บทที่ 1
“แม่จ๋า อย่าทำกับหนูอย่างนี้” เสียงคร่ำครวญจากเด็กสาวร่างเล็ก ไม่ได้ทำให้สาวใหญ่วัยสี่สิบปลายใจอ่อนเลยแม้แต่น้อย ยังคงลากผู้ที่มีศักดิ์เป็นลูกเลี้ยงเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ซึ่งมีสตรีผอมสูงนั่งรออยู่บนโซฟา
“ไหนล่ะมาลัย เงินที่เธอต้องคืนฉัน” พรทิพาถามเสียงเรียบ
“ไม่มีเงินหรอกค่ะ” มาลัยผลักเด็กสาวจนล้มลงกองที่พื้น “ฉันยกเด็กคนนี้ให้แทนเงินต้นเงินดอกค่ะ จะเอาเป็นคนรับใช้หรืออะไรก็ตามใจ”
พรทิพาชักสีหน้าไม่พอใจ
“เธอติดหนี้ฉันสามแสนนะ ถึงกำหนดก็ต้องคืนเงิน ไม่ใช่เอาเด็กมาให้เป็นภาระฉันอีก”
“โอ๊ย มันไม่เป็นภาระหรอกค่ะ มันทำงานบ้านเก่ง กับข้าวก็ทำอร่อย ได้มันไปทำงานให้ฟรีๆ ถือว่าคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มอีกค่ะ ไม่ต้องให้เงินเดือนมันหรอก ให้มันกินข้าวกันอดตายไปวันๆ ก็พอ”
ฉันท์ชนกได้ยินแล้วสะอื้น สูดน้ำมูกฟืดฟาด ในตอนนี้ใบหน้าเธอคงมอมแมมไม่ต่างจากเด็กกะโปโล ดวงตาแดงช้ำมองแม่เลี้ยงอย่างผิดหวัง
ตั้งแต่แม่เธอตายไป พ่อก็มีเมียใหม่คือมาลัย...ซึ่งไม่ยอมหยิบจับทำงานอะไรเลย นอกจากผลาญเงินเล่นไปวันๆ จนเงินเก็บที่พ่อและแม่สร้างมาเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที สุดท้ายพ่อก็เครียดจัดจนล้มป่วย แล้วไม่รู้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรนักหนา พ่อเป็นโรคร้ายและเสียชีวิตภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทิ้งเธอให้อยู่กับแม่เลี้ยงที่ไม่เคยรักเธอเลย
เธอโดนบังคับให้เลิกเรียนทันทีที่จบ ม.3 ต้องมีหน้าที่ทำงานบ้านทุกอย่างให้มาลัยที่เอาแต่เล่นพนันไปวันๆ และท้ายที่สุดก็พาเธอมาที่นี่...ยกเธอให้คนอื่นง่ายๆ ทำอย่างกับว่าเธอเป็นเพียงลูกหมาตัวหนึ่งเท่านั้น
“มีอะไรกันครับคุณแม่” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ก่อนร่างสูงใหญ่ใน ชุดสูทสีดำสนิทจะก้าวเข้ามาในห้องโถง แวบแรกที่เด็กสาวเงยหน้าขึ้นเห็นเขา เธอบอกได้เลยว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดูภูมิฐานและรูปหล่อมาก แต่ก็คงจะอายุมากกว่าเธอหลายปี โดยเฉพาะสายตาคมกริบคู่นั้น บ่งบอกว่าผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย
“มาลัยเขาติดหนี้แม่สามแสน ไม่ยอมจ่ายสักที ถึงเวลาให้ดอกก็ไม่ให้ บ่ายเบี่ยงไปเรื่อย แม่ก็ไม่อยากมีปัญหา แต่ก็ไม่ยอมให้หนี้สูญหรอกนะ จะใช้กฎหมายเอาผิดเขา เขาบอกว่าวันนี้จะมาจ่ายหนี้ให้ แต่ก็พาเด็กคนนี้มาให้แทนเงิน ธรก็ลองคิดดูสิ...ไม่ให้เงิน แต่เอาคนมาให้เป็นภาระเราเพิ่ม”
ชายหนุ่มพินิจมองร่างบางที่นั่งตัวสั่นระริกอยู่บนพื้น เธอดูผอมเหลือเกินในสายตาเขา ผมยุ่งรุงรัง ใบหน้าเลอะคราบน้ำตา ตามแขนขามีแต่รอยเขียวๆ แดงๆ เป็นจ้ำๆ เด็กคนนี้คงผ่านความทรงจำอันเลวร้ายมาไม่ใช่น้อย ถึงได้ไม่เปล่งปลั่งประสาวัยสาวเลย มีแต่ความแห้งแล้ง ซูบซีด โดยเฉพาะในแววตาที่มีหยาดน้ำหล่อรื้นอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าเป็นทุกข์ตรม
“เด็กคนนี้เป็นใครครับ ลูกของคุณเหรอ” เขาถามมาลัย
“ลูกเลี้ยงน่ะค่ะ พอผัวฉันตาย มันก็อยู่กับฉันมาโดยตลอด ตอนนี้มันอายุสิบห้าแล้ว ย่างเข้าสิบหก คุณช่วยรับมันไปทีเถอะค่ะ ฉันคงเลี้ยงมันไม่ไหว”
“คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” พรทิพาเอ่ยเสียงเย็นชา “ฉันต้องการแค่เงินเท่านั้น บ้านเราไม่ใช่สถานสงเคราะห์จะได้รับอุปการะใคร”
ฉันท์ชนกสะอึกกับประโยคนั้น เธอดูราวขยะเปียกไร้ค่าที่มีแต่คนปฏิเสธไม่อยากได้ เธอห่อเหี่ยว จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยซ้ำ
อยู่กับแม่เลี้ยง เธอก็ไม่มีความสุข เพราะถ้ามาลัยไม่พอใจอะไรขึ้นมาก็มักลงไม้ลงมือกับเธอเป็นประจำ บางทีต้องไปรับจ้างกรำแดดกรำฝน ดายหญ้า ตัดอ้อย เพื่อหาเงินมาซื้อกับข้าวเข้าบ้าน
จะมาอยู่กับบ้านใหม่หลังนี้ เธอก็คงไม่มีความสุขเหมือนเดิม ใครเล่าจะเมตตาคนจนๆ ที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเธอ
“บ้านหลังที่คุณอยู่เป็นบ้านของพ่อเด็กคนนี้ไม่ใช่เหรอ อันที่จริงน่าจะเป็นคุณมากกว่านะครับที่ต้องเป็นฝ่ายออกจากบ้าน” กันต์ธรพูดเสียงเรียบ
มาลัยแสยะยิ้ม “บ้านเป็นของฉันค่ะ เป็นชื่อฉัน ฉันมีสิทธิ์ทุกอย่าง”
ฉันท์ชนกหลุบเปลือกตาลงมองมือตัวเองเพราะกลัวว่าใครจะเห็นความเสียใจที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาที่มีแต่ความทุกข์ เธอรู้ดีทุกอย่างว่ามาลัยทำตัวน่ารักเสมอเวลาอยู่กับพ่อ ตอนพ่อเจ็บป่วยก็ปรนนิบัติพัดวีไม่ห่าง รวมทั้งเอกสารต่างๆ ในทรัพย์สินมรดก มาลัยก็หลอกให้พ่อเซ็น พ่อก็รักและไว้ใจเมียคนนี้ซะเหลือเกิน ถึงขั้นฝากฝังให้ช่วยดูแลเธอหากพ่อไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
บางทีเธอก็นึกโกรธพ่อและชิงชังมาลัย ที่ทำให้ชีวิตเธอต้องกลายเป็นแบบนี้
“โอเค ถ้างั้นผมก็พอจะเข้าใจอะไรๆ ขึ้นมาแล้วล่ะ” กันต์ธรควักกระเป๋าเงินออกมาแล้วหยิบธนบัตรปึกหนึ่งโยนใส่หน้ามาลัยโดยไม่คิดจะให้ความเคารพเลยแม้แต่น้อย “นี่เงินห้าหมื่น ผมให้เพิ่มนะ รวมหนี้เก่าด้วยก็สามแสนห้า ถือซะว่าต่อไปนี้เด็กคนนี้ไม่ใช่คนของคุณอีกต่อไป ห้ามมายุ่งเกี่ยวด้วยอีก พรุ่งนี้ผมจะส่งทนายไปบ้านคุณเพื่อให้เซ็นยินยอมและรับรู้ว่าคุณกับเด็กคนนี้ได้ตัดขาดกันแล้วโดยสิ้นเชิง”
มาลัยรีบตะครุบเงิน ตามเก็บส่วนที่ปลิวว่อนจ้าละหวั่น สีหน้าลิงโลดดีใจ พยักหน้ารับ
“ค่ะๆ เข้าใจแล้วค่ะ ตกลงตามนั้น” จากนั้นก็หันมาทำตาดุใส่ฉันท์ชนก “แกเองก็ทำตัวดีๆ นะนก เขาจะได้เอ็นดู อย่าสร้างปัญหาล่ะ”
เด็กสาวนั่งเงียบ ไม่พูดจาอะไรสักคำ และมาลัยก็ไม่คิดจะอยู่ รอฟังด้วย รีบเดินแกมวิ่งออกจากบ้านไปพร้อมเงินที่กำแน่นเต็ม สองมือ
“ธร แม่ไม่เข้าใจ” พรทิพาเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบมานาน “เงินสามแสนห้าที่เสียไป แลกกับการได้ภาระกลับคืนมา แม่คิดว่าไม่คุ้ม”
“ผมจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องของเด็กคนนี้เองครับคุณแม่” เขาเดินมาดึงแขนเล็กๆ ให้ลุกขึ้นยืน ซึ่งเธอก็ยืนห่อไหล่ ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาเขา “บอกฉันมาสิ เธอชื่ออะไร”
“นะ หนู...หนู” เธอเสียงสั่น พยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติแล้วตอบ “หนูชื่อฉันท์ชนกค่ะ ชื่อเล่นคือนก”
“ท่าทางยังเด็กอยู่เลยนะ เธอคงไม่เคยมีความสุขเลยสินะ”
“มีค่ะ” หยดน้ำตาร่วงเผาะลงสู่หลังเท้าตัวเอง “ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ หนูเคยมีความสุข”
คำตอบนั้นเสียดแทงหัวใจพรทิพาเข้าให้อย่างจัง เธอเองก็มีลูก เลยอ่อนไหวเป็นพิเศษหากได้ยินเรื่องรันทดเกี่ยวกับแม่ลูก
“ฉันเข้าใจ” เขาพยักหน้า ก่อนจะหันไปหามารดา “คุณแม่ครับ ผมจะให้นกคอยปรนนิบัติผมส่วนตัวนะ”
“หืม ปรนนิบัติส่วนตัว” หญิงวัยกลางคนลูกตาแทบถลนออกนอกเบ้า “นี่เด็กนะธร แกยังจะหื่นอีกเหรอ”
ชายหนุ่มหน้าแดง รีบแก้ความเข้าใจผิด “ไม่ใช่แบบนั้น คุณแม่คิดไปถึงไหนล่ะนั่น ผมหมายถึงคล้ายๆ สาวใช้ส่วนตัวนั่นแหละครับ ให้นกอยู่ในความดูแลของผม”
“อ๋อ” พรทิพาลากเสียงยาว ถอนหายใจอย่างโล่งอก “เออ ถ้างั้นก็ตามใจธรเถอะ แม่ก็ไม่อะไรมากหรอก ธรว่าไงก็ว่าตามนั้น แล้วนี่จะไปงานศพไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก”
“เผาบ่ายสามโน่นครับ นี่เพิ่งบ่ายโมง”
“ไปไวๆ จะได้คุยกับคนอื่นบ้าง”
“ขี้เกียจคุย” ตอบอย่างไม่สนใจอะไรเลย ก่อนจะเลื่อนมือมาจับข้อมือเล็กไว้ “ตามฉันขึ้นไปชั้นสองก่อน” จากนั้นก็ลากฉันท์ชนกลิ่วๆ ขึ้นบันได
“โอ๊ะ ! หนูเดินเองได้ค่ะ”
“เธอทำตัวชักช้าพิรี้พิไร ให้ฉันลากไปน่ะดีแล้ว”
เธอลอบส่งค้อนให้เขาจากทางเบื้องหลัง ไม่รู้หรือไงว่ากระดูกข้อมือเธอแทบจะแตกอยู่แล้ว ผู้ชายอะไรเอาแต่ใจตัวเองจริงๆ
บทที่ 2
“เธอมีพี่น้องไหม”
“ไม่มีค่ะ”
“ตัวคนเดียวเลยงั้นสิ”
“ค่ะ ถ้าคุณไม่เมตตา หนูก็คงขาดที่พึ่ง”
เขายิ้มที่มุมปาก เธอเข้าใจพูดดีนะ...พูดให้คนเอ็นดู
“แน่นอนว่าฉันเมตตาเธอ ถึงได้รับเธอมาไง”
“ขอบคุณค่ะที่เมตตาหนู หนูต้องทำงานกี่ปีคะถึงจะหลุดหนี้สามแสนห้าแล้วได้รับอิสระ”
เขาปรายตามองเล็กน้อยก่อนเมิน “เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกัน”
เขาพาเธอมาที่ห้องที่อยู่ถัดจากบันไดไปสามห้อง ภายในกว้างขวางโอ่อ่า เครื่องเรือนเป็นระเบียบ เตียงกว้างและท่าทางจะนุ่มมากด้วย ภายในห้องมีห้องน้ำส่วนตัว...เขาลากเธอเข้าไปในนั้น
“ทำอะไรคะ
“ขัดสีฉวีวรรณซะบ้าง เธอเนื้อตัวมอมแมมมากนะรู้หรือเปล่า”
“หนูไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยน”
“เดี๋ยวไปเอาของสาวใช้คนอื่นมาให้ก่อน ดูสิผิวเธอน่ะ ถ้าขัดๆ สักหน่อยก็น่าจะดีนะ” เขาเท้าเอว กวาดตามองเธอขึ้นๆ ลงๆ “ถึงจะเป็นเด็ก แต่ก็น่าจะดูแลความสะอาดตัวเองบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ดูแลคนอื่น”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะถอดเสื้อยืดออกให้ เธอรีบเบี่ยงตัวหลบ ตาโต อุทานเสียงหลง
“หนูถอดเองได้ค่ะ คุณออกไปข้างนอกก่อนเถอะ”
เขายิ้มนึกเอ็นดู “รู้จักอายเป็นด้วยเหรอ ตัวกระเปี๊ยกแค่นี้เอง ถือซะว่าฉันเป็นพี่ชาย เธอจะต้องกลัวอะไร ฉันไม่พิศวาสเด็กหรอกน่า”
“ก็รู้ว่าคุณไม่รู้สึกอะไรกับหนู แต่หนูอายนี่” เธอพูดตรงๆ
“ฉันเป็นเจ้าของชีวิตเธอนะ คิดซะว่าฉันเป็นพี่ชายคนหนึ่งล่ะกัน ไว้ใจฉันเถอะ” เขาพูดกลั้วขำ ในขณะที่เด็กสาวลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
นั่นสินะ ตอนนี้ชีวิตเธอเป็นของเขา เขาซื้อเธอแล้วด้วยเงิน สามแสนห้าหมื่นบาท คนที่ไม่มีความสุขเช่นเธอ อยู่ไหนก็มีแต่ทุกข์ ในเมื่อเรื่องราวมันให้เป็นไปอย่างนี้ก็ช่างเถอะ เธอหมดอาลัยสิ้นหวังที่จะมีอนาคตสวยงามแล้วล่ะ มีลมหายใจไปวันๆ ก็เพื่อชดใช้กรรมเก่าเท่านั้นเอง
“เดี๋ยวหนูถอดเองค่ะ” เธอถอดเสื้อยืดตามด้วยเสื้อชั้นในตัวเก่า และกางเกงสามส่วนออกพ้นร่างกาย แน่นอนว่าเธออาย...แต่เธอไม่คิดจะดิ้นรนอะไรอีกแล้วจริงๆ
สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มตะลึงตาค้าง ใครว่าเธอเป็นเด็กกันเล่า มองภายนอกเหมือนอายุยังน้อยมากๆ ไม่มีทรวดทรงความเป็นผู้หญิง แต่เมื่อได้เห็นเนื้อใน...หน้าอกเล็กแต่กลมกลึงขึ้นเต้า ยอดอกสีชมพูชูชัน หน้าท้องแบนราบ ความเป็นหญิงที่สมบูรณ์แบบ
ถึงจะตัวเล็กบอบบาง หากดูน่าทะนุถนอม และไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเกิดอารมณ์กับเธอ
“ปะ เป็นอะไรไปคะ” ฉันท์ชนกถามตะกุกตะกัก ก่อนเปิดฝักบัวราดใส่ตัวเองทั้งหัวและลำตัว นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มเกร็งเครียดไปทั้งตัว บางอย่างที่หลับใหลมานานถูกปลุกในแข็งชันโดยมีกางเกงชั้นในรัดรึงไว้ ทำให้เขารู้สึกร้อนผะผ่าวและอึดอัด
“เธออายุเท่าไหร่แล้ว” ถามเสียงแหบพร่า
“สิบห้าค่ะ”
“สิบห้าเหรอ” เขาหน้าซีด สิบห้าก็ถือว่าเริ่มแตกเนื้อสาวแล้ว เขาไม่ควรทำอย่างนี้เลย แต่เมื่อทำไปแล้ว มันก็ยากที่จะกลับไปมองว่าเธอเป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง
ในสายตาเขา เธอคือหญิงสาวที่สมบูรณ์อยู่ในวัยเจริญพันธ์แล้ว
และไอ้รูปร่างเล็กๆ ของเธอนี่แหละที่กระตุ้นความหื่นในตัวเขาให้ปั่นป่วน
“มา ฉันจะขัดตัวให้” เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แม้ความคิดจะผิดปกติก็ตาม
เขาหรี่น้ำให้เบาลงแล้วบีบโฟมราคาแพงลงบนฝ่ามือ ลูบไล้แผ่นหลังและสะโพกให้ มีบางช่วงที่เขารู้สึกว่าร่างกายเธอสะท้านราวกับจะตอบรับสัมผัส
ผิวเธอเนียนลื่น และมือเขาเองก็ชักจะสั่น ทันทีที่เธอหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขา หัวใจชายหนุ่มก็แทบจะหยุดเต้น
ความคิดแปลกๆ ลอยเต็มหัวไปหมด ล้วนเป็นจินตนาการหากได้ลูบไล้สัมผัสเธอแบบลึกซึ้งจะเป็นยังไง จนต้องพร่ำเตือนตัวเองว่า
‘ไม่ได้นะเว้ยไอ้ธร เราเพิ่งรู้จักนกได้ไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมงเลย’
‘นี่เด็กอายุสิบห้านะ ท่องไว้สิว่าสิบห้า อายุน้อยกว่าเราตั้งสิบเจ็ดปี อย่าได้คิดเกินเลยเชียว’
แม้จิตใจฝ่ายดีจะเตือนแบบนั้น แต่จิตใจฝ่ายชั่วร้ายได้ยุแยงไปอีกแบบ
‘แต่แกจ่ายเงินไปแล้วนะเว้ย เด็กคนนี้ไม่เหลือใครแล้ว ชีวิตเป็นของแก แกจะทำยังไงก็ได้ เลี้ยงดูให้ดี กินอิ่ม ให้ความสบาย และจะทำอะไรๆ เรื่องอย่างว่าก็ไม่น่าจะแปลก สมัยนี้อายุสิบห้าเสียตัวมีเยอะแยะไป โลกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว’
ความดีกับความชั่วตีกันให้วุ่นในสมอง ก่อนที่ภวังค์ความคิดจะสะดุดลงเมื่อเธอเอ่ยถาม
“คุณคะ ขัดแขนหนูพอหรือยัง แสบไปหมดแล้วนะ”
กันต์ธรกระพริบตาถี่ๆ บีบสบู่เหลวลงฝ่ามือเพิ่มแล้วลูบใบหน้า ลำคอจนมาถึงเนินอก...หน้าอกเธอนุ่มตึงแน่น เล็กกว่าฝ่ามือเขา แต่กระชับดีเหลือเกิน พอเขาลูบโดน ยอดอกก็ชูชันเป็นไตขึ้นมา
ให้ตายสิ เขาเจอผู้หญิงสวยๆ มามากมาย กลับไม่เคยมีใครเร้าใจปลุกอารมณ์ได้ดีเท่าเธอมาก่อนเลยจริงๆ
“คุณคะ หนูเสียว” ไม่รู้ว่าเธอยังอายุน้อยหรืออ่อนเดียงสากันแน่ถึงได้พูดออกมาตามที่ตัวเองรู้สึก และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มสิ้นสุดความอดทน
“ชุดฉันเปียกไปหมดซะแล้ว”
“คุณต้องไปงานศพด้วยไม่ใช่หรือคะ”
“เห็นทีต้องอาบน้ำใหม่อีกครั้ง” ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยความหมาย
“งั้นพอหนูอาบเสร็จ คุณก็อาบต่อเลยค่ะ”
“อาบพร้อมกันนี่แหละ ประหยัดเวลา” เขาบอกแบบนั้น ทำเอาเธอตาโตด้วยความตกใจ
“เอ่อ...มันไม่น่าจะเหมาะ”
“ฉันเป็นเจ้าชีวิตเธอนะ” เขาพูดเหมือนทวงบุญคุณ ทำให้เธอเจื่อนจ๋อย
“ค่ะ หนูทราบดีค่ะ”
“ฉันยังถือว่าเธอเป็นน้องสาวเลย เธอก็มองซะว่าฉันเป็นพี่ชายล่ะกัน ไม่เห็นแปลก แค่อาบน้ำด้วยกันเอง” พูดจบก็รีบถอดสูทแขวนไว้ที่ราวเหล็กข้างห้องน้ำ ใช้เวลาไม่นานนัก ร่างกายเขาก็เปลือยเปล่าเฉกเช่นเดียวกับเธอ
พอไม่มีกางเกงชั้นในรัดไว้ ส่วนนั้นก็แข็งขึงโดดเด่นชี้หน้าเธออวดความอหังการที่ทำเอาเธอแทบหยุดหายใจ
บทที่ 3
ฉันท์ชนกรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นของสงวนของผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ ทำไมมันถึงได้ใหญ่โตจนดูน่ากลัวอย่างนั้น
ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เธอ ความเป็นชายก็กวัดแกว่งตามจังหวะเดินไปด้วย
“เอาล่ะ เธอขัดให้ฉันบ้างสิ” เขาสั่ง
“ค่ะ แต่ เอ้อ...” เธอรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกเอาซะเลยเมื่อได้เห็น ‘สิ่งนั้น’ ใกล้ๆ เต็มสองตา
“เอาน่า ถือซะว่าฉันเป็นพี่ชาย”
เขาก็ขยันย้ำคำว่าพี่ชายซะเหลือเกิน เธอบีบสบู่เหลวลงฝ่ามือตัวเองแล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า เงยหน้ามองเขา...โอ้โห พอมองจากต่ำขึ้นที่สูง ไอ้นั่นของเขายิ่งดูใหญ่โตมากขึ้นไปอีก
เธอถูสบู่ที่ขาให้เขา ลูบๆ ขัดๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนมือสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งถึงอวัยวะความเป็นชายที่แข็งกร้าว เธอจับมันด้วยมืออันสั่นระริก ก่อนจะลูบไล้ฟองสบู่ให้อย่างเบามือ
“อือ...อา” ชายหนุ่มเงยหน้า หลับตา เสียวทุกรูขุมขน กรามแข็งบดแน่นเมื่อความปรารถนาแห่งอารมณ์ทวีสูงขึ้น จนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้
กันต์ธรดึงตัวเด็กสาวให้ยืนขึ้นแล้วเปิดน้ำแรงสุด รีบชะล้างฟองสบู่ออกจากตัวเขาและเธอออกให้ไว ก่อนจะอุ้มเธอพาดบ่าออกจากห้องน้ำ ทั้งๆ ที่เนื้อตัวยังเปล่าเปลือยทั้งคู่
“หนูยังไม่มีเสื้อผ้าเลยค่ะ” เธอเตือนเขา
“เอาไว้ค่อยใส่” เขาบอกเสียงพร่า โยนตัวเธอลงบนเตียงนุ่มจนร่างเล็กกระเด้งกระดอน
“ว้าย ! ” อุทานอย่างตกใจ ตาโตเมื่อเขาตามขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือร่างเธอ “คุณจะทำอะไรหนูคะ”
“ฉันไม่ไหวแล้ว เป็นของฉันเถอะ แล้วฉันจะให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ”
เด็กสาวหัวใจร้าวราน...เธอพ้นเสือแต่มาเจอจระเข้แทนอย่างนั้นหรือ !
ทำไม...เธอจะไม่มีโอกาสโชคดีอย่างใครอื่นบ้างเลยหรือ
“หนูเพิ่งสิบห้าเองนะคะ”
“สิบห้าแล้วไง ฉันไม่ให้เธอท้องหรอกน่า”
ฉันท์ชนกเม้มปากแน่น หยดน้ำหล่อรื้นที่ดวงตา สามแสนห้าที่เขาเสียให้มาลัยไป คงไม่ต่างจากการที่เธอถูกขายให้มาอยู่ที่นี่ เขาจะทำอะไรกับเธอก็ได้
จะมองเธอเป็นคนหรือเป็นแค่สัตว์ เขาก็ไม่ผิด
ขอเพียงให้พ้นช่วงนี้ไปได้เท่านั้น...ขอแค่หมดสามแสนห้า เธอจะเป็นอิสระ จะได้มีชีวิตใหม่เป็นของตัวเองสักที
“ถ้าหนูยอม หนี้สามแสนห้าจะลดลงกี่บาทคะ”
หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น เขากำลังหื่น แต่เธอมาพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย หนี้สิน เงินๆ ฟังแล้วน่าขัดใจชอบกล เลยตอบห้วนๆ ว่า “ครั้งแรกลดให้แสนหนึ่งไปเลย”
เด็กสาวตาเป็นประกาย “หนึ่งแสนเลยหรือคะ”
“ใช่” รับคำห้วนๆ ใบหน้าซุกไซ้ซอกคอ ขบเม้ม มือฟอนเค้นสองเต้าสลับไปมา ก่อนถดกายลงต่ำ ดูดยอดอกซ้ายและขวา เลียไล้อย่างเมามันส์ ท่ามกลางเสียงครางหวีดที่ออกจากปากเธอ
“อ๊ะ...อ๊า คุณขา หนูเสียว”
“เดี๋ยวเธอจะได้เสียวกว่านี้อีก” เขาจูบปากเธอ คราวนี้เด็กสาวเบิกตากว้าง เธอไม่เคยจูบกับใครมาก่อน นอกจากหอมแก้มแม่ตอนยังเด็กเท่านั้น
เคยเห็นผ่านๆ ตาจากละครโทรทัศน์ เวลาที่พระนางจูบกันมันเป็นอย่างนี้เองหรือ
หัวใจสาวน้อยกระหน่ำเต้นรัว เมื่อเขาสอดลิ้นเข้ามาในปากเธอ เกี่ยวกระหวัดรัดรึง พร้อมมือใหญ่ที่ไม่ยอมอยู่ห่างจากหน้าอกเธอเลย
เขาจูบ จูบ และก็จูบ...ราวจะกระชากวิญญาณเธอออกจากร่าง ในตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก เขาก็ถอนจุมพิตออก ในแววตาคู่คมเต็มไปด้วยประกายไฟพิศวาส
“อา...” เธออ้าปากหอบหายใจแรงๆ ในขณะที่ชายหนุ่มยันกายนั่งคุกเข่าแล้วจับขาเรียวข้างหนึ่งมาพาดบนบ่าแกร่งก่อนจับส่วนหัวอวัยวะแข็งขึงถูไถร่องสวาทที่ฉ่ำน้ำ
“อ๊า คุณขา...หนู...หนูไม่ไหวแล้ว” ไม่รู้ว่าเธอหลุดคำนั้นออกไปได้อย่างไร แต่เธอก็หลุดไปแล้ว ตามธรรมชาติเรียกร้อง
ชายหนุ่มค่อยๆ ดันส่วนหัวเข้าไป เด็กสาวสะดุ้ง ตาค้าง มือจิกผ้าปูแน่นจนยับย่น
“กรี๊ด...หนูเจ็บ ไม่...ไม่ ไม่เอาแล้ว” เธอส่ายหน้าพึ่บพั่บ จะยกสะโพกหนี แต่ไม่เป็นผล ในขณะที่เขาโน้มตัวลงมาจูบปาก ดูดยอดอกเธออีกครั้งเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและยอมรับสิ่งแปลกปลอม
ส่วนนั้นค่อยๆ เข้าไปได้จนครึ่งลำ เขาก็กระแทกพรวดเดียวจนมิด ร่างเล็กผวาเฮือก เกร็งสุดตัว
“โอ๊ย ! ”
“ใจเย็นๆ นะนก อย่าเกร็ง อีกไม่นานเธอจะเสียวแล้วจะลืมความเจ็บทั้งหมดไป” เขาบอกเช่นนั้น
“หนูเจ็บมาก” เธอบอกเสียงอ่อน หยดน้ำทิ้งลงมาจากหางตา ซึ่งเขาเองก็รู้สึกปวดร้าวไม่ต่างจากเธอ ความเป็นหญิงคับแคบและรัดรึงจนเขาปวดตุบๆ แทบระเบิดเลยทีเดียว
เขาค้างแช่ไว้อย่างนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มโยกสะโพกซอยเข้าออก จากเบาๆ ก็เร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้น เนื้อตัวเธอสะท้านสะเทือนตามแรงกระแทก
ฉันท์ชนกหอบหายใจถี่ๆ ครางเบาๆ ความเจ็บเริ่มคลาย กลายเป็นความเสียวซ่านรัญจวนใจอย่างที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ยิ่งเขาดึงเข้าๆ ออกๆ เร็วมากเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกเพลิดเพลินและสนุกมากเท่านั้น
เวลาผ่านไป เขากระแทกเน้นๆ สามสี่ครั้ง ร่างสูงกระตุกเกร็ง ก่อนจะปลดปล่อยน้ำอุ่นๆ เข้ามาในช่องคลอดของเธอ
“อ๊า...” เธอกางแขนเต็มที่นอน หลับตาพริ้ม เพิ่งอาบน้ำเมื่อครู่ แต่กลับมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมตามไรผม
เขาถอนกายออกจากเธอแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมร่างเธอให้ จากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบสูทชุดใหม่มาสวม ปรายตามองคนที่ยังนอนอยู่ แล้วพูดว่า
“ฉันจะไปงานศพแล้ว แต่ก่อนไป เดี๋ยวจะเอาเสื้อผ้ามาให้”
“ค่ะ” เธอตอบรับโดยไม่ยอมลืมตาขึ้นมองเขา
หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็ออกจากห้องไป ไม่ถึงห้านาทีก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้าชุดหนึ่งในมือ
“ใส่ไปก่อน เป็นของน้องสาวฉันเองนั่นแหละ” เขาวางชุดไว้ให้บนโต๊ะหัวเตียง แล้วเดินกลับออกไป ทิ้งให้เธอนอนอยู่ตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว
ดวงตาคู่โตเปิดขึ้นอย่างช้าๆ คราวนี้ไม่รู้น้ำตามาจากไหน ไหลทะลักเปรอะสองแก้ม เธอซบหน้ากับหมอนแล้วคร่ำครวญด้วยเสียงอู้อี้ปิ่มว่าจะขาดใจ
“ฉันเสียตัวแล้ว เสียตัวให้คนที่ฉันเพิ่งเจอหน้าไม่ถึงครึ่งวัน แถมฉันยังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขาอีก ! ”