ไม่นานนักบอดี้การ์ดของธานุภาพก็เดินออกมา แล้วกระซิบข้างใบหู ธานุภาพพยักหน้าเข้าใจ เหลือบมองหญิงสาวตัวคนเดียวด้วยความสงสารระคนเห็นใจ เพราะยายอิ่มเป็นโรคร้ายวันนั้นหญิงชราถึงได้โทรมาหาเขาหลังจากที่หายไปไม่เคยติดต่อมาเลยสักครั้ง ยายอิ่มต้องการให้ดูแลหลานสาว เขาเองยินดีที่จะทำเช่นนั้น เพราะตนทำผิดกับครอบครัวนี้ไว้มาก หากไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้น ครอบครัวนี้คงมีความสุขมากทีเดียว
“ไปพาร่างยายอิ่มออกมา ฉันคงต้องไปจัดการที่โรงพยาบาลอีก” ชายพิการสั่ง แล้วเข็นรถนำออกไป
“คุณจะเอายายฉันไปไหนไม่ได้นะ!” หญิงสาวร้องห้าม
“เธอคิดว่าเธอมีปัญญาจัดการงานศพยายอิ่มได้อย่างนั้นเหรอ ฉันไม่ได้คิดร้ายกับเธอหรอกนะ”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร” คนตัวเล็กน้ำตารื้น
“ฉันบอกแล้วว่าจะอธิบายให้เธอฟังทีหลัง เวลานี้เธอควรจะไปพักที่บ้านฉันเสียก่อน อยู่คนเดียวมันอันตราย เธอเองหน้าตาสะสวย คงมีพวกวัยรุ่นขี้ยาแถวนี้จ้องไม่น้อย ฉันเองไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับเธอเลย แค่อยากทำตามคำสั่งเสียของยายอิ่มก็เท่านั้นเอง” เขาพยายามอธิบาย
“คุณแน่ใจนะคะว่าไม่ได้เข้าใจผิดไป พวกคุณรู้จักยายจริงๆใช่ไหม?” หล่อนถามย้ำอีกครั้ง เพราะคำพูดเขามีเหตุผลมากทีเดียว หล่อนเองหวาดกลัววัยรุ่นแถวนี้ไม่น้อย พวกมันคอยแซวเวลากลับจากเรียนเสมอ ถ้าพวกมันรู้ว่าหล่อนอยู่คนเดียว อาจจะบุกมาเมื่อไหร่ก็ได้
“ใช่แล้ว ฉันรู้จักยายเธอดีแล้วก็รู้จักเธอด้วยศศิรญา”
ศศิรญามองคนพวกนั้นด้วยสีหน้าลังเล ก่อนตัดสินใจเดินตามพวกเขาไปเงียบๆ หล่อนมาถึงรถตู้สีขาวแล้วขึ้นนั่งมันเคลื่อนไปตามเส้นทาง เวลาผ่านไปไม่นานรถตู้คันใหญ่เลี้ยวเข้ามาภายในรั้วบ้าน รถจอดเทียบหน้าคฤหาสน์หล่อนลงจากรถแล้วกวาดสายตามอง ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่ายายรู้จักเศรษฐีร่ำรวยขนาดนี้ ศศิรญาเริ่มหวั่นใจเสียแล้ว
“เชิญด้านในครับ” บอดี้การ์ดเขาบอกแล้วผายมือ หล่อนพยักหน้าแล้วก้าวตาม
หญิงสาวเดินไปตามทางหินอ่อนที่ถูกขัดทำความสะอาดอย่างดีจนเป็นมัน สองเท้าก้าวเดินตามและหยุดที่ห้องรับแขก หล่อนยืนหน้าห้องไม่กล้าก้าวเข้าไป มองเห็นชายชรานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“เข้ามาสิ”
หล่อนก้าวเข้ามาแล้วทรุดลงพับเพียงกับพื้น ไม่อยากนั่งโซฟาราคาแพงให้เลอะ หล่อนเกรงถูกตำหนิ
“นั่งบนโซฟาเสียสิ จะนั่งกับพื้นทำไม” ชายพิการบอก
“ค่ะ” หล่อนรับคำแล้วทำตาม
เขาช้อนสายตามองหล่อนแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มันเป็นความรู้สึกสงสาร รู้สึกผิด และเสียใจ ทุกอย่างเป็นเพราะเขา ทำให้ศศิรญาพบชีวิตอันแสนอาภัพเช่นนี้
“ฉันชื่อธานุภาพ” ชายพิการยิ้มบางๆ ไม่อยากให้อีกฝ่ายเกร็ง “เธอคงสงสัยใช่ไหมว่าฉันพาเธอมาที่นี่ทำไม”
คนถูกถามพยักหน้าช้าๆ
