ชายสูงวัยลงจากรถตู้คันหรูก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นบ้านเรือนไทยขนาดใหญ่ ด้านข้างเป็นบ้านทรงยุโรปสีขาวขนาดไม่ถึงครึ่งหนึ่งของบ้านหลังแรก บ้านทั้งสองหลังตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบสองไร่ อาณาบริเวณของบ้านมีต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ประดับและไม้ดอก กลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ด้านหลังบ้านมีแม่น้ำไหลผ่านส่งผลให้บรรยากาศของตัว บ้านดูร่มรื่นน่าอยู่อาศัย
ยังไม่ทันเดินถึงตัวบ้านเรือนไทยที่อยู่ตรงกลาง ชายรูปร่างสันทัดอีกคนก็รีบวิ่งมาต้อนรับพร้อมทั้งช่วยถือกระเป๋าที่เหน็บไว้ตรงชายโครงไปถือไว้อย่างรวดเร็ว
“คนเยอะไหมครับคุณท่าน”
“เยอะสิ ฉันบอกแล้วให้ไปด้วยกันก็ไม่ไป”
“เอาไว้ครั้งหน้านะครับ ผมไม่พลาดแน่”
“ไม่มีครั้งหน้าแล้วล่ะนายทศ”
“อ้าวทำไมละครับ ก็ไหนว่าอีกนานเลยกว่าศาลาจะสร้างเสร็จ”
“ก็ฉันไม่อยากไปเจอคนบางคนน่ะสิ” ชายสูงวัยนั่งลงบนชุดรับแขกหรูที่ดูไม่เข้ากับตัวบ้าน แต่เพราะลองไปนั่งที่บ้านหลานชายแล้วรู้สึกสบายก็เลยให้หลานชายสั่งมาให้ที่บ้านของตนเองด้วย
“ใครเหรอครับคุณท่าน”
“ก็ตามิ่งน่ะสิ”
“อ้าว ปกติผมก็เห็นคุณท่านสนิทกันดีกับตามิ่งนี่ครับ”
“ก็สนิทอยู่หรอก แต่วันนี้ตามิ่งพูดไม่เข้าหูฉันเลย”
“เขาว่าอะไรคุณท่านของผมครับ ถ้าเจอครั้งหน้าผมจะได้จัดการให้”
“ไม่ต้องไปยุ่งกับหรอก คนพรรคนั้นฉันไม่อยากไปเสวนาด้วย”
“ยิ่งคุณท่านพูดผมก็ยิ่งอยากรู้นะครับ เขาว่าอะไรคุณท่านเหรอครับ”
“เขาไม่ได้ว่าฉัน แต่เขาบอกว่าตระกูลของฉันจะไร้คนสืบสกุลถ้าหากว่าหลานชายฉันไม่แต่งงานภายในหกเดือนนี้”
“คุณท่าน อย่าไปเชื่อเลยครับหมอดูก็คู่กับหมอเดา”
“ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อแต่ฉันก็กลัวเพราะฉันมีลูกชายคนเดียว แถมยังมีหลานชายคนเดียว แล้วหลานสาวเขาก็แต่งงานใช้นามสกุลคนอื่นไปแล้ว ทีนี้ใครจะมาสืบสกุลฉันล่ะนอกจากตานนท์ แล้วแกคิดดูนะทศ ฉันมีลูกตั้งแต่อายุ 15 ส่วนลูกชายฉันก็มีลูกตั้งแต่อายุ 20 แต่หลานชายฉัน ปีนี้ก็ 29 จะ 30 แล้ว ยังไม่มีแฟนสักคน แกคิดว่าคำทำนายมันจะเป็นจริงไหมล่ะ” พูดจบชายวัย 65 ปีถอนหายใจ
“หกเดือนเหรอครับ คุณนนท์จะแต่งงานได้ยังครับ เท่าที่ผมรู้คุณนนท์เขาก็เอาแต่ทำงาน ไม่เห็นจะมีแฟน”
“ฉันก็ปวดหัวเหมือนกัน หรือที่ไม่มีแฟนเพราะเอาแต่ทำงานเลยไม่มีเวลา สงสัยว่าปู่อย่างฉันจะต้องทำอะไรสักอย่าง”
“คุณนนท์จะยอมเหรอครับ”
“ไม่ยอมก็ต้องยอม ฉันมีวิธีของฉัน” ชายสูงวัยยิ้มเมื่อนึกออกว่าจะบังคับหลานชายยังไง
คุณมนตรีมีลูกชายคนเดียวคือคุณธาตรี ซึ่งตอนนี้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปทำสวนส้มอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อจะได้อยู่ใกล้กับชนิตาหลานสาวคนเล็ก ส่วนหลานสาวคนกลางก็แต่งงานและย้ายไปอยู่กับสามีที่อเมริกา
ตอนนี้คุณมนตรีอยู่ที่กรุงเทพกับหลานชายคนโตซึ่งปลูกบ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน
“นายทศ โทรตามหมอไกรมาพบฉันที่ห้องทำงานด้วย”
“คุณท่านไม่สบายเหรอครับ ให้ผมขับรถไปส่งที่โรงพยาบาลไหม ถ้ารอหมอมาผมว่าจะแย่เอานะครับ”
“แกเห็นเหรอว่าฉันไม่สบาย ฉันก็แค่อยากจะปรึกษาอะไรหมอสักหน่อยแค่นั้นเอง”
“เฮ้อ โล่งไปใจทีครับผมนึกว่าคุณท่านป่วย”
“ตอนนี้ยังไม่ป่วย แต่คุยกับหมอไกรเสร็จฉันอาจจะป่วยก็ได้นะ” พูดจบชายสูงวัยก็เดินเข้าไปยังห้องทำงานของตนเอง
หมอเกรียงไกรมาถึงบ้านหลังใหญ่หลังจากที่นายทศคนสนิทของคุณมนตรีโทรศัพท์ไปตามเพียงครึ่งชั่วโมง พอมาถึงก็รีบตรงไปยังห้องทำงานซึ่งเป็นอันรู้กันว่าห้องนั้นห้ามใครเข้าไปรบกวนเด็ดขาด
“คุณท่าน ผมไม่อยากทำแบบนั้นเลยมันผิดจรรยาบรรณนะครับ” หมอเกรียงไกรมีสีหน้าลำบากใจเมื่อฟังคำขอร้องของคนไข้ที่ดูแลกันมามากกว่ายี่สิบปี
“มันจะผิดแค่ไหนกันเชียว คนแก่ที่ไหนเขาก็เป็นโรคหัวใจกันทั้งนั้น”
“แต่ท่านเพิ่ง 65 นะครับยังไม่แก่เลยนะครับ”
“ฉันบอกว่าแก่ก็แก่สิหมอ”
“ถ้าไม่ผมช่วยท่านล่ะครับ”
“ฉันก็ไปจ้างหมอคนอื่นน่ะสิ แล้วก็จะบอกทุกคนว่าหมอเกรียงไกรเลือกปฏิบัติกับคนไข้”
“คุณท่าน”
“ตกลงยังไงจะช่วยไหมล่ะ”
หมอเกรียงไกรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เพราะคุณมนตรีขอร้องให้เขาบอกกับหลานชายว่าตนเองเป็นโรคหัวใจ
“หมอทำตัวเป็นปกติหน่อยสิครับ เดี๋ยวก็ถูกจับได้กันพอดี หลานชายผมยิ่งฉลาดเป็นกรดอยู่ด้วย”
“ก็เพราะผมรู้ไงครับว่าคุณชานนท์ฉลาดมาก ผมก็เลยกลัวว่าเธอจะจับโกหกผมได้”
“เอาน่า หมอแค่บอกอาการ พอบอกจบก็รีบขอตัวไปดูคนไข้แค่นั้นเอง ผมจะนั่งรอในห้องนี้นะ”
“คุณท่านแน่ใจนะครับว่าจะได้ผล”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันก็นึกอะไรไม่ออกแล้ว”
หมอเกรียงไกรนั่งรอในห้องทำงาน จนกระทั่งได้ยินเสียงรถมาจอดที่หน้าบ้านก็รีบออกมานั่งรอชายหนุ่มที่ห้องรับแขก เขาสูดลมหายใจเข้าปอดอีกครั้งก่อนที่จะเผชิญหน้ากับหลานชายคนเดียวของคุณมนตรี
“สวัสดีครับอาหมอ คุณปู่เป็นอะไรครับถึงได้เรียกอาหมอมาตรวจถึงที่บ้าน”
“ไม่ได้เป็นอะไรมากครับ ก็แค่โรคคนแก่ทั่วไป”
“แต่ปู่ผมยังไม่แก่เลยครับ ท่านยังแข็งแรงดีด้วยซ้ำ ผมเห็นท่านออกกำลังกายตอนเช้าทุกวัน”
“นั่นมันเป็นสุขภาพภายนอกที่เราเห็นกันครับ แต่บางอย่างเราก็มองไม่เห็น”
“หมอหมายความว่ายังไงครับ” ชานนท์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟากลางห้องรับแขกอย่างอ่อนแรง เมื่อคิดว่าคุณปู่ของตนเองกำลังไม่สบายอย่างหนัก
“มันไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรอกครับคุณนนท์”
“ไม่ร้ายแรงแต่ทำไมอาหมอสีหน้าไม่ดีเลยล่ะครับ”
“คือตอนนี้ท่านมีอาการเริ่มแรกของโรคหัวใจเท่านั้นเอง”
“อะไรนะครับอาหมอ” ชานนท์ถามด้วยความตกใจ เขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินเพราะดูยังไงคุณปู่ของเขาก็ไม่มีทางป่วยอย่างแน่นอน
“ท่านมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดครับ ช่วงนี้คุณนนท์อย่าขัดใจท่านนะครับ ท่านให้ทำอะไรก็ทำตามไปก่อน ผมกลัวว่าอาการของท่านจะกำเริบครับ”
“อาหมอล้อผมเล่นแน่ๆ เลยใช่ไหมครับ”
“เรื่องแบบนี้ผมไม่ล้อเล่นหรอกครับคุณนนท์” ยิ่งโดนจ้องคุณหมอก็ยิ่งมีพิรุธจนชานนท์มองออก
“เอาละครับ ผมว่าอาหมอไม่ต้องพูดต่อแล้วครับ ผมรู้จักนิสัยของปู่ผมดี ถ้าท่านป่วย ท่านไม่มีทางบอกใครอย่างเด็ดเพราะท่านกลัวว่าคนอื่นจะเป็นกังวล ผมว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ท่านไม่สบายจริงๆ”
“อาหมอครับ ผมนับถืออาหมอนะครับ อย่าทำลายความนับถือที่ผมมีเลยนะครับ”
“ผมไม่พูดแล้ว ที่เหลือคุณนนท์จัดการเองแล้วกันครับ”
“ขอบคุณนะครับอาหมอและก็ขอโทษด้วยครับที่ทำให้เสียเวลา”
“ไม่เป็นไรครับ ถือว่าผมได้มาตรวจสุขภาพของคุณท่านไปด้วย ผมขอตัวก่อนนะครับ”
หมอเกรียงไกรกลับไปแล้วชานนท์ก็เปิดประตูห้องทำงานเข้าไปหาผู้เป็นปู่ที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาสำหรับอ่านหนังสือริมหน้าต่าง สายตาของท่านเหม่อมองไปยังด้านนอกซึ่งเป็นลำคลองขนาดใหญ่ดูท่าทางแล้วคงกำลังเป็นกังวลอะไรบางอย่าง
“ปู่ครับ”
“อ้าว ตานนท์ วันนี้กลับบ้านเร็วนี่”
“ก็ปู่ให้ลุงทศโทรไปตามผมกลับมาไม่ใช่เหรอครับ”
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องเลยนายทศเนี่ย เลยทำให้หลานต้องเสียเวลาแทนที่จะได้ทำงานทำการ” มนตรีทำเป็นบ่นแต่เขาเองนั่นแหละที่บอกนายทศให้โทรไปตาม
