“หมอไม่รับรองนะว่าคนไข้จะหายมั้ย แต่จะดีขึ้นมาบ้างในระดับหนึ่ง หมออยากให้ญาติของคนไข้นั้นทำใจ อย่างที่รู้กัน บางทีถ้าคนไข้โชคดีอาจจะกลับมาวิ่งปร๋อก็ได้” คุณหมอที่ดูแลรักษาได้เดินจากไปแล้ว
หยาดฝนไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว ตรงหน้าห้องไอซียู เธอรู้เพียงแต่ว่า คนที่นอนอยู่ในนั้นจะต้องหาย เธอสามารถทำได้ทุกอย่าง ขอแค่คนในนั้นต้องหาย ไม่ว่าจะใช้เงินทองเท่าไร เธอก็จะหามาให้ได้ ไม่ว่าจะลำบากมากมาย เธอก็จะทำเพื่อน้องสาวเพียงคนเดียวของเธอ
“ฝนจ๊ะ เดี๋ยวมากวาดพื้นตรงนี้ด้วยนะ โกยเก็บเส้นผมลูกค้าคนเมื่อกี้ให้หมดเลย”
“จ้ะ ได้จ้ะ” เด็กสาวที่กำลังตากผ้าคลุมผมเป็นจำนวนมาก รีบทำงานตรงหน้า เพื่อมากวาดพื้นที่เต็มไปด้วยเศษผมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ร้านนี้มากมาย อาจจะเป็นเพราะเจ้าของทำโปรโมชันดักเอาไว้ทุกทาง เก็บเงินเป็นก้อน แล้วให้ลูกค้ามาทำเป็นคราว ๆ ไป
หยาดฝนถืออุปกรณ์เข้ามากวาดพื้นและทำงานไปอย่างเงียบ ๆ มีลูกค้าสาวสวยนางหนึ่งกำลังนั่งอบไอน้ำอยู่ ปากของนางก็พาทีปราศรัยสไตล์คนที่พูดคุยสนุก
“นี่พี่พร ถ้าฉันเล่าอะไรให้พี่ฟังสักเรื่องหนึ่ง พี่พรอย่าไปบอกใครนะ” วาว่าลูกค้าประจำร้านเสริมสวยขยับปากสีเข้มทำจีบคอ คุณอวยพรรีบชิดตัวเข้าไปใกล้ พร้อมกับเงี่ยหูฟัง
“ไม่บอกแน่นอน มีเรื่องอะไรที่แบบดี ๆ จะเมาท์ก็เมาท์ได้” พี่พรเจ้าของร้านขาเมาท์รับปาก ขยิบตาให้ยกใหญ่
“เหยียบไว้เลยนะ” วาว่าย้ำด้วยใบหน้าจริงจัง อวยพรทำท่าเหยียบเท้าพร้อมกับยกมือขึ้นมาทำท่ารูดซิปปาก
“อีทิชาท้อง” วาว่าพูดเสียงเบาให้ได้ยินแค่สองคน
“ฮะ! ท้อง” พี่พรตกใจ ทำตาโต ข่าวใหญ่อีกแล้วสิ
ทิชาสาวสวยแสนหยิ่ง ใคร ๆ ก็รู้ว่านางเป็นดาวอันดับหนึ่งของร้านอาหารเล็กแต่ชื่อดังในย่านนี้ แต่เบื้องหลังของร้านอาหารนั้น คือการค้าบริการ
“ใช่พี่”
“เด็กก็เลยขาด ช่วงนี้พวกฉันรับแขกกันแทบไม่หวั่นไม่ไหว” วาว่าทำบ่น แต่สีหน้าก็ยังระรื่น
“แต่มันก็ได้เงินไม่ใช่หรือ”
“ได้น่ะ มันก็ได้อยู่หรอก แต่ว่า จิ๋มไม่ว่างเลยนี่สิ หุบหีบกันไม่ลงทีเดียว”
“ฮ่า...” วาว่าแม่สาวขาฮาส่งมุก เจ๊อวยพรก็ขำยกใหญ่
“แล้วเจ๊น่ะ พอมีเด็กจะแนะนำสักคนสองคนมั้ย งานง่าย รายได้ดี แบบนี้หาไม่ได้แล้วนะ” เจ๊อวยพรทำท่าคิด