“ยายอิ่มเป็นผู้มีพระคุณของฉัน ยายอิ่มเป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้จากอุบัติเหตุ ฉันอยากจะตอบแทนยายอิ่มแต่ยายอิ่มไม่ต้องการ จนกระทั่งยายอิ่มโทรมาหาฉัน และอย่างที่เธอเห็นยายอิ่มต้องการให้ฉันดูแลหลานสาวให้” ธานุภาพบอกความจริงให้หญิงสาวฟัง
ริมฝีปากเม้มแน่นเพื่อพยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา มือบางสั่นเทาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ทำไมยายไม่บอกหล่อนสักคำว่าเป็นอะไร ทำไมยายถึงได้ใจร้ายแบบนี้
“เธออย่าโกรธยายเลยที่ไม่บอกความจริงกับเธอ เรื่องราวต่างๆ บางครั้งมันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ แต่สิ่งเดียวที่เธอควรรู้ศศิรญา ยายอิ่มรักเธอมาก”
หล่อนไม่อาจอดทนเก็บน้ำตาไว้ได้อีก ใบหน้าเรียวสวยก้มลง ไหล่มนสั่นเทา พยายามเก็บกลั้นเสียงสะอื้นแต่ไม่อาจกักเก็บหยาดน้ำตา ทำไมจะไม่รู้ว่ายายรักหล่อนมากเพียงใด แต่ที่ไม่เข้าใจทำไมยายต้องปิดบังด้วย หล่อนรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ตอบแทนพระคุณที่ยายคอยเลี้ยงดูมา
ธานุภาพมองหญิงสาวด้วยความสงสาร หล่อนคงงเจ็บปวดมากกับการจากไปของยาย เพราะเหลือยายเป็นญาติเพียงคนเดียว เขาเองคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ หล่อนดูเป็นคนเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัวและหน้าตาสะสวย ดูสะอาดตา ชั่วขณะความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา หากศศิรญาเป็นสะใภ้คงดี เพราะเขาไม่อยากได้ผู้หญิงที่บุตรชายควงอยู่ด้วยทุกวันนี้
“ศศิรญา... ฉันต้องการให้เธอมาเป็นเจ้าสาวของลูกชายฉัน” ชายชราโพลงออกมา
หญิงสาวชะงักเงยหน้าสบตา ให้หล่อนเป็นเจ้าสาวลูกชายของเขา เป็นไปไม่ได้หรอก เราสองคนไม่รู้จักกันเสียด้วยซ้ำไป
“หมายความว่ายังไงคะ?” หญิงสาวถามด้วยสีหน้ากังวล
“ก็อย่างที่ฉันบอก ฉันต้องการให้เธอแต่งงานกับลูกชายของฉัน”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ ญา... ยังไม่พร้อม แล้วอีกอย่างงานศพยายญาก็ยังไม่ได้จัดการอะไรเลยค่ะ” หล่อนรีบปฏิเสธ
ไม่อยากให้เขาเสียความรู้สึก เหตุผลสำคัญคือนิสัยใจคอบุตรชายคุณธานุภาพเป็นเช่นไรนั้นหล่อนไม่รู้ เขาอาจไม่ชอบให้ถูกบังคับก็ได้
“ฉันไม่ได้ให้เธอแต่งตอนนี้สักหน่อย ให้เธอได้เจอกับเจ้าธานต์เสียก่อนแล้วทำความรู้จักกัน ตอนนั้นค่อยแต่งกันก็ได้”
ศศิรญารู้สึกใจชื่นขึ้นมาเล็กน้อย แต่อย่างไรหล่อนก็ไม่อยากแต่งงานกับบุตรชายเขา ในความคิดบางทีชายคนนั้นอาจคิดว่าหล่อนหมายจะจับเพราะฐานะทางบ้านเอาเสียมากกว่า แต่ทว่าหล่อนก็ไม่กล้าเอ่ยปากปฏิเสธในตอนนี้ ให้คุณธานุภาพรู้เองดีกว่า ว่าตัวหล่อนและลูกชายของเขาเข้ากันไม่ได้
“ค่ะ คุณธานุภาพ” หล่อนรับคำเสียงแผ่ว
“ต่อไปนี้ก็อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะนะ มีเรื่องอะไรก็บอกฉันได้ไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่ะ”
หล่อนมองคุณธานุภาพด้วยความซึ่งใจ งานศพยายเขาช่วยดูแลให้เรียบร้อยแล้ว แถมยังให้อยู่อาศัยในบ้าน คงไม่มีใครใจดีกับหล่อนเช่นนี้อีกแล้ว
“ตอนนี้ไปพักผ่อนเถอะศศิรญา เดี๋ยวจะให้สอางค์มันพาไปก็แล้วกันนะ”
สอางค์สาวใช้เก่าแก่ประจำบ้าน รีบเดินออกมาตามเสียงเรียกของธานุภาพ สาวใช้ก้าวนำหล่อนสู่ชั้นบนของบ้าน
“ห้องนี้ล่ะค่ะ ที่เป็นห้องของคุณ” สาวใช้บอก
“ขอบคุณมากนะคะ” หญิงสาวบอกแล้วยกมือไหว้
“โอ้ย! คุณคะไม่ต้องมาไหว้สอางค์หรอกค่ะ สอางค์เป็นแค่คนใช้”
“คนใช้ก็คนค่ะ ญายกมือไหว้เพราะพี่สอางค์อายุมากกว่าญาค่ะ อย่าคิดมากเลยญาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสูงส่งกว่าใคร และต่อให้พี่ห้ามญาไม่ให้ไหว้พี่ยังไงญาก็จะไหว้อยู่ดีละคะ” ศศิรญาบอกความคิดตัวเองกับสอางค์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
สอางค์นึกพอใจในตัวหญิงสาว พอรู้มาว่าเจ้านายของบ้านต้องการอุปการะผู้หญิงคนนี้ แถมยังหมายมาดตำแหน่งว่าที่สะใภ้ หล่อนคิดว่าบางทีอาจหยิ่ง แต่ที่ไหนได้กลับเรียบร้อย รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน หากเป็นนายคนใหม่คงใจดีกับคนใช้อย่างพวกหล่อน
“งั้นสอางค์ขอตัวก่อนนะคะ”
“จ้ะ”
ร่างบางเดินเข้าไปในห้องกวาดตาสำรวจ ห้องที่ทาด้วยสีชมพูอ่อนตกแต่งด้วยม่านลูกไม้สีขาวนวล โต๊ะเครื่องแป้งสีชมพูอ่อน แม้กระทั่งตู้เสื้อผ้าและเตียงนอน มันถูกทำขึ้นมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ยายของหล่อนคงจะบอกกับธานุภาพไว้นานแล้วสินะเขาถึงได้เตรียมการไว้อย่างดีขนาดนี้ ร่างบางก้าวยาวชิดริมหน้าต่างแล้วเปิดมันออกแหงนมองข้างบนฟ้า
“ถ้ายายอยู่บนนั้น... ญาอยากให้ยายรู้ว่าญารักยายมากนะคะ” หญิงสาวเอ่ยกับท้องฟ้าราวกับต้องการให้หญิงชราได้รับรู้
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
วันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน หนุ่มร่างสูงผิวพรรณสะอาดตาอยู่ในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน พร้อมด้วยแว่นตาสีชาที่ปกปิดดวงตาของเขาเอาไว้ โดยข้างกายของเขามีหญิงสาวสวยในชุดแซกเกาะอกสีส้ม ยืนเคียงข้างกันไม่ห่าง ใบหน้าเนียนที่เติมแต่งด้วยเครื่องสำอางค์ราคาแพง ส่งเสริมให้ทั้งคู่ดูโดดเด่นในสายตาของผู้คนที่เดินแวะเวียนไปมาบริเวณสนามบินยิ่งนัก ทั้งสองกลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนทันที บวกกับความโด่งดังในเรื่องบริษัทของบิดายิ่งทำให้นักข่าวที่มารอทำข่าวการมาเยือนของนักการเมืองหันเหความสนใจมาที่ชายหนุ่มแทนผู้นี้แทน ธานต์เมธา อริราชย์ไพศาล ทายาทนักธุรกิจอันดับต้นของเมืองไทย เสียงฮือฮาของผู้คนทำให้หญิงสาวที่เคียงข้างกายของเขา เชิดหน้าขึ้น พยายามโพสท่าให้ตากล้องถ่ายรูปด้วยความยินดี ผิดกับชายหนุ่มที่กำลังหัวเสียอย่างที่สุด
“พอเถอะนภา เราไปกันเถอะ!” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น
“แหม... ธานต์จะรีบไปไหนคะ คนขับรถยังไม่มาเลย”
ธานต์เมธายังคงยืนนิ่ง เพื่อให้คู่หมั้นโพสท์ท่าให้ตากล้องอย่างเต็มที่ เมื่อวานเขาได้รับโทรศัพท์จากบิดา กับข่าวร้ายว่าต้องการตัดลูกตัวเองออกจากกองมรดก เพียงเพราะต้องการให้กลับบ้าน เขาแปลกใจปกติบิดาไม่ใช่คนเจ้ากี้เจ้าการ ไม่ว่าเขาทำอะไรก็ตามพ่อไม่เคยเข้ามาวุ่นวาย อยู่ๆ มาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้มันน่าสงสัย
ยิ่งคำยืนยันจากบิดาบอกกับเขาไม่ให้เอาคู่หมั้นที่ชายหนุ่มเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นคู่หมั้นอย่างแท้จริง เพียงเพราะบิดาไม่ยอมให้มีการหมั้นนี้เกิดขึ้น แต่เขาดึงดันจะหมั้นหมาย เมื่อรักปักใจก็คงไม่มีใครจะห้ามความคิดเขาได้ ในเมื่อเวลานี้อายุอานามไม่ใช้น้อย ถ้าหากต้องการมีใครสักคนมาเป็นที่พักพิงใจบ้าง หรือคอยเอาอกเอาใจบางจะเป็นไรไป ใครจะว่าเขายังหนุ่มอยู่นั้น สำหรับธานต์เมธาแล้วไม่คิดเช่นนั้น นภาลักษณ์เป็นเหมือนดังน้ำที่คอยดับเชื้อไฟที่ลุกโชน ถึงแม้ว่าเขาเองจะไม่ใช้ผู้ชายคนแรกของหล่อน แต่เต็มใจที่จะแต่งงานกับหล่อน เพราะนภาลักษณ์ให้ความสุขได้ไม่เคยจืดจาง ผู้หญิงมันก็ต้องมีบางที่เคยผิดพลาด แค่เพียงในเวลานี้หล่อนมีเขาเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว
“คุณธานต์ครับ เชิญทางนี้ครับ” ธานต์เมธาหันไปตามเสียงเรียกพบลุงเสมอคนขับรถที่บ้านมารับเขา
ธานต์เมธาและคู่หมั้นเดินตามคนขับรถ ราวหนึ่งชั่วโมงรถแล่นเข้าสู่รั้วบ้าน เขาลงจากรถเข้าด้านในพร้อมคู่หมั้น จังหวะเดียวกันบอดี้การ์ดบิดามาเชิญเขาไปยังห้องรับแขก เขาก้าวตามอย่างไม่สบอารณ์เท่าใดนัก มาถึงที่เห็นบิดานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ คนเป็นลูกหย่อนก้นลงบนโซฟาตัวยาวตามด้วยคู่หมั้นสาว นภาลักษณ์ยกเรียวขาไขว่ห้างอย่างไม่อาย ไม่ว่าอะไรมันจะวับๆ แวมๆ ให้เห็นก็ตาม
“พ่อมีอะไรกับผมหรือครับ?” ชายหนุ่มเริ่มบทสนทนาทันที
“ฉันมีเรื่องจะพูดกับแก พาแฟนแกออกไปให้พ้นๆ หน้าฉันก่อนไป!” ธานุภาพบอกพลางเหยียดริมฝีปากและเหลือบมองกิริยามารยาทที่น่าทุเรศด้วยความไม่พอใจ
“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะครับ นภาเป็นคู่หมั้นผม เขามีสิทธิ์จะรู้ธุระของพ่อ พ่อพูดแบบนี้มันไม่ให้เกียรตินภานะครับ”
“แล้วทำไมฉันต้องให้เกียรติผู้หญิงของแกด้วยเจ้าธานต์!”
“หนอยแน่ะไอ้แก่ รอให้ฉันได้แต่งงานกับลูกชายแกก่อนเถอะ!” นภาลักษณ์นึกในใจก่อนจะเชิดหน้าขึ้น
“พอเถอะครับ มีอะไรจะพูดกับผมก็ว่ามาเถอะครับ ยังไงนภากับผมก็คือคนๆ เดียวกัน พ่อพูดมาได้เลยครับผมไม่มีอะไรปิดบังนภาอยู่แล้ว”
“งั้นหรือ? แกแน่ใจนะเจ้าธานต์ ว่าแกจะให้ฉันพูดเรื่องนี้ให้ผู้หญิงของแกได้ยิน!” ธานุภาพย้ำ
“แน่ใจครับ พ่อพูดมาได้เลย”
“’งั้นก็ตามใจแกก็แล้วกันเจ้าธานต์!” เสียงของธานุภาพยังคงเน้นย้ำคำเดิมอยู่เช่นเคย
“พ่อว่าธุระของพ่อมาเลยครับ”
“แกต้องแต่งงาน”
“อะไรนะพ่อ พ่อจะให้ผมแต่งงานเหรอ” เขาย้อนถามสีหน้าตื่นตระหนก