“เมื่อกี้ผมเจออาหมอเกรียงไกรแล้วครับ”
“แล้วหมอเขาว่าไงบ้างล่ะ”
“อาหมอบอกว่าปู่เป็นโรคหัวใจอะไรสักอย่างนี่แหละครับ ผมฟังไม่ถนัด แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมพาปู่ไปรักษาที่อเมริกาเองรอให้ฝั่งนู้นเช้าก่อนผมว่าจะให้ยัยดาติดต่อหมอเก่งๆ ให้ ส่วนเรื่องวีซ่าผมจะให้เลขารีบจัดการให้ครับไม่เกินสามวันครับ”
“ใครบอกว่าปู่จะไปรักษาที่นั่น”
“ปู่ครับ ผมรักปู่มาก ผมก็อยากให้ปู่ไปรักษากับหมอเก่งๆ นะครับ หายแล้วเราก็เที่ยวกันต่อ เดี๋ยวผมจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จดีไหมครับ”
“หมอไม่ได้บอกเหรอว่าห้ามขัดใจปู่”
“อาหมอบอกแล้วครับ แต่เรื่องนี้ผมคงต้องขัดใจปู่”
“ไม่ไปยังไงปู่ก็ไม่ไป ปู่จะรักษาที่นี่ตายก็จะตายมันที่เมืองไทยนี่แหละ”
“ใครจะปล่อยให้คุณปู่ตายกันละครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามขัดใจปู่”
“ผมยอมจะยอมทำตามปู่ทุกอย่างเลยครับ ขอแค่ปู่ยอมไปรักษาที่นั่น”
“หลานจะยอมทำตามที่ปู่บอกทุกอย่างใช่ไหม”
“ใช่ครับ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไปรักษาที่อเมริกา”
“เอ๊ะ ตานนท์นี่ยังไง อยากเห็นปู่ตายไวหรือไงถึงได้เอาแต่ขัดใจปู่อยู่แบบนี้”
“ปู่ครับ ปู่รู้ไหมว่าผมอายุเท่าไหร่แล้ว”
“รู้สิ ปีนี้หลานปู่ก็จะอายุ 30 ปีแล้ว ทำไมปู่จะจำไม่ได้ปู่เลี้ยงเรามากกว่าพ่อแม่ของเราเสียอีก”
“ครับ เพราะปู่เลี้ยงผมมา ผมเลยสนิทกับปู่มากกว่าใครในบ้าน เพราะฉะนั้นผมว่าปู่เลิกแสดงเถอะครับ”
“เลิกแสดงอะไรตานนท์”
“ผมรู้ว่าปู่สบายดี”
“หมอก็บอกไปแล้ว” ปู่มนตรีเถียง
“ปู่ครับ ผมเพิ่งพาปู่ไปตรวจสุขภาพมาเมื่อสองเดือนก่อนปู่ลืมไปแล้วเหรอครับ เอาล่ะ ผมว่าเราเปิดอกคุยกันตรงๆ ดีกว่าว่าทำไมปู่ถึงทำแบบนี้”
“ปู่ป่วยจริงๆ นะ”
“ปู่ครับ ถ้าปู่ยังดื้อแบบนี้ผมจะกลับไปทำงานแล้วนะครับ”
“ปู่อยากให้แกแต่งงาน” เพราะกลัวหลานชายจะกลับเขาก็เลยรีบบอกไปตรงๆ
“แต่งงาน!!” ชานนท์อุทานด้วยความตกใจ
“ทำไมแกต้องทำท่าทางตกใจขนาดนั้น อายุอย่างแกเนี่ยควรจะมีลูกมีเมียได้แล้ว ดูอย่างปู่สิ มีลูกตั้งแต่อายุ 15 พ่อแกก็มีแกตอนอายุ 20 ส่วนแกนี่มันลูกไม้หล่นในสวนคนอื่นชัดๆ คนอื่นเขามีแต่หล่นใต้ต้น”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งครับปู่ ที่พ่อกับปู่รีบแต่งงานมีลูกก็เพราะพ่อกับปู่เป็นลูกคนเดียวไงครับ ส่วนผมมีพี่น้องอีกตั้งสองคน แล้วตอนนี้พวกเขาก็เหลนให้ปู่แล้วด้วย ปู่จะกังวลอะไรอีก”