“คืนนึงรับแขกสามคนก็ได้เกือบหมื่นแล้ว” วาว่าพูด เจ๊อวยพรก็ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง
“งานอย่างว่า จะหาใคร”
ทั้งคู่ไม่ได้รู้เลยว่ามีบุคคลหนึ่งกำลังฟังอย่างมีความหวัง
“พี่ๆ พี่จ๊ะ พี่จ๊ะ รูปร่างหน้าตาอย่างฉันเนี่ย ไปทำงานกับพี่จะได้มั้ย”
วาว่าตกใจมากที่เด็กสาวที่อยู่ในร้านเสริมสวยวิ่งตามเธอออกมา นางหยุดมองปลายฝนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เด็กสาวตรงหน้ารูปร่างหน้าตาดีทีเดียว แทบจะเรียกว่ามีเสน่ห์ แบบหาตัวจับยาก
หน้าอกตูมเกินวัย ผิวขาวใส ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางนั้น แทบไม่มีที่ติ จมูกที่พ่อแม่ให้มาปั้นเป็นรูปจนโด่ง รับกับริมฝีปากที่ไม่หนาไม่เล็ก ช่างน่ามอง
วาว่ารีบดึงมือของหยาดฝนให้เข้าตรงตรอกที่อยู่ใกล้
“จะทำเนี่ย รู้เหรอว่าเป็นงานอะไร” นางถามย้ำ เพราะว่าเกิดมายังไม่เคยหลอกใคร เพราะรู้ว่างานนี้มันน่าเกลียด หากเข้าไปอยู่ในวังวนก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น แม้จะเต็มใจ แต่เพราะทุกคนเลือกงานไม่ได้
“รู้จ้ะ” ปลายฝนตอบด้วยความมั่นใจ แววตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ จ้องตาไปถึงอีกฝั่งไม่ยอมหลบ
“เฮ้อ...” วาว่าถึงกับถอนลมหายใจ
“อยากทำละก็ พรุ่งนี้ให้ไปหาฉันที่ร้าน เดี๋ยวฉันจะบอกเจ๊เจ้าของร้านให้” วาว่าพูดจบก็เดินจากไปในทันที
หยาดฝนยืนกุมมือ ด้วยหัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เงินค่ารักษาน้องก็ยังไม่ได้จ่าย อย่างไรก็ตามหากหยาดฝนได้ทำงานนี้จริง ๆ มันจะทำให้เธอฝ่าวิกฤตเรื่องนี้ไปได้อย่างแน่นอน
เธอเดินกลับไปที่ร้านอย่างคอตก รู้สึกเจ็บปวดกับชะตาชีวิตของตัวเอง
หลังเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่พ่อเธอเป็นคนทำ ทำให้น้องสาวของเธอก็มีอาการเจ็บป่วย แรก ๆ รักษาก็หาย พอทุเลาไม่หนักหนานัก หลัง ๆ เริ่มเป็นหนัก พาไปหาหมอ กินหยูกกินยาก็ไม่ดีขึ้น
จนเมื่ออาทิตย์ก่อน น้องสาวของเธอช็อกหมดสติไปโดยไม่รู้สาเหตุ หยาดฝนก็คิดเหมือนกัน หรือหมอรู้ แต่ว่าไม่บอกเธอกันแน่ แค่คิดว่าน้องสาวจะตายจากไปน้ำตาของเธอก็ไหลริน
การมีชีวิตแบบตัวคนเดียวและโดดเดี่ยว มันก็เหมือนรอคอยวันตายกระมัง โลกใบนี้มันเลวร้ายสำหรับใครบางคนเสมอ แต่ไม่น่าจะเป็นเธอเลย
หยาดฝนได้แต่ระทดท้อในชีวิต เธอผลักประตูร้านเข้าไป
“ฝน อย่าลืมเอาข้าวไปกินด้วยน่ะ อยากกินอะไรก็ห่อไปกินที่บ้านด้วย กลางคืนอ่านหนังสือจะได้ไม่หิว รู้ไหม”
“จ้า... เจ๊พร”
อย่างน้อยก็ยังมีเจ๊อวยพรที่ให้งานทำ และเอ็นดูเลี้ยงข้าวเธอด้วย หากไม่มีกิน ก็แวะมากินที่นี่ได้ เจ๊บอกว่า หมาแมวแกยังให้กินได้ แต่นี่ หยาดฝนเป็นคน แกต้องดูดำดูดี
“เจ๊คะ พรุ่งนี้หนูไม่มาทำงานนะ” เธอบอกกับเจ๊อวยพรก่อนจะออกจากร้านไป
“จะไปหาน้องที่โรงพยาบาลเหรอ ฝนมาเอาเงินค่าจ้างไป” เจ๊กวักมือเรียก หยาดฝนเดินเข้าไปหา
“เจ๊จะจ่ายทุกวันศุกร์ไม่ใช่หรือคะ” พูดพลางมองตามมือของเจ๊อวยพรที่ล้วงเอาเงินออกมาจากกระเป๋า
“เอ้า... นี่ค่าแรง” เจ๊ยังหยิบธนบัตรใบละพันให้อีกใบ
“มันเกินหรือเปล่าคะเจ๊” หยาดฝนมองหน้าเจ๊ด้วยความเกรงอกเกรงใจ
“ไม่ได้เกิน อีกพันน่ะเจ๊ให้ซื้อของไปฝากน้องแก เอาซื้อไอ้ที่มันเป็นประโยชน์นะ”
หยาดฝนรีบยกมือไหว้ น้ำตาคลอหน่วย
“ไป ไปได้แล้ว จะมาเรียกน้ำตาฉันหรือ ไม่มีวันหรอก” เจ๊อวยพรไล่หลัง เพราะความเป็นคนขี้สงสาร นางพานจะร้องไห้ออกมา
หยาดฝนน้ำตากลบใบหน้า ตอนนั้นฝนก็ตั้งเค้ามาแล้ว มันคงจะหลงฤดูเป็นแน่ เธอรีบวิ่งไปหลบที่ป้ายรถเมล์ที่ขึ้นประจำ แต่ด้วยความรีบเร่งทำให้ไม่ได้มองทาง หยาดฝนชนกับใครเข้าอย่างจัง ร่างแกร่งรีบใช้มือของเขาจับเธอเอาไว้
“ขอโทษค่ะ” ก้มหัวโค้งแทบแตะพื้น อายด้วยเพราะกลัวคนจะเห็นน้ำตาของเธอเอง รีบวิ่งตรงไปในทันที โดยไม่ได้เงยหน้ามองคู่กรณี
เขาได้แต่มองตามหลังเธอไป สะดุดกับใบหน้าสาวใส แต่น้ำตาอาบสองแก้ม คิดแค่ว่า เธอจะรีบไปไหนกัน สุดท้ายฝนเจ้ากรรมก็ลงเม็ดหนา ทำให้เขาต้องเข้าไปหลบในร้านสะดวกซื้อ
ในคืนนั้นหยาดฝนกลับไปที่พักด้วยร่างกายที่เปียกปอน
หยาดฝนยืนกะพริบตาปริบ ๆ อยู่ที่หน้าร้าน ตอนนั่งรถประจำทางมาก็แน่ใจเหลือเกินว่าจะไม่เปลี่ยนใจอย่างแน่นอน แต่เมื่อมาถึงที่หน้าร้านแล้ว จากที่เคยคิดว่าตัวเธอเองนั้นทำใจได้ แต่ไม่ใช่เลย
ในส่วนลึกของหัวใจแล้ว หยาดฝนเธอกลัวมาก กลัวจนสั่น มือเท้าเย็นจนเจ้าตัวก็รับรู้ได้ เพราะความหนาวยะเยือกมันแล่นเข้าไปจนร่างกายของเธอรับรู้
หมับ... ฝ่ามือของใครบางคนกระทบลงที่หัวไหล่ของเธอ หยาดฝนออกอาการสะดุ้ง
“มาไวเหมือนกันนี่ ฉันนึกว่าเธอจะเปลี่ยนใจเสียแล้ว ตามมาสิ”
วาว่านั้นเอง นางเปรี้ยวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ชุดที่ใส่ก็วาบหวิวชวนมอง เสียอย่างเดียว นางแต่งหน้าจัดจ้านไปหน่อย จนปกปิดผิวพรรณดี ๆ ไป เครื่องสำอางที่ฉาบใบหน้าอาจจะทำให้ตัววาว่าเองกล้าหน้าด้านขึ้นมาก็ได้
หยาดฝนก้มมองดูตัวเอง ชุดที่เธอหามาใส่ได้ มันเป็นเพียงเด็กสาวที่เริ่มใจแตก แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ
“ตามมาเร็ว” วาว่าหันมาจับมือของหยาดฝนที่เย็นเฉียบเหมือนกับน้ำแข็ง จนวาว่าเองก็ต้องหันมามองหน้าของหยาดฝนเต็มตาอีกที
“แน่ใจแล้วหรือ” นางถามย้ำอีกครั้ง
“แน่ใจจ้ะพี่ ฝนต้องการใช้เงิน”
“หื้อ” พยักหน้าแบบเข้าอกเข้าใจ จะว่าไปใครอยากทำอาชีพแบบนี้กันบ้าง หากไม่เข้าตาจน
วาว่าเปิดประตู แล้วผลักหลังของหยาดฝนให้เข้าไปในห้อง ซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ๊ใหญ่ของที่นี่
“ถ้าเจ๊ออกมาให้เรียก เจ๊ใหญ่นะ”
“ค่ะ” หยาดฝนรับปาก
เธอมองตามมือของวาว่าที่จัดการช่วยถอดเสื้อคลุมด้านนอกให้ออกหมด ตอนนี้หยาดฝนอยู่ในชุดที่เธอคิดว่าเจ๋งที่สุดแล้ว วาว่าเมื่อได้เห็นก็ออกอาการหัวเราะ
“คิดเอาไว้แล้วไม่ผิด” ยังคงขบขันอยู่
“พี่หัวเราะอะไรคะ” สาวน้อยออกอาการงงงวย
“ก็ชุดที่เธอนุ่งมันทั้งเฉิ่มและก็เชยนะสิ แบบนี้เขาก็นึกว่าเด็กกวาดพื้น” วาว่าใช้นิ้วจิ้มลงไปตามเนื้อตัวของหยาดฝนด้วย
“ฝนไม่ค่อยมีเสื้อผ้าแบบพี่หรอกจ้ะ”
“เอ่อ... ก็เข้าใจได้ แต่จะมาทำงานอย่างนี้ ชุดคลุมมิดจี้รี่อย่างนี้ มันไม่เหมาะ” พูดจบก็จับตัวของหยาดฝน ปล้นเอาเสื้อนอกของเธอออกไป
เด็กสาวก็พยายามยกมือห้าม แต่ก็ถูกวาว่าตีมือ เสื้อสีขาวตัวนอกถูกถอดออกไปอีกชิ้นหนึ่ง เหลือแต่เสื้อชั้นในสีขาวสะอาดที่อยู่ข้างใน
หยาดฝนอายมากจนต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดสองเต้า แม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าอับอาย
“ใส่เสื้อของพี่นี่”
วาว่าถอดเสื้อซีทรูสีดำตัวที่นางใส่ออกมา แล้วจับแต่งเข้าไปในบนเนื้อตัวของหยาดฝน ยังไม่พอยังจับกรรไกรที่อยู่บนโต๊ะของเจ๊ใหญ่มาตัดกระโปรงยีนที่หยาดฝนสวมใส่จนขาดวิ่น แต่มันก็ดูมีสไตล์
“ว้าว! มันต้องอย่างนี้” ชมไป แล้วเดินวนเวียนรอบ ๆ ตัวของหยาดฝน
วาว่ายังคงไม่หยุด หยิบเอาเครื่องสำอางในกระเป๋าของเธอออกมาละเลงบนใบหน้าของหยาดฝนด้วย
“พี่อย่าให้มันแดงฉูดฉาดไปนะ”
“นี่คุณน้องขา ปากไม่แดง มันจะไม่มีแรงเดินล่ะสิ คิดสิคิด การแต่งหน้ามันก็กลบความอายได้ มันทำให้เราหน้าด้าน”
ปากพร่ำไป ก็ใช้มือจับใบหน้าของหยาดฝน ทั้งปัดแก้ม ทั้งทาตา ลงสีชาดที่ริมฝีปาก ใช้มือทำการขยี้ขยำไปบนผมสีดำของหยาดฝนจนยุ่งเหยิง
นางหยิบหนังยางรัดผมออกมาจากกระเป๋าเกล้ารวบผมของหยาดฝนลวก ๆ และใช้นิ้วกรีดเส้นผมตรงด้านหน้าออกมาเป็นปอยระปิดใบหน้านิด ๆ
วาว่าหมุนร่างของหยาดฝนให้หันไปมองตัวเองอีกครั้งในกระจกบานใหญ่ที่อยู่ในห้องนั้น
“เป็นอย่างไง ต่างจากเมื่อกี้ราวฟ้ากับเหว ใช่ไหม” ยิ้มอย่างภาคภูมิใจในผลงานการสร้างสรรค์ของตัวเอง
“ค่ะ” หยาดฝนเริ่มเห็นตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเองอยู่ในกระจกนั้นแล้ว เธอเห็นตัวเอง ก็ยังแทบจะจำไม่ได้
“โอม มะโม นะโม มะโม วันนี้ อีวาว่าจะของลง ณ หน้าทอง องค์กะหรี่ องค์วันทอง องค์หลายผัว นางกากี จงมาลงที่อีนางคนนี้ ให้มันได้ ให้มันโดน ให้มันได้ ให้มันโดน ให้มันได้ ให้มันโดน เพี้ยง” วาว่าเป่าลมลงไปกลางกระหม่อมของหยาดฝนด้วย
ผลัวะ... เจ๊ใหญ่เปิดประตูเข้ามา
“คนนี้เหรอที่แกบอก” เจ้าของสถานบริการมองหยาดฝนอย่างวิเคราะห์ ปากก็ถามวาว่าไปด้วย
“ใช่จ้ะเจ๊ รับเถอะเจ๊ เด็กมันจำเป็นต้องใช้เงิน อยู่ไปเดี๋ยวก็เก่งเองแหละ”
“อ่อนประสบการณ์หรือ ยังไม่เคยมีผัว ว่างั้น” ปากตรง ๆ เล่นเอาคนฟังยังสะดุ้ง
“โอ้ย! มันก็ได้มาหลายอันแล้วล่ะ ดูทรงมันสิเจ๊ เด็กสาว ๆ เดี๋ยวนี้ หอ มอ ออ ยอ ยังไม่ทันแทงขน มันก็มีผัวกันแล้วจ้าเจ๊” วาว่ากลัวว่าเจ๊ใหญ่จะไม่รับ
เจ๊ใหญ่ยังคงเดินวนไปวนมารอบ ๆ ตัวของหยาดฝน
“ชื่ออะไร”
“เรนนี่” วาว่าชิงตอบ
“อื้อ พอไปวัดไปวา”
“บ้าน่า เจ๊... เด็กมันออกจะอวบจะอั๋น หน้าตาก็สวย ๆ จะบอกแค่ว่าไปวัดไปวาได้อย่างไร”
“ก็มันขาวนี่นา ฝรั่งมังค่ามันชอบตัวดำ ขอบเขียว ๆ”
“แหมพูดเสียเห็นภาพเลย แต่ทรงนี้ ทางแขกดูไบ แขกอาหรับ มันว่าเด็ดน่า”
“เอ่อ... เอ้า ลองดูก็ได้ เริ่มงานเลย วาว่าก็สอนน้องหน่อยก็แล้วกัน เวลาคุยกับลูกค้าต้องทำอย่างไร อย่าให้มีปัญหาก็แล้วกันนะ”
“ค่ะ เจ๊” เจ๊เดินอ้อมไปนั่งที่โต๊ะ
“แล้วค่าตัวของหนูล่ะจ๊ะ”
หยาดฝนกล้าถาม เพราะทำงานมันต้องได้เงิน ไหน ๆ ก็ใจกล้ามาหากินแบบนี้ ต้องเอาตัวเข้าแลก มันต้องมีทั้งเสีย และก็ต้องมีได้
“ออฟไปกับแขก แขกต้องจ่ายร้านชั่วคราวห้าร้อย ถ้าค้างคืนก็ต้องพันห้า ส่วนค่าตัวตกลงกับแขกเอาเอง” เจ๊ใหญ่หันมาหรี่ตามอง
วาว่ากระตุกแขนของหยาดฝน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เตี๊ยม เห็นสีหน้าของเจ๊ใหญ่ไม่ค่อยพอใจแล้ว วาว่าก็รีบดึงหยาดฝนออกมาจากห้อง
“ค่าจ้างก็คือดริงก์ ดริงก์ละหกสิบ แต่จะได้เยอะก็ตอนที่แขกออฟไป ยังไงถ้าฝนอยากได้เงินเยอะ ๆ ก็ต้องเชียร์ให้แขกพาออกไปข้างนอก ร้านจะเก็บจากแขกสามพัน ร้านได้พันห้า ฝนได้พันห้า แต่ถ้าออกไปจากแขก จะอ้อนเอาเท่าไหร่ก็ว่ากันไป ถ้าฝรั่งทางยุโรปก็เรียกเป็นเงินดอลลาร์”
“แล้วเราต้องเรียกกี่บาทละพี่”
“เอ็งคิดง่าย ๆ ก็หารสามสิบไปสิ”
“หารสามสิบ”
“ใช่”
“ถ้าแกจะเอาสักหมื่น ก็หารไปได้เท่าไหร่”
“สามร้อยกว่า ๆ”
“อื้อ” คำตอบที่ออกมาจากปากของวาว่านั้นแสนง่าย แต่คนมันไม่เคยแบบหยาดฝน เธอได้แต่อึ้งและมึนงง มันไม่รู้จะเริ่มตรงไหน และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
วาว่าพาเธอชมร้าน และยังพาเดินไปถึงห้องบนชั้นสองและชั้นสาม ที่กลายเป็นม่านรูดดี ๆ นี่เอง
หยาดฝนรู้สึกขยะแขยง แต่ก็ต้องเก็บอาการทั้งหมด เธอชำเลืองมองหน้าของวาว่าเป็นระยะ ใครกันที่จะเต็มใจทำงานแบบนี้ เธอคิดว่าไม่มีหรอก นอกจากคำว่าเงินที่ทำให้สาว ๆ ทุกคนมารวมกันอยู่ตรงนี้
หยาดฝนต้องทำใจ และคิดถึงแต่ใบหน้าและรอยยิ้มของน้องสาวสุดที่รัก “พี่จะทำทุกอย่างเพื่อเธอ”
หลุยส์มองโทรศัพท์ในมือ บล็อกที่เพื่อนของเขาเขียน มีเรื่องหนึ่งที่เป็นที่โจษจันที่กล่าวขานอยู่จนถึงตอนนี้ ก็คือเรื่องที่พี่ชายของอีริกเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย
มีร้านอาหารร้านหนึ่งที่เปิดใจกลางเมืองหลวง ด้านหน้าเป็นร้านอาหารไทยรสอร่อย แต่ด้านในมีการขายบริการอย่างว่า และที่สำคัญหน้าสาวในร้านที่ทำงานแบบนี้ มันสวยจนจับจิตจับใจ และที่พี่ชายของอีริกคอนเฟิร์ม ก็คือสาว ๆ ทุกนางนั้นแซ่บเว่อร์
หลุยส์ก้ม ๆ เงย ๆ มองหน้าจอกับป้ายชื่อหน้าร้านอาหารที่อยู่ตรงหน้า เขาออกอาการหัวเราะ ยิ้มเก้อเขิน ถามตัวเองอยู่นั่นแหละว่า จะเอาจริงหรือ จะเข้าไปใช้บริการที่นี่จริง ๆ หรือ
เสียงของอีริกดังก้องเข้ามา
“ฉันว่านายไม่กล้าหรอกหลุยส์ ครั้งที่แล้ว นายไปปาร์ตี้กับพวกเรา แต่ตอนที่นายกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับโซเฟีย นายกลับวิ่งหน้าตื่น แล้วหนีกลับบ้านไป” อีริกทำสีหน้าหยัน ๆ
“ฉันบอกแกตั้งหลายครั้งแล้วนะอีริกว่าวันนั้นฉันไม่ได้พกถุง”
“ฉันไม่เชื่อ มาปาร์ตี้แล้วไม่พกถุงมา แสดงว่าแกนะบ่อมีจี๊”
“อะไรของแก บ่อมีจี๊” ศัพท์สแลงภาษาวัยรุ่นฝรั่งเศสชอบว่ากัน ว่าไม่กล้าเล่นจ้ำจี้กับสาว ๆ
“และยายโซเฟียจะขึ้นฉันอยู่แล้ว”
“แล้วทำไม แกไม่วิ่งมาขอถุงกับฉันเล่า”
“ฮ่า... ของแกกับของฉันมันไซซ์ต่างกัน”
“อ้วก! แกว่าของแกใหญ่กว่าว่างั้น”
“ฮ่า...” หลุยส์ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ แม้ว่าอีริกจะพูดยกตนข่มเขาอีกหลายเรื่อง และก็แขวะเรื่องนี้ไม่เลิก
“ถ้าแกถึงเมืองไทย ฉันขออย่างเดียว”
“อะไรวะ”
“ช่วยถ่ายรูปแกเซลฟีที่หน้าร้าน และสาว ๆ ที่ห้อมล้อมเหมือนกับพี่ชายฉันถ่ายมาสักรูป”
“โอเค ไม่น่ามีปัญหา”
“ก็ลองแกไม่ทำดูสิ ฉันจะเขียนลงบล็อกว่าแกน่ะ มันคือไอ้...”
“หยุด ฉันรับคำท้า แล้วฉันจะทำให้ได้”
“โอเค ดีล (Deal)”
หลุยส์หยิบมือถือแล้วชูขึ้นจนสุดแขน แล้วถ่ายรูปตัวเองกับป้ายหน้าร้าน พลางพ่นลมหายใจแรง ๆ
‘ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดาอย่างที่คนเห็น เบื้องหน้าอาจเป็นร้านอาหารธรรมดาทั่วไป แต่ข้างในมีอะไรที่มากกว่านั้น’
เขาก็เขินคนที่เดินไปเดินมาเหมือนกัน และไม่ทันที่หลุยส์จะได้ตั้งตัว มีมือน้อย ๆ ของสาวร่างอวบผิวคล้ำจับยึดประสานมือกับหลุยส์เอาไว้แน่น
“ไฮ สวัสดีค่ะ เชิญข้างในดีกว่านะคะ” พนักงานสาวสวยรีบเดินออกมาต้อนรับ พร้อมกับเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษ
หนุ่มหล่อลูกครึ่งหน้าตาสะดุดผู้คนขนาดนี้ เดินมาคนเดียว จะปล่อยให้หลุดรอดไปได้อย่างไร แล้วยังจะมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ที่หน้าร้านอีก
สาวคนนั้นรีบเรียกเพื่อนสาวสวยให้ออกมาต้อนรับ สาวน้อยสาวใหญ่พากันกรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้ แล้วแย่งกันพูด
“ยูมาคนเดียวหรือคะ”
“ดูก็รู้ว่าไม่ได้มาทานอาหารแน่นอน”
“สนใจน้อง ๆ คนไหนไหมคะ” ยิ้มหวาน ก่อนจะจับหมับไปที่เป้ากางเกงของหลุยส์
“อุ้ย ใหญ่แก”
สาว ๆ ก็พากันเฮ
“มาค่ะ มาถ่ายรูปด้วยกัน” พวกนางไม่มีความอายหลงเหลืออยู่แล้ว ต้องการทำทุกอย่างให้คนที่เป็นลูกค้าประทับใจเท่านั้น
“ชีส” ส่งเสียง และพากันยิ้มให้กับกล้อง
หลุยส์เองก็กดชัตเตอร์รัว ๆ ตอนนี้เขาได้รูปที่จะส่งไปให้กับอีริกแล้ว
แต่แล้วหลุยส์ก็ต้องหยุดมองไปยังกลุ่มหญิงสาวห้าหกคนที่ยืนมองมาทางเขาอยู่อีกฝั่ง แต่ก็ร้านเดียวกันนี่ละ ทุกคนดูสวยและงดงามตามที่ต่างประเคนตกแต่ง
แต่ที่สะดุดตาเขามากที่สุด คือสาวน้อยที่แต่งหน้าแต่งตัวเกินวัยคนนั้น หล่อนเดินชนเขาเมื่อวานที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ร้องไห้น้ำตานอง แล้วรีบหนีไป
‘เธอคนนั้น’ เขาจำเธอได้ มือของหลุยส์ถูกยกแล้วชี้ไปยังหยาดฝน
“คนนั้นหรือคะ อ้อ... ได้สิ ได้เลย ได้ค่ะ เชิญคุณทางด้านนี้เลยค่ะ” ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่ว่าลูกค้าจะเลือกคนไหน ก็ต้องยอม เพราะเพื่อพยุงให้ทุกคนมีกินมีใช้
พนักงานสาวสวยพาเขาเดินออกไปทางหลังร้าน ตรงขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของร้าน ซึ่งจัดเอาไว้แบบห้องวีไอพีอยู่หลายห้อง
“อีกสักครู่จะพาน้องคนนั้นมาส่งนะคะ” พูดจบก็ยื่นเมนูอาหารให้ด้วย
“อยากกิน อยากดื่มอะไร ก็สั่งได้เลยนะคะ” พนักงานสาวคนนั้นรีบหมุนตัวออกไป
มีพนักงานเสิร์ฟที่เป็นเด็กผู้ชายตุ้งติ้งแต่งตัวเป็นบริกรเดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษที่พร้อมจดรายละเอียดทุกอย่าง
หลุยส์ก้มหน้าก้มตาเลือกอาหาร แล้วเขาก็เลือกเป็นของกินเล่น เสียงเพลงที่บรรเลงดังขึ้นดันเป็นเพลงโยกหัวเป็นเพลงที่หลุยส์ชอบเสียด้วย เขาจึงเรียกบริกร เพื่อสั่งเบียร์เย็น ๆ
บริกรหนุ่มรับออร์เดอร์ แล้วรีบออกไป บนจอโทรทัศน์ที่ติดอยู่ข้างฝา มีการเต้นโชว์คาดเดาว่าจะเป็นพนักงานในร้าน พวกหล่อนใส่เสื้อผ้าน้อย ชิ้นกำลังรูดลำตัวแนบไปกับท่อนเสาที่ทำมาจากอะลูมิเนียม
เบียร์เย็น ๆ และของว่างถูกนำมาเสิร์ฟ พนักงานเสิร์ฟเดินออกไป หลุยส์มองตามคอแทบเคล็ด ใจเต้นแบบจังหวะแปลกเมื่อคิดว่าจะได้เจอเธอคนเมื่อคืน
‘ทำไมเธอทำงานแบบนี้ แล้วเธอทำเพื่ออะไร’