ความรัก มักจะก่อให้เกิดความสุข ความยินดี หากรักนั้นได้เจอคนดีๆ ที่ศีลเสมอกัน คอยเกื้อกูลกัน แต่บางครั้งความรักที่อยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจกลับได้รับสิ่งตอบแทนเป็นความเจ็บปวด จนเปลี่ยนความรักให้เป็นความโกรธเกรี้ยว ความอาฆาตที่ถูกคนรักแทงข้างหลัง
สิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับมนุษย์เสมอๆ ไม่ว่าจะยากดีมีจนต่างก็ต้องเจอกับบททดสอบเหล่านี้ หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจหนุ่มที่ชื่อว่าวิชญ์ ในโลกของธุรกิจเขาไม่มีคำว่าแพ้ แต่เมื่อหลายวันก่อนเขากลับต้องมาแพ้ให้กับผู้หญิงใกล้ตัว ทั้งๆ ที่เขาพยายามให้โอกาสหวังว่าเธอจะปรับปรุงตัว แต่ทว่าผลที่ได้มากลับยิ่งเลวร้าย
การถูกหักหลังจากผู้หญิงที่เขามั่นใจว่ารักจนวาดฝันอนาคตไว้ร่วมกัน คนที่เขาได้มอบความรักให้เธอและดูแลเธออย่างดีมาตลอด อยากได้อะไรแค่เอ่ยปากเขาก็หามาให้ แต่สุดท้ายเธอกลับเปลี่ยนความรักที่เขามีเป็นความแค้นที่ไม่มีวันให้อภัย จึงเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ
“งานที่สั่งไปถึงไหนแล้ว” น้ำเสียงห้วนๆ ของวิชญ์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานแต่ทว่าหันหลังให้ลูกน้อง เอ่ยถามความคืบหน้าในงานที่เขาได้สั่งออกไปเมื่อหลายวันก่อน วันที่เขาพบเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับตัวเอง วันที่เขาถูกคนใกล้ตัวหักหลัง
“ยังไม่ได้ข่าวครับ”
“อีกกี่วัน” น้ำเสียงของวิชญ์ยังคงติดห้วนเช่นเดิม
“เอ่อ...” ลูกน้องที่รับงานนี้ไปถึงกับอึกอัก นั่นเพราะพวกเขาต่างทุ่มเทให้กับงานชิ้นนี้เป็นอย่างมาก แต่ทว่ากลับยังคว้าน้ำเหลว ได้แต่ยืนบีบมืออย่างรู้สึกผิดและความกลัวต่อผู้เป็นเจ้านาย ซึ่งความรู้สึกอย่างหลังดูเหมือนจะมีมากกว่า
วิชญ์หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับกมล สีหน้าและแววาตาของเขาที่ส่งมายังลูกน้องนั้น ช่างดูเย็นชาเสียจนทำให้ผู้ชายตัวสูงใหญ่อย่างกมลเกิดอาการเสียวสันหลังขึ้นมาทันที
“ฉันถามว่าอีกกี่วันถึงจะได้ข่าวสองคนนั้น ตอบมากมล”
“ผมขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ครับเจ้านาย” กมลรีบตอบจนเสียงเริ่มสั่น
“โอเค ฉันให้เวลานายตามที่ขอ แต่ถ้าหนึ่งอาทิตย์ต่อจากนี้ฉันยังไม่ได้ข่าวจากนายหรือได้ข่าวที่มันไม่คุ้มค่ากับเวลาที่ฉันต้องรอ นายรู้ใช่ไหมจะเกิดอะไรขึ้น” วิชญ์เอ่ยคาดโทษ เพราะเวลาของเขาก็สำคัญเช่นกัน
“ครับ”
“กลับไปทำงานของนายได้แล้ว”
“ครับเจ้านาย” กมลโค้งคำนับ แต่จังหวะที่กำลังจะหมุนตัวกลับออกไปจากห้องทำงานของผู้เป็นเจ้านั้น วิชญ์ก็เอ่ยขึ้น
“เรียกภูมิเข้ามาหาฉันด้วย”
“ครับ” เอ่ยรับเสร็จกมลก็กลับออกไป ซึ่งทันทีที่ก้าวออกมาจากห้องทำงานของวิชญ์ได้ ก็เจอเข้ากับคนที่เจ้านายอยากพบตัวพอดี
“หน้าถอดสีมาขนาดนี้ อารมณ์เจ้านายติดลบแน่ใช่ไหม” ภูมิมือขวาของวิชญ์เอ่ยถามขึ้น เขากับกมลนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และเป็นคนเอ่ยปากชวนให้กมลมาทำงานกับวิชญ์
“ใช่สิพี่ เพราะตอนนี้ผมยังสืบไม่ได้เลยว่าสองคนนั้นไปอยู่กันที่ไหน อ้อ...เจ้านายถามหาพี่ด้วย”
“แล้วทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า” เอ่ยจบภูมิก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องทำงานของวิชญ์ทันที ส่วนคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะบอกช้าอย่างกมลก็รีบกลับไปทำงานของตัวเองเช่นเดียวกัน
งานตามหาคนมันไม่ยากสำหรับอดีตนักสืบอย่างเขา แต่ที่มันยากคือเรื่องเวลาที่กระชั้นชิดมาก ที่สำคัญอีกฝ่ายก็คงเก็บตัวเพื่อไม่ให้รู้ที่อยู่อย่างดีเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นกมลก็ไม่มีทางถอดใจง่ายๆ แน่ ยิ่งสืบยากเขากลับยิ่งรู้สึกว่าท้าทาย
“เจ้านายเรียกผมหรือครับ”
“ใช่...ถ้าจำไม่ผิด แก้วเคยไหว้วานให้นายเอาของไปส่งที่บ้านเธอใช่ไหม”
“ครับ” ภูมิเอ่ยรับพร้อมกับพยายามเดาความคิดของเจ้านายไปด้วย แต่บางครั้งวิชญ์ก็ยากจะเดาใจได้ออก
“ที่ไหนนะ ฉันลืมไปแล้ว”
“รังสิตครับ”
“พาฉันไปหน่อย” คำสั่งของวิชญ์ทำให้ภูมิต้องเอ่ยถามขึ้น
“จะไม่เสียเวลาหรือครับ เพราะเราให้คนไปดักสุ่มอยู่แถวๆ นั้นก็ยังไม่พบตัวคุณแก้ว” วิชญ์ยิ้มให้กับคำถามของลูกน้องคนสนิทที่เป็นผู้ช่วยมือหนึ่งของเขามาตลอดหลายปี
“ใครบอกว่าฉันอยากเจอแก้ว” วิชญ์ยิ้มเหยียดออกมานิดหน่อย เขาไม่ใช่ผู้ชายใจถึงขนาดลืมอะไรได้เร็วขนาดนั้น ต่อให้เจอตัวแก้วกาญหรือไม่เจอเขาก็ไม่มีวันอภัยให้ผู้หญิงแพศยาเลี้ยงไม่เชื่องอย่างเธอแน่นอน
ในเมื่อเธอกล้าหักหลังเขาได้ถึงขนาดนี้ เธอก็ควรได้อะไรตอบแทนกลับไปบ้าง รวมถึงความรู้สึกผิดเสียใจรวมถึงเสียดายที่กล้าตัดสินใจทำแบบนี้ลงไป
“แล้วเจ้านายอยากเจอใครครับ หรือว่า...”
“สั่งคนเตรียมรถ อีกห้านาทีฉันลงไป”
“ครับเจ้านาย” ภูมิเอ่ยรับ แล้วกลับออกไปสั่งให้คนเตรียมรถไว้รอวิชญ์ทันที ชายหนุ่มพอจะเดาใจเจ้านายออก แต่ก็ยอมรับว่าไม่ทั้งหมดแน่
รถยุโรปคันหรูขับออกจากเพนต์เฮาส์ใจกลางเมืองแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของแก้วกาญ ที่วิชญ์ยังไม่มีโอกาสได้แวะไปเลยสักครั้ง แม้เขากับเธอจะคบหากันมาเกือบหนึ่งปีแล้วก็ตามที นั่นเพราะทุกครั้งที่ขอไปแก้วกาญมักจะปฏิเสธเสมอ
โดยระหว่างทางวิชญ์ก็นั่งทำงานไปด้วย เพราะไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวกระทบกับงานแม้แต่น้อยนิด ยิ่งโปรเจกต์ใหญ่ที่พึ่งคว้ามาไว้ในมือได้หมาดๆ ก็อยากทำให้มันออกมาดีทุกอย่าง
“ถึงแล้วครับเจ้านาย”
“ที่นี่น่ะเหรอ“
“ครับ” ภูมิเอ่ยรับ ในขณะที่วิชญ์ลดกระจกรถลงเพื่อจะมองบ้านหลังตรงหน้าให้ชัด ถ้าเขาจำไม่ผิดเมื่อปีก่อนแก้วกาญเคยขอเงินจากเขาก้อนหนึ่ง โดยเธอบอกว่าจะเอาเงินก้อนนั้นมาซ่อมบ้านที่ทรุดโทรมให้น้องสาวที่ใกล้จะเรียนจบแล้วได้อยู่อย่างสะดวกสบายขึ้น ซึ่งเขาก็เซ็นเช็คเงินสดให้เธอไปหนึ่งล้าน
แต่พอได้มาเห็นบ้านหลังที่ว่ากับตาตัวเอง ดูเหมือนเงินหนึ่งล้านมันจะล่องหน เพราะบ้านก็ยังคงดูทรุดโทรม ไม่มีร่องรอยของการซ่อมแซมเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยิ้มเหยียดให้กับความโง่ของตัวเอง ที่เลือกไว้ใจคนใกล้ตัวผิดไปถึงสองคน ซึ่งเรื่องนี้วิชญ์สั่งเก็บเป็นความลับ หากเรื่องหลุดถึงหูนักข่าวหรือคนอื่นคงได้พูดกันอย่างสนุกปาก และหากใครกล้าขัดคำสั่งเขาโทษของคนนั้นคือ...ความตายเท่านั้น
คนขับรถรีบลงจากรถแล้วเดินเข้ามาเปิดประตูให้เจ้านาย ซึ่งวิชญ์ก็ก้าวลงไปพร้อมกับคว้าแว่นกันแดดขึ้นมาสวมลงไปบนใบหน้าอันหล่อเหลา แต่ทว่ากลับยิ่งส่งให้ชายหนุ่มน่ามองมากขึ้นไปอีก
ภูมิทำหน้าที่กดออดเพื่อบอกเจ้าของบ้านว่าตอนนี้มีแขกมาขอพบ ทำซ้ำอยู่สองสามครั้ง แต่ทว่ากลับไม่มีใครออกมาเปิดประตู
“น้องสาวคุณแก้วอาจไม่อยู่บ้านครับเจ้านาย”
“อยู่สิ เพราะกลอนมันถูกใส่จากข้างใน กดออดต่อไปจนกว่าเธอจะยอมออกมาเปิด”
“ครับ” ภูมิเอ่ยรับแล้วทำตามที่วิชญ์บอกทันที ในขณะที่มารีญาซึ่งกำลังจัดการอาบน้ำให้สุนัขอยู่หลังบ้านก็เหมือนจะได้ยินเสียงออดดังแว่วมา
“อยู่นิ่งๆ ก่อนนะซูชิ” น้ำเสียงสดใสเอ่ยบอกน้องหมาพันธุ์ปอมเมอริเนียนสีขาวที่เพื่อนบ้านนำมาฝากเลี้ยงขึ้น จากนั้นก็รีบลุกขึ้นจัดการปัดเนื้อปัดตัวลวกๆ แล้วเดินจ้ำไปยังหน้าบ้าน ซึ่งก็พบกับชายสามคืนยืนรออยู่ โดยหนึ่งในนั้นคือคนที่มารีญาพอจะคุ้นหน้าคุ้นตา
“สวัสดีค่ะคุณภูมิ”
“สวัสดีครับคุณมาย์ด อ้อ...นี่คุณวิชญ์ เจ้านายผมครับ” ภูมิรีบแนะนำมารีญาให้รู้จักกับวิชญ์ทันที เพราะดูจากแววตาของเธอแล้วก็เหมือนจะสงสัยอยู่ว่าคนที่มาพร้อมกับเขานั้นเป็นใคร
“คุณวิชญ์” มารีญารู้ได้ทันทีว่าผู้ชายที่ภูมิเอ่ยบอกว่าเป็นเจ้านายนั้นคือใคร เพราะต่อให้ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวหรือเคยพบหน้ากันมาก่อน แต่การที่พี่สาวของเธอกำลังคบหาอยู่กับวิชญ์ ก็เหมือนเป็นการรู้จักกันไปโดยปริยาย ทำให้เธอตามข่าวของชายหนุ่มอยู่เรื่อยๆ
โดยก่อนหน้านี้พี่สาวเองก็หมั่นโทรศัพท์มาเล่าเรื่องความเป็นอยู่ที่สุขสบายเพราะวิชญ์นั้นดูแลดี ให้เธอฟังอยู่บ่อยๆ แม้ระยะหลังมานี้จะไม่ค่อยได้เอ่ยถึงก็ตาม
ในขณะที่วิชญ์ก็เพ่งมองเธอผ่านเลนส์แว่นกันแดดแบรนด์ดังเช่นกัน โดยไล้สายตามองมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยก็ว่าได้ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้พบหน้ากัน โครงหน้าของสองพี่น้องช่างคล้ายคลึงกัน แต่แก้วกาญออกแนวเซ็กซี่ทันสมัยมากกว่าน้องสาวที่ดูเรียบร้อยจนดูเฉิ่ม ยิ่งตอนนี้เธอดูมอมแมมก็ยิ่งตลก
“ผมกับเจ้านายขอเข้าไปในบ้านเพื่อคุยธุระอะไรสักหน่อยได้ไหมครับ”
“แต่วันนี้ฉันไม่ค่อยสะดวกจริงๆ ค่ะ” มารีญาก้มมองสภาพของตัวเอง แม้จะเสียมารยาทแต่เธอยังไม่พร้อมรับแขกจริงๆ
“บอกเธอไปว่าฉันรอได้” แม้จะไม่ได้อยู่ไกลกันแต่ วิชญ์กลับคุยกับมารีญาผ่านภูมิ
“เจ้านายผมบอกว่ารอได้ครับ” ภูมิรีบบอก ซึ่ง มารีญาก็คิ้วผูกโบเล็กๆ เพราะแทนที่วิชญ์จะคุยกับเธอตรงๆ ทั้งๆ ที่เธอกับเขาก็ยืนใกล้กันขนาดนี้ แต่เขากลับคุยกับเธอผ่านลูกน้องตัวเองอีกที คนอะไรทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
“นานนะคะ เพราะฉันกำลังเอาเจ้าซูชิอาบน้ำด้วย”
“บอกเธอไป ฉันจะรอ” เสียงของวิชญ์ดังขึ้น ซึ่งภูมิก็หยิบคำพูดนั้นมาคุยกับมารีญาอีกทอด
“รอได้ครับ”
“งั้นก็ได้ค่ะ” มารีญาเอ่ยรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน เมื่อนำน้ำมาเสิร์ฟให้แขกเสร็จ เธอก็รีบออกไปจัดการเจ้าซูชิรวมถึงจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย
โดยระหว่างนั่งรออยู่นั้น วิชญ์ก็สำรวจรอบๆ บ้านของเธอไปด้วย แม้ภายนอกจะดูทรุดโทรมจากดินฟ้าอากาศ แต่ทว่าภายในบ้านก็ยังคงสะอาดสะอ้านดี ไม่มีอะไรให้รกหูรกตา กระทั่งสายตาหันไปเห็นรูปของ แก้วกาญที่วางอยู่ อารมณ์ของวิชญ์ก็ปั่นป่วนทันที
กระทั่งผ่านไปเกือบๆ หนึ่งชั่วโมง มารีญาที่เอาซูชิเข้ากรงไปแล้วรวมถึงตัวเธอเองก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ จึงกลับเข้ามานั่งคุยกับแขกทั้งสองคน ซึ่งคนหนึ่งนั่งอีกคนหนึ่งยืน คนที่นั่งคือวิชญ์ส่วนคนที่ยืนดูความเรียบร้อยคือภูมิ
“ขอโทษที่ให้รอนานค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ” คนที่เอ่ยตอบมารีญากลับมาคือภูมิ ในขณะที่วิชญ์ซึ่งยังคงสวมแว่นกันแดดอยู่ได้แต่นั่งไขว่ห้างรอฟังคำตอบเงียบๆ เท่านั้น
“แล้วสองสามวันมานี้ คุณมายด์ได้คุยกับคุณแก้วบ้างหรือเปล่า” ภูมิเป็นตัวแทนของวิชญ์เอ่ยถามมารีญาขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เลยค่ะ ว่าแต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพี่แก้วหรือคะ” นั่นเพราะเธอกับพี่สาวไม่ได้คุยกันทุกวัน และคำถามของภูมิรวมถึงการที่จู่ๆ วิชญ์ก็โผล่มาที่บ้านคนเดียวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้วถามถึงพี่สาวเธอแบบนี้ ก็ยิ่งสร้างความสงสัยให้มารีญาเป็นอย่างมาก
“พี่เธอหักหลังฉันแถมยังขโมยเงินกับเครื่องเพชรฉันไปอีก” วิชญ์เอ่ยตอบด้วยเสียงห้วนๆ ซึ่งมารีญาก็แย้งให้พี่สาวทันทีเช่นกัน
“ไม่จริง พี่แก้วไม่ใช่คนแบบนั้น”
“เธอก็คิดว่าฉันโกหก หาเรื่องพี่สาวเธองั้นสิ”
“ต่อให้พี่แก้วทำจริงก็คงมีเหตุผล” ยังไงมารีญาก็ยืนกระต่ายขาเดียวเพื่อเข้าข้างพี่สาวของเธอ เพราะต่อให้วิชญ์กับแก้วกาญจะได้ชื่อว่าเป็นคนรักกัน แต่ยังไงชายหนุ่มก็ยังเป็นคนอื่น
“นั่นสิ เพราะฉันก็อยากฟังเหตุผลที่ว่าเหมือนกัน” รอยยิ้มของวิชญ์บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เป็นมิตรแต่อย่างใด และเขาก็ดูเย็นชาเสียจนมารีญารู้สึกหวั่นใจ กลัวเขาทำอะไรพี่สาวเธอ
“งั้นฉันจะโทรหาพี่แก้วตอนนี้เลย” เอ่ยบอกเสร็จ มารีญาก็คว้าโทรศัพท์ออกมากดโทรออกหาแก้วกาญ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับปิดเครื่อง
“ติดต่อไม่ได้ใช่ไหม”
“แบตพี่แก้วอาจจะหมดก็ได้”
“แก้ต่างให้กันดีสมกับเป็นพี่น้อง” วิชญ์เอ่ยประชดประชัน แม้ประโยคที่ได้ยินจะทำให้รู้สึกจี๊ดในความรู้สึกแต่ถึงอย่างนั้นมารีญาก็ต้องเก็บซ่อนเอาไว้
“เอาเป็นว่าหลังจากนี้ถ้าเธอติดต่อพี่สาวได้ ก็ช่วยบอกให้เอาของทุกอย่างมาคืนฉันด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่รับรองความปลอดภัย” เอ่ยบอกเสร็จวิชญ์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างหงุดหงิด ในขณะที่ภูมิก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรีบตามเจ้านายไปเช่นกัน
ทันทีที่ทั้งสองกลับออกไปแล้ว มารีญาถึงกับนั่งหน้าเครียดมากกว่าเดิม กระทั่งได้ยินเสียงรถของวิชญ์เคลื่อนตัวออกไปจากหน้าบ้าน เธอจึงคว้าโทรศัพท์มากดโทรออกหาพี่สาวอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเหมือนเดิม ยิ่งคำพูดทิ้งท้ายของวิชญ์ที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวก็ยิ่งทำให้เธอนึกห่วง
“เปิดเครื่องหน่อยสิพี่แก้ว” มารีญาเอ่ยบอกพี่สาว โดยขอให้อีกฝ่ายแบตเตอรี่โทรศัพท์หมดอย่างที่คิด เพราะหากแก้วกาญหายไปด้วยสาเหตุที่วิชญ์พูดเธอต้องทำยังไง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป มารีญาก็อยากฟังจากปากพี่สาวเสียก่อน นั่นทำให้เธอส่งข้อความไปยังเบอร์ของแก้วกาญ เพื่อให้ติดต่อกลับหาโดยด่วน
ในขณะที่วิชญ์ซึ่งนั่งอยู่ในรถที่กำลังมุ่งหน้ากลับเพนต์เฮาส์ก็กำลังใช้ความคิด ต่อให้ตอนนี้มารีญาจะยังไม่รู้เรื่องแก้วกาญ แต่เขาก็มั่นใจว่าหลังจากนี้ต้องมีการติดต่อกันแน่
“ยังให้คนจับตามองน้องสาวของแก้วไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ฉันไม่เชื่อใจเธอ”
“ครับเจ้านาย” ภูมิเอ่ยรับ แล้วโทรศัพท์ไปสั่งลูกน้องอีกชุด ที่กำลังเฝ้าจับตามองมารีญาอยู่อีกทอด ก่อนจะแอบมองเจ้านายนิดหน่อย เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นคงทำให้วิชญ์เสียหน้าและอยากเอาคืนเป็นแน่ ถูกใครหักหลังคงไม่เจ็บใจเท่าคนใกล้ตัวที่ไว้ใจ
เพราะหากเป็นเขาก็คงทำแบบนี้ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาคนก่อเรื่องเขาก็พร้อมจะทำ แล้วเค้นถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมถึงกล้าหักหลังคนที่รักกันได้
ทำไมถึงได้เปลี่ยนความรักให้เป็นความเกลียดชังที่ไม่มีวันให้อภัย
ทำไม...
ตั้งแต่ที่ได้รู้เรื่องของพี่สาว มารีญาก็นั่งกระวนกระวายใจ พยายามติดต่อหาแก้วกาญนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังติดต่อไม่ได้ ซึ่งกว่าที่เธอจะข่มตาหลับก็เกือบสว่าง
มารีญางัวเงียตื่นแล้วรีบไปอาบน้ำ เพราะวันนี้เธอต้องไปสัมภาษณ์งาน เมื่อแต่งตัวเสร็จก็ลงไปหาอะไรง่ายๆ กินในครัว โดยก่อนจะออกจากบ้านก็เอาเจ้าซูชิไปคืนเจ้าของที่กลับมาจากเที่ยวต่างจังหวัดวันนี้ โดยรับค่าจ้างส่วนที่เหลือมาด้วย จากนั้นก็เดินทางไปสัมภาษณ์งานทันที
โดยไม่รู้ว่าบริษัทที่เรียกเธอไปสัมภาษณ์วันนี้จะเป็นบริษัทในเครือของวิชญ์ ซึ่งบังเอิญว่าชายหนุ่มเข้ามาประชุมวันนี้ด้วยเช่นกันและมองเห็นเธอตั้งแต่เดินเข้าประตูมา
“นายไปถามประชาสัมพันธ์ ว่าเธอมาทำอะไรที่นี่” แม้จะมองเห็นว่ามารีญาเดินไปยังห้องเล็กที่มีไว้เฉพาะสัมภาษณ์พนักงานใหม่พร้อมกับพนักงานฝ่ายบุคคล ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่าเธอมาทำอะไรที่นี่ แต่วิชญ์ก็ยังสั่งให้ภูมิไปถามมาให้แน่ชัด
“ครับ” ภูมิเอ่ยรับแล้วทำตามที่เจ้านายบอกทันที ไม่นานก็กลับมารายงาน
“เธอมาสัมภาษณ์งานครับเจ้านาย”
“แผนกอะไร”
“จัดซื้อครับ”
“ขึ้นแบล็คลิสต์ชื่อเธอไว้ ฉันไม่อยากให้คนแบบนี้มาทำงานที่บริษัท” วิชญ์เอ่ยสั่งออกไปเสียงห้วน เพราะถือว่านี่คือบริษัทของเขาที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ภูมิกลับแย้งขึ้น
“แต่เธอกับคุณแก้วคนละคนกันละครับเจ้านาย”