“ปูแค่กลัวว่านามสกุลของปู่มันจะหายไป ถ้าเป็นแบบนั้นเวลาปู่ตายไปปู่คงไม่มีหน้าไปเจอบรรพบุรุษแน่ เฮ้อ!” คุณปู่ถอนหายใจ ขณะแอบเหล่ตามองใบหน้าหลานชาย
“ถ้ากลัวขนาดนั้นก็ขอให้ลูกยัยตากับยัยดามาใช้นามสกุลของเราสิครับ ง่ายนิดเดียว”
“หลอกคนอื่นหลอกได้ แต่มันหลอกตัวเองไม่ได้หรอกนะตานนท์” ชายสูงวัยถอนหายใจอีกครั้ง เมื่อพูดเรื่องนี้เขาก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที แล้วไหนจะคำพูดของตามิ่งที่ว่าเขาจะไร้ทายาทสืบสกุลถ้าพ้นหกเดือนนี้ไป นั้นก็ยิ่งทำให้คิดมากขึ้นไปอีก
ชานนท์เห็นสีหน้าและแววตาของท่านแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ แต่จะให้เขาแต่งงาน แล้วเขาจะแต่งกับใครที่ไหนล่ะ สาวๆ มีอยู่ตอนนี้ก็มีคุณสมบัติเหมาะที่จะเป็นแม่ของลูกสักคน พวกหล่อนก็แค่คู่นอนชั่วคราวก็เท่านั้น
“ปู่ครับ”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อยากพักสักหน่อย อยากจะกลับไปทำงานก็ไปทำเถอะ” ปู่มนตรีถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหลับตาลง
ปู่กำลังงอนเขาอยู่ชานนท์รู้ดี แต่เดี๋ยวเวลาผ่านไปสักพักท่านก็คงจะดีขึ้นเอง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านอยากให้เขาแต่งงาน
“ปู่ครับ ไหนๆ ผมก็กลับมาที่บ้านแล้ว ผมว่าเย็นนี้เรามาหาอะไรทำสนุกๆ กันดีกว่าไหมครับ”
“ปู่ไม่ใช่เด็กๆ ปู่แก่แล้ว”
ชานนท์ยิ้ม ชัดแล้วว่าตอนนี้ปู่กำลังงอนและดูท่าแล้วงานนี้คงจะง้อยากเสียด้วย
“ปู่อยากให้ผมอ่านหนังสือให้ฟังไหม”
“ไม่ละ เสียงแกฟังไม่รื่นหูเลยสักนิด”
“อ้าว ไหนแต่ก่อนปู่บอกว่าเสียงผมเพราะไงครับ”
“ก็นั่นมันแต่ก่อน”
“ปู่จริงจังใช่ไหมครับเรื่องแต่งงาน”
“จริงสิ” ปู่มนตรีรีบหันหน้ามาทางหลานชายอีกครั้ง
“แต่ปู่รู้ว่าหลานของปูไม่ค่อยมีเวลาเลยยังไม่มีแฟน ปู่ก็เลยเตรียมสวยๆ ไว้ให้เลือกแล้วนี่ไงดูสิ หนูปิ่น ทั้งสวยทั้งเก่ง”
หนูปิ่นที่ปู่ของเขาพูดถึงนั้นเป็นน้องสาวของปกป้องเพื่อนสมัยเรียนของเขา ซึ่งเขากับหนูปิ่นของคุณปู่นั้นรู้ไส้รู้พุงกันดีจึงยากที่จะแต่งงานด้วย
“ปู่ครับ เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ถ้าจะให้มาแต่งงานกันคงไม่ไหวหรอกครับ”
“ถ้าอย่างนั้นคนนี้เป็นไง สวยเรียบร้อยดีนะ ลูกคนเล็กของคุณเรวดี”
ชานนท์ส่ายหัวเขาเคยเจอเธอตามงานสังคมอยู่บ่อยๆ เจ้าหล่อนใช้ของแบรนด์เนมทั้งตัว แต่ละอย่างมันก็สวยอยู่หรอก แต่พอมาใส่รวมกันแล้วมันดูตลกและไม่มีรสนิยมเลยสักนิด
“งั้นคนนี้เป็นไง หลานเพื่อนปู่เอง”
“ปู่ครับน้องเค้กนี้ยังไม่จบชั้นมัธยมเลยนะครับผมไม่อยากติดคุก”
“ก็เพื่อนปู่มันมีลูกกันช้า หลานของมันก็เลยยังไม่โตกันสักคนนะสิ”
“ปู่ครับ ผมว่าเรื่องนี้ผมจัดการเองดีกว่าไหม”
“จัดการเอง หมายความว่ายังไงหรือว่าแกมีแฟนอยู่แล้วแต่ไม่บอกปู่”
“อันที่จริงผมมีเมียแล้วครับปู่”
“อะไรนะ อย่ามาหลอกปู่เล่นหน่อยเลย”
“จริงครับปู่ ผมมีเมียแล้วจริงๆ”
“ลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะ ทำไมไม่พามาให้ปู่รู้จักบ้างล่ะตานนท์”
“นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมกลัว” ชานนท์ถอนหายใจ
“แกจะกลัวไปทำไม ปู่ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ดีเสียอีกแกมีเมียแล้วปู่จะได้โล่งใจพามาหาปู่นะ”
“ปู่ครับ ที่ผมบอกว่ากลัวก็คือกลัวปู่ไม่ยอมรับเธอ เพราะเธอไม่ใช่ลูกคนมีชื่อเสียง ครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวย”
“เรื่องนั้นช่างมัน ขอแค่เขายอมแต่งงานกับแกเร็วๆ ก็พอ” ปู่มนตรียิ้มอย่างมีความหวัง แต่นั่นกลับยิ่งสร้างความหนักใจให้กับชานนท์เป็นอย่างมาก
‘แล้วเขาจะไปหาผู้หญิงที่ว่ามาจากไหนล่ะ’ ชานนท์คิดในใจ
“เก่งมากเลยน้องชายพี่ แบบนี้ต้องฉลองกันหน่อยแล้ว” ปุณณิศามองผลการสอบคัดเลือกเขาเรียนของน้องชายแล้วกล่าวชมด้วยความดีใจ
“แม่ก็ดีใจด้วยนะปั้น ลูกแม่เก่งมากๆ เลย”
“แต่ผมต้องไปเรียนที่ญี่ปุ่นนะครับแม่” ปุณณพัฒน์รีบบอกพี่สาวกับมารดา
“จริงเหรอลูก แบบนี้แม่ก็คุยโม้ได้ทั้งตลาดแล้วสิว่าลูกชายของแม่จะได้ไปเรียนเมืองนอก” ปนัดดายิ้มด้วยปลาบปลื้ม
แม้เธอจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แทบไม่มีเวลาดูแลลูกเลย แต่ลูกทั้งสองคนก็ไม่เคยทำให้ต้องเสียใจเลยสักครั้ง ปุณณิศาลูกสาวคนโตเรียนครุศาสตร์เพราะเธออยากจะเป็นครู ส่วนลูกชายคนเล็กก็เพิ่งสอบชิงทุนเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้
“ผมคิดว่าจะสละสิทธิ์ครับแม่”
“อะไรนะปั้น” ปนัดดาตกใจ
“ผมจะสละสิทธิ์ครับแม่” ปุณณพัฒน์ย้ำอีกครั้ง
“ทำไม่ละปั้น พี่เห็นเราอ่านหนังสือเตรียมสอบตั้งนานนะ นั่นความฝันของเราเลยนะ มีอะไรหรือเปล่าบอกพี่กับแม่มานะ” ปุณณิศามองหน้าน้องชายอย่างสงสัย
“ผมได้ทุนไปเรียนก็จริงครับ แต่ก่อนไปผมก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม” เสียงนั้นฟังดูไม่สดใสสมกับคนที่เพิ่งสอบชิงทุนได้เลยสักนิด
“ปั้น แม่ไม่เข้าใจหรอกนะว่าเตรียมตัวที่ว่ามันคืออะไร แล้วทำไมเราถึงต้องสละสิทธิ์ด้วย มีคนตั้งเยอะแยะที่เขาอยากจะได้ทุนเหมือนปั้นนะลูก”
“แม่ครับ พี่ปุณครับ รุ่นพี่ที่เคยไปเรียนเขาบอกว่าก่อนไปเราต้องเรียนภาษาเพิ่ม ไหนจะเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวที่ต้องเตรียมไปอีก ผมว่าค่าใช้จ่ายมันเยอะเกินไป”
“เรื่องแค่นี้เอง พี่พอมีเงินเก็บเดี๋ยวพี่ช่วยเองนะไม่ต้องห่วงหรอก”
“ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนเดี๋ยวแม่จะทำขนมไปขายเพิ่ม ยังไงแม่ก็จะหาเงินให้ปั้นได้ไปเรียนแน่ๆ”
“ผมว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ให้คนที่เขาพร้อมไปดีกว่าครับแม่”
“ถ้าเรียนที่ไหนก็เหมือนกันทำไมปั้นถึงได้ตั้งใจจะสอบชิงทุนตั้งแต่แรกล่ะ แล้วโอกาสดีๆ แบบนี้ถ้าปั้นไม่รีบคว้าไว้พี่ว่าปั้นจะมานั่งเสียใจทีหลังนะ เราเสียเงินแค่ส่วนหนึ่งแต่มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ปั้นจะได้เรียนรู้นะ”
“ผมก็แค่ลองสอบไม่คิดว่าตัวเองจะได้”
“พี่รู้ว่าปั้นอยากไปเรียนที่นั่น ถึงได้ตั้งใจอ่านหนังสือ เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่กับแม่จะจัดการเอง”
“แต่มันเยอะนะครับพี่ปุณ แค่ค่าเรียนภาษาแบบเร่งด่วนคอร์สหนึ่งก็เกือบหมื่นแล้วครับแม่”
“แล้วมันต้องเรียนกี่คอร์สล่ะปั้น” ปุณณิศาถามน้องชายเพราะเธอเองก็ไม่รู้เรื่อง
“รุ่นพี่บอกว่าต้องเรียนอย่างน้อยสองคอร์สเพราะเวลาไปที่นั่นจะได้มีปัญหาเวลาเรียน ไหนจะต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มอีก ผมว่างานนี้แค่ค่าเรียนอย่างเดียวก็คงไม่ต่ำกว่าสามหมื่นแน่ๆ ไหนจะค่าเสื้อผ้าของใช้อีก ผมว่ามันมากเกินไป ครอบครัวเราไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้นนะครับ” เด็กหนุ่มรู้ดีว่าสภาพการเงินของบ้านตนเองนั้นเป็นอย่างดี ที่เขาไปสอบชิงทุนก็คิดว่าจะได้ช่วยประหยัดค่าเรียนแต่ก็ไม่คิดมาก่อนว่าก่อนไปเรียนต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วย
“แม่ไหวจ้ะ ปั้นไปหาที่เรียนภาษาเพิ่มได้เลย”
“ช่วงนี้ปิดเทอมตั้งสี่เดือนพี่จะหางานพิเศษเพิ่ม ปั้นอย่ากังวลไปเลย ตัวเองมีหน้าที่เรียนก็เรียนให้เต็มที่อย่าให้สิ่งที่เราลงทุนลงแรงไปหลายเสียเปล่า”
“แต่...”
“เชื่อแม่นะปั้น แม่กับพี่บอกว่าไหวก็คือไหว”
“ครับแม่ ถ้าอย่างนั้นผมขอไปคุยกับรุ่นพี่ก่อนว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ขอบคุณนะครับแม่ ขอบคุณนะครับพี่ปุณ”
พอปุณณพัฒน์วิ่งเข้าบ้านไปแล้วปนัดดากับปุณณิศาก็มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ
“แม่คะ หนูมีเงินเก็บอยู่ประมาณสองหมื่น ให้ปั้นเอาไปเรียนภาษาก่อนนะคะ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เหลือเดี๋ยวหนูเบิกค่าแรงล่วงหน้าจากพี่อรและเจ๊ช่อ” ปุณณิศาหมายถึงเจ้าของร้านกาแฟและร้านหมูกระทะที่เธอทำงานอยู่
“นั่นมันเงินค่าเทอมของหนูนะปุณ”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ อีกสี่เดือนกว่าจะเปิดเทอมเรายังพอมีเวลาหาค่ะ”
“ถ้ารวมกับเงินเก็บของแม่ก็คงจะพอ”
ปนัดดามีเงินเก็บสำรองอยู่ไม่มาก เพราะเธอต้องส่งลูกเรียนถึงสองคน ไหนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่แอบไปกู้มาอีก ซึ่งเรื่องนี้ปุณณิศาและปุณณพัฒน์ไม่รู้
ปนัดดาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่ก่อนเธอเป็นพนักงานอยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนก็พอส่งเสียให้ลูกทั้งสองคนเรียนได้ แต่เมื่อปีก่อนบริษัทประสบปัญหาขาดทุนจึงบีบให้พนักงานออกและเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากถูกให้ออกปนัดดาก็มาทำขนมขาย
เวลาเช้าเธอจะขายขนมหวานในตลาด พอสายหน่อยก็กลับมาเตรียมของไปขายที่หน้าโรงเรียน เวลาว่างก็จะทำขนมเค้ก คุกกี้หรือพวกแซนด์วิชไปฝากขายตามร้านกาแฟ เธอทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มรายได้ แต่มันก็ยังไม่ทันกับรายจ่าย
แม้ว่าปุณณิศาลูกสาวคนโตจะไปทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟในวันหยุด ส่วนตอนเย็นก็ไปเป็นเด็กเชียร์เบียร์ที่ร้านหมูกระทะของเจ๊ช่อซึ่งอยู่ถัดจากบ้านของเธอไปเพียงซอยเดียวเท่านั้น
ที่ทุกคนพยายามหาเงินเพื่อให้ปุณณพัฒน์ได้ไปเรียนต่างประเทศก็เพราะรู้ว่าเขาเป็นเด็กดีและตั้งใจเรียน ที่ผ่านมาปุณณพัฒน์ไม่เคยเสียเงินค่าเรียนพิเศษที่ไหนเลย แต่เขาก็ยังมุมานะจนสามารถสอบชิงทุนได้ ปนัดดาเลยไม่อยากให้ลูกชายเสียโอกาส เพราะการจะไปเรียนต่างประเทศนั้นเป็นความฝันของลูกชายมาตั้งแต่เด็ก
ถ้าเงินที่มีมันไม่พอค่าใช้จ่าย ปนัดดาก็คงจะไปยืมเจ๊น้ำซึ่งเป็นเจ้าของตลาดเพิ่ม ถึงแม้ว่าดอกเบี้ยจะโหดไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเงินพอให้ลูกชายไปเรียน เพราะค่าใช้จ่ายพวกนี้คงจะจ่ายแค่ก่อนไปเพียงครั้งเดียว พอได้ไปเรียนที่นู่นค่าใช้จ่ายทุกอย่างทางโรงเรียนเจ้าของทุนก็จะจ่ายให้ แม้ต้องแลกด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มีและต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาให้ ปนัดดาก็คิดว่ามันคุ้มค่ากับอนาคตของลูกชาย