งานเลี้ยงรับรองคู่ค้าทางธุรกิจจัดขึ้นภายในโรงแรมชื่อดังของจังหวัดอันนับว่าเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญทางภาคเหนือ บรรยากาศภายในนั้นที่เต็มไปด้วยการเลี้ยงดูปูเสื่ออาคันตุกะของกลุ่มนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพกำลังดำเนินไปอย่างครึกครื้น อาหารเลิศรส ดนตรีรื่นหู ผู้ร่วมงานต่างสุนทรีย์ในกับการกินดื่มคละเคล้ากับการแสดงโคโยตี้นุ่งน้อยห่มน้อยที่มีมาเรียกความสนใจอยู่เป็นระยะๆ พ่อเลี้ยงใหญ่ อดีตผู้ค้าไม้เมื่อหลายสิบปีก่อน แม้ในปัจจุบันเสี่ยใหญ่ผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจภาคเหนือจะเปลี่ยนสายธุรกิจไปทำอย่างอื่นที่หลากหลาย แต่ที่เน้นหนักในตอนนี้ก็คงเรื่องธุรกิจนำเข้าส่งออก ในค่ำคืนนี้เสี่ยใหญ่มีนัดเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจหนุ่มหัวล้ำสมัย หรือที่ใครๆ เรียกธุรกิจยุคใหม่นี้ว่ากลุ่มสตาร์ทอัพ จะว่าไปเสี่ยเขาเป็นคนทุนหนา ยินดีให้ทุนสนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ อยู่แล้ว เพราะนั่นมันหมายรวมถึงการต่อยอดและต่อชีวิตให้ธุรกิจเขาเองด้วย
นักธุรกิจหนุ่มผู้มาเยือนสวมเชิ้ตสีครีมสะอาดสะอ้าน กางเกงขายาวสีดำตามสไตล์โมเดินลุคส์ โดดเด่นด้วยเข็มขัดหนังแบรนด์เนมราคาแพงบ่งบอกฐานะของผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ดวงหน้าเขาจัดว่าหล่อเหลาและดูสะอาดสะอ้าน เป็นเจ้าของรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์หากแววตาคมกล้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นสมดั่งเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่น่าจับตาในขณะนี้ ส่วนอีกฝ่ายที่นั่งตรงข้าม คือเสี่ยอภิชัย ผู้กว้างขวางในภาคธุรกิจทางเหนือ จะเรียกว่าเป็นเจ้าพ่อเงินหนาก็ไม่ผิด ธุรกิจเขาออกจะสีเทาหน่อยๆ การพบปะเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ แม้ดูเหมือนว่าเขากำลังต้องการสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ แต่เบื้องหลังที่แท้จริงแล้ว เงินบางส่วนของเขาต้องการหมุนเวียนผ่านธุรกิจที่ถูกกฎหมาย หรือเรียกภาษาชาวบ้านก็คือเขากำลังหาดีลเพื่อฟอกเงินต่างหาก
แต่น่าเสียดายที่นักธุรกิจหนุ่มหน้าละอ่อนกว่า หากประสบการณ์ความคิดและปฏิภาณไม่ได้ละอ่อนตามหน้าตาแต่อย่างใด ว่าง่ายๆ ปวีร์รู้ทันเกมเสี่ยใหญ่
แต่ทำไมยอมให้เกิดการเจรจาในค่ำคืนนี้ขึ้นเล่า นั่นคือสิ่งที่ต้องจับตานักธุรกิจหนุ่มคนนี้ต่อไป...
“เอาเป็นว่าเสี่ยตัดสินใจร่วมทุนกับคุณก็แล้วกันนะ” เสี่ยใหญ่เอ่ยพร้อมยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มจนหมดแก้วแล้วส่งแก้วเปล่าให้ลูกสมุนคนสนิทเอาไปเติมเครื่องดื่มที่เขาโปรดปราน
“ขอบคุณเสี่ยที่วางใจในธุรกิจของผม” นักธุรกิจหนุ่มเอ่ยขอบคุณ ใบหน้าเขายิ้มบางอย่างเป็นมิตร
“จะไม่วางใจได้ยังไง ในบรรดาสตาร์ทอัพ คุณนี่จัดอยู่ในอันดับต้นๆ เลยนะ ไม่รู้ตัวเรอะ” เสี่ยป้อนคำหวาน ปวีร์ยิ้มอย่างถ่อมตน
“บางทีการที่สื่อมาสัมภาษณ์ เขาก็ชมกันเกินไปน่ะครับ ความจริงแล้วผมบริหารธุรกิจสบายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย” เขาออกตัวเหมือนเป็นเชิงอธิบาย เนื่องด้วยรู้ดีว่าในฐานะของนักธุรกิจหนุ่มหน้าตาดี มีดีกรีพร้อมสรรพอยู่หลายๆ อย่าง เป็นธรรมดาที่ย่อมกลายเป็นขวัญใจของสื่อมวลชนสายธุรกิจด้วยเช่นกัน เวลาเป็นแหล่งข่าว บ่อยครั้งที่มักจะพบเห็นเนื้อข่าวหรือบทความต่างๆ มีเนื้อหาไปในทางอวยบ้าง เชียร์บ้าง จนเขาเองมองว่ามันน่าจะเป็นเรื่องน่าอัดอึดมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้เสียด้วย
“นั่นไง คนเก่งจริง เขาก็ถ่อมตัวกันแบบนี้น่ะสินะ” เสี่ยใหญ่ชมอยู่ไม่หยุดปาก นอกจากเขาจะมองว่าปวีร์เป็นความหวังแล้ว ในใจที่แท้จริงเขาก็นึกทึ่งและชื่นชมเด็กหนุ่มคนนี้อยู่ลึกๆ เมื่อได้มีโอกาส เขาก็ป้อนคำหวานชื่นชมออกมาอย่างจริงใจ แม้ว่าจุดประสงค์การพบปะสังสรรค์ในครั้งนี้ มันมีอะไรที่ไม่ธรรมดาก็ตาม
“ไม่หรอกครับ ความจริงผมเป็นยังไง เสี่ยก็คงพอรู้มาบ้างแล้ว คนระดับเสี่ยใหญ่ อภิชัย จะดีลธุรกิจกับใคร มีหรือครับที่จะไม่สืบสาวประวัติ” ปวีร์คุยด้วยท่าทีสบายๆ และสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ เขารู้ตัวเองดีเป็นอย่างยิ่งว่า กำลังเจรจาอยู่กับใคร ขึ้นชื่อว่าเสี่ยอภิชัยผู้ทรงอิทธิพล กว่าเขาจะมาถึงวันนี้ได้ ก็คงไม่ธรรมดาหรอก แต่สิ่งที่ทำให้ปวีร์ตัดสินใจบุกเข้าถ้ำเสือมันก็มีความสำคัญต่อเขาเช่นกัน
“อันที่จริง ผมพอได้ยินกิตติศัพท์คุณวีร์อยู่บ้าง เงินไม่กี่สิบล้านผมมั่นใจคุณจะเอาไปบริหารให้ได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างงาม” เสี่ยใหญ่ยิ้มกว้าง พูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ขณะสายตาคมกล้ามองจ้องนักธุรกิจหนุ่มผู้มาเยือนอย่างพินิจพิเคราะห์
“ผมจะไม่ทำเสี่ยผิดหวังครับ” ปวีร์รับประกัน ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้สนับสนุนทุนอีกครั้ง
ก่อนที่เสี่ยใหญ่ อภิชัยจะยื่นมือออกมา ทั้งสองจับมือกระชับกันแน่นเหมือนเป็นการให้คำมั่นสัญญาท่ามกลางวงเหล้าและงานเลี้ยงรับรองหรูหราสุดทุ่มทุน ก่อนที่เสี่ยจะเอ่ยชมขึ้นมาอย่างมีความหวัง
ความหวังยิ่งใหญ่ที่จะมีใครบางคนกอบโกยเงินเทาๆ ของเขาไปฟอกให้มันสะอาดสะอ้านน่ะสิ!
“มันต้องอย่างนี้สิ สมกับเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ในยุคสี่จุดศูนย์ ฮ่าๆๆๆ” ว่าแล้วเสี่ยอภิชัยก็หัวเราะลั่นจนท้องใหญ่ๆ กระเพื่อมไหวๆ เพื่อนนักธุรกิจภาคเหนือและคนเป็นลูกสมุนที่อยู่รายล้อม เมื่อเสี่ยอภิชัยหัวเราะอย่างมีความสุข ต่างก็ส่งเสียงหัวเราะบ้าง เพื่อเอาใจนาย แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่นายพูดนั้นมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบ้าง ที่ทำให้นายของพวกมันอารมณ์ดีขนาดนี้
หลังจากปวีร์เจรจาธุรกิจเสร็จเรียบร้อย ก็ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับงานเลี้ยงสังสรรค์จากเสี่ยใหญ่หรืออภิชัย นักธุรกิจเจ้าถิ่น ที่ถือว่าเป็นคู่ค้าคนสำคัญของเขา การดื่มแอลกอฮอล์ที่เพลิดเพลินจนเกินไป
สุดท้ายปวีร์ก็เข้าสู่ภาวะมึนเมา หากเขาก็พยายามครองสติสัมปชัญญะให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
“คุณวีร์... ยังไหวอยู่หรือเปล่าครับ?” เสี่ยอภิชัยเอ่ยขึ้นถาม เมื่อเห็นว่าอาการของปวีร์กำลังไม่ปกติเพราะฤทธิ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เขาสั่งให้คนเสิร์ฟผู้บริหารหนุ่มแบบไม่อั้น
“ไหวสิครับ...” เอ่ยเสียงเรียบเจือแววความเมา หน้าที่แดงเรื่อไปจนถึงใบหูนั่นก็คงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กระจายอยู่ในกระแสเลือดกระมัง เพื่อนๆ นักธุรกิจก็มีอาการกึ่มๆ ไม่แพ้กัน ส่วนปวีร์ก็ยังพอมีสติ แต่ปล่อยให้เมามากกว่านี้คงจะไม่ได้ พรุ่งนี้ต้องรีบบินกลับกรุงเทพฯ และเดินหน้าเรื่องงานต่อไป เมื่อตัดสินใจได้ดังนี้แล้วจึงหาทางปลีกตัวกลับห้องพักเสีย
“แต่ถึงจะไม่เมา ผมก็คงสังสรรค์ต่อไม่ไหว เพราะพรุ่งนี้มีงานเช้าครับ ผมขอตัวตรงนี้เลยก็แล้วกัน” ผู้บริหารหนุ่มถือโอกาสตัดบทพร้อมกับผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหันมาพยักหน้าเป็นเชิงกล่าวคำลากับเพื่อนคนอื่นๆ แล้วเดินออกจากโต๊ะแขกวีไอพี
“อย่าเพิ่งสิคุณวีร์ ให้เจ้าอิทมันไปส่ง” เสี่ยใหญ่เจ้าภาพพูดแสดงความเป็นห่วง สายตาพยักพเยิดไปที่ลูกน้องคนสนิท อิทธิพลพยักหน้ารับอย่างคนรู้ใจนาย
“ใช่ครับ ผมพากลับห้อง ท่าทางคุณจะเมามาก” อิทธิพลเสนอพร้อมเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะหิ้วปีกนักธุรกิจหนุ่มถ้าเขาเมาถึงขั้นเดินไม่ไหว
“โอ้ย... ไม่เมาครับไม่เมา ผมคอแข็ง...” คนไม่เมาปฏิเสธพัลวัน กระนั้นน้ำเสียงก็ยังฟังดูอ้อแอ้ ส่อแววว่าแอลกอฮอล์โจมตีเข้าแล้วอย่างชัดเจน
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เมาก็ไม่เมา... แต่ในฐานะเจ้าถิ่น ผมคงขัดคำสั่งนายไม่ได้ ท่านให้พาคุณมาส่งห้องครับ” ว่าแล้วปวีร์ก็โดนหิ้วปีกจากชายหนุ่มสองคนที่เป็นลูกน้องของนักธุรกิจเจ้าบ้าน ปวีร์เองก็ปล่อยเลยตามเลย เพราะตอนนี้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ขาชาไปหมด แม้จะยังมีสติ แต่ก็เหมือนคนเมาทั่วไปนั่นล่ะ มันรู้สึกได้ว่าอะไรๆ ในร่างกายไม่เต็มร้อย ที่อยากทำที่สุดตอนนี้คือล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงนุ่มๆ กว้างๆ นั่นล่ะ
“ถึงแล้วครับคุณวีร์” คนหนึ่งว่า ปวีร์ตาปรือมองหน้าประตูห้องที่กำลังเปิดแง้ม
“ขอบใจนะ” ผู้บริหารหนุ่มเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ
“ยินดีครับ พวกผมลาตรงนี้นะครับ” อิทธิพลกล่าวคำลาพร้อมยกมือไหว้อย่างเคารพนบนอบ ในฐานะที่ปวีร์เป็นหุ้นส่วนธุรกิจคนสำคัญของเสี่ยอภิชัย พร้อมเพื่อนอีกคนก็ยกมือขึ้นไหว้แล้วทิ้งท้าย “ขอให้สนุกนะครับคุณวีร์” ลูกน้องคนสนิทที่จัดว่าเป็นมือขวาของเสี่ยส่งท้ายแล้วส่งยิ้มมาเป็นนัยๆ แต่ปวีร์ไม่ทันได้ฉุกคิดอะไร เพราะเขาอยากพักผ่อนเต็มที
เสียงประตูปิดดังปัง!
ร่างสูงก้าวเข้าไปภายในห้อง ดวงตาที่ตอนนี้หวานเยิ้มแลดูสะลึมสะลือด้วยฤทธิ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ยอมรับว่า คืนนี้เขาปล่อยอารมณ์มากไปหน่อยกับการสังสรรค์อย่างไม่บันย้าบันยังแบบนี้ ปกติเวลาดีลธุรกิจต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ปวีร์มักจะมีผู้ติดตาม แต่เนื่องจากลูกน้องมือขวาคนสนิทต้องไปทำธุระบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันให้เขาเสียก่อน แล้วจึงจะตามมาในพรุ่งนี้เช้า ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้คืนนี้เขาต้องมาคนเดียว ไม่มีแม้เลขานุการและลูกน้องคนสนิทเหมือนเช่นทุกครั้ง
ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ยังไม่ทันแม้แต่จะเปิดไฟแสงสีนวลให้แสงสว่าง หากมือเพรียวแกร่งก็เร่งปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตอย่างว่องไว ตามด้วยเข็ดขัดสายหนังราคาแพงนั่น ก่อนจะไล่ลงไปที่ตะขอกางเกงทำงาน เพียงไม่นานร่างเพรียวแกร่งแลดูปราดเปรียวของเขาก็อยู่ในชั้นในชายเพียงตัวเดียว เขาร้อนรุ่มเกินจะทนแล้ว...
แต่ถึงไม่ร้อน ผู้ชายทั้งแท่งก็ชอบอยู่แบบมนุษย์ถ้ำแบบนี้อยู่แล้วเวลาอยู่ลำพัง หากเขาคงกำลังเข้าใจผิด
เพราะภายในนี้... ค่ำคืนนี้ เขาไม่ได้อยู่ลำพังอย่างที่คิด
ร่างแกร่งทิ้งตัวหนาลงนอนเหยียดไปตามความยาวของเตียงกว้าง ที่ส่งกลิ่นหอมสะอาดสะอ้านขึ้นมาวนเวียนแตะปลายจมูกเขาทันทีที่แผ่นหลังกว้างแตะสัมผัสความนุ่มละมุนของผ้าปูที่นอน นักธุรกิจหนุ่มสูดลมหายใจลึก... แล้วผ่อนออกมายาวๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จางๆ ระเหยวนเวียนอยู่ในอากาศ ร่างกายชายที่ร้อนรุ่มขยับขึ้นไปยังด้านบนของเนื้อที่เตียงเพื่อหาหมอนหนุน เมื่อได้ที่แล้วคนเมาก็เริ่มรู้สึกสบาย... ผ่อนคลายชวนหลับใหล...
ลมหายใจเข้าออกที่ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้แผงอกแกร่งขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ หากดูเพลิดเพลิน ร่างกายชายที่ดูงดงามสมบูรณ์แบบท่ามกลางความสลัว อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่เริ่มทำงานทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามา องศาความเย็นที่ต่ำลงเรื่อยๆ ส่งให้ทุกอณูผิวของนักธุรกิจหนุ่มขนลุกชันดูคล้ายผิวส้ม เขาครางเบาๆ เมื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะสบายเนื้อสบายตัว กล้ามท้องสวยแข็งแรงยังคงขยับตามจังหวะลมหายใจ ก่อนจะขยับตัวอีกครั้งมาเป็นพลิกร่างนอนคว่ำหน้าลงแนบหมอนที่หอมสะอาดราวกับเด็กๆ ก่อนพาดลำขายาวเพรียวและดูสมส่วนอย่างยอดเยี่ยมกับเนื้อสะโพกชายที่แน่นประเปรียวของเขา ไม่ต้องบรรยายก็รู้ดีว่าวัตถุใต้เนื้อผ้ากางเกงบ็อกเซอร์ตัวนี้ต้องเป็นยิ่งกว่ามรดกโลกงานดีพิมพ์นิยมอย่างแน่นอน
สักพักใหญ่ที่คนเมาน่าจะหลับ แต่ก็หลับไม่ไหว เพราะมีบางอย่างกระตุ้นเร้าเข้าไปถึงในความฝัน... ก็ผู้บริหารหนุ่มสัมผัสได้ว่าข้างกายเขามีไออุ่นๆ เชื้อชวนให้อยากแนบชิดเป็นที่สุด เขาตอบไม่ได้ว่าความจริงหรือความฝัน มันจะเป็นไปได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้คนเดียว
มันเป็นเรื่องที่มักมีบ่อยๆ ที่ห้องพักของโรงแรม รีสอร์ต หรือบังกะโลที่มักมีห้องพักบางห้อง เคยมีประวัติฆาตกรรม และดวงวิญญาณก็ยังวนเวียนอยู่ตรงนั้น...
ไม่ไปไหน...
ไปไม่ได้...
ไม่อยากไป...
หรือไม่ก็รอการปลดปล่อย
หากจะให้ดี เมื่อจองห้องพัก วิธีหนึ่งที่หลายคนเคยทำก็คือคีย์ข้อมูล เลขที่ห้องพักและเลขที่ของโรงแรมนั้นถามอากู๋ หากห้องนั้นเคยมีประวัติ ข้อมูลก็จะปรากฏขึ้นมาเป็นข่าวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั่นล่ะ นี่ในกรณีที่เจ้าของโรงแรมไม่มีงบประมาณมากพอที่จะจ้างเว็บต์ถอนข้อมูลออกจากฐานข้อมูลได้ สิ่งต่างๆ ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ก็จะถูกจารึกเอาไว้ในนั้นไปตลอดนั่นล่ะ เช่นเดียวกันกับดวงวิญญาณที่ถูกฆาตกรรม
ปวีร์คิดว่า... มีบางอย่างที่อุ่นๆ นุ่มนิ่มๆ อยู่ข้างกายเขา ไม่น่าจะใช่ดวงวิญญาณที่ติดอยู่กับห้องพักแห่งนี้หรอกนะ แต่เพื่อความแน่ใจ คนเมาแต่ยังพอมีสติจึงพลิกกายกลับไปหา แล้วคว้าเข้ามากอดแนบกายแกร่งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“อือ...” ร่างเล็กพลิกขยับเรือนร่างเมื่อรู้สึกเหมือนมีวัตถุบางอย่างมาสัมผัสข้างๆ กาย ก่อนจะเพิ่มดีกรีเป็นการแผดเสียง “กรี้ด...” เสียงผู้หญิง เขารู้สึกตัว ลืมตาปรือไปยังต้นกำเนิดเสียงท่ามกลางความมืด... ก่อนพลิกกายขึ้นคร่อมเหมือนจงใจกักตัวเธอเอาไว้ ปลายจมูกโด่งคมไล่สูดไล้ข้างแก้มหอม ไล้ลงไปอย่างช้าๆ ตรงซอกหู ก่อนวนเวียนสูดเอากลิ่นอายความหอมของผีสาวที่มีมากกว่าจุดอื่นๆ ที่ซอกคอนุ่มละมุน...
‘อืม... ผีสาววิชาแก่กล้า แปลงร่างได้เหมือนมนุษย์’ เขาคิดอย่างหลงใหล ถ้าให้สังวาสกับผีสาวพราวเสน่ห์และเซ็กซี่ขนาดนี้ เพียงครั้งเดียว... ก็นับว่าคุ้ม!
ในยามมึนไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ผู้บริหารหนุ่มยังมีแก่ใจคิดบวกลบกลบหนี้คิดถึงความคุ้ม ไม่คุ้ม มันจะสมกับเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงไปไหม...
“ผีสาวงั้นเรอะ... มาเป็นเมียพี่สิมา!” นักธุรกิจหนุ่มเอ่ยเสียงอู้อี้ กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นไปทั่ว ราวกับว่าใช้เหล้าอาบแทนน้ำเสียอย่างนั้น
“ปล่อยนะ แกเป็นใคร คนบ้า ปละ... ปล่อย...” คนร่างเล็กออกแรงต่อต้าน หากนอกจากเขาจะมากด้วยพละกำลังแล้ว ความไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะนั่นก็อีกเหตุผลหนึ่งที่ยากจะต้านทานในเวลาคับขันอย่างนี้
‘คุณพระ... คุณเจ้า... ช่วยลูกด้วยเถิด... หนีเสือปะจระเข้แท้ๆ เลย...’
ผีสาว... เฝ้าภาวนาเพื่อความรอด หากอีกฝ่ายกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เดาว่าเป็นผีแต่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรุก
ความหอมของเรือนร่างน้อย ไหนจะความนุ่มนิ่ม อ่อนหวาน ปลุกเพลิงปรารถนาในกายชายที่ตอนนี้เริงร้อนไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์อยู่ทั่วไปในกระแสเลือด
ผีสาวงั้นเรอะ... ดีเลย เขากำลังต้องการปลดปล่อยอยู่พอดี!
“ปละ... ปล่อย... ฉันไม่ใช่....” ‘ผี’ เสียงของเธอ... ถูกดูดกลืนด้วยจุมพิตร้อนแรงที่เจือกลิ่นกรุ่นของแอลกอฮอล์ พิษร้ายของน้ำเปลี่ยนนิสัย มันไม่ละเว้นใครเลยจริงๆ สมองน้อยๆ ของหญิงสาว... ผีสาว.... หรืออะไรกัน แต่รสชาติเจ้าหล่อนช่างเย้ายวนเชื้อเชิญอย่างประหลาด หอมหวานและปลุกเพลิงปรารถนาให้พลุ่งพล่านเริงร้อนจนน่าใจหาย
ปวีร์ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว.... เขาบดขยี้จุมพิตลงไป ดูดกลืนลิ้นเล็กที่ต่อต้านในคราวแรก หากแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเชื่องและเชื่อมเหมือนไอศกรีมกำลังละลาย... เขาไม่รอช้าด้วยสัญชาตญาณชายฉกรรจ์ วิญญาณนักล่ากำลังสิงสู่... เขาทำหน้าที่เป็นผู้ล่าอย่างเต็มเปี่ยม มือไม้เริ่มลูบไล้เล้าโลมปฏิบัติการ ร่างน้อยดิ้น ลมหายใจหอบถี่รัวกระชั้น เขาบดเบียดจูบร้อนแรงยิ่งขึ้นอีก... ดูดซับความหอมหวานของผีสาวราวว่าต้องการส่งท้ายก่อนเธอไปเกิดใหม่
ชายหนุ่มกดริมฝีปากแนบสนิทเข้ากับริมฝีปากนุ่มละมุนของผีสาวในความเข้าใจของเขา ความร้อนวาบพลุ่งพล่านอย่างปัจจุบันทันด่วนอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน เขาไม่เคยตื่นเต้นกับผู้หญิงคนไหนมานานแล้ว แต่แม่ผีสาวในอ้อมกอดนี้กลับทำเขาแปลกไป หรือจะเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของเจ้าหล่อนกันแน่
“อื้อ.... ปละ... ปล่อยนะ คุณคะ... ปล่อย” หญิงสาวออกแรงต่อต้าน ความมืดช่างเป็นอุปสรรคต่อการมอง รูปโคลงหน้าที่มองเห็นแค่เพียงลางๆ แม้ว่ามันจะดูเป็นมนุษย์เพศตรงข้ามที่ดูสมบูรณ์ก็ตาม แต่กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ และสิ่งที่เขากำลังคุกคามเธออยู่ตอนนี้ จะให้เธอเชื่อว่าเป็นคนดีก็คงจะไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว เรี่ยวแรงมีเท่าไหร่ หญิงสาวก็จัดไปเท่านั้น ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งตบทั้งถอง แข้งขาก็ดิ้นพรวดๆ ถีบออกไปข้างหน้ายังเป้าหมายไอ้ผู้ชายสายหื่นที่กำลังคิดจะรังแกตนเอง แต่เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดนั้น ถ้าเทียบกันแล้วกับแรงของอีกฝ่าย มันน้อยนอดกระจิดริดกระจ่อยร่อย น้อยยิ่งนัก พอๆ กับกระรอกน้อยสู้กับพญาราชสีห์ไม่มีผิด
“ปล่อยไปไหนดีล่ะ... เธอรู้ไหมอยู่ในอ้อมกอดฉันถือว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว” เขาคำรามทั้งหายใจหอบสะท้าน พลอยทำให้อีกฝ่ายสะท้านไปด้วย หากเป็นการสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
“ฉันไม่ใช่ผีนะคะ” เธอแหวออกไป ยกกำปั้นขึ้นพร้อมชก แม้รู้ตัวดีว่า ชดไปก็เท่านั้น เขาแรงเยอะยิ่งกว่าคิงคองเสียอีกมั้ง
“มีอะไรมาพิสูจน์ไหมล่ะ??” ว่าพลางพยายามลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นพรึ่บ
“คุณก็รู้นี่คะ ผีที่ไหนจะจับกอดจูบได้” หญิงสาวเถียงเสียงอู้อี้
“เธออาจฤทธิ์เยอะก็ได้นี่” คนเมาว่าออกไป
“ปล่อยฉันไปนะคะ” ผีสาวในความเข้าใจของเขายังคงวอนขออยู่ไม่ขาดปาก เขาได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธในความมืดสลัว
“สายเกินไปแล้วจ้ะผีสาว แล้วอีกอย่างตอนนี้ฉันก็อยากมีความสุขกับเธอจนทนไม่ไหวแล้ว” ผีที่ว่าแน่ แต่มาเจอปวีร์คนนี้เข้า เขาจะปล้ำผีให้เป็นเมียเสียเลย จากผิวสัมผัส ความนุ่มละมุนแน่ชัดมากว่าต้องมีอาคมแก่กล้าถึงได้แปลงกายให้เป็นคนได้สวยสมจริงได้ขนาดนี้
“ไอ้บ้ากาม เอาตัวออกไปห่างๆ นะ ไม่งั้นฉันจะสู้” คนร่างเล็ก แต่เสียงไม่เล็กเหมือนร่าง เธอตวาดอย่างไม่มีทีท่าว่าจะกลัว
“ก็ลองดูสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ผีสาวอย่างเธอจะฤทธิ์เยอะสักแค่ไหนกัน” ไม่พูดเปล่า เขายังท้าทายด้วยการเชยคางเธอหันหน้ามารับจุมพิตร้อนฉ่าจากเขาอย่างเต็มๆ ลิ้นร้อนแรงสัมผัสริมฝีปากนุ่มละมุนของหญิงสาวอย่างเบาแผ่ว เพื่อเป็นการทักทาย ก่อนจะรุกรานเข้าหาอย่างจอมบงการ เขาบีบแก้มผีสาวในความเข้าใจเขาเองอย่างเบาๆ จนเธอเผยอปากรับเอาลิ้นร้อนๆ ของเขาเข้าไปลึกซึ้งยิ่งขึ้น แล้วในนาทีนั้น ภายในอุ้งปากชุ่มฉ่ำของเธอก็ถูกเขารุกรานสำรวจกวาดไล้ด้วยปลายลิ้นสุดชำนาญของเขาจนทั่วทุกซอกทุกมุม
“อื้อ...”
“หือ... อื้ม... หวานจริงๆ ผีอะไรกันนี่” เขาแกล้งส่งเสียงครางพึงพอใจก่อนพึมพำอย่างคนที่กุมชัยชนะเอาไว้อย่างหมดจด ร่างน้อยก็เอาแต่ดิ้น แต่ร่างกายที่เล็กและแบบบางก็หาได้สู้เขาได้ไม่ มันเหมือนเอาแรงมดไปสู้กับแรงช้างอย่างไรอย่างนั้น ดิ้นก็แล้ว ต่อสู้ก็แล้ว ก็ไม่เห็นแววว่าจะชนะ เธอจึงทนเฉยอย่างอ่อนล้า จนเขากลายเป็นฝ่ายคุกคามเล้าโลมจนเธอเองเผลอเคลิ้มไปกับเขา
ลิ้นเล็กตอบรับรสจุมพิตเขาอย่างเผลอไผลดูไร้สติ... ลิ้นอุ่นอ่อนช้อยโต้ตอบและเผลอดูดดึงลิ้นเขาบ้าง จนชายหนุ่มส่งเสียงครางออกมาด้วยความพึงพอใจ เสียงมานึกได้อีกที ก็พบว่าตัวเองกำลังเพลิดเพลินไปกับรสหวานซ่านซ่าในรสจูบของเขาไปเสียนานสองนาน
“ยะ... อย่านะ คุณทำแบบนี้ไม่ได้” คนตัวเล็กประท้วง ร่างน้อยๆ ดิ้นรนเรียกร้องหาอิสรภาพ แต่ดูเหมือนจะไร้ผล
“ทำไม...” เขาหยุดถาม สายตาจับจ้องร่างน้อยในความมืด แต่ไม่มีวี่แววจะหยุดการรุกรานเลยสักนิด ก็เหยื่อมาให้เคี้ยวถึงที่นี่ มีหรือที่เขาจะปล่อยให้เล็ดรอดไปได้
“ฉันไม่ใช่ผีนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้” ร่างเล็กใต้พันธนาการเว้าวอนเสียงสั่นเครือ ท่ามกลางแสงสลัวเธอรู้ว่าชายหนุ่มกำลังจดจ้องเธอ แม้จะมองเห็นเคล้าโคลงหน้าแค่เพียงลางๆ แต่ทำไมนะ เจ้าขางใบหน้านั้นถึงทำเธอใจสั่นสะท้านมากมายได้เพียงนี้
“โกหกเก่งเสียด้วย... ระวังจะไม่ได้ไปเกิดใหม่นะ” นักธุรกิจหนุ่มพูดขู่ ถ้อยคำนั้นเจือแววสัพยอกอยู่เล็กน้อย อาจด้วยความครึ้มอกครึ้มใจจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ด้วยก็เป็นได้
พูดจบ เขาก็ทาบริมฝีปากร้อนแรงทับทาบลงบนกลีบปากหวานของหญิงสาว จนร่างน้อยสะดุ้งเฮือก ทั้งตกใจผวาตื่นกลัว พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ก็ไร้ประโยชน์ที่จะต้านทานพลังชายอย่างเขาได้ ยิ่งดิ้น อีกฝ่ายก็ยิ่งพอใจ จุมพิตนั้นก็ยิ่งร้อนแรงและคุกคามมากยิ่งขึ้น
“อื้อ...”
สาวน้อยครางหวิว พยายามดิ้นหนี ดิ้นจนเหนื่อย....
ปวีร์ค่อยๆ โน้มหน้าลงจุมพิต ริมฝีปากทั้งสองบดเบียดรุ่มร้อน จูบที่เพื่อดีกรีความร้อนแรงขึ้นสวนทางกับองศาความเย็นของอุณหภูมิภายในห้อง ร่างทั้งสองก็ร้อนรุ่มขึ้นอีกเช่นกัน ปวีร์ลูบไล้มือเพรียวแกร่งอย่างสะเปะสะปะก่อนไล้ไปตามเรือนร่างบอบบางที่เขาอดชื่นชมอย่างพึงพอใจไม่ได้ว่า ช่างเป็นผีสาวที่มีรูปร่างแน่งน้อยอ้อนแอ้นยั่วยวนเสียกระไร น่าเสียดายที่รีบจากโลกนี้ไป เขาคิดอะไรไปด้วยความเพลิดเพลิน อดทึ่งในความบ้าระห่ำของตัวเองไม่ได้ ที่ริกล้ามีอะไรกับผี อาจจะด้วยความเมา เอาเถอะ จะเป็นผีก็ผีเซ็กซี่ อย่างน้อยถือว่าให้เซ็กดีๆ เป็นการแผ่เมตตาจิตก่อนส่งเธอไปเกิดก็แล้วกัน ก็แม่คุณหลอกใครไม่หลอก ริอ่านหาญกล้ามาหลอกผู้ชายอย่างปวีร์ทำไมกันเล่า
เขาประทับมือเพรียวแกร่งลงบั้นท้ายกลมแน่นพร้อมบีบเฟ้นอย่างมันมือ ก่อนเกลี่ยนิ้วผ่านร่องชุ่มฉ่ำที่กำลังชื้นชุ่มไปด้วยน้ำหวานกลางกายสาว ร่างอ่อนนุ่มกำลังพรักพร้อมรอรับสัมผัสร้อนแรงจากเขา ปวีร์ยิ้มร่าอย่างพึงพอใจ
“ได้เวลาสนุกกันแล้วผีน้อย...” เขากระซิบ
“คุณจะสนุกอะไรคะ?”
“สนุก... ก่อนเธอไปเกิดใหม่ไง” เขาตอบก่อนบดจูบร้อนๆ ลงมาอย่างไม่บันย้าบันยัง จากนั้นจึงผละจูบออกมาอย่างจำใจ เขาลุกขึ้นมาคร่อมเธอเอาไว้ ก่อนผลักเพรียวขาขึ้นพาดบ่าเขา สภาพร่างน้อยของผีสาวใต้ร่างเปิดรับเขาอย่างกว้างขวาง
“อื้ม... อย่านะคะ”
“ไม่ทันแล้วผีสาว...” ความแข็งแกร่งสอดซับสัมผัสความชุ่มฉ่ำที่รอคอยเขา ร่างน้อยสั่นสะท้าน ร้องหวีดอย่างทรมาน เขาลืมนึกถึงเรื่องป้องกันไปเลยสิ้น รู้ทั้งรู้ว่ามันทั้งเสี่ยง ทั้งอันตราย แต่จะแคร์ทำไม เจ้าหล่อนเป็นแค่ผีสางวิญญาณ ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าผีแล้วล่ะ คิดเข้าข้างตัวเองแค่นั้น เขาก็ขยับสะโพกประเปรียวเสือกไถไปข้างหน้าอย่างรุนแรง จังหวะกระแทกกระทั้นเร่าร้อนจนคนตัวน้อยเกร็งไปด้วยความเสียวสะท้าน สัมผัสแรกที่เธอไม่เคยได้รับจากชายใดมาก่อน ไม่คิดเลยว่าจะต้องเอาพรหมจรรย์มาทิ้งให้กับผู้ชายที่เข้าใจว่าตนเองเป็นผีสางวิญญาณหลอน
บทรักร้อนฉ่าดำเนินไปจนเตียงนุ่มสั่นสะเทือน จนกระทั่งเขาสงบลง คนร่างแกร่งปลดปล่อยปวีร์น้อยๆ เหนือท้องน้อยของผีสาว ความผ่อนคลายสุขสบายโอบรอบร่างเขา ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนซบหน้าอกนุ่มอุ่นจนหลบไหลไปด้วยกันทั้งสอง...
วันรุ่งขึ้น...
เมื่อพิมพ์พิศาได้สติขึ้นมาก็รู้สึกไม่สบายตัว เริ่มลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อกลิ่นครีมอาบน้ำชายโชยมาสัมผัสปลายจมูกจิ้มลิ้ม เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่ามีคนอยู่ในห้องร่วมกัน เขากำลังสวมเสื้อผ้าอย่างสบายๆ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ เพื่อจะมองภาพตรงหน้าได้อย่างถนัดขึ้น
“คุณ!” หญิงสาวผวาตกใจทันทีที่ได้สติ ร่างเล็กรีบถอยร่นไปจนแผ่นหลังชนพนักเตียงกว้างขนาดคิงส์ไซส์ สถานที่ไม่เคยจะคุ้นเคย ไหนภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มที่คุกคามเธอเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เขามีสรีระสูงใหญ่ ช่วงบ่ากว้างขวาง ดูสง่างามในชุดทำงานของหนุ่มออฟฟิศทั่วไป จะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูมีออร่า ผมสีดำทรงสบายๆ แบบสมัยนิยม ดวงหน้าที่จัดว่าดูดีทีเดียว ดวงตาชั้นเดียว ยาวรี มีประกายทรงเสน่ห์ ภายใต้คิ้วเข้มกำลังดี ลับกับจมูกโด่งเป็นสัน มันพอเหมาะพอดีกับปากกระจับได้รูปสวย สีชมพูจางๆ ราวว่ากลีบปากบุรุษนั้นมิเคยต้องควันเขม่าของบุหรี่หรือซิการ์เลยแม้สักครั้งเดียว
หากแววตาเขากลับดูเย็นชา มองมาด้วยสายตานิ่งสนิท ยากคาดเดาว่าในความคิดเขา กำลังต้องการอะไรจากเธอกันแน่
“ไอ้เลว แกเป็นใคร? ทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง ฮือ...” เธอบริภาษรัวด้วยน้ำเสียงเคล้าน้ำตา
“ฉันสิ ที่ต้องถามว่าเธอเป็นใคร” เขาว่า หากใบหน้าหล่อคร้ามยังคงนิ่งสนิท ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ จะว่าเย็นชาก็คงไม่ผิดนัก จากภายนอกแล้วเขาเป็นผู้ชายที่มองยาก ค่อนข้างเก็บอารมณ์ซ่อนลึกที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
“ฉันไม่รู้... ฉันก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...” หญิงสาวพูด แล้วความรู้สึกระบมร้าวไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวก็เริ่มส่ออาการขึ้นมา
“ที่นี่คือห้องพักฉัน นี่ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ น่ะเหรอว่ามานอนเสนอตัวให้ผู้ชายในโรงแรมน่ะ?” เขาเอ่ยขึ้น เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ดวงตาคมจ้องหน้าหญิงสาวไม่วางตาแล้วจึงพูดต่อ “แต่ก็ยังงงไม่หายที่เจอเธอนอนบนเตียงฉัน” เขาเล่าจบหากสายตายังคงจับใบหน้าของร่างน้อยบนเตียงอยู่แน่วนิ่ง เขาพยายามอ่านเธอ ไม่เชิงว่าระแวดระวัง แต่เขาอยากรู้ว่าใครพาเธอมานอนรอเขาในนี้มากกว่า เธอบาดเจ็บนี่... บนร่างกายเธอ ข้อมือ... แขน... ขา รวมทั้งบริเวณใบหน้ามีรอยช้ำเขียวจากการถูกทำร้าย ส่งผลให้เธอปวดไปทั้งตัว รู้สึกเจ็บทุกครั้งที่ขยับร่างกาย
หญิงสาวนิ่งทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็มีภาพลางๆ ว่าตนถูกพ่อเลี้ยงสั่งให้เอามาขาย
‘นึกออกแล้ว... เราถูกส่งตัวมาขายงั้นหรือนี่ คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถิด ขออย่าได้มีสิ่งเลวร้ายเกิดกับลูกอีกเลย’ หญิงสาวได้แต่ภาวนาในใจ
“ฉันว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิด” ร่างเล็กครางในลำคอ
“เข้าใจผิด แต่มานอนทอดกายให้ฉันบนเตียงเนี่ยนะ” เขาพูดเยาะ
“ฉันไม่รู้ว่ามานอนบนเตียงคุณได้ยังไง ฉันจำอะไรไม่ได้”
“สมองเสื่อมขึ้นมาทันทีว่างั้น”
“ฉันพูดความจริงนะคะ ฉันถูกจับตัวมา” ว่าทั้งน้ำตา น้ำเสียงก็สั่นเครือฟังแล้วอดสงสารไม่ได้ ปวีร์จึงมีท่าทีอ่อนลง
“ตกลงนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่”
“ฮือ...” เท่านั้น คนร่างน้อยก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่แคร์สายตาของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“เอ้า อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ เธอจะเอายังไงก็ว่ามา ถูกจับตัวมาขายงั้นเรอะ”
“ฮือ... ฉันถูกจับตัวมาค่ะ”
“เอาล่ะ แล้วเธอจะเอายังไง” ปวีร์ถามกลับน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“คะ... คุณ... ช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ได้ไหมคะ? ฉันนึกออกแล้วว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ฉันถูกคนของพ่อเลี้ยงจับตัวมาขาย ช่วยฉันด้วยนะคะ ได้โปรด...” พิมพ์พิศาวิงวอนเมื่อเริ่มจำเรื่องราวได้ ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ประติดประต่อขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย พร้อมๆ กับความปวดร้าวในใจ เธอถูกทำร้ายแล้วก็หมดสติไป แต่เธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เขาเป็นคนที่เธอจะพึ่งพาได้
จริงอยู่... แม้ภายนอกเขาจะดูภูมิฐาน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยินดีช่วยเธอ และสภาพเธอตอนนี้ ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงบริการเลยแม้แต่น้อย...
ใช่ ในสายตาเขา เธอก็คงเป็นผู้หญิงบริการดีๆ นี่เอง แถมยังเป็น โสเภณีผีสาวอีกด้วย
“ช่วยเธอ... แล้วฉันจะได้อะไร?” คนอย่างปวีร์ ในหัวมักมีแต่เรื่องธุรกิจ ทำอะไรก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน จะต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ลงทุนไปนั้นจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนกลับคืนมาที่คุ้มทุน เรื่องนี้ก็เช่นกัน “อ้อ... แล้วเรื่องเมื่อคืน ฉันไม่ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่น่าพอใจเสียด้วย จะดีกว่านี้ถ้าเราได้สนุกกันแบบเมื่อคืนบ่อยกว่านี้”
‘เลวที่สุด นี่เราหนีเสือปะจะเข้หรือไงกัน ฮือ...’ หญิงสาวครวญในใจ
“ว่ายังไง หรือเธอกำลังคิดแผนการอะไรล่ะ?” เขาย้ำถาม สายตาเขาดูแข็งกร้าวจนหญิงสาวไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่าเขาจะยื่นมือเข้ามาช่วยในสิ่งที่ตนเองกำลังร้องขอ
“ฉันให้คุณได้ทุกอย่าง” หญิงสาวโพล่งขึ้นตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด หากเม้มริมฝีปากแน่นทันทีที่นึกได้ หากเขาต้องการในสิ่งที่เธอให้ไม่ได้ จะทำอย่างไรแต่ยังไม่ทันได้แก้ไขสิ่งที่เอ่ยออกไป เขาก็พูดขึ้นมาก่อน
“เล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมาอยู่ในห้องฉันได้ยังไง?” เขาไล่อย่างคาดคั้นด้วยความอยากรู้ เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่ก่อกวนใจเขา แล้วมันยิ่งทำเขารู้สึกผิด เมื่อพบว่าเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเข้าใจ...
เจ้าหล่อนไม่ใช่โสเภณี... สาวไซด์ไลน์ที่ให้บริการความสุขของเพศชายยามคึกคะนอง เมื่อเขาพลั้งไปแล้วก็ยินดีดูแลเธอถ้าสิ่งที่เธอเล่ามันคือความจริงทุกอย่าง
มันยิ่งทำให้ค่ำคืนแห่งการพักผ่อนของเขาพลอยไม่สงบลงไปด้วย หลังจากนั้น พิมพ์พิศาจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องมาอยู่ตรงนี้โดยไม่รู้ตัว...
‘นายจะไล่คุณหนูออกจากบ้านจริงหรือครับ?’ ลูกสมุนหน้าเหี้ยมที่นับว่าสนิทกับนายใหญ่ที่สุดเอ่ยถาม จริงอยู่ว่าหน้าตาเหี้ยมเกรียมน่าเกรงกลัว หากในใจของมันนั้นกลับตรงกันข้ามเมื่อเอ่ยถึงคุณหนู
‘เออสิวะ มันไม่ยอมเป็นเมียฉัน ก็เอามันไปขายเลย’ คำรามเสียงกราดเกรี้ยว
‘จะดีหรือครับ?’ มันคิดว่าคุณหนู ที่มันเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่สมควรมีชีวิตแบบนั้น ถึงแม้ว่ามันจะรู้ว่าชาติกำเนิดของหญิงสาวเป็นอย่างไร แต่อย่างไรเสีย ก็ไม่ควรไปจบที่ซ่องก็แล้วกันน่า
‘มึงจะเอามันเป็นเมียก่อนส่งมันขึ้นตู้คอนเทนเนอร์บนเรือไปเลยก็ได้ กูยกให้!’ คนเป็นเจ้านายตวาดกลับ ดวงตาฉายแววขุ่นโกรธ ดูแล้วน่าเกรงขามจนอีกฝ่ายกลัวจนตัวหงอ
‘เอ่อ...’ ใบ้รับประทาน ถึงกับพูดต่อไปไม่ถูก สำหรับมันแล้ว... คุณหนูเป็นของรักที่มันขอเทิดทูนไว้บนหิ้ง จริงอยู่ว่ามันอาจจะหาความสุขได้ง่ายๆ กับผู้หญิงที่
‘เอาตัวมันไป อย่าให้กูเห็นหน้ามันอีก!’
‘พ่อ... อย่าทำสานะ อย่าทำแบบนี้ สาไหว้ล่ะ กราบก็ได้ พ่อจ๋า อย่าทำสาเลย ฮือๆ’
‘ไปครับคุณหนู’
‘ปล่อยสานะ! สาไม่ไป’ พิมพ์พิศาออกแรงขัดขืนอย่างสุดตัว หากก็ไร้ผล ด้วยคนของพ่อแรงเยอะกว่า ตัวโตอย่างกับตึก ลำพังผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปสู้ได้อย่างไรกัน คิดมาถึงตรงนี้แล้วน้ำตาก็นองหน้าจนแทบจะหมดสวยอยู่แล้ว
‘เอาตัวมันไป กูรำคาญเสียงมันจะแย่แล้วโว้ย!’ พ่อเลี้ยงใจอำมหิตตะคอกเสียงเกรี้ยวกราด ดวงตาวาวโรจน์ที่มองมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อพิมพ์พิศา อะไรทำให้พ่อเลี้ยงเปลี่ยนไปมากมายถึงเพียงนี้ พ่อเลี้ยงใจดีที่เคยเมตตากับเธอคนเดิมคนนั้นหายไปไหน... คงตายไปพร้อมการจากไปของแม่แล้วสินะ
‘ฮือ...’ พิมพ์พิศาคิดถึงแม่แทบขาดใจ... เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกต่อไปแล้ว ใครก็ได้ช่วยศาด้วย...
‘ออกไปกับผมก่อนครับคุณหนู คุณท่านแค่โมโห’ เธียรชัยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังใส่ใจ
‘ฮือ...’ หญิงสาวพร่ำสะอื้น
ยิ่งเห็นคุณหนูของมันร้องไห้ปานใจจะขาด ไอ้เธียรหรือเธียรชัยมันก็ยิ่งสงสารปริ่มใจสลาย แต่ถ้ามันไม่ทำตามคำสั่งนาย โทษที่จะได้รับก็ตายสถานเดียวเท่านั้นเอง ไอ้เทียนคิดได้เท่านั้นก็พยายามตัดใจ แม้มันจะยากลำบากมากเท่ามาก แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง
‘นายจะทำแบบนั้นกับฉันจริงๆ น่ะเหรอ?’ ดวงตาฉ่ำพราวด้วยน้ำตาอย่างน่าสงสาร เธียรชัยเห็นแล้วอยากเขกหัวตัวเองนัก มันจะใจดำทำกับคุณหนูได้ลงคอเหรอวะเนี่ย
ระยำเอ้ย!
‘แบบไหนครับ??’ เธียรชัยถาม ใจมันเองยังลังเล หากจะช่วยคุณหนู ชีวิตมันเองก็จะเสี่ยงเป็นอย่างมาก มันเคยเห็นนายโกรธถึงขึ้นจ่อยิงปลิดชีวิตคนทรยศหักหลังท่านมาแล้วนักต่อนัก ต่อให้มันนับว่าเป็นลูกสมุนคนสนิท จะว่าเป็นมือขวาเลยก็ว่าได้ กระนั้นมันก็ยังไม่อยากเสี่ยง
‘ก็เอาฉันไปขายน่ะสิ’ หญิงสาวว่า พลางสะอื้น
‘ครับ คำสั่งนาย ใครขัดได้ที่ไหนเล่าครับ’
‘อย่าทำฉันเลยนะ ปล่อยฉันไปเถอะ...’ เจ้าของร่างแน่งน้อยครางสะอื้น น้ำตาไหลพรากอาบทั้งสองแก้ม ร้องขอความเมตตาจากผู้ได้ชื่อว่าเป็นบุพการี แม้จะเป็นพ่อบุญธรรม แต่เธอเคารพรักและนับถือ จนกระทั่งเขาออกลายความเลวร้าย หญิงสาวก็ได้แต่หวังในใจว่าเขาจะไว้ชีวิต เปลี่ยนใจไม่ส่งเธอไปตายทั้งเป็นแบบนั้น
‘ถ้าปล่อยคุณหนู ผมก็ซวยสิครับ นายรู้เข้าเอาผมตาย’
‘พี่เธียรก็บอกว่าพ่อไปสิว่าศาหนีไป’ พิมพ์พิศาเสนอน้ำเสียงสะอื้น
‘นายไม่ใช่คนโง่นะครับคุณหนู’ เธียรชัยโพล่งออกมา เจตนาย้ำให้หญิงสาวพึงตระหนักว่าพ่อเลี้ยงนั้นไม่ใช่จะเชื่ออะไรใครง่ายๆ ขนาดนั้น
‘ฉันรู้... แต่เธอจะขายฉันจริงๆ น่ะเหรอ’ หญิงสาวยังไม่หยุดอ้อนวอน
‘ผมขอโทษด้วยนะครับคุณหนู’ ว่าจบพิมพ์พิศาก็เริ่มมีอาการมึน
‘นี่นายทำอะไรกับฉันน่ะ’
‘ผมขอโทษนะครับคุณหนู... คุณหนูแค่หลับไป ผมจำเป็นต้องทำแบบนี้...’
หลังจากเหตุการณ์นั้น พิมพ์พิศาก็มานอนรอแขกในห้องรับรองระดับวีวีไอพีเสียแล้ว จะว่าไป ไอ้เธียรก็ไม่ได้ใจดำเกินไป และมันก็ไม่ได้ขัดคำสั่งนายใหญ่เลยแม้แต่น้อย มันส่งตัวคุณหนูมาขายซ่อง แต่เป็นสถานบริการที่มันสนิทสนมคุ้นเคย รู้จักมักคุ้นเป็นการดีกับเอเย่นต์สาวใหญ่ ที่นางมีลูกค้าชั้นดีอยู่ในมือที่จะส่งตัวคุณหนูให้พ่อค้ากระเป๋าหนักพวกนั้น โชคดีอาจจะมีคนไถ่ตัวคุณหนูออกจากซ่องนรกนั่น
อย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่คุณหนูจะถูกขายทอดตลาด ระเห็จระเหเร่ร่อนไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองตามที่นายใหญ่ต้องการ
‘แบบนี้ล่ะ ดีที่สุดแล้ว’ ไอ้เทียนคิด หลังมันใส่ยานอนหลับให้คุณหนูดื่มแล้วเอาตัวเธอมาฝากฝังกับสาวใหญ่ มันรู้ดีว่าคุณหนูจะปลอดภัยหากมาอยู่ที่นี่สักพักใหญ่ๆ จนกว่าจะเจออาเสี่ยใจดีกระเป๋าหนักช่วยออกไปรับเลี้ยง
‘หน้าตาดีทีเดียว’ มาดามว่า สายตาเฉี่ยวแบบผู้หญิงกร้านโลกยังจับใบหน้าสวยหวานนั้นอย่างไม่วางตา
‘ฝากด้วยนะเจ้ เชียร์แขกดีๆ สักคนที่หลุดเข้ามาเที่ยว รับนังหนูนี่ออกไปที’ เธียรกำชับเป็นการฝากฝัง ถึงแม้จะพาคุณหนูมาหลบภัยในซ่อง แน่นอนว่ามันไม่ใช่สถานที่สุดยอดปรารถนาของผู้หญิงดีๆ ที่โลกสดใสสวยบริสุทธิ์หรอก
แต่อย่างน้อย ที่นี่ย่อมดีกว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่รอวันส่งไปรัสเซียก็แล้วกัน มันคงช่วยคุณหนูได้ดีที่สุด... สุดความสามารถของหมาตัวหนึ่งที่เฝ้ามองเครื่องบินอย่างหลงใหลและซื่อสัตย์อย่างมัน... ไอ้เธียรเอ๊ย... งานนี้ถ้านายรู้ความจริงขึ้นมา มึงมีแต่ตายสถานเดียว เตรียมใจไว้รอความโชคร้ายของแกเอาไว้เลย เธียรบอกตัวเอง
‘ปัดโธ่เอ๊ย จะเชื่อได้ยังไง๊ ว่าออกไปกับเสี่ยกระเป๋าหนักแล้วจะปลอดภัยวะ บางทีอยู่กับฉัน รับแขกไปวันๆ ก็อาจจะดีกว่าโลกภายนอกก็ได้’
‘สงสาร... ให้เจอคนดีๆ เถอะ’
‘ผู้ชายดีๆ ที่ไหนจะมาเที่ยวผู้หญิงอย่างว่ากันเล่า... แกก็คิดได้’ เจ้าแม่แห่งวงการเอเย่นต์ค้าเนื้อสดสวนกลับทันควัน หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ทฤษฎีนี้อาจไม่จริงเสมอไป คนเที่ยวซ่อง... จำเป็นต้องเป็นผู้ชายไม่ดีทุกคนหรือ นั่นคงเป็นคำถามโลกแตก แต่ตอนนี้สมองเจ้จะแตกอยู่แล้ว จะไปหาผู้ชายดีๆ ที่ไหน ยัดเยียดนังหนูนี่ให้เขาเอาไปอุปการะกันเล่า
‘ก็ไม่รู้... เผื่อหลุดเข้ามาน่ะ หรือไม่ก็มาแบบไม่ตั้งใจไง แบบว่าถูกหลอกมาอะไรงี้’ เธียรชัยโต้อย่างมีความหวัง มันก็ไม่แน่นี่นะ เผื่อว่าคุณหนูยังพอมีดวงรอดจากปากเหยี่ยวปากกาได้บ้าง อาจจะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวพลัดหลงมาเที่ยวในคืนเปลี่ยวก็ได้นี่
‘เออๆ แต่ไม่รับปากนะ ระหว่างนี้จะยังไมให้รับแขกก็แล้วกัน แต่ถ้าชวด ปล่อยทิ้งไว้นานไม่ได้นะ ฉันก็ต้องใช้นังหนูนี่ทำเงินให้ฉันเหมือนกัน’
‘รู้แล้วน่า... ฝากด้วยนะ ฉันไปล่ะ’ ว่าแล้วเธียรชัยก็หันหลังจากมา หากแต่ในใจนั้น ได้แต่ภาวนาขอให้คุณหนูศาพบเจอผู้ชายใจดีเข้าสักคน เพราะชีวิตคุณหนูลำบากมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยนั่นก็มากพอแล้ว มันรักคุณหนูก็จริง แต่วาสนามันน้อยนัก จะเก็บเอาไว้ใกล้ตัว สักวันนายใหญ่รู้คุณหนูก็จะลำบากอยู่ดี เผลอๆ ตายกันหมด มันขอส่งคุณหนูเท่านี้ หากยังมีวาสนาต่อกัน ไอ้เธียรคงได้รับใช้อีกครา และในคืนเดียวกันนั้น... คุณหนูตกอับก็นอนบนเตียงกว้างอย่างไร้สติ ซึ่งนั่นก็เป็นห้องของปวีร์ เขามีเจรจาธุรกิจที่เซฟเฮ้าส์แห่งนี้ และมีร่างน้อยแบบบางนุ่มนิ่มเป็นของกำนัลที่คาดไม่ถึง
หลังจากพิมพ์พิศาเล่าความจริงอันแสนขมขื่นจบลง ก็พบว่าตัวเองนั้นก็มีน้ำตาอาบนองทั้งสองแก้ม ดวงตาคู่สวยตอนนี้ไม่เหลือแววสดใสอีกเลย เขามองมาอย่างคิดสงสาร ปกติปวีร์ไม่เคยรู้สึกอ่อนไหวกับใครแบบนี้มาก่อนเลย ชายหนุ่มตั้งใจฟังเรื่องราวที่หญิงสาวเล่าจนกระทั่ง...