“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
ตอบจบจับกระเป๋าเป้ขึ้นพาดปิดหน้าอก ก้มหน้าเดินลิ่วๆ จากไปอย่างว่องไว โชคดีที่มีรถสองแถววิ่งจากหน้าร้านไปจนถึงปากซอยเข้าบ้านของเธอ จึงกระโดดขึ้นไปบนรถ ซึ่งกินเวลาไม่นานถึงได้ออกจากบริเวณนั้นไป
ตงกลับมานั่งที่หลังพวงมาลัยรถยนต์อย่างรู้งาน เมื่อครู่ที่ลงไปชวนกลับบ้านก็แค่หย่อนเบ็ดดูว่าคนที่นายสนใจมีใครมารับหรือไม่เท่านั้น เมื่อเห็นว่ากระโดดขึ้นรถสองแถวไปยิ่งน่าห่วง จึงค่อยๆ เคลื่อนรถตามเป้าหมายไปจนรู้พิกัดของอีกฝ่าย
บ้านเช่าสร้างเรียงติดกันนั่น ทำเอาคนในรถขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองอย่างไม่ใคร่พอใจเท่าไรนัก ปรานต์มองสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยสายตาสำรวจ ก่อนมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ พวกนั้นมองหญิงสาวที่เขาตามมาจนหายลับเข้าบ้านไป
ปรานต์ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงสั่งให้คนของตนออกรถจากไปบ้าง ตงรู้ว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะต้องมาตามเฝ้าตามดูหญิงสาวคนนี้ระหว่างร้านของซ้อเสียงและที่บ้านเช่าของเธอ ไปจนกว่านายของตนจะได้ลิ้มชิมรสนั่นเองถึงหมดหน้าที่ของตนในที่สุด
“กลับมาแล้วหรือลูก”
เสียงถามงัวเงียจากโทรทัศน์จอเล็กที่เปิดเอาไว้ฟังข่าวสาร และสลับดูละครจนเคลิ้มหลับไปตอนไหนไม่รู้ได้ มารู้ตัวอีกทีเมื่อเห็นว่าบุตรสาวกลับมาแล้ว
ปรียามองดูเลือดเนื้อของตนเองที่ดิ้นดั้นด้นออกไปหางานทำด้วยสายตาสงสารจับหัวใจ
“จ้ะแม่ เขาจ่ายค่าแรงรายวันด้วยนะ นี่...นิ่มให้แม่”
เจ้าตัวล้วงเอาเงินออกจากกระเป๋ายื่นส่งให้มารดาด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับอย่างคนมีความหวังเต็มเปี่ยม
คนเป็นแม่ไม่ได้รับ นางดันมือลูกเป็นเชิงว่าให้เก็บไว้ ถามยิ้มๆ
“เขาจ้างวันละเท่าไรกันเชียว”
“ห้าร้อยแน่ะแม่
“แล้วให้แม่หมดนี่ หนูจะเอาที่ไหนไว้ใช้ล่ะลูก”
“นิ่มได้ทิปอีกตั้งเยอะเลยนะแม่” ว่าจบล้วงเอาเศษเงินกำออกมาให้มารดาดู ปรียายิ้มมองบุตรสาวคนเดียวด้วยสายตาภาคภูมิใจปนสังเวชในชะตาชีวิตของตนและลูก ก่อนจะย้ายตามสามีคนหนึ่งมาอยู่ในมหานครแห่งนี้ นางเคยอยู่ที่ต่างจังหวัดกับสามีคนก่อนหน้าที่เป็นชาวสวนไม่ลำบากเท่าตอนนี้ แต่แล้วอีกฝ่ายก็เสียชีวิตไป
‘ปราณปริยา’ เป็นบุตรสาวคนเดียวของนาง
จากเด็กหญิงตัวเล็กๆ บัดนี้เติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่ง ที่สำคัญดูโตเกินวัยไปจนคนเป็นแม่ใจหาย ผิวพรรณไม่ได้ขาวดั่งสำลีแต่เนียนละเอียดนิ่มละมุน
ปราณปริยาเป็นเด็กขยันขันแข็ง อดออม ทำงานเก่ง นางจำได้แม่นยำ เมื่อตอนที่ปราณปริยาอายุได้เพียงห้าขวบก็เริ่มหาของไปขายกับนางที่ตลาดแล้ว บ้างก็รับจ้างทำความสะอาดบ้านให้เหล่าคนมีอันจะกินในละแวก ถากหญ้า ปลูกต้นไม้ หรืองานเก็บผลผลิตในสวนก็ทำมาแล้วทั้งนั้น งานหนักเอางานเบาสู้ไม่ถอย คิดๆ แล้วสงสารลูกไม่น้อยที่ต้องมาลำบากเช่นนี้
พลันความคิดของคนเป็นแม่ก็จางหายไปกับอากาศ เมื่อมีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังที่หน้าบ้าน
บ้านที่เป็นของสามีคนปัจจุบัน
“มีใครอยู่บ้าง หาข้าวให้กูกินหน่อยโว้ย ทำงานทั้งวันจนเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย”
ปรียานิ่ง มองจนเจ้าของเสียงที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสัน ผิวพรรณขาวสะอาดเหมือนผู้ดีที่เปิดประตูเดินโซเซเข้ามายืนอยู่ตรงกลางบ้านแล้วจึงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“งานอะไรของเอ็งยุทธ ทำไมเมากลับมาแบบนี้”
คนเมาไม่ตอบแล้วมองไปทางอีกคนด้วยสายตาจาบจ้วง
ปราณปริยาหลบตาไม่มองตอบ แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ
“นิ่มไปนอนก่อนนะแม่”
แล้วรีบผละไปจากตรงนั้นทันที
ปราณปริยาไม่เคยรังเกียจสามีใหม่ของมารดา แม้ว่าท่านจะเปลี่ยนