองหูไม่ได้ฝาดเฝื่อน แต่สิ่งที่ได้ยินมันดังออกมาจากปากหยักสวยของเคลวินจริงๆ

ดวงตากลมโตเบิกโพลง กลีบปากอิ่มสีแดงระเรื่อเผยอกว้างด้วยความตื่นตกใจ

“ฉันต้องการทำให้ณิชารู้ว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย กับสิ่งที่ณิชาทำลงไป”

“พ่อเลี้ยง... หนู...”

“ฉันรู้ว่าเธอตกใจมาก แต่ฉันมองไม่เห็นใครแล้วที่จะสวมบทบาทเมียของฉันได้แนบเนียนเท่ากับเธอ”

“หนู...”

“ถ้าเป็นเธอ ณิชาจะต้องไม่สงสัย เพราะเธออยู่ในไร่กับฉัน”

หล่อนจะทำยังไงดี...?

“หนูคิดว่า... ทางนี้มันไม่น่าจะทำให้อะไรดีขึ้นได้นะคะพ่อเลี้ยง”

หล่อนพยายามที่จะปฏิเสธอ้อมๆ แต่เคลวินไม่เห็นด้วย เขายังยืนยันคำเดิม

“ทางนี้แหละ ที่มันจะทำให้ณิชารู้ว่า แท้จริงแล้วคนที่จะต้องกระอักออกมาเป็นเลือดไม่ใช่ฉัน แต่เป็นตัวของณิชาเอง”

น้ำเสียงของเคลวินอัดแน่นไปด้วยความคั่งแค้น จากนั้นเขาก็จ้องหน้าหล่อนและถามหาคำตอบ

“ว่าไงล่ะ เธอตกลงไหม”

“หนู...”

“ฉันไม่บังคับนะ แต่ฉันต้องการความช่วยเหลือจริงๆ”

เฌอปรางก้มหน้าลงมองมือเล็กของตัวเองที่ประสานกันเอาไว้บนตัก สมองกำลังสับสนอลหม่านราวกับถูกพายุพัดเข้าถล่ม

ถ้าหล่อนปฏิเสธ แล้วเคลวินจะเกลียดหล่อนไหม?

แล้วถ้าหล่อนตอบตกลงล่ะ หล่อนจะทำยังไงกับความรู้สึกของตัวเองที่จะต้องถลำลึกมากยิ่งขึ้น

“ฉันรอคำตอบอยู่นะ เฌอปราง”

หล่อนค่อยๆ ช้อนตาขึ้นสบประสานกับดวงตาสีน้ำตาลสุดสวยของเคลวิน

หล่อนไม่ต้องการทำให้เคลวินผิดหวัง

“ค่ะ หนูตกลงค่ะ”

ริมฝีปากหยักสวยของเคลวินแย้มเผยอเป็นรอยยิ้ม พร้อมกับเสียงขอบคุณที่ดังเล็ดลอดออกมา

“ขอบใจมากนะเฌอปรางที่ให้ความร่วมมือกับฉัน”

“เอ่อ... แล้วหนูต้องทำยังไงบ้างคะพ่อเลี้ยง”

“ไม่มีอะไรยากหรอก เราก็แค่แต่งงานกัน ทำให้ณิชารู้ว่าคนที่เป็นฝ่ายถูกทิ้งน่ะไม่ใช่ฉัน”

“เอ่อ...”

หล่อนก้มหน้าลงมองมือตัวเอง ก่อนจะกลั้นใจถามออกไป

“แล้วเรื่อง... เอ่อ... ห้องนอนล่ะคะ”

เขาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่น้ำเสียงกระด้างจะดังกังวานออกมาให้ได้ยิน

“คำว่าแต่งงานของฉันคือการแต่งงานจริงๆ และก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ”

หล่อนลืมตัวช้อนตามองเขา พวงแก้มนวลเป็นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ เมื่อนึกถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางกายที่อาจจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อการแต่งงานเดินทางมาถึง

“ตะ... แต่พ่อเลี้ยงแค่จ้างหนูแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ”

“จ้างแต่งงานก็คือฉันจะจ่ายเงินก้อนหนึ่งซึ่งมันมากพอที่จะทำให้เธอใช้ชีวิตหลังจากที่ไม่มีฉันได้อย่างสบาย ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย ฉันเป็นผู้ชายเต็มตัว และแน่นอนว่าฉันต้องการมันจากเมียตัวเอง”

หล่อนหน้าแดงจัดยิ่งขึ้น หัวใจเต้นแรงระรัว นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะมีโอกาสมานั่งต่อรองกับเคลวินในเรื่องแบบนี้

“เอ่อ...”

“หรือว่าเธอมีเรื่องขัดข้องล่ะ”

“หนู... เอ่อ... หนูไม่มีอะไรขัดข้องค่ะ”

“ดีมาก งั้นเดี๋ยววันนี้ตอนเย็นมาเซ็นสัญญาจ้างงานนะ ฉันจะร่างเอาไว้รอเธอ”

“สัญญาจ้างงาน?”

ใบหน้าหล่อจัดของเคลวินเปื้อนรอยยิ้มบางๆ ท่าทางของเขาดูผ่อนคลาย ต่างจากหล่อนอย่างสิ้นเชิง

เขาทำเหมือนกับว่ากำลังเจรจาเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ทางกายอย่างนั้นแหละ

เฌอปรางอดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ แต่ก็จำต้องเก็บซ่อนเอาไว้ให้ลึกที่สุด

“ถูกต้อง เราต้องทำสัญญากันเอาไว้ เพราะในอนาคต อาจจะมีคนหนึ่งคนใดผิดสัญญาขึ้น จะได้ไม่ต้องมีปัญหากันไงล่ะ”

“ค่ะ”

หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากตอบรับเขาออกไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

“ขอบใจเธอนะเฌอปรางที่ยอมช่วยเหลือฉัน”

เขาส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ฉันขอตัวไปร่างสัญญาก่อน แล้วเย็นนี้เจอกันหลังอาหารมื้อค่ำ”

“เอ่อ... ค่ะ พ่อเลี้ยง”

เขาส่งยิ้มให้หล่อนอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเดินจากไปด้วยท่าทางสง่างามตามบุคลิกประจำตัว

น้ำใสๆ ไหลคลอสองหน่วยตาของเฌอปราง เมื่อเหลือหล่อนอยู่เพียงลำพังภายในสนามหญ้าหลังบ้าน

แสงจากดวงตะวันในวันนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนเช่นทุกวันอีกแล้ว

หล่อนไม่ได้รังเกียจที่จะเป็นภรรยาของเคลวิน แต่สิ่งที่ทำให้หล่อนเสียใจ คือการได้เป็นภรรยาจ้างที่ต้องจากไปเมื่อสัญญาจ้างงานสิ้นสุดลง

หากเลือกได้ หล่อนต้องการที่จะอยู่กับเขาในฐานะเดิม เด็กในอุปการะแบบนี้ไปชั่วชีวิต เพราะมันทำให้หล่อนสามารถมองเขา เห็นเขาได้ทุกวันเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา

มือเล็กยกขึ้นป้ายน้ำอุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากดวงตา กลีบปากอิ่มสั่นสะท้านเมื่อก้อนสะอื้นเล็ดลอดผ่านออกไป

แต่หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก ในเมื่อมันคือความต้องการของเคลวิน ผู้ชายที่เปรียบประดุจเจ้าของลมหายใจ

แกรก...

เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแว่วมาในหู ทำให้เฌอปรางต้องรีบจัดการกับหยาดน้ำตาบนแก้มนวล และเมื่อแน่ใจว่ามันแห้งดีแล้ว จึงหันไปมองยังต้นเสียง

“พี่นัท”

ดนัทธ์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปี เขาคือลูกชายของหัวหน้าคนงานในไร่ชาของเคลวิน

ดนัทธ์ได้ทุนจากเคลวินให้ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ และก็เพิ่งกลับมาอยู่ที่ไร่ชาได้เกือบๆ สองปีแล้ว

“พี่ไม่นึกว่าจะเจอน้องปรางที่นี่”

ดนัทธ์เดินมานั่งบนเก้าอี้ไม้สีขาวตัวเดิมที่เคลวินเพิ่งลุกจากไป เขาเป็นผู้ชายผิวขาว ปากแดง และมีหน้าตาหล่อเหลาถอดแบบมาจากหนุ่มเกาหลีไม่มีผิด

“เอ่อ... พี่นัทมาเดินเล่นเหรอคะ”

“เปล่าหรอก พี่มาตามหาพ่อเลี้ยงน่ะ พอดีตอนเช้าจะมีคนเข้ามาเก็บใบชาน่ะ”

เด็กสาวฝืนยิ้มสดใส แต่กระนั้นคู่สนทนาก็เหมือนจะสังเกตเห็นความเศร้าในดวงตาของหล่อน

“พ่อเลี้ยงน่าจะอยู่ในบ้านนะคะ”

“อืม ว่าแต่น้องปรางเถอะ เป็นอะไรไป ทำไมวันนี้หน้าดูเครียดๆ ชอบกล”

“ปะ... เปล่าค่ะ”

“ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ปรึกษาพี่ได้นะ พี่ยินดีรับฟังน้องปรางเสมอครับ”

หล่อนเสหลบสายตาที่แสดงความรู้สึกชัดเจนของดนัทธ์ลงมองมือเล็กของตัวเอง

“ขอบคุณพี่นัทค่ะ แต่ปราง... ไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ”

“โอเคครับ งั้นพี่ขอตัวก่อนนะ เดี๋ยวเที่ยงๆ พี่จะแวะมาขอน้องปรางกินข้าวด้วยสักมื้อ”

“เอ่อ... ได้ค่ะ”

ดนัทธ์ฉีกยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“พี่ถือว่าน้องปรางรับปากแล้วนะครับ ห้ามเบี้ยวพี่ล่ะ”

“ปรางไม่เบี้ยวพี่นัทหรอกค่ะ”

เฌอปรางฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะยกมือขึ้นโบกลาตอบดนัทธ์ที่กำลังเดินจากไป

ทำไมหล่อนจะไม่รู้ล่ะว่าดนัทธ์คิดอะไรอยู่ แต่หล่อนไม่อาจจะตอบรับความรู้สึกของเขาได้

ตอน 3

“นั่งลงสิ”

ท่าทางเป็นการเป็นงานของเคลวิน ทำให้เส้นประสาทของเฌอปรางตึงเครียดยิ่งขึ้น

หล่อนค่อยๆ หย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้นวมนุ่มที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของโต๊ะทำงานไม้ของเคลวิน

มือเล็กประสานกันบนตัก ภายในอุ้งมือชุ่มชื้นด้วยหยาดเหงื่อที่ขยันผุดพรายขึ้นมาเพราะความหวาดหวั่นที่กำลังเต้นระริกอยู่ภายในอกจนล้นปรี่

หล่อนค่อยๆ เงยหน้ามองเขา และก็ได้เห็นผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาที่ใบหน้าไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง เส้นผมสีเข้มของเขาหล่นลงมาปรกละที่บริเวณหน้าผาก แต่เขาไม่ได้ให้ความสนใจมันนัก เพราะมือใหญ่มัวแต่ยุ่งอยู่กับการดึงกระดาษสีขาวที่ถูกเย็บรวมกันสองสามแผ่นออกจากซองสีน้ำตาลเข้มตรงหน้า

“เอาล่ะ ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องสัญญา”

เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษสีขาวที่วางอยู่เบื้องหน้า ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องมายังหล่อน มีแววตำหนิอยู่ในนั้นกลายๆ

“ความจริงฉันก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้หรอกนะ แต่ในเมื่อเธอคือคนที่จะมาทำหน้าที่เป็นเมียจ้างของฉัน ฉันก็เลยคิดว่า ยังไงก็ต้องตกลงทำความเข้าใจกันเอาไว้เสียก่อน เพราะฉันไม่ใช่คนที่ชอบมานั่งทะเลาะกับผู้ร่วมงานภายหลัง”

ผู้ร่วมงาน...

เฌอปรางสะท้อนในอกยิ่งนัก เมื่อรู้ว่าสำหรับเคลวิน นอกจากฐานะเด็กในปกครองแล้ว หล่อนก็เป็นได้แค่ผู้ร่วมงานเท่านั้น คงไม่มีสิทธิ์เป็นมากกว่านี้อีกแล้ว

“เมื่อกลางวันฉันเห็นเธอกับดนัทธ์”

“เอ่อ... พี่นัทมาทานข้าวกับหนูค่ะ”

“หลังจากที่เธอเซ็นชื่อลงในสัญญาจ้างแต่งงานฉบับนี้แล้ว ฉันขอห้ามไม่ให้เธออยู่ตามลำพังกับผู้ชายสองต่อสองอีก หรือถ้าเธอสองคนรักกันจริงๆ ก็รอให้สัญญาของเราจบสิ้นลงเสียก่อน”

“เอ่อ... หนูกับพี่นัท เราไม่ได้...”

เขาไม่ได้สนใจจะฟังคำพูดของหล่อนเลยด้วยซ้ำ

“ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่าเธอกับดนัทธ์จะมีอะไรยังไงกัน ฉันแค่สนใจชื่อเสียงของตัวฉันเองมากกว่า”

“หนู...”

“เมื่อก่อนนี้ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าเธอจะผ่านอะไรมาบ้าง แต่นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของเธออยู่ในการดูแลของฉัน เธอต้องหยุดพฤติกรรมที่เสี่ยงจะทำให้ชื่อเสียงของฉันมัวหมอง และปฏิบัติตามคำสั่งของฉันอย่างเคร่งครัด”

คนฟังฝืนยิ้มและก้มหน้าซ่อนน้ำใสๆ ที่เอ่อล้นออกมาจากสองดวงตาเอาไว้ รู้สึกน้อยใจเหลือเกิน

“ทำได้ใช่ไหม เฌอปราง”

“หนู... ทำได้ค่ะ”

“ดีมาก งั้นก็อ่านสัญญาซะ”

กระดาษสีขาวถูกเลื่อนมาตรงหน้าของหล่อน และเขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน

“ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ถามฉันได้เลย อย่าเก็บเอาไว้ล่ะ”

“เอ่อ... ค่ะพ่อเลี้ยง”

หล่อนไล่สายตาไปตามตัวอักษรที่อยู่ในกระดาษสีขาวสะอาดทั้งๆ ที่น้ำตาเอ่อล้น

เขาทิ้งช่วงเวลาให้หล่อนได้ทำความเข้าใจกับสัญญาจ้างแต่งงานที่เขาเป็นคนร่างมันขึ้นมากับมืออยู่หลายนาที จนมั่นใจว่ามันเพียงพอที่จะทำให้หล่อนเข้าใจ จึงถามขึ้น

“สัญญาเป็นยังไงบ้าง”

หล่อนเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง กะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่หยาดน้ำให้หายไปจากดวงตา ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองเขา และฝืนใจระบายยิ้ม

“ก็... ดีค่ะ”

“แสดงว่าเธออ่านสัญญาละเอียดแล้วอย่างนั้นใช่ไหม”

สายตาของเขาจ้องเขม็งมองมาที่หล่อนและรอคอยคำตอบ

“เอ่อ... ค่ะ หนูอ่านสัญญาละเอียดแล้วค่ะ”

"ถ้าอ่านละเอียดแล้ว เธอคงรู้ข้อห้ามทั้งสามข้อที่เธอต้องทำให้ได้แล้วใช่ไหม"

"ค่ะ หนูทราบแล้วค่ะ"

"งั้นลองบอกฉันมาสิ ว่าข้อห้ามมีอะไรบ้าง"

หล่อนช้อนตาขึ้นมองผู้มีพระคุณด้วยสายตาที่ซ่อนความเศร้าเอาไว้แทบไม่มิด

"ข้อแรก หนูไม่มีสิทธิ์ในตัวของคุณค่ะ"

"ถูกต้อง"

เขายิ้มอย่างพอใจ

"แล้วข้อสองล่ะ"

หล่อนกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก

"ห้ามรักคุณค่ะ"

เขายิ้มอย่างพอใจอีกแล้ว

"แล้วข้อสามล่ะ"

"ห้าม... เอ่อ... ห้ามปล่อยให้ท้องค่ะ เพราะถ้าท้อง คุณจะไม่รับผิดชอบ"

"ถูกต้อง และฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด"

หล่อนไม่มีทางเลือกนอกจากฝืนยิ้มออกไป

"แล้วถ้าครบสัญญาหกเดือนแล้ว เอ่อ... หนูต้องไปจากที่นี่ไหมคะ"

"ฉันคิดว่ามันจะดีสำหรับเราสองคน หากไม่ต้องเห็นหน้ากันอีก หรือเธอคิดว่าไงล่ะ"

ท่าทางของเคลวินเย็นชา ไร้หัวใจ ทำราวกับกำลังเจรจาธุรกิจไม่มีผิด

"เอ่อ หนูแล้วแต่พ่อเลี้ยงค่ะ"

เธอทำได้แค่ฝืนยิ้ม ซ่อนน้ำตา ให้กับผู้ชายที่ตนเองทั้งรักทั้งบูชาเท่านั้น

“งั้นก็เป็นอันว่าเราสองคนพอใจกับสัญญาจ้างแต่งงานฉบับนี้ ถูกต้องนะ”

หล่อนก้มหน้าลงมองมือเล็กของตัวเอง พยายามซ่อนความเสียใจจากสายตาของเคลวินอย่างสุดความสามารถ

“ค่ะ”

“ขอบใจเธอมากนะ สำหรับความมีน้ำใจของเธอ”

“หนู... ทำทุกอย่างเพื่อพ่อเลี้ยงได้อยู่แล้วค่ะ เพราะ... พ่อเลี้ยงมีพระคุณท่วมหัวของหนู”

เขาระบายยิ้มบางๆ สายตาที่มองหล่อนนั้นเย็นชา

“เรื่องบุญคุณอย่าคิดมากเลย ฉันดูแลเธอก็เพราะมนุษยธรรมน่ะ เพราะถึงไม่ใช่เธอ ฉันก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน”

“ยังไง... หนูก็ต้องขอบคุณอยู่ดีแหละค่ะ”

หล่อนจำต้องฝืนยิ้มออกมากับคำพูดไร้หัวใจของผู้ชายหล่อเหลาตรงหน้า ทั้งๆ ที่ภายในอกเต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะ

“เอ่อ... ถ้าพ่อเลี้ยงไม่มีอะไรแล้ว หนู... ขอตัวนะคะ”

หล่อนพูดขึ้นหลังจากเซ็นชื่อลงในสัญญาเรียบร้อยแล้ว

“อย่าเพิ่งสิ เรายังไม่ได้คุยเรื่องจำนวนเงินที่เธอจะได้รับหลังจากสัญญาฉบับนี้จบเลยนะ”

เคลวินไม่ได้ใส่จำนวนเงินลงในสัญญา นั่นเป็นเพราะเขาต้องการสอบถามความคิดเห็นของเฌอปรางก่อน

“เอ่อ... หนูไม่เอาหรอกค่ะ”

คิ้วหนาดกที่พาดอยู่เหนือดวงตาคมกริบดุกระด้างของเคลวินเลิกสูง

“แต่ฉันคิดว่าเธอควรจะรับมันเอาไว้”

“แต่หนู...”

หล่อนกำลังจะปฏิเสธ แต่เขาแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเสียก่อน

“อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นค่าตัวของเธอ เฌอปราง”

ความตื่นตกใจในดวงตาคู่งามของเด็กสาวที่ตนเองอุปการะเอาไว้มีผลแปลกๆ กับหัวใจหนุ่มไม่น้อย แต่ความเห็นแก่ตัวที่ถูกเคลือบเอาไว้ด้วยความแค้นทำให้เขาเลือกที่จะไม่ไยดีกับมัน

“ขอโทษนะที่ฉันต้องพูดตามตรง แต่ฉันไม่อยากให้เธอปฏิเสธสิ่งที่เธอควรจะได้รับมัน”

“หนู... แล้วแต่พ่อเลี้ยงค่ะ”

เขามองเด็กสาวที่ก้มหน้ามองโต๊ะไม้ราวกับบนนั้นมีลายแทงสมบัติพันล้านด้วยความไม่พอใจนัก

“เธอควรจะหัดเอาตัวเองเป็นที่ตั้งบ้าง อย่างน้อยๆ ก็ต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ไม่ใช่ตามใจฉันแบบนี้”

“เพราะหนู... รักและเคารพพ่อเลี้ยงค่ะ”

เคลวินมองหล่อนแค่แวบเดียว ก่อนจะก้มลงจิ้มนิ้วลงบนแป้นโทรศัพท์มือถือที่เขาเปิดโปรแกรมคำนวณเลขเอาไว้

เฌอปรางเงยหน้าขึ้นมองเขา เรียวปากแห้งผากราวกับคนขาดน้ำ กระบอกตาก็ปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน จนแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

ท่าทางของเคลวินไม่ได้สนใจไยดีอะไรต่อความรู้สึกของหล่อนเลยแม้แต่น้อย

ทุกอย่างคือการจ้าง และเขาก็กำลังคำนวณเม็ดเงินที่สมควรจะจ่ายให้กับลูกจ้างหัวอ่อนเช่นหล่อน

“ฉันจ้างเธอหกเดือน ก็ประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบวัน... งั้นถ้าฉันจ่ายเธอสักเก้าล้าน ก็เท่ากับว่าเธอทำงานได้รับค่าจ้างวันละห้าหมื่นบาท... ราคานี้โอเคสำหรับเธอไหม เฌอปราง”

หล่อนควรตื่นเต้นกับยอดเงินที่หลุดออกมาจากปากของเขา แต่ทำไมนะ เงินเก้าล้านมันถึงไม่มีคุณค่าอะไรกับหล่อนเลย หากมันต้องแลกกับการที่ต้องเดินออกไปจากที่นี่ และไม่ได้เห็นเคลวินอีกตลอดกาล

“หนู... แล้วแต่พ่อเลี้ยงค่ะ”

“แล้วแต่ฉันอีกแล้ว” เขาทำเสียงดุใส่

“ก็หนู... ไม่รู้ว่าควรจะรับเงินเท่าไหร่ดีน่ะค่ะ”

“โอเค งั้นก็ตามนี้นะ ฉันจะจ่ายให้เธอทันทีเก้าล้านบาท หลังจากสัญญาจบลง ซึ่งก็หมายถึงในอีกหกเดือนข้างหน้า”

“หนู... ขอแค่หนึ่งล้านก็พอค่ะ”

“ไหนว่าแล้วแต่ฉันไงล่ะ เฌอปราง”

เขาดุ และทำให้หล่อนต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบ

“เอ่อ... งั้นแล้วแต่พ่อเลี้ยงค่ะ” หล่อนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

เสียงถอนใจแรงๆ ดังออกมาจากปากหยักสวยของคนตัวโต และเขาก็จ้องมองมาที่หล่อนด้วยสายตาไร้ความรู้สึก

“แล้วเธอจะถามฉันไหมว่าเธอต้องย้ายมาอยู่ในห้องของฉันเมื่อไหร่”

“เอ่อ... หนู...” ดวงหน้านวลซีดสลับแดงระเรื่อ

“ถ้าไม่ถาม ฉันบอกเองก็ได้...”

ใบหน้าหล่อจัดของเคลวินยื่นเข้ามาใกล้ อะไรบางอย่างในดวงตาของเขาทำให้กายสาวร้อนผะผ่าว

“พรุ่งนี้... คืนพรุ่งนี้”

“พรุ่งนี้เลยเหรอคะ?!”

“หรือว่าเธออยากย้ายมาคืนนี้เลยล่ะ”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED