เจริญวัฒนากุล หนึ่งในตระกูลผู้ลากมากดีของเมืองไทย ประมุขประจำบ้านก็คือ นายเกรียงไกร เจริญวัฒนากุล นายห้างร้านทองชื่อดังที่มีสาขาอยู่เกือบแทบทุกจังหวัดของเมืองไทย ส่วนภรรยาของเขาก็คือ นางปิยนุช เจริญวัฒนากุล หรือที่คนในบ้านเรียกติดปากว่า ซ้อนุช
ปิยนุชเป็นหญิงวัยสี่สิบแปดกะรัต รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์เพราะชีวิตสุขสบายมีอันจะกินมาตั้งแต่เกิด ส่วนนิสัยใจคอนั้นเป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว และไม่มีน้ำใจ แถมยังขี้หึงเป็นที่หนึ่ง ทำให้ปิยนุชกับเกรียงไกรมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องความเจ้าชู้ของเกรียงไกร...
เมื่อสิบแปดปีก่อน ปิยนุชจับได้คาหนังคาเขาว่าเกรียงไกรแอบเข้าห้องของสาวใช้หน้าตาสะสวยคนหนึ่งที่มาจากต่างจังหวัดชื่อสุดา หล่อนขับไล่สุดาออกจากบ้านในคืนวันนั้นทันที ทั้งๆ ที่สุดาบอกความจริงกับหล่อนว่าแท้จริงแล้ว ตัวเองถูกเกรียงไกรข่มเหงไม่ได้สมยอม แต่ปิยนุชไม่ยอมฟัง เพราะหลงเชื่อสามีของตัวเอง ที่บอกว่าสุดาเป็นคนยั่วยวนเพราะใฝ่สูง
และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ปิยนุชก็ไม่เคยรับคนใช้หน้าตาดีอีกเลย อ้วน ดำ เตี้ย สูงวัย เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ทำงานในคฤหาสน์เจริญวัฒนากุล ซึ่งก็ได้สร้างความขัดเคืองใจให้กับผู้เป็นสามีอย่างเกรียงไกรยิ่งนัก
เรื่องราวผ่านมาเกือบหกปี สุดาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในบ้านเจริญวัฒนากุล พร้อมกับเด็กผู้หญิงหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่ง
‘คุณผู้ชายคะ เตยหอมเป็นลูกสาวของคุณผู้ชายค่ะ’
เกรียงไกรตกใจมากกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของสุดา สาวใช้ที่เขาขืนใจในอดีต ไม่คิดว่าจะมีเด็กติดท้องไปด้วย
ตอนแรกเขาไม่ได้คิดจะรับเตยหอมในวัยห้าขวบเอาไว้อุปการะเลย แต่เพราะสุดากราบเท้าวิงวอน และบอกว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย และกำลังจะตาย เขาจึงต้องกลั้นใจรับเด็กคนนี้มาอยู่ในบ้าน และก็ต้องทะเลาะกับปิยนุชยกใหญ่กว่าจะสามารถเลี้ยงดูเตยหอมเอาไว้ได้
‘ยังไงเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของผม และแม่ของเธอก็กำลังจะตาย ผมใจดำทำเป็นไม่ดูดำดูดีไม่ได้หรอก’
‘แต่ลูกสาวคุณมีคนเดียวนั่นก็คือน้องเจน คุณลืมไปแล้วหรือไงคุณเกรียง!’
‘ผมไม่เคยลืมหรอกน่ะ ยังไงซะผมก็รักลูกเจนคนเดียวอยู่แล้ว ส่วนเด็กนี่ ก็ถือว่าเลี้ยงเอาบุญเถอะ ปล่อยไปก็ตายเปล่าๆ คิดว่าทำบุญสักครั้งเถอะคุณนุช’
‘ก็ได้ค่ะ ฉันจะเลี้ยงนังเด็กกาฝากนี่เอาไว้ แต่มันจะเป็นได้แค่คนรองมือรองตีนลูกเจนเท่านั้น คุณห้ามยกย่องมันขึ้นมาเป็นลูกเด็ดขาด เข้าใจไหมคะ’
‘ตกลง’
‘แล้วก็อย่ามายุ่ง เวลาฉันสั่งสอนมันก็แล้วกัน’
และจากวันนั้นจนถึงเวลานี้ เข็มนาฬิกาก็เคลื่อนผ่านมาสิบสี่ปีกว่าแล้ว
เตยหอมในวัยห้าขวบ เติบใหญ่ขึ้นเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยเหมือนกับสุดามารดาของตนเอง ส่วนผิวพรรณขาวเนียนนั้นได้รับมาจากบิดา
ชีวิตของเตยหอมไม่เคยรู้จักกับคำว่ามีความสุขเลย ตั้งแต่แม่พามาฝากเอาไว้ที่นี่ ทุกเช้าค่ำ หล่อนต้องทำงานไม่ต่างจากคนรับใช้ ตื่นแต่มืด และก็ต้องนอนหลังเจ้านายทุกคนเสมอ
คุณผู้หญิงของบ้านนี้เกลียดชังหล่อนมาก และมักจะกลั่นแกล้งให้หล่อนทำงานหนักๆ จนไปเรียนสายหลายครั้ง โชคดีที่บิดา... ไม่สิ... เขาไม่ใช่พ่อของหล่อนหรอก เพราะเกรียงไกรบอกกับหล่อนเองว่า เขาไม่เคยเห็นหล่อนเป็นลูก
หล่อนเสียใจเมื่อรู้ว่าผู้ให้กำเนิดไม่เคยรัก ไม่เคยเมตตา แต่คำสอนของแม่ที่พร่ำบอกสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ทำให้หล่อนไม่คิดแค้นเคือง เพราะทุกอย่างมันล้วนแต่เป็นกรรม
หล่อนก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่พวกเขาราดรดหัวในทุกเมื่อเชื่อวันให้หมดสิ้น จากนั้นค่อยแยกตัวจากไป
อีกไม่นาน...
ใช่... อีกแค่ไม่กี่ปี หล่อนก็จะเรียนระดับชั้นปริญญาตรีจบแล้ว และเมื่อหล่อนเรียนจบ หล่อนก็จะสามารถหางานดีๆ ที่พอเลี้ยงชีพได้ เมื่อนั้นหล่อนคงได้รู้จักกับความสุขเสียที
“นังเตย ไปหยิบรองเท้ามาให้ฉันหน่อยสิ”
เสียงเรียกจิกหัวแบบนี้ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจนจิรา ลูกสาวของเกรียงไกร และปิยนุช
หล่อนรีบวิ่งเข้าไปหา และก็กุลีกุจอไปหยิบรองเท้าคัชชูราคาแพงมาวางกับพื้น
“ใส่ให้ฉันด้วยสิยะ”
“ค่ะ”
เหมือนเช่นทุกวันนั่นแหละ เจนจิรามักจะจิกหัวใช้หล่อนทำทุกอย่างให้ เพราะในสายตาของเจนจิรา หล่อนเป็นแค่เพียงคนรับใช้เท่านั้น
“ใส่ให้ฉันดีๆ หน่อยสิ เห็นไหมรองเท้าฉันเปื้อนแล้วเนี่ย”
“ขอ... ขอโทษค่ะคุณเจน”
“เช็ดรองเท้าให้ฉันเลยนะ เช็ดคราบขี้มือแกออกให้หมด เร็วสิ ยังจะมองหน้าอีก”
“ค่ะ”
หล่อนทำตามคำสั่งอย่างไม่มีทางเลือก หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากระโปรงนักศึกษา และบรรจงเช็ดรองเท้าคัชชูให้กับเจนจิราจนสะอาดเหมือนเดิม
“เสร็จแล้วค่ะ”
“เสร็จแล้วก็ใส่ให้ฉันด้วยสิ เร็วเข้า ฉันไม่อยากไปเรียนสาย”
“เอ่อ... ค่ะ” หล่อนก้มหน้าทำตามคำสั่งเหมือนเช่นทุกครั้ง
“รองเท้าคู่นี้สวยจัง เหมาะกับตีนฉันมาก แกว่าไหมนังเตย” เจนจิราก้มลงมองเท้าของตัวเองด้วยความชื่นชม
“ค่ะ คุณเจน”
เจนจิราอมยิ้มพึงพอใจ เดินนำหน้าตรงไปยังรถสปอร์ตราคาแพงที่ตนเองใช้ขับไปเรียนเป็นประจำ
“เอาไว้ฉันใช้เบื่อเมื่อไหร่ จะโยนให้ขี้ข้าอย่างแกไปใช้บ้างก็แล้วกันนะ”
เตยหอมก้มหน้านิ่ง ไม่ได้โต้ตอบ ขณะยื่นมือเปิดประตูรถให้กับเจนจิรา
หล่อนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเจนจิรา ซึ่งมันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ราคาแพงมาก แต่ไม่ใช่เพราะพวกเขาเมตตาหล่อนหรอกนะถึงส่งเรียนที่แพงแบบนี้ แต่พวกเขาต้องการให้หล่อนตามรับใช้เจนจิราตลอดเวลาต่างหาก
“ขึ้นรถมาสิ เดี๋ยวไปสาย”
“เอ่อ... ค่ะ”
หล่อนก้าวขึ้นไปนั่งบนรถคันงาม ก่อนที่เจนจิราจะพุ่งตัวรถออกไปจากรั้วคฤหาสน์ขนาดใหญ่ และขับด้วยความเร็วขึ้นไปบนท้องถนน
“รายงานฉันแกทำเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ดีมาก ถ้าอาจารย์ชมฉันล่ะก็ ฉันจะทิปให้แกสักสองสามร้อย”
“เอ่อ... ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณเจน”
“แกอย่ามาทำตัวเป็นคนดีไม่เห็นแก่เงินหน่อยเลย ฉันรู้นะว่าแกหิวเงินยังกับอะไร”
แม้เจนจิราจะรู้อยู่เต็มอกว่าหล่อนก็เป็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของเกรียงไกร แต่ปิยนุชสั่งสอนเจนจิราให้เกลียดชังหล่อน ให้มองหล่อนเป็นแค่ขี้ข้ารับใช้เท่านั้น ซึ่งเจนจิราก็เชื่อฟังมารดาของตนเองอย่างดีเยี่ยมทีเดียว
“อ้อ อีกอย่าง...” เจนจิราหันมามองหล่อน สายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “แกรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันเล็งพี่นัท”
“เอ่อ... ค่ะ...”
ธนัท รุ่นพี่ปีสามที่มาจีบหล่อน แต่เจนจิราสนใจธนัท ทำให้หล่อนต้องคอยหลบหน้าชายหนุ่ม
“ห้ามเสนอหน้าไปให้พี่นัทเห็น เพราะฉันต้องได้เขาก่อน”
“ค่ะ”
แล้วเจนจิราก็หัวเราะร่วนออกมาอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่หล่อนนั่งก้มหน้านิ่ง และบอกกับตัวเองว่าอย่าคิดอะไรมาก ให้เคยชินกับสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว
“คนรับใช้อย่างแกน่ะ ถ้าอยากจะมีผัวกับเขาบ้าง ก็ให้มองคนระดับเดียวกันนู้น ไอ้เสกไง หรือว่าไอ้หนุ่มก็ได้ พวกนั้นเหมาะกับคนอย่างแกที่สุดแล้วล่ะ” เจนจิราหมายถึงลูกชายคนสวน กับลูกชายของคนขับรถ
หล่อนทำได้แค่นั่งนิ่งเงียบ และก็ไม่คิดจะใส่ใจกับคำเหยียดหยามของเจนจิราอีก
รถคันงามวิ่งมาได้สักพักก็เลี้ยวจอดข้างทาง หลังจากที่เจนจิรารับโทรศัพท์มือถือ
“แกลงตรงนี้แหละ ฉันมีธุระด่วน”
“เอ่อ... คุณเจนมีสอบตอนเช้านะคะ”
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันมีธุระด่วน แกรีบลงๆ ไปเลย” เจนจิราตวาดใส่
“ตะ... แต่ว่า...”
“เดี๋ยวก็ถีบลงไปเสียเลย ลงไปได้แล้ว ฉันรีบโว้ย!”
หล่อนจำต้องเปิดประตูรถ และก้าวลงไป ซึ่งรถคันงามที่เจนจิราขับก็แล่นจากไปทันที
หล่อนมองตามท้ายรถนั้นไปด้วยความไม่สบายใจ เพราะเจนจิราขาดเรียนบ่อยมาก แถมครั้งนี้ยังเป็นการสอบเก็บคะแนนอีกด้วย เพราะอย่างนี้ไง เจนจิราถึงเรียนไม่จบเสียที ทั้งๆ ที่อายุก็เยอะกว่าหล่อนตั้งสามปี
เตยหอมระบายลมหายใจออกมาเบาๆ เพราะรู้ดีว่าเจนจิรารีบร้อนแบบนี้ทำไม
เจนจิราคงไปหาผู้ชายคนไหนสักคนอย่างแน่นอน...
หญิงสาวยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าตรงไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ใกล้ที่สุด
หล่อนถูกเจนจิราทิ้งลงกลางทางบ่อยๆ จึงไม่ได้รู้สึกตกใจอะไร ชินเสียแล้วนั่นเอง
ปิ้นนนนน
คนที่กำลังเดินอยู่สะดุ้งตกใจ และหันไปมองเพื่อหาต้นเสียง ก็พบรถสปอร์ตราคาแพงคันหนึ่งแล่นมาจอดข้างๆ กระจกด้านคนนั่งถูกลดลงต่ำเกือบหมดบาน พร้อมกับเสียงทักทายจากคนขับรถหรู
“กำลังจะไปเรียนหรือเตยหอม”
เขานั่นเอง...
อเล็กซิส โอคอนเนอร์ ผู้ชายที่หล่อที่สุดเท่าที่หล่อนเคยพานพบมาในชีวิต
ตั้งแต่สบตากันครั้งแรก เขาก็ทำให้หล่อนหวั่นไหว หล่อนไม่เคยกล้าสู้สายตาระยิบระยับสีฟ้ากระจ่างของผู้ชายคนนี้ได้นานเกือบสามวินาทีสักครั้ง
ดวงหน้านวลที่ไร้การแต่งแต้มจากเครื่องสำอางเห่อร้อนเหมือนเช่นทุกครั้งที่เห็นเขา
หล่อนยอมรับอย่างเจ็บปวดว่าตกหลุมรักผู้ชายคนนี้เสียแล้ว ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นคู่หมั้นคู่หมายของเจนจิรา และหล่อนไม่มีสิทธิ์
“คุณอเล็กซิส...”
“บอกกี่ทีแล้วให้เรียกฉันว่าอเล็กเฉยๆ ไม่ต้องเรียกชื่อเต็ม มันยาวไป”
“เอ่อ...” หล่อนก้มหน้างุดหลบสายตาสีฟ้ากระจ่างแสนสวย
“ขึ้นรถมา ฉันจะไปส่ง”
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ เตยไปเองได้”
“จะไปโหนรถเมล์ให้ลำบากทำไม ขึ้นมานี่ ฉันผ่านทางนั้นพอดี เดี๋ยวแวะส่ง”
“แต่เตย...”
“หรือว่ากลัวหนุ่มๆ ที่มอเห็นฉันแล้วเรตติ้งของเธอจะตกกันล่ะ”
“ปะ เปล่านะคะ ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” หล่อนส่ายศีรษะไปมา สีหน้ามีความเป็นกังวล
อเล็กซิสอมยิ้ม “งั้นก็ขึ้นมาบนรถเถอะ ฉันจอดนานๆ เดี๋ยวตำรวจมาเรียกพอดี ขึ้นมา”
“เอ่อ...” หล่อนลังเลอยู่สักพักก็จำต้องก้าวขึ้นไปนั่งบนรถคันงามของอเล็กซิสอย่างไม่มีทางเลือก “ขะ... ขอบคุณมากนะคะที่มีน้ำใจกับเตย”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ก็บอกว่าผ่านทางนั้นพอดีไง”
เขาระบายยิ้ม ก่อนจะหักพวงมาลัยพารถคันงามขึ้นไปวิ่งบนถนนอีกครั้ง
อเล็กซิสลอบมองเตยหอม ก็พบว่าหล่อนนั่งตัวลีบแทบจะชิดประตูรถจนน่าสงสาร หล่อนคงจะประหม่า
“อยู่ปีไหนแล้วล่ะเธอน่ะ”
“เอ่อ ปีสองแล้วค่ะ”
“แล้วเธอเรียนคณะอะไรหรือ”
“เอ่อ... เตยเรียนการโรงแรมค่ะ” หล่อนตอบโดยที่ตัวเองยังคงก้มหน้างุดอยู่ตลอดเวลา
“เฮ้ย จริงอ่ะ บ้านฉันก็ทำธุรกิจโรงแรม ถ้าเรียนจบแล้วก็มาฝึกงานได้นะ ฉันยินดีรับ”
“ขะ... ขอบคุณค่ะ”
“เธอนี่ขอบคุณบ่อยจัง มันติดปากมากหรือไงไอ้คำนี่นะ”
หล่อนเผลอเงยหน้าและหันไปมองเขา ก็พบว่าเขาหันมามองพอดี ดวงตาสีฟ้ากระจ่างที่ทอดมองมาทำให้หัวใจสาวเต้นแรงมาก จนแทบจะกระดอนออกมาจากทรวงอก
“เอ่อ...”
อเล็กซิสหัวเราะขบขัน ส่ายหน้าไปมา เขาคงจะเอือมระอาในความน่าเบื่อหน่ายของหล่อนนั่นแหละ
“ทำไมไม่ไปเรียนพร้อมกับเจนจิราล่ะ อยู่มอเดียวกันไม่ใช่หรือ”
“เอ่อ...” หล่อนคงต้องโกหกออกไป เพราะหากพูดความจริงเจนจิราจะต้องดูแย่ในสายตาของอเล็กซิส “คุณเจนไปแต่เช้าแล้วค่ะ เตยตื่นไม่ทัน”
หล่อนเห็นเขาเหลือบตามองนาฬิกาที่หน้าปัดบนรถยนต์ก่อนจะพูดขึ้น
“นี่ก็ยังเช้าอยู่เลยนะ แสดงว่าเจ้านายของเธอไปมอตั้งแต่หกโมงเช้าเลย”
หล่อนไม่ชอบที่จะต้องโกหกเลย รู้สึกว่ามันไม่ดี แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด
“ก็... ประมาณนั้นแหละค่ะ”
“แล้วนี่กินข้าวเช้ามาหรือยังล่ะ”
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น และก็ทำให้หล่อนต้องเหลือบตาไปมอง
“ทานมาแล้วค่ะ”
“แต่ฉันยังไม่ได้กินเลยเนี่ย และก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้วด้วย” มือใหญ่ยกขึ้นลูบหน้าท้องไปมา จากนั้นก็หันมามองหล่อน
เตยหอมอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น
“งั้นคุณอเล็กซิส...”
“อเล็ก” เขาย้ำให้หล่อนเรียกแค่ชื่อเล่น
“เอ่อ... คุณอเล็กจอดตรงนี้เถอะค่ะ เดี๋ยวเตยขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองค่ะ” หล่อนเกรงใจเขา เพราะเขาคงหิวมากจริงๆ
“ทำไมล่ะ รังเกียจที่ฉันจะไปส่งมากหรือนี่”
“ปะ เปล่านะคะ แต่เตยเห็นคุณอเล็กหิว ก็เลยคิดว่าคุณอเล็กน่าจะจอดรถแล้วหาอะไรทานสักหน่อยก่อน...”
“แล้วทำไมเธอต้องไปโหนรถเมล์ล่ะ”
“ก็เตยไปเอง คุณอเล็กจะได้ทานอาหารเช้าโดยไม่ต้องพะวงเกี่ยวกับเตยไงคะ”
เขาหันหน้ามามองหล่อนด้วยสายตาที่อ่านความรู้สึกไม่ออก “ฉันต้องการคนนั่งเป็นเพื่อน”
“คะ?”
“ฉันกินไม่นานหรอกนะ รับรองว่าเธอไม่เข้าคลาสสายแน่นอน”
“เอ่อ... คุณอเล็กคะ เตยว่า...”
เขาไม่สนใจท่าทางลำบากใจของหล่อนแม้แต่น้อย รถคันงามถูกหักเลี้ยวจอดหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“อาหารร้านนี้น่าจะอร่อย” เขาพึมพำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอียงหน้ามามองหล่อน “รีบลงมาสิครับ เดี๋ยวไปเรียนสายแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ”
“ค่ะ”
หล่อนไม่มีทางเลือก จำต้องก้าวลงไปจากรถสปอร์ต และเดินตามหลังอเล็กซิสเข้าไปในร้านที่ตกแต่งเอาไว้สวยงามอย่างไม่มีทางเลือก
หล่อนไม่ได้รังเกียจเขา แต่หล่อนกลัวต่างหาก กลัวหัวใจของตัวเองมากเหลือเกิน...
“นั่งสิ” เขาเลื่อนเก้าอี้ให้
“ขอบ... คุณค่ะ”
อเล็กซิสระบายยิ้ม ก่อนจะทรุดกายใหญ่โตนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงกันข้ามกับหล่อน
หัวใจของหล่อนเต้นแรงไม่หยุด มือเล็กที่ประสานกันเอาไว้บนตักเล็กก็มีแต่เม็ดเหงื่อ
“เธอว่าที่นี่อะไรอร่อย”
“เอ่อ... เตยไม่ทราบหรอกค่ะ”
“แล้วถ้าเธอเป็นคนหิว เธออยากจะสั่งอะไรมากิน” แล้วเขาก็ยื่นเมนูที่กางออกแล้วมาให้
“คือเตย...”
“จิ้มมาสั่งเมนูหนึ่งสิ เร็วเข้า”
หล่อนประหม่า ขัดเขินเหลือเกิน ยิ่งสายตาสีฟ้าสวยจ้องมองมาแบบนี้ หล่อนก็ยิ่งแทบเป็นบ้า
“อันนี้ค่ะ”
เขามองเมนูที่หล่อนจิ้ม และอมยิ้ม จากนั้นก็ดึงเมนูออกไปจากมือของหล่อน พร้อมกับกวักมือเรียกพนักงาน
“เอาแบบนี้สองที่ครับ”
“รอสักสิบนาทีนะคะ” พนักงานสาวรับเมนูและเดินจากไป
“คุณอเล็กจะทานสองชุดเลยเหรอคะ”
“ใครว่าล่ะ ฉันสั่งมาเผื่อเธอหนึ่งที่ต่างหาก”
เขายิ้มทรงเสน่ห์อีกแล้ว และมันก็ยิ่งทำให้ใบหน้าหล่อเหลาน่ามองมากยิ่งขึ้น หล่อนตกลงไปในหลุมเสน่ห์ของอเล็กซิสล้ำลึกจนยากจะถอนใจเสียแล้ว
“ตะ แต่... เตย... ทานมาแล้วนะคะ”
“กินแล้วก็กินอีกได้นี่”
“แต่เตยยังอิ่มอยู่เลยค่ะ”
“งั้นถ้าเธอไม่กิน ฉันก็ต้องกินคนเดียว แล้วเธอคิดว่าฉันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะกินหมดทั้งสองชุดล่ะ” เขาเอียงคอมองมา รอยยิ้มละไมเต็มดวงหน้า
หล่อนแก้มแดงระเรื่อ หลบสายตาคมกริบของอเล็กซิสลงมองมือตัวเองอีกครั้ง
“ถึงฉันจะร่ำรวยแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะกินอาหารทิ้งๆ ขว้างๆ แถมราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ ด้วย”
เขาต้อนหล่อนจนไม่เหลือทางปฏิเสธอีก จึงต้องตอบรับออกไป “เอ่อ... ก็ได้ค่ะ”
“เยี่ยมมาก”
ทำไมเขาจะต้องยิ้มน่ามองแบบนี้ด้วยนะ รู้ไหมว่าหัวใจของหล่อนเต้นไม่หยุดแล้ว
“เตย ใครมาส่งแกวะ โคตรหล่อเลยว่ะ” เพื่อนของหล่อนเห็นเข้าพอดีตอนที่อเล็กซิสเดินตามลงมาหา เพราะหล่อนเผอเรอทำกระเป๋าเงินตกเอาไว้บนรถสปอร์ต
“เอ่อ... คนที่รู้จักน่ะ”
“จริงอ่ะ”
“จริงสิ ไม่มีอะไรหรอก”
หล่อนอธิบาย และก้าวเดินเพื่อจะตรงไปยังคณะของตนเอง แต่เพื่อนสนิทก็ยังเดินตามมาเซ้าซี้ต่ออีก
“ไม่อยากเชื่ออ่ะ แกจะต้องมีซัมติงอะไรกับพ่อสุดหล่อนั่นแน่เลย ไม่อย่างนั้นพ่อสุดหล่อนั่นไม่มองแกตาเยิ้มแบบนั้นหรอก”
“ไม่มีอะไรจริงๆ นก”
“ไม่เชื่อ”
“เชื่อฉันเถอะ มันไม่มีอะไรจริงๆ เขาก็แค่ผ่านมาพอดี เลยรับฉันติดรถมาด้วย”
รัชนกยังคงส่ายหน้าดิก และพยายามจะแซวต่อ แต่ก็มีเพื่อนของเจนจิราเดินเข้ามาหาเสียก่อน
“อย่ามาโกหกหน่อยเลยเตยหอม”
“ฉันไม่ได้โกหกนะยุ้ย”
“แล้วที่ร้านอาหารเช้าล่ะ คืออะไร... หึ... เตรียมหาคำแก้ตัวกับยายเจนให้ดีๆ เถอะ”
“อ้าว แล้วยายเจนตัวร้ายมาเกี่ยวอะไรด้วยนังยุ้ย” รัชนกเค้นเสียงถามอย่างไม่พอใจ
“ก็เพราะผู้ชายคนนี้คือคู่หมั้นคู่หมายของยายเจนไงล่ะ”
“จริงอ่ะเตย” รัชนกหันมาถามเตยหอม ซึ่งเตยหอมก็พยักหน้าตอบรับ
“หึ... มีคู่หมั้นหล่อลากดินขนาดนี้แล้ว แต่นังเจนเพื่อนรักของแกยังแรดไล่กินผู้ชายทั้งมอได้อีกนะ แม่ง... น่ายกย่องว่ะ” รัชนกพูดอย่างทึ่งจัด
“ปากดีไปนะนังนก เดี๋ยวยายเจนมาเมื่อไหร่ แกสองคนเละเป็นโจ๊กแน่”
“มาเลย ไม่กลัวหรอก” รัชนกท้าทาย
“มึงไม่กลัว แต่นังเตยมันต้องกลัว เพราะมันเป็นขี้ข้ารองตีนของยายเจน จึงไหมล่ะนังเตย” ปัทมายิ้มเยาะ มองมาที่เตยหอมอย่างดูแคลน
“ไปให้พ้นเลยนะ อียุ้ยบ้า” รัชนกปกป้องเตยหอม
“ไปก็ได้ หึหึ”
ปัทมาเดินจากไปแล้ว รัชนกจึงหันมาปลอบเตยหอม
“อย่าคิดมากนะเตย อียุ้ยแม่งก็ปากดีไปอย่างนั้นแหละ ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นเป็นคู่หมั้นนังเจนมันจริงๆ เหรอ”
“อืม”
“โธ่ เสียดายของชะมัด นี่ถ้าเขาเป็นของแก ฉันจะไม่อิจฉาแบบนี้เลย” รัชนกบ่นอุบ ก่อนจะจูงมือของเตยหอมเดินไปยังคณะที่พวกตนเล่าเรียน
“สวัสดีตอนเช้าครับคุณพ่อ”
ฟาเบียนเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังอ่านข่าวเศรษฐกิจอยู่ มองลูกชายที่เปิดประตูห้องทำงานเข้ามาทักทาย
“สวัสดีไอ้ลูกรัก ว่าแต่ทำไมวันนี้หน้าตาแช่มชื่นนักล่ะ”
ผู้เป็นลูกชายเดินผิวปากเข้ามาหย่อนกายลงนั่งบนโซฟาตัวยาวริมหน้าต่างกระจก
“คงเพราะผมได้กินอาหารเช้าตรงเวลามั้งครับ”
ฟาเบียนหัวเราะชอบใจ “นี่แกไปเอามุกตลกฝืดๆ แบบนี้มาจากที่ไหนวะ”
“มันไม่ใช่มุกนะครับคุณพ่อ แต่มันคือเรื่องจริง เมื่อตอนเจ็ดโมงผมจอดรถข้างทาง และรับประทานอาหารเช้าครับ”
“ผีเข้าแกหรือไงวะ ปกติเห็นดื่มแต่กาแฟดำ”
ผู้เป็นลูกชายไหวไหล่น้อยๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มละไม “ก็มันอยากขึ้นมากะทันหันนี่ครับ”
คนเป็นพ่อหัวเราะร่วนอยู่สักพักก็เอ่ยถาม “เมื่อเช้าแม่แกคุยอะไรด้วยหรือเปล่า”
“เปล่านี่ครับ มีอะไรหรือครับพ่อ”
“ก็เรื่องแต่งงานกับหนูเจนจิราไง”
สีหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของอเล็กซิสจางหายไป และก็มีความเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่
“ไหนว่ารอยายนั่นเรียนจบก่อนไงครับ”
“ก็รอตามนั้นนั่นแหละ แต่เรื่องที่แม่จะคุยกับแกน่ะ น่าจะเป็นเรื่องสินสอดมากกว่า”
“อย่ามาปรึกษาผมเรื่องนี้เลยครับ ผมไม่มีความเห็น สำหรับผม แค่แต่งงานตามหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อกับแม่พอครับ”
อเล็กซิสผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ก่อนจะเอ่ยกับบิดา
“ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
“ตามสบายเถอะ แล้วเย็นนี้อย่าลืมว่าแกมีนัดรับประทานอาหารค่ำกับครอบครัวหนูเจนล่ะ”
“ครับ”
ฟาเบียนมองตามร่างสูงใหญ่ของลูกชายเพียงคนเดียวไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ แต่เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรอเล็กซิสได้ เมื่อเมียรักดันไปให้คำสัญญากับเพื่อนซี้ของตนเองเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน
“นังเจน... ทางนี้”
เจนจิราที่เพิ่งก้าวลงจากรถสปอร์ตสีแดงเพลิง หันไปตามเสียงเรียกก็เห็นปัทมายืนกวักมือเรียกอยู่
“นี่แกไม่เข้าเรียนหรือไงนังยุ้ย”
“แหม ก็เหมือนแกนั่นแหละยะ ที่โดดเรียนไปครึ่งค่อนวันน่ะ ว่าแต่ถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดไปกี่ยกล่ะ” ปัทมาถามอย่างรู้ทัน
เจนจิรายิ้มรับหน้าตาเบิกบาน “เท่าที่นับนะ สามหรือสี่รอบนี่แหละ จะบอกอะไรให้นะแก พี่อ๊อดใหญ่มาก แถมเอวดุฉิบหาย ฉันนี่ร่อนตามแทบไม่ทันเลย แต่ฟินว่ะ”
“แกก็มัวแต่ร่อนรับจ็อบพิเศษอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวจ็อบหลักก็ถูกขโมยไปจนได้หรอก”
“แกหมายถึงอะไรวะนังยุ้ย”
“ก็พ่อคู่หมั้นสุดหล่อของแกไงล่ะ”
คำพูดของปัทมาทำให้เจนจิราสนใจขึ้นมาทันที “แกหมายถึงพี่อเล็กเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ นี่แกรู้ไหมว่าเมื่อเช้าฉันเจอพี่อเล็กของแกด้วยล่ะ”
“เจอที่ไหนวะ”
“ที่ร้านอาหารตอนเช้า กับที่มอนี่”
คิ้วโก่งที่ผ่านการเขียนทับมาอย่างดีของเจนจิราเลิกสูงด้วยความประหลาดใจ
“พี่อเล็กมาทำอะไรแถวนี้วะ”
“ก็มาส่งขี้ข้าของแกไงนังเจน”
เจนจิรายังไม่ค่อยเข้าใจนัก “แกหมายความว่ายังไงวะนังยุ้ย พูดให้เคลียร์ๆ สิวะ”
“เมื่อเช้าฉันเห็นพี่อเล็กของแกพานังเตยไปกินข้าวเช้า แถมยังขับมาส่งมันที่นี่อีก”
“ฮะ?!”
“ไม่ฮะหรอก มันเรื่องจริง ฉันเห็นกับตาเลยล่ะ” ปัทมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก
เจนจิรากำมือแน่น กัดฟันจนแทบจะหักคาปาก
“อีเตยยยย...”
“นั่นแกจะไปไหนวะ นังเจน” ปัทมารีบเดินตามเจนจิรามาติดๆ เมื่ออีกฝ่ายก้าวเดินเร็วๆ
“ฉันก็จะไปชำระความกับน้องเตยไงล่ะ”
ปัทมาหัวเราะสะใจ และรีบสนับสนุน “ดีเลย ตบมันให้ตายคามือเลยนะ เห็นเงียบๆ เรียบร้อยแบบนั้น แม่งแรดฉิบหาย”
“แกไม่ต้องกังวลหรอกนังยุ้ย เพราะถ้าวันนี้เลือดนังเตยมันไม่กบปาก อย่ามาเรียกฉันว่าเจนจิราเลย”
เพล้งงงง!
จานอาหารที่เตยหอมกำลังกินอยู่ถูกกระชากเหวี่ยงทิ้งลงไปกับพื้น
“คุณเจน...!”
“อีแมวขโมย!”
เส้นผมของเตยหอมถูกกระชากด้วยอุ้งมือของเจนจิราเต็มแรง หล่อนเจ็บระบมคล้ายกับหนังศีรษะแทบจะฉีกขาด ก่อนที่ใบหน้าจะถูกฟาดไม่ยั้ง
เพียะๆๆๆ
ใบหน้าของเตยหอมถูกกระแทกด้วยฝ่ามือของเจนจิราจนสะบัดหลายครั้ง เลือดสีแดงสดไหลออกมาซึมที่มุมปาก รัชนกพยายามเข้าห้ามปราม แต่เจนจิราไม่สนใจ จับศีรษะของเตยหอมขยี้กับจานอาหารของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ จนเปื้อนเปรอะ
“หยุดนะ อย่าทำอะไรเตยนะ...”
“มึงหุบปากไปเลยอีนก ก่อนที่จะถูกตบอีกคน”
ปัทมาชี้หน้าด่ารัชนก และกันไม่ให้เข้าไปช่วยเตยหอมที่กำลังถูกเจนจิรายำ
เวลาผ่านไปหลายนาที เตยหอมก็ยับเยินอยู่แทบเท้าของเจนจิราทั้งน้ำตา ท่ามกลางสายตาตื่นตกใจของผู้คน แต่กลับไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย
“จำเอาไว้นะมึงอีเตย มึงเป็นขี้ข้ากู ดังนั้นอย่าสะเออะมายุ่งกับผู้ชายของกู!”
เจนจิรากระทำย่ำยีทั้งจิตใจและร่างกายของเตยหอมจนพอใจแล้วก็พากันเดินออกไปพร้อมกับปัทมา
“เตย... เป็นยังไงบ้าง... มาฉันช่วย...”
รัชนกช่วยพยุงเตยหอมที่สภาพสะบักสะบอมขึ้นจากพื้น และรีบพาไปล้างเนื้อล้างตัวในห้องน้ำ
“ทำไมเธอยอมให้มันตบแบบนั้นล่ะ สู้มันสิ ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย” รัชนกพูดอย่างแค้นแทน
“ฉัน... เป็นคนใช้ของคุณเจน... หน้าที่คือรับใช้คุณเจน ห้ามขัดใจเด็ดขาด”
“แต่เธอก็เป็นคนเหมือนกันนะเตย”
“ความเป็นคนของฉัน มันหมดสิ้นไปตั้งแต่ตอนที่แม่พาฉันมาฝากเอาไว้ที่บ้านหลังนั้นแล้วล่ะ”
“โธ่ เตย...” รัชนกมองเพื่อนรักอย่างแสนจะเวทนา
ตกเย็นเจนจิราก็เดินหน้ายุ่งกลับเข้ามาในบ้าน ก่อนจะถูกเกรียงไกรเรียกเข้าไปพบ
“นังเตยมันมาฟ้องพ่ออีกใช่ไหมคะ”
“เด็กเตยไม่ได้ฟ้องอะไรพ่อหรอก พ่อถามยังไม่ยอมบอกเลยว่าหน้าตาไปโดนอะไรมา”
“แล้วพ่อเรียกเจนเข้ามาหาทำไมคะ”
“ถึงเด็กเตยไม่ได้ฟ้อง แต่น้องเจนคิดว่าพ่อจะไม่รู้เลยเหรอว่าเด็กเตยไปถูกใครตบมา”
เจนจิราจ้องหน้าบิดาอย่างไม่พอใจ “นี่พ่อคิดจะปกป้องมันเหรอคะ”
“พ่อไม่ได้จะปกป้องใคร พ่อแค่ไม่อยากให้น้องเจนเอาแต่ใจมากเกินไปนัก เพราะถ้าน้องเจนยังเป็นแบบนี้ไม่เลิก แต่งงานแต่งการไปก็คงอยู่กันไม่ยืด”
“นี่พ่อแช่งเจนเหรอคะ!”
“น้องเจน... พ่อหวังดีกับลูกนะ”
เจนจิราจ้องหน้าเกรียงไกรอย่างไม่เคารพ เพราะปิยนุชกรอกหูกรอกหัวมาตั้งแต่เด็กว่าเกรียงไกรแอบมีเมียน้อย และก็อาจจะรักลูกเมียน้อยมากกว่าหล่อน
“ถ้าพ่อรักเจนจริงๆ นังเตยก็คงไม่ได้เกิดมาบนโลกนี้หรอกค่ะ”
“น้องเจน...”
เจนจิราลุกขึ้นยืน “แล้วพ่อก็ไม่ต้องมาเป็นห่วงอะไรเจนหรอกนะคะ เพราะเจนน่ะมีเสน่ห์พอที่จะทำให้พี่อเล็กหลงหัวปักหัวปำ ขอตัวค่ะ เจนจะไปหาแม่”
เกรียงไกรมองลูกสาวสุดที่รักที่เพิ่งเดินกระแทกเท้าออกไปด้วยความเสียใจ
“นี่มันคงเป็นเวรเป็นกรรมของฉันสินะ”
แล้วภาพน้ำตานองหน้าของสุดาก็ผุดขึ้นมาในสมอง ตอกย้ำให้ชายสูงวัยยิ่งเจ็บปวดทรมาน
“น้องเจน... กลับมาแล้วเหรอลูก” ปิยนุชที่นั่งเช็ดถูเครื่องประดับอยู่ในห้องรับแขกเอ่ยทักทายลูกสาว
เจนจิราเดินเข้ามาหามารดา ก่อนจะฟ้อง “พ่อเรียกเจนเข้าไปตำหนิค่ะ เรื่องที่ทำร้ายนังเตยที่มอ”
ปิยนุชละมือจากการทำความสะอาดเพชรเม็ดงาม ขึ้นมองหน้าลูกสาว ก่อนจะให้ท้าย
“อย่าไปสนใจพ่อเขาเลย น้องเจนอยากทำอะไรก็ทำเลยนะลูก แม่อยู่ข้างลูกเสมอ”
“ก็มีแต่คุณแม่คนเดียวนี่แหละค่ะที่รักเจนจริงๆ”
“ถูกต้องแล้วล่ะน้องเจน มีแม่คนเดียวเท่านั้นแหละที่รักและหวังดีกับน้องเจน”
“เจนทราบค่ะ”
“น้องเจนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ แล้วก็แต่งตัวสวยๆ ด้วยล่ะ วันนี้พี่อเล็กจะมากินมื้อค่ำที่นี่”
“จริงเหรอคะคุณแม่”
เจนจิรายิ้มกว้างอย่างดีใจ เนื้อสาวเต้นระริกด้วยความแรดร่าน เพราะอเล็กซิสน่ากินเหลือเกิน
“จริงสิ แม่จะไปโกหกน้องเจนทำไมล่ะ ไปอาบน้ำเถอะ”
เจนจิรากำลังจะเดินออกไป แต่ก็คิดอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาหามารดาอีกครั้ง
“คุณแม่ เจนมีเรื่องจะฟ้อง”
“มีอะไรเหรอน้องเจน”
“ก็เมื่อเช้าน่ะค่ะ นังเตยมันแรดนั่งรถไปกับพี่อเล็กค่ะ เพื่อนๆ ของเจนเห็นกันตั้งหลายคน”
“อ้าว ก็แม่เห็นมันออกไปกับน้องเจนตอนเช้าไม่ใช่หรอกเหรอ”
“ก็พอดีเจนไล่มันลงข้างทางน่ะค่ะ แต่มันก็ดันขึ้นรถมากับพี่อเล็กได้ยังไงก็ไม่รู้”
“พ่ออเล็กคงขับผ่านมาพอดีหรือเปล่า ก็เลยมีน้ำใจพามันมาด้วยน่ะ”
“ก็อาจจะเป็นอย่างที่คุณแม่พูดนั่นแหละค่ะ แต่ยังไงซะ เจนก็ไม่ไว้ใจนังเตย เจนเห็นมันมองพี่อเล็กตาเป็นมัน”
“พ่ออเล็กไม่มีทางตาต่ำไปเอามันหรอก เชื่อแม่สิน้องเจน”
“ว่าได้เหรอคะ ขนาดคุณพ่อยังตาต่ำไปคว้าแม่นังเตยมาทำเมียได้เลย เจนไม่มีทางยอมให้อดีตมันซ้ำรอยหรอกค่ะ”
เมื่อถูกลูกสาวย้อนแย้งด้วยความจริงที่ชวนเจ็บปวด ปิยนุชก็ยิ่งคั่งแค้น
“เดี๋ยวแม่จะเรียกนังเตยมาเฆี่ยนให้หลังขาดเลย ให้สาสมกับที่มันบังอาจมายุ่งกับคู่หมั้นของน้องเจน”
“ทำมันไปก็ตายเปล่าค่ะคุณแม่” เจนจิรายิ้มเยาะ ดวงตาเป็นประกายร้ายกาจ
“แล้วน้องเจนจะให้แม่ทำยังไง”
“เจนต้องการเลื่อนการแต่งงานระหว่างเจนกับพี่อเล็กให้เข้ามาเร็วที่สุดค่ะ”
“แต่น้องเจนยังเรียนไม่จบเลยนะลูก แม่ว่ารอให้เรียนจบก่อนไม่ดีเหรอ”
เจนจิราส่ายหน้าดิก สายตามุ่งมั่น “ไม่รอค่ะ เจนอยากมีผัวแล้ว”
ปิยนุชฟังคำพูดของลูกสาวแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก นี่หล่อนเลี้ยงลูกมาแบบผิดๆ ใช่ไหมเนี่ย
“น้องเจนก็มีอยู่ตลอดไม่ขาดมือไม่ใช่เหรอลูก เรื่องพี่อเล็กเอาไว้ก่อนดีกว่า”
“เจนต้องการแต่งงานกับพี่อเล็กเร็วๆ ค่ะ และคุณแม่ก็ต้องช่วยเจนด้วย ไม่อย่างนั้นเจนจะไม่ไปเรียนหนังสือแล้ว” เจนจิรายื่นคำขาดอย่างเด็กเอาแต่ใจ
“น้องเจน...”
“คุณแม่รับปากเจนสิคะว่าจะไปเร่งคุณป้าเจสให้เจน รับปากเจนสิคะ”
ปิยนุชถอนใจออกมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับความเอาแต่ใจของลูกสาวบังเกิดเกล้า
“แม่รับปากก็ได้ แม่จะพูดให้ แต่ถ้าคุณป้าเจสไม่ยอม แม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงนะน้องเจน”
“ถ้าคุณแม่ออกปาก ยังไงป้าเจสก็ต้องยอมค่ะ” เจนจิราเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนจะรีบก้มลงหอมแก้มมารดาอย่างประจบประแจง “เจนขอตัวไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ ก่อนนะคะ”
“ไปเถอะลูก”
ปิยนุชมองตามร่างของลูกสาวไปด้วยความไม่สบายใจเลย นับวันเจนจิราก็ยิ่งเอาแต่ใจ