“แล้วถ้าผมไม่เลือกสักทาง และพาไลลาไปอยู่ที่อื่นล่ะครับ ท่านแม่จะอนุญาตไหมครับ”
แคทเธอรีนส่ายหน้าปฏิเสธ มองใบหน้าหล่อเหลาของลูกชายที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะกำลังทุกข์ทรมานอย่างเห็นใจ แต่หล่อนทำตามความต้องการของลูกชายไม่ได้จริงๆ
“ยังไงซะ ลูกกับไลลาก็รักกันไม่ได้”
“แต่ผมกับน้องนอนด้วยกันแล้วนะครับ”
“ลืมเรื่องนั้นซะ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่”
“ผม...”
“ถ้าลูกยังขัดขืน และคิดจะแข็งข้อกับแม่ ไลลาจะเป็นคนที่เดือดร้อน”
เขารู้ดีว่ามารดาไม่ได้ขู่ แต่ท่านทำได้จริงอย่างที่พูด เขารู้จักนิสัยของท่านดี
แล้วนี่เขาจะทำยังไงดี...?
ไลลา... เขารักไลลา แล้วจะให้ยอมปล่อยมือจากหล่อนไปได้ยังไงกัน
“งั้นผมขอเวลาครับ”
“คนของท่านพ่อจะประกาศทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงหนังสือพิมพ์ไปทั่วโลกเกี่ยวกับการเลือกคู่ของลูกในค่ำวันนี้ และอาทิตย์หน้าผู้หญิงที่สนใจก็จะเดินทางมาที่บ้านของเรา คนของแม่จะคัดเลือกผู้หญิงเหล่านั้นให้เหลือแค่สามสิบคน หลังจากนั้นแม่กับพ่อจะคัดให้เหลือแค่สิบคน เพื่อให้ลูกได้เลือกหนึ่งในสิบคนนั้นเป็นภรรยาของลูก...”
“ทำไมเร็วนักล่ะครับท่านแม่”
ชาร์ลีตกใจไม่น้อย เขารู้สึกมืดแปดด้านเหลือเกิน
“มันคือเวลาที่เหมาะสมแล้วล่ะชาร์ล เชื่อแม่เถอะ”
“นี่ผมปฏิเสธอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นใช่ไหมครับ”
“ถูกต้อง เพราะถ้าลูกทำอะไรลงไปโดยพลการ ไลลาจะได้รับผลกระทบทันที”
มารดาของเขาเอาไลลามาข่มขู่ และมันก็ได้ผลดีเยี่ยม เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะเป็นห่วงนางในดวงใจ
“ถ้าผมยอมแต่งงานกับผู้หญิงสักคนที่ท่านแม่พอใจ ท่านแม่สัญญากับผมได้ไหมครับว่าจะไม่แตะต้องไลลา เธอจะต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปอย่างมีความสุข”
“แม่ให้สัญญา...”
สองแม่ลูกสบประสานสายตากัน ก่อนที่แคทเธอรีนจะพูดออกมาอีกครั้ง
“แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของคำว่าพี่ชายและน้องสาวเท่านั้น เพราะถ้าแม่ระแคะระคายว่าลูกกับไลลายังไม่หยุดยุ่งเกี่ยวกันในเชิงชู้สาว ไลลาจะต้องออกไปจากที่นี่ด้วยการแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง”
กรามแกร่งสะอาดสะอ้านไร้หนวดเคราของชาร์ลีขบกันแน่นจนเป็นสันนูนเป่ง แก้มของเขามีสีแดงระเรื่อแต่ไม่ใช่เพราะเอียงอาย แต่เป็นเพราะกำลังกดดัน
“ครับ”
“แม่ดีใจนะที่ชาร์ลยอมตกลง”
“เพราะผมไม่มีทางเลือกครับ”
ชายหนุ่มตอบมารดาไปตามความเป็นจริง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยลา
“ถ้าท่านแม่หมดธุระกับผมแล้ว ผมขอตัวก่อนครับ”
“ตามสบายเถอะ”
“ขอบคุณครับ”
เขาโค้งศีรษะให้มารดาผู้เป็นเจ้าของกิริยางดงาม ก่อนจะก้าวออกไปจากห้องพักผ่อนของท่าน มุ่งหน้าตรงไปยังเฉลียงไม้ร่มรื่น ที่ทอดยาวลงไปยังชั้นล่างซึ่งเป็นบริเวณสวนสวย
ตรงนั้นคือที่ประจำของไลลา...
เขาเดินลงมาหยุดที่ศาลาริมน้ำกลางสวน ร่างอ้อนแอ้นน่าทะนุถนอมของไลลานั่งอยู่ที่นั่นจริงๆ
ไลลาบอบบางราวกับตุ๊กตาแก้ว ที่หากจับต้องแรงๆ อาจจะแตกหักได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาอยากจะปกป้องและดูแลหญิงสาวคนนี้ไปชั่วชีวิต
แต่ให้ตายเถอะ ทุกอย่างมันพังลงหมดแล้ว!
“ไลลา”
เจ้าของชื่อค่อยๆ หมุนกายกลับมาหา รอยยิ้มระบายบนใบหน้างามเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันดูเศร้าสร้อยจนเขาสังเกตเห็นได้ชัดเจน
ชาร์ลีเดินเข้าไปดึงร่างเล็กของน้องสาวบุญธรรมที่ตนเองคิดเกินเลยเข้ามากอด ซบหน้าลงกับกลุ่มเส้นผมนุ่มนั้นแผ่วเบา หัวใจเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
“ท่านแม่... ว่ายังไงบ้างคะพี่ชาร์ล”
ไลลาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ เพราะหลังจากที่กลับมาจากบ้านของเคลวินเพื่อนรักของชาร์ลี ความรักลับๆ ของหล่อนกับ
ชาร์ลีก็ถูกเปิดเผย เพราะแคทเธอรีนแอบส่งคนสะกดรอยตามหล่อนกับชาร์ลีไป
ตอนแรกหล่อนกับชาร์ลีพร้อมใจกันปฏิเสธ แต่รูปถ่ายที่นักสืบส่งมาให้แคทเธอรีนกับลาซาลอสมันทำให้ยากจะที่จะปฏิเสธต่อไปได้อีก เพราะจนด้วยหลักฐาน
“ท่านแม่บอกให้เราเลิกคบกัน”
ไลลาดันตัวออกห่างจากอ้อมแขนของพี่ชายบุญธรรม น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
“แต่เรารักกันนะคะ”
“ท่านแม่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ท่านบอกว่ามันไม่เหมาะสม ท่านไม่มีวันยอม”
“แล้วท่านพ่อล่ะคะ”
“ท่านพ่อไม่มีทางขัดใจท่านแม่ ไลลาก็รู้นี่” น้ำเสียงของชาร์ลีเต็มไปด้วยความมืดมน
“ท่านแม่ให้พี่เลือกระหว่าง...” เขาสบประสานสายตากับดวงตาเศร้าหมองของน้องสาวบุญธรรม “ให้พี่แต่งงาน หรือว่าจะให้ไลลาแต่งงาน”
“ไม่นะคะ น้องไม่ยอม!”
ไลลาส่ายหน้าปฏิเสธ หล่อนรับไม่ได้ทั้งสองทางเลือก หล่อนไม่มีวันยอมแต่งงานกับชายคนไหน และก็ไม่มีวันยอมให้พี่ชายบุญธรรมแต่งงานกับหญิงคนใดเด็ดขาด
“พี่ก็ไม่ยอม”
“งั้นเราหนีไปด้วยกันเถอะค่ะ “หล่อนจับมือของชาร์ลีเอาไว้ และมองเขาอย่างรอคอยคำตอบ “ไปที่ไหนก็ได้ที่มีแค่เราสองคน นะคะพี่ชาร์ล”
ชาร์ลีวางมือของตัวเองบนหลังมือเล็กของไลลา ก่อนจะพูดความจริงที่ต่างก็รู้ดีอยู่เต็มอกออกมา
“ไลลาก็รู้นี่ว่าเราหนีท่านแม่ไม่พ้นหรอก และที่สำคัญหากพี่ปฏิเสธคำสั่งของท่าน คนที่เดือดร้อนก็จะเป็นน้องนะไลลา”
“ไม่ค่ะ น้องไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ขอแค่ให้น้องได้อยู่กับพี่ชาร์ล ให้เราได้ครองรักกัน...” น้ำตาของไลลาไหลพราก หากย้อนเวลากลับไปได้ หล่อนจะไม่มีวันยอมให้แคทเธอรีนอุปการะในฐานะลูกสาวบุญธรรมเด็ดขาด
“พี่จำเป็นต้องแต่งงาน”
“พี่ชาร์ล...!”
“มันเจ็บปวดมาก... พี่รู้ไลลา...”
มือใหญ่ของชาร์ลียกขึ้นโอบประคองดวงหน้าที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของไลลาเอาไว้ ก่อนจะพรมจูบไปทั่วอย่างแสนเสน่หา ปากก็พร่ำขอโทษ
“พี่ขอโทษที่ไม่อาจทำให้น้องมีความสุขได้อย่างที่เคยให้คำมั่นเอาไว้”
“พี่ชาร์ล... น้องทนเห็นพี่แต่งงานไม่ได้หรอกค่ะ น้องเจ็บ น้องจะขาดใจ...”
“ฟังพี่นะไลลา...” ชาร์ลีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาชุ่มฉ่ำของไลลา ก่อนจะบอกบางอย่างออกมา “พี่แต่งงานก็จริง แต่การแต่งงานจะเป็นแค่ฉากหน้าที่พี่มีเอาไว้ซ่อนความสัมพันธ์ของเราเท่านั้น”
“พี่ชาร์ลหมายถึง...”
“พี่จะยอมแต่งงานตามที่ท่านแม่ต้องการ แต่พี่จะใช้การแต่งงานนี้รักษาความรักของเราเอาไว้ไงครับ”
ไลลายิ้มออกมาทั้งน้ำตา “งั้นก็แสดงว่าถึงพี่ชาร์ลจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนก็ตาม แต่เราสองคนก็ยังจะรักกันและมีความสัมพันธ์กันใช่ไหมคะ”
“ถูกต้องน้องพี่...”
“พี่ชาร์ลน้องดีใจที่สุดเลยค่ะ...”
ไลลาหัวเราะออกมาอย่างดีใจ และก็สวมกอดชาร์ลีเอาไว้อย่างแสนรัก
“แต่เราต้องเก็บความลับนี้เอาไว้ให้มิดที่สุดนะครับ ไม่อย่างนั้นท่านแม่จะมาทำลายมันอีก”
“แน่นอนค่ะ น้องสัญญา...”
ไลลาไต่มือขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่งของชาร์ลี และก็เขย่งปลายเท้าขึ้น เพื่อจะจูบปากของเขา แต่ชายหนุ่มขืนตัวเอาไว้
“เราทำแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า ท่านแม่จะระแวงขึ้นมาอีก”
“แต่น้องคิดถึงพี่ชาร์ลนะคะ น้องอยากนอนในอ้อมแขนของพี่ชาร์ลอีก”
ชาร์ลีอมยิ้มบางๆ ยกมือขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มนวลให้กับไลลาจนแห้ง
“งั้นคืนนี้พี่จะไปหา ไลลาเปิดหน้าต่างรอพี่ก็แล้วกัน”
“ค่ะ พี่ชาร์ล”
ไลลายิ้มหวาน มองชาร์ลีอย่างแสนรัก
“น้องรักพี่ชาร์ลมากนะคะ น้องยอมสละตัวเองเป็นนางบำเรอในเงาของพี่ชาร์ลตลอดไปค่ะ”
“ใครว่าน้องเป็นนางบำเรอของพี่ล่ะ น้องคือตัวจริงของพี่ต่างหาก ไลลา...”
“แล้วผู้หญิงคนที่พี่จะแต่งงานด้วยล่ะคะ นางจะเป็นอะไรของพี่กัน”
“เมียบนหิ้งไงครับ”
“ยังไงเหรอคะพี่ชาร์ล”
ไลลาเข้าใจความหมายดี แต่ก็อดที่จะถามออกไปเพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้นไม่ได้
“เมียที่พี่ไม่คิดจะแตะต้อง”
ไลลายิ้มกว้างอย่างมีความสุข ได้ยินชาร์ลีพูดแบบนี้หล่อนก็สบายใจแล้ว
“น้องรักพี่ชาร์ลที่สุดเลยค่ะ”
“พี่ก็รักน้อง ไลลา...”
ทั้งคู่กอดกันแนบแน่น ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปคนละทางเพื่อปกป้องคนอื่นครหา
อีกฟากหนึ่งของโลก เด็กสาวคนหนึ่งถือกระเป๋านักเรียนเดินออกมาจากโรงเรียนประจำหญิงล้วน ช้องนาง วัฒนาดิลก คือชื่อเสียงเรียงนามของหล่อน
ช้องนางกำลังจะเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเร็วๆ นี้ เพราะตอนนี้หล่อนได้สอบไฟนอลในเทอมสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว
เด็กสาวเป็นลูกหลานในตระกูลผู้ดีเก่าอย่างวัฒนาดิลก ซึ่งตระกูลนี้เป็นนามสกุลพระราชทาน ทุกคนในวงศ์ตระกูลล้วนแต่แสดงออกว่าตนเองเป็นผู้ดี ทั้งๆ ที่ภายในนั้นกลวงโบ๋
ตั้งแต่คุณย่าของหล่อนเสียชีวิตไป ลูกจำนวนสี่คนซึ่งรวมบิดาของหล่อนด้วยก็ต่างพากันนำสมบัติพัสถานมาถลุงกันอย่างสนุกมือ ซึ่งในระยะเวลาแค่ไม่ถึงห้าปี ทรัพย์สินที่อยู่ในระบบกงสีก็กลายเป็นศูนย์ ก่อนจะติดลบจนต้องขายของเก่าเพื่อพยุงหน้าตาทางสังคม
ลุงป้าน้าอารวมถึงพ่อของหล่อนต่างเป็นคนที่จมไม่ลง หน้าใหญ่ใจโตทั้งๆ ที่ไม่เหลือสมบัติใดๆ อีกแล้วนอกจากบ้านที่อาศัยอยู่ในตอนนี้
หล่อนเองก็ได้รับผลกระทบจากความฟุ้งเฟ้อของทุกคนจนมีแนวโน้มว่าจะต้องออกมาหางานทำเพื่อส่งตนเองเรียนระดับมหาวิทยาลัยในไม่ช้า
ช้องนางเดินใจลอยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงลุงแก้วคนขับรถเก่าแก่ของวงศ์ตระกูลจึงสะดุ้งตกใจ
“คุณหนูครับ”
หล่อนชะงักเท้า หันไปมอง ก่อนจะฝืนยิ้มทักทายชายสูงวัยที่อยู่ด้วยกันมานานจนคุ้นเคย
“สวัสดีค่ะลุงแก้ว”
“สวัสดีครับคุณหนู”
หล่อนมองหน้าลุงแก้วสลับกับรถคันงามที่เหลืออยู่เพียงคันเดียวในบ้านด้วยความแปลกใจ
“วันนี้อาเกสไม่ใช้รถเหรอคะ ลุงแก้วถึงขับมารับนางได้น่ะ”
คู่สนทนาของหล่อนยิ้มเจื่อนๆ “วันนี้คุณเกสไม่ได้ออกไปข้างนอกเลยครับ ไม่รู้ว่าทำไมไม่ไป แต่ก็ดีแล้วครับ ผมก็เลยมีรถมารับคุณหนูไงครับ”
“ขอบคุณค่ะลุงแก้ว”
“เชิญขึ้นรถครับ”
ลุงแก้วเปิดประตูรถให้ หล่อนยิ้มขอบคุณ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถด้วยความคุ้นเคย
ลุงแก้วปิดประตูรถให้อย่างเบามือ ก่อนจะรีบวิ่งอ้อมรถขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยรถ และก็ชวนคุยเหมือนเช่นทุกครั้งที่ลุงแก้วมีโอกาสมารับหล่อนกลับบ้าน
“ปีหน้าคุณหนูก็จะขึ้นมหา’ลัยแล้วน่ะสิครับ”
“ใช่ค่ะ แต่นางยังไม่รู้เลยว่าจะได้เรียนหรือเปล่า ก็อย่างที่ลุงแก้วเห็นนั่นแหละค่ะ”
“คุณหนูต้องเรียนนะครับ เพราะถ้าไม่เรียนต่อ จบแค่มอหกคงทำงานดีๆ ที่เหนื่อยน้อยๆ ไม่ได้แน่ๆ ครับ”
“นางทราบค่ะ แต่สถานการณ์ทางบ้านก็อย่างที่ลุงแก้วเห็นๆ นั่นแหละค่ะ ไม่ดีเลย”
ลุงแก้วอยู่รับใช้มานานจนรู้เห็นทุกอย่างทั้งหมด แต่ก็ตักเตือนอะไรไม่ได้เพราะตนเองเป็นแค่คนรับใช้
“คุณชัชคงพยายามส่งคุณหนูเรียนต่อน่ะครับ”
ลุงแก้วพูดถึงชัชชัยบิดาของช้องนาง
เด็กสาวถอนใจออกมาแผ่วเบา เมื่อนึกถึงบิดาของตนเอง
พ่อเคยเป็นหัวหน้าครอบครัว และเป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ อีกสี่คนในตระกูลวัฒนาดิลก แต่หลังจากที่แม่ตายจากไปเพราะจมน้ำ ท่านก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน
พ่อกลายเป็นผู้ชายเงียบขรึม จมปลักอยู่กับความเสียใจที่สูญเสียภรรยาสุดที่รัก เหล้าถูกใช้เป็นเครื่องมือให้พ่อลืมแม่ จนกระทั่งท่านถูกมันกลืนกินจิตวิญญาณ
สุดท้ายแล้วพ่อก็กลายเป็นผู้ชายติดเหล้า ต้องชิงลาออกจากงานก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกไล่ออก และน้องๆ ของพ่อก็ไม่มีใครเป็นหลักให้กับวงศ์ตระกูลแทนพ่อได้สักคน
ตอนนี้ตระกูลวัฒนาดิลกกำลังระส่ำระสายอย่างหนัก หนี้สินมากมายกำลังพอกพูน
สมาพรน้องสาวคนรองของบิดาก็เพิ่งถูกสามีนอกใจ จนกลายเป็นโรคประสาท คนในครอบครัวต้องแอบส่งให้ไปอยู่ในโรงพยาบาลประสาทอย่างเงียบกริบ และให้ข่าวกับสังคมว่าสมาพรบินไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศ
ส่วนหัสดินน้องชายของบิดาก็ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเลย ทำธุรกิจอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน หัสดินขายที่ดินส่วนตัวที่คุณย่ายกให้ และนำเงินก้อนนั้นบินไปทำธุรกิจที่ประเทศจีน ก่อนจะไม่ส่งข่าวคราวกลับมาอีกเลย
และเกสรา น้องสาวคนสุดท้องของบิดา เกสราเป็นผู้หญิงเจ้าแผนการ ทุกอย่างในการดำเนินชีวิตของหล่อนมีแบบแผนและอยู่ในกรอบ แม้กระทั่งสามีที่เป็นคนงานในบ้านมาก่อน แต่เกสราให้ข่าวกับสังคมว่าเป็นนักธุรกิจจากเชียงราย ก็ต้องเดินตามทางที่
เกสราวางเอาไว้
เกสรามีลูกสาวสุดที่รักอยู่หนึ่งคนชื่อ พชมน ซึ่งมีอายุมากกว่าหล่อนหกปีเต็ม เกสราส่งเสียให้พชมนเรียนในโรงเรียนที่ดี ราคาแพง เพราะหวังว่าพชมนจะใฝ่เรียน แต่พชมนกลับท้องกับเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน จนต้องออกมาเลี้ยงลูก และไม่ได้กลับไปเรียนต่ออีกเลย
“นางว่าจะออกมาหางานทำค่ะ แล้วก็เรียนภาคค่ำเอา”
ในที่สุดหล่อนก็ตอบลุงแก้วออกไป หลังจากนั่งคิดถึงเรื่องราวยุ่งเหยิงในวงศ์ตระกูลอยู่พักใหญ่
“คุณชัชคงไม่ยอมหรอกครับ”
หล่อนยิ้มเศร้าหมอง “ตอนนี้พ่อแทบจำนางไม่ได้แล้วด้วยซ้ำลุงแก้ว”
“ถ้าคุณชัชยอมไปบำบัดคงจะดีขึ้นกว่านี้นะครับ”
“ลุงแก้วก็เห็นนี่คะว่าพ่อไม่ยอมไป และที่สำคัญอาเกสก็ไม่สนับสนุนด้วย เพราะกลัวเป็นข่าวออกไป แล้วชื่อเสียงวงศ์ตระกูลจะเสียหาย”
ก็ขนาดพชมนตั้งท้องคาโรงเรียน เกสรายังตัดใจส่งลูกสาวไปอยู่เมืองนอกแลย
ลุงแก้วไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก คงเพราะจนปัญญาที่จะช่วยหล่อนแก้ปัญหานั่นแหละ
ช้องนางเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกรถ ดวงใจของหล่อนเต็มไปด้วยความทุกข์เหลือเกิน
หลังจากมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่หล่อนทำเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาก็คือการขึ้นไปหาบิดาซึ่งท่านหมกตัวอยู่แต่ในห้องนอนที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายของมารดา
หล่อนเองก็เสียใจมากที่แม่มาด่วนจากไป แต่หล่อนก็รู้ดีว่าชีวิตต้องเดินต่อไป ไม่ใช่จมปลักอยู่กับอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมาแบบบิดา
กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคงคละคลุ้งในห้องนอนของบิดาเหมือนเดิม หล่อนพูดคุยกับท่าน พยายามที่จะถามไถ่ แต่ท่านทำแค่ละสายตาจากรูปของมารดาเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นมามองหล่อน จากนั้นท่านก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับสารทุกข์สุกดิบของลูกสาวในไส้อีกเลย
หล่อนน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ก็พยายามที่จะเข้าใจบิดา ขาเรียวค่อยๆ หยัดขึ้นยืน บอกลาท่านเสียงสั่นเครือ ก่อนจะเดินหนีออกมา
หล่อนไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว... คงต้องปล่อยให้พ่อเป็นแบบนี้ต่อไป
หลังมือเล็กยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้ง เมื่อก้าวออกมาจากห้องของบิดา สาวใช้ที่เป็นหนึ่งในสาวใช้อีกเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่ภายในคฤหาสน์หลังงามแห่งนี้มาหยุดอยู่ข้างๆ
“มีอะไรกับฉันหรือเปล่าจ๊ะ”
“คุณเกสราให้มาเชิญคุณหนูไปค่ะ”
กลีบปากอิ่มสีแดงระเรื่อเม้มเป็นเส้นตรง ก่อนจะเอ่ยถามกลับออกไป
“ตอนนี้อาเกสอยู่ที่ไหนจ๊ะ”
“อยู่ระเบียงชั้นสองค่ะคุณหนู”
หล่อนฝืนยิ้มให้กับคู่สนทนา ก่อนจะก้าวเดินออกมาเงียบๆ ในใจก็อดที่จะคลางแคลงไม่ได้ เพราะร้อยวันพันปี เกสราไม่เคยสนใจไยดีอะไรหล่อนเลย แต่วันนี้กลับเรียกให้เข้าไปพบ
ช้องนางเดินมาหยุดที่ทางเชื่อมก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปด้านนอกของตัวคฤหาสน์ หล่อนเห็นเกสรานั่งไถนิ้วกับโทรศัพท์มือถือรออยู่
“อาเกสเรียกหานางเหรอคะ”
เกสราเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์มือถือ และหันมามองหล่อน พร้อมกับส่งยิ้มให้
“มานั่งนี่สิ เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว”
ช้องนางสงสัยไม่น้อย แต่ก็จำต้องเดินเข้าไปหา หย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวตรงกันข้ามกับเกสรา
“อาเกสมีอะไรจะคุยกับนางเหรอคะ”
เกสราจ้องหน้าหล่อน กวาดสายตามองสำรวจอย่างพิจารณาในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“สอบไฟนอลเทอมสุดท้ายเสร็จแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ”
เกสราทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถาม
“กันยาปีนี้เราก็จะอายุสิบเก้าแล้วใช่ไหม อาเข้าใจถูกหรือเปล่าช้องนาง”
“เอ่อ... ถูกค่ะ นางจะสิบเก้าเต็มเดือนกันยานี้ค่ะ” หล่อนตอบ และก็ยังสงสัยเหมือนเดิม
“อาเกส... มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมวันนี้ดูอาเกสถามนางแปลกๆ”
หล่อนเห็นเกสราจ้องมองมา ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะขยับเขยื้อน เปล่งคำพูดออกมา