1
“ผู้หญิงแพศยา...เพล้ง”
เจ้าของเสียงปาแก้วไวน์ในมือ กระทบกับฝาผนังห้องเต็มแรง ตามอารมณ์คุกรุ่นในหัวใจ กำปั้นทุบลงบนมินิบาร์หลายครั้ง ใบหน้าแดงก่ำจากพิษรักฝังอุรา
สี่ปีแล้ว สี่ปีที่ตะวันฉายไม่เคยลืมว่าจันทร์ สตรีคนแรกที่เขารักหมดใจ รักแบบไม่เผื่อความเจ็บปวด เสียใจหรือผิดหวัง เพราะคิดว่า หล่อนไม่มีวันทรยศตน
ผิดคาด...
ว่าจันทร์มีชายอื่น หล่อนตีปีกจากไป ใช้ชีวิตคู่กับชายคนนั้น มิเพียงแค่นั้น ยังมีโซ่ทองคล้องใจ เป็นเด็กหญิงวัยสามปีกว่า ว่าจันทร์มีความสุข ในขณะที่ตะวันฉายทุกข์ทรมานใจ ผ่านมาหลายปี ความรู้สึกนี้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ใหม่สดยกไปจากจิตใจไม่ได้ และไม่มีวันบรรเทา หากไม่ได้ชำระแค้นหญิงชั่ว ชายเลวให้สาสมใจ
ใครทำให้ตะวันฉายเจ็บ คนนั้นต้องเจ็บมากกว่าเขาร้อยเท่าพันทวี
แก้แค้นสี่ปี ก็ยังมิสาย...
หกเดือนต่อมา
คำว่า ทำงานตัวเป็นเกลียว คงใช้กับหญิงสาววัยยี่สิบเก้าปี ที่ทำงานตั้งแต่ตีห้า กว่าจะได้นอนเวลาก็ล่วงไปกว่าเที่ยงคืน ว่าจันทร์ทำงานหนักมาในช่วงหลายเดือนมานี้ ให้ได้เงินมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้าน ที่สวนทางกลับรายได้ ยิ่งคนในบ้านป่วยถึงสองคน
คนแรกด้วยอายุที่มาถึงแปดสิบห้าปี เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มหน้าบ้าน นอกจากศีรษะแตก ยังส่งผลต่อร่างกาย กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องมีคนดูแลใกล้ชิด รวมถึงข้าวของเครื่องใช้สำหรับผู้ป่วย อาทิเช่นผ้าอ้อมผู้ใหญ่ อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดแผลกดทับ ที่ต่อเดือนใช้เงินหลายพันบาท
อีกคนชื่อตฤณ ชายวัยสามสิบสามปี ร่างกายตฤณสมบูรณ์แข็งแรง แต่มีเหตุทำให้ขาข้างซ้ายผิดรูป รักษาหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดสองครั้ง และตอนนี้ตฤณเข้าเฝือกอยู่ จะนำเฝือกออกเดือนหน้า ตฤณทำอาชีพล้างแอร์ เมื่อประสบอุบัติเหตุ เขาจึงทำงานนี้ไม่ได้ ตอนนี้จึงช่วยภรรยาดูแลบ้าน และลูกสาว รวมถึงยายบุญ ที่ป่วย
คนที่เป็นเสาหลักในบ้าน คงหนีไม่พ้น ว่าจันทร์ ที่ไม่เคยปริปากบ่นเรื่องความเหนื่อย ขอแค่งานที่ทำได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ต่อให้เหนื่อยมากแค่ไหน หล่อนพร้อมสู้ และแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเรื่องงานมากแค่ไหน หน้าที่แม่ ว่าจันทร์ทำได้ดีเช่นกัน
ว่าจันทร์แม้ว่านอนดึก แต่หล่อนตื่นเช้า ตื่นมาอย่างแรกที่ทำคือ ทำอาหารใส่บาตรให้คนละแวกบ้าน ที่จ้างวานให้ทำทุกวัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสิบสองหลัง หล่อนต้องจัดเตรียมให้เสร็จทุกอย่างก่อนหกโมงสิบห้า เพื่อให้ทันพระสงฆ์มาบิณฑบาตในเวลาหกโมงครึ่ง พร้อมกันนี้ หล่อนทำอาหารเช้าให้ทุกคนในบ้านด้วย ไม่ลืมทำให้ลูกสาวสุดแสนน่ารัก นามว่าจันทร์ฉาย หรือลูกจันทร์
สำรับอาหารของลูกสาวถูกตั้งไว้บนโต๊ะอาหารแบบสี่ที่นั่ง รวมถึงอาหารของสามีที่แม้ว่า ร่างกายยังไม่สมบูรณ์ ทำงานไม่ได้ แต่หล่อนก็ไม่ทอดทิ้ง ดูแลเป็นอย่างดี เหมือนกับช่วงที่ตฤณร่างกายแข็งแรง เขาดูแลคนในบ้านอย่างไม่มีบกพร่อง ส่วนอาหารของยายบุญ ว่าจันทร์จัดเตรียมไว้ต่างหาก เพราะอาหารที่ยายบุญกินได้ มักเป็นอาหารอ่อนๆ เช่นโจ๊ก ข้าวต้มหมูสับ หรือแกงจืด
ว่าจันทร์ทำหน้าที่อาบน้ำให้บุตรสาว ก่อนที่หน้าที่แต่งตัวเป็นของตฤณ เพื่อให้ภรรยาไปอาบน้ำแต่งตัว ไปทำงาน จากนั้นพ่อแม่ลูกจมานั่งกินข้าวพร้อมกัน
“วันนี้ก่อนไปรับลูกจันทร์ พี่จะไปเอาผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่มูลนิธินะ ลงชื่อขอไว้ เขาโทรไปบอกเมื่อวานว่าได้แล้ว จะได้ประหยัดเงิน” ตฤณบอกว่าจันทร์ “เสาร์อาทิตย์มีงานที่อู่เฮียมด พี่จะพาลูกจันทร์ไปด้วยนะ ส่วนยาย พันจะมาดูให้”
ตฤณไม่ใช่ว่าอยู่นิ่งเฉย ให้ภรรยาเลี้ยงดูอย่างเดียว แม้ว่าขาซ้ายเข้าเฝือก เดินเหินไม่ได้สะดวก ต้องใช้ไม้พยุงร่างคอยช่วย แต่มือเขายังใช้งานได้ ทุกวันหยุด เขาจะไปทำงานที่อู่ดังกล่าว ได้เงินมาวันละ 400 บาท แม้เงินไม่มาก แต่ก็นำมาใช้จ่ายในบ้าน ช่วยว่าจันทร์อีกแรง
“พี่ตฤณทำไหวแน่นะคะ ถ้าไม่ไหวอย่าฝืน ฝ้ายกลัวว่า ขาพี่จะผิดรูป ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องผ่าตัดใหม่อีก จะยิ่งทำให้การรักษาล่าช้า รอถอดเฝือกก่อนดีกว่าค่ะ ค่อยทำงาน ฝ้ายยังไหวค่ะ”
“พี่คิดว่า คงไม่เป็นอะไร เข้าเฝือกมาหลายเดือนแล้ว มันคงอยู่ตัวแล้วแหละ อีกอย่างพี่ไม่อยากอยู่เฉยๆ ด้วย มือพี่ยังดีแล้วพี่ก็อยากช่วยฝ้ายด้วย” ตฤณตอบกลับ “ให้พี่ทำเถอะนะ พี่อยากช่วยฝ้าย”
“ค่ะ ตามใจพี่ตฤณค่ะ แต่ถ้าไม่ไหว อย่าฝืนนะคะ”
“จ้ะ พี่รู้แล้ว กินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวฝ้ายไปทำงานสาย” ว่าจันทร์ยิ้มให้สามี ก่อนลงมือทานข้าว ตฤณมองสองแม่ลูกแล้วยิ้ม ภายใต้รอยยิ้ม กลับมีความสงสาร เห็นใจว่าจันทร์อยู่มาก ชีวิตหล่อนดีกว่านี้แน่ หากตนไม่เป็นเช่นนี้
“ลูกจันทร์คะ วันนี้เงินเดือนคุณแม่ออก คุณแม่จะพาไปกินไอติมนะคะ” ว่าจันทร์บอกลูกสาว หน้าตาน่ารักมาก ใบหน้าละหม้ายคล้ายคนเป็นพ่อไม่มีผิด
“ค่ะคุณแม่ กินไก่เคเอฟซีด้วยได้ไหมคะ ลูกจันทร์อยากกินค่ะ” ลูกสาวแสนน่ารัก และเปรียบเสมือนแรงกำลังใจของคนเป็นแม่ตอบ ยิ้มให้ว่าจันทร์ ที่หอมแก้มบุตรสาวทั้งสองข้างด้วยรักสุดใจ
2
“ได้เลยค่ะ คุณแม่จัดให้ จัดเสื้อให้สักตัวดีไหมคะ” คนเป็นแม่ถาม
“ดีค่ะ เสื้อสีชมพูนะคะ” เด็กหญิงต่อรอง
“ได้ค่ะคุณลูกสาวที่น่ารัก” ว่าจันทร์หอมแก้มลูกสาว
“ขอบคุณค่ะคุณแม่” เด็กหญิงยกไหว้ กอดว่าจันทร์ “รักคุณแม่ที่สุดในโลกค่ะ”
ตบท้ายด้วยการอ้อน พ่อกับแม่เห็นแล้ว อดยิ้มกับความอ้อนของหนูน้อยไม่ได้
“รักคุณแม่คนเดียวหรือครับ แล้วคุณพ่อล่ะ ไม่รักเหรอ คุณพ่อน้อยใจนะเนี่ย”
“รักค่ะ รักที่สุดในสามโลกค่ะ” ก่อนหันมากอดคนกำลังน้อยใจหลอกๆ ที่ยิ้มกว้าง กอดร่างเล็ก หอมแก้มทั้งซ้ายกว่า
“คุณพ่อก็รักคุณแม่และคุณลูกครับ” แม้ฐานะไม่ได้ร่ำรวย แต่ครอบครัวนี้ก็อุดมไปด้วยความรัก ความสุขและความเข้าใจ จนหลายคนอิจฉา
ว่าจันทร์จูงมือจันทร์ฉายออกมายืนรอตฤณหน้าบ้าน ที่ขับขี่มอเตอร์ไซร์คู่กาย กลางเก่ากลางใหม่ออกมาทีหลัง เมื่อสองแม่ลูกนั่งประจำที่ ตฤณนำรถคู่ใจออกห่างหน้าบ้าน ไปส่งว่าจันทร์ตรงหน้าปากซอย จากนั้นจึงขับรถไปส่งลูกสาวที่โรงเรียน ห่างจากบ้านราวหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง
ขณะตฤณขับรถกลับบ้าน เขาแวะร้านกาแฟประจำซอย เพื่อเก็บเงินค่าขนมที่นำมาฝากขาย แม้กำไรจะน้อย แต่ถือว่า ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ตฤณเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ที่มีคนนั่งอยู่สามสี่คน เขาเดินไปหาลุงตี๋ด้วยไม้เท้าพยุงเดิน ที่พอเห็นหน้าคนเข้ามาในร้าน ก็รีบหยิบเงินที่เตรียมไว้ส่งให้ตฤณ
“ขอบคุณครับลุงตี๋” ตฤณยกมือไหว้ ก่อนรับเงิน
“เอามาให้สี่สิบถุงนะ คละๆ กันน่ะ” ลุงตี๋สั่งออเดอร์
“ครับ ขอบคุณครับ ตอนเย็นผมเอามาส่งให้นะครับ”
“ว่าแต่ ขาเป็นไงบ้างล่ะ ใกล้ถอดเฝือกหรือยัง”
“เดือนหน้าก็ถอดเฝือกแล้วครับ”
“เออดี จะได้หายสักที ถือว่าฟาดเคราะห์ไป” ลุงตี๋พูด ขณะชงกาแฟ
“ผมกลับก่อนนะครับ ต้องไปดูยาย” ลุงตี๋ยิ้ม ตฤณหมุนตัว ตั้งใจเดินกลับไปยังมอเตอร์ไซร์ของตน แต่เขาหยุดความตั้งใจ เมื่อมีคนเรียก
“ไอ้ตฤณ” คนเรียกมีนามว่า ภมรหรืออ๋อ
“ว่าไงวะ” ตฤณทักกลับ นั่งลงบนเก้าอี้ “หายหัวไปไหน ไม่เห็นหน้าเลย”
“ไปอยู่แถวอรัญมา” ภมรตอบ “กูเจอมึงก็ดีแล้ว ว่าจะให้มึงเปิดบัญชีอีกสองบัญชี ต่างธนาคารกันนะ ให้บัญชีละสองพัน”
“สองพันเหรอ มากกว่าครั้งที่แล้วห้าร้อย”
“ใช่ ให้เฉพาะมึงนี่แหละ ว่าไง โอเคป่ะ”
“สองบัญชีก็สี่พัน เอาสิ ได้เงินตั้งเยอะ” ตฤณไม่ได้ถามต่อถึงเหตุผลของการให้เปิดบัญชี ภมรบอกเขาตอนให้เปิดบัญชีครั้งแรกว่า เอาไปให้คนงานที่ยังไม่ได้บัตรคนต่างด้าว ใช้ในการรับเงินเข้าบัญชี หากได้บัตรก็จะยกเลิกบัญชีนั้น ที่มาให้ตนเปิดบัญชีอีกครั้ง เหตุผลคงไม่ต่างกัน อีกทั้งเขาไว้ใจภมร เพราะเป็นเพื่อนกันมานานหลายปี
“งั้นวันนี้มึงว่างไหม กูอยากได้วันนี้เลย”
“รอสักชั่วโมงได้ไหม ต้องกลับไปดูยายก่อน เสร็จถึงจะไปได้”
“เออ ไม่มีปัญหา กูรอได้ กูไปรอมึงที่บ้านเลยละกัน มึงดูยายเสร็จจะได้ไปกันเลย เอารถกูไป เดี๋ยวกูขับรถมาส่งมึงที่บ้านเอง”
เมื่อสองเพื่อนตกลงกันได้ ทั้งสองต่างไปบ้านตฤณ หลังจากตฤณดูแลยายบุญเสร็จ เขาโทรศัพท์บอกป้าเพ็ญ คนละแวกบ้านให้มาอยู่เป็นเพื่อนยายบุญสักชั่วโมงกว่าๆ โดยให้สินน้ำใจหนึ่งร้อยบาท จากนันจึงไปธนาคารกับภมร
เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัว...
คำพูดของศรีวรรณ เจ้าของธุรกิจออนไลน์ ที่ว่าจันทร์ทำงาน ทำให้คนที่ได้รับฟัง เหตุผลของการปิดกิจการ แบบไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดไม่ฝันว่า เรื่องนี้จะเกิดขึ้นด้วย
ว่าจันทร์ทำงานที่นี่มากว่าสามปี หรือเท่ากับอายุของจันทร์ฉาย ไม่มีแนวโน้มว่า บริษัทจะขาดทุน แม้บางเดือนกำไรจะน้อย แต่ก็ถือว่าได้ แล้วช่วงนี้ลูกค้าสั่งสินค้าเพิ่มขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์
ใครจะคิดว่า ตนจะตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งตอนนี้ทางบ้านต้องการใช้เงิน แล้วยังมีหนี้สินที่ต้องชำระ จากการไปกู้หนี้ยืมสิน มาเป็นค่าใช้จ่ายตอนตฤณป่วย เป็นจำนวนเงินสูงเกือบหนึ่งแสนสามหมื่นบาท สามเดือนมาแล้วที่ว่าจันทร์จ่ายดอกเบี้ยเดือนละห้าพันบาท ที่ไม่รู้ว่า จะมีเงินมาจ่ายต้นคืนเมื่อไหร่ ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในบ้านจิปาถะ และค่ากินค่าใช้ของจันทร์ฉายอีก หากตนว่างงาน มิเท่ากับว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักกว่าเดิมหรอกหรือ
การมีเงินเดือนประจำ ถือว่าช่วยว่าจันทร์ได้มาก เงินเดือนออก นำเงินไปจ่ายค่าต่างๆ ที่ต้องจ่ายรายเดือนได้ทั้งหมด มีเหลืออยู่ไม่กี่พัน ก็อาศัยงานพิเศษที่คงยึดเป็นหลักไม่ได้ เพราะไม่ได้มีงานให้ทำทุกวัน ว่าจันทร์ใช้เงินรายได้เสริม ในการใช้จ่ายประจำวัน หากไม่มีงานประจำ เท่ากับว่า หล่อนหมุนเคว้งกลางอากาศ
ศรีวรรณยื่นซองสีขาวที่ในนั้น มีเงินเดือนของพนักงานทุกคน และมีส่วนต่างที่อาจเรียกว่า เป็นเงินชดเชยให้คนละสามพันบาท ว่าจันทร์รับซองเงินนน้ำตาปริ่ม ความตั้งใจอะไรหลายอย่าง พังครืนลงมา
ตกงานก็ต้องหางานใหม่ เป็นคำพูดง่ายๆ ที่ยุคสมัยนี้ งานหายาก นักศึกษาจบใหม่ก็มีเยอะ ไหนจะคนที่อยากเปลี่ยนงาน หรือตกงานอีก ต่างแย่งชิงงานใหม่กันมากมาย การหางานไม่ใช่ว่า ได้งานแล้วได้เงิน ต้องดูอะไรหลายอย่าง เช่นระยะทางจากบ้านไปทำงาน เงินเดือนที่ได้รับ เวลาในการทำงาน หากได้เงินเดือนน้อย ระยะทางไกล เดินทางใช้เวลานาน นั่งรถหลายต่อ ก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายขณะไปทำงาน คงต้องหางานใกล้บ้าน งานอะไรก็ได้ ขอแค่มีงานทำ
ขณะกลับบ้าน ว่าจันทร์น้ำตาไหล นึกถึงชะตาชีวิตตนเอง ที่เหมือนถูกสาปอย่างไรอย่างนั้น กำลังจะดีขึ้นก็ต้องพบเจอกับเรื่องไม่คาดฝัน มันเกิดขึ้นกับหล่อนสองครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งสาม ที่ไม่รู้ว่า จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ได้แต่ภาวนา เว้าวอนสวรรค์ ขออย่าให้มีเรื่องร้ายเข้ามาในชีวิตอีกเลย แค่นี้ว่าจันทร์ก็เต็มกลืนแล้ว
3
แม้ตนเองตกงาน ทว่าว่าจันทร์ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับจันทร์ฉาย หล่อนกับตฤณพาลูกสาวมากินไก่ผู้พันเจ้าดัง ใบหน้าคนเป็นพ่อแม่ยิ้ม ทั้งที่ภายในใจกำลังทุกข์ กับเรื่องที่เกิดขึ้นเช้านี้ พอว่าจันทร์กลับมาถึงบ้าน หล่อนเล่าเรื่องราวให้ตฤณฟัง สามีตกใจและอึ้งกับการตกงานของภรรยา ที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ให้กำลังใจว่าจันทร์ พร้อมส่งเงินสามพันเก้าร้อยบาทให้ว่าจันทร์ ส่วนอีกหนึ่งร้อย ให้เป็นค่าจ้างป้าเพ็ญ
“พี่ตฤณไปรับจ้างเปิดบัญชีทำไมคะ มันเสี่ยงนะคะ ฝ้ายได้ยินข่าวว่า คนที่จ้างมักเอาไปใช้ในทางไม่ดี หลอกต้นตุ๋น เว็บเสี่ยงดวงบ้าง คนที่ซวยคนแรกก็คือพวกบัญชีม้า ส่วนพวกอยู่หัวๆ มักรอด” ว่าจันทร์ตกใจกับที่มาของเงินจำนวนนี้
“อ๋อไว้ใจได้ ครั้งที่แล้วก็ทำ ไม่เห็นมีปัญหาไรเลย นี่ก็หลายเดือนแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า” ตฤณไว้ใจภมรมาก ไม่คิดว่าเพื่อนจะโกหก “พี่อยากช่วยฝ้ายหาเงินด้วย ยิ่งตอนนี้ยิ่งต้องช่วย แล้วพี่ก็เชื่อว่า มันไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน”
“ฝ้ายขอบคุณพี่ตฤณค่ะ ที่ช่วยฝ้าย แต่ที่ฝ้ายพูด เพราะเป็นห่วงพี่ คนสมัยนี้ไว้ใจกันได้ยากมากๆ แม้เป็นเพื่อนกันก็ตาม ตอนนี้เราก็พอไปได้นะคะ ไม่ได้ติดขัดจนต้องทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้เลย ครั้งหน้าไม่ต้องแล้วนะคะพี่ตฤณ ถ้าเผื่อมีปัญหา เงินที่ได้มา มันไม่คุ้มเลย” ว่าจันทร์เป็นห่วงสามี มีความกังวลเต็มเปี่ยม
“ได้ ครั้งหน้าถ้ามันมาขอให้พี่เปิดบัญชี พี่จะไม่ทำ” ตฤณรับปากว่าจันทร์ “พี่หมูเจ้าของร้านซ่อมแอร์ ที่พี่เคยเล่าให้ฟัง เขาโทรมาหาพี่เมื่อตอนสายๆ ว่า ถอดเฝือกเมื่อไหร่ให้ไปทำงานกับเขา พี่ว่าก็ดีนะ ไม่ต้องวิ่งหางานเอง พี่ได้เงินเดือนเต็มๆ หมื่นห้า วันหยุดก็รับจ๊อบ ฝ้ายว่าโอเคไหม”
“ดีค่ะ ดีมากๆ เลย”
“พี่จะช่วยฝ้ายใช้หนี้ พี่จะขยันให้มากกว่าเดิม เราจะได้หมดหนี้เร็วๆ”
“ค่ะ” ว่าจันทร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม ในความโชคร้ายในหลายเรื่อง หล่อนถือว่าตนเองมีความโชคดีที่ได้เจอตฤณ ชายหนุ่มข้างบ้าน ที่สมัยเด็กๆ เขาและหล่อนมีความสนิทสนมกันมาก จนกระทั่งเขาย้ายบ้านไปอยู่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้เจอหน้ากัน มาพบกันอีกทีเมื่อสี่ปีก่อน ในวันที่หล่อนเคว้งคว้าง หาทางออกไม่เจอ
“คุณลูกสาวครับ คุณพ่อป้อนครับ” ตฤณหั่นเนื้อไก่ ป้อนให้บุตรสาวและไม่ลืมป้อนภรรยา
“ลูกจันทร์ป้อนคุณพ่อคุณแม่บ้างค่ะ” เด็กหญิงทำตามที่บอก ซึ่งพ่อกับแม่อ้าปากรับเนื้อไก่ที่หั่นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ด้วยรอยยิ้ม
“คราวนี้คุณแม่ป้อนคุณพ่อกับคุณลูกบ้างนะคะ”
เท่ากับว่า ต่างฝ่ายต่างป้อนให้กันและกันกิน เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความอบอุ่นของคนในครอบครัว ใครเห็นก็อดยิ้มไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง
ใครเห็นก็อดยิ้มไม่ได้ คงไม่ใช่ตะวันฉาย ที่มองดูภาพนี้ผ่านคลิปวิดีโอ จากดลวัฒน์หรือดล ลูกน้องคนสนิท ที่คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวของว่าจันทร์ ก่อนส่งและรายงานให้เขารู้
แววตาตะวันฉายชัดเจนด้วยความโกรธแค้น ฝังรากลึกราวกับต้นไม้ใหญ่ยึดติดกับผืนดิน ไม่มีวันหักโค่นแม้ถูกพายุซัดมากแค่ไหน ยังคงยืนต้นอยู่เช่นนั้น กิ่งก้านสาขาที่กว้างใหญ่ ไม่ได้สร้างร่มเงาให้ว่าจันทร์ แต่มันคืออาณาเขตของความเจ็บปวดที่หล่อนควรได้รับ เขาจะติดตามหล่อนไปทุกหนแห่ง ให้ว่าจันทร์เจ็บมากกว่าตน ร้อยเท่าพันทวี
ในความแค้น มีความริษยาตฤณร่วมด้วย ที่ได้เป็นสามีว่าจันทร์และบิดาเด็กหญิงหน้าตาน่ารักคนนั้น แทนที่คนอยู่ข้างกายว่าจันทร์คือตน ควรเป็นเขามิใช่หรือ
“สุขกันให้พอ ถึงเวลาฉันเมื่อไหร่ เธอเจ็บจนพูดไม่ออกแน่...ว่าจันทร์”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
ว่าจันทร์ไม่ ได้อยู่นิ่งเฉย นอกจากเริ่มหางานทำในละแวกใกล้บ้าน ด้วยการเดินหาตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านค้าขายในย่านตลาดแถวบ้าน หากมีร้านใดติดประกาศรับสมัครงาน หล่อนจะได้เข้าไปสมัคร ทว่ากลับไม่มีสักที่
อีกหนึ่งวิธีในการหางานทำคือ ลงประวัติส่วนตัว การศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมาในจ๊อบไทย เผื่อมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งเข้ามาดู แล้วเกิดความสนใจ จะได้เรียกตนไปสัมภาษณ์ ซึ่งหล่อนรอคอยอย่างมีความหวัง
รุจิเรศถือถุงอาหารเข้ามาในบ้านว่าจันทร์ เพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอหน้ากันร่วมสองเดือน ทว่าทั้งสองพูดคุยกันผ่านมือถือ โทรคุยกันบ้าง แชทกันทางไลน์บ้าง
“สวัสดีเพื่อนรัก” เสียงดังมาก่อนตัว คนที่กำลังรีดผ้า เงยหน้ามองคนเดินเข้ามาในบ้าน ว่าจันทร์ยิ้มให้รุจิเรศ ก้มหน้ารีดผ้าที่เหลืออีกนิดเดียวจะเสร็จ
“แกนั่งรอก่อนนะ ตัวนี้ตัวสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวพี่นันจะมารับเสื้อ” เป็นหนึ่งรายได้เสริมของว่าจันทร์ หล่อนรับจ้างรีดผ้า ที่มีลูกค้าราวสิบคน รายได้ต่อเดือนก็หลายพันบาท
“ตามสบาย ฉันไม่รีบอะไร” รุจิเรศตอบกลับ ก่อนเดินไปหยิบจานชาม มาใส่อาหารที่ซื้อมา รอเพื่อนมากินพร้อมกัน อีกราวสิบนาที ว่าจันทร์มานั่งกินอาหารกับเพื่อน
“พี่ตฤณไปรับลูกจันทร์เหรอ” รุจิเรศถาม
“ใช่ เห็นฉันรีดผ้าไง เลยไปรับลูกจันทร์” ว่าจันทร์ตอบ “ไหนแกบอกว่าจะกลับเดือนหน้าไง งานเสร็จก่อนเหรอ”
“เปล่าหรอก ผู้จัดการเรียกให้ฉันเข้าบริษัทใหญ่น่ะ แล้วส่งคนไปทำแทน” รุจิเรศตอบ “คิดถึงนกนะ ไปทำงานซะไกล ไม่ได้เจอหน้ากันเลย กลับมาเดือนหน้า สงสัยต้องมานอนค้างที่นี่ คุยกันให้หายคิดถึง แกว่าดีไหม”
นกหรือศิริเพ็ญ เพื่อนสนิทอีกคน หล่อนไปทำงานที่มาเลเซียนานหลายเดือน ติดต่อกันทางมือถือ คุยทางไลน์ตลอด แต่ก็คงไม่เหมือนได้คุยต่อหน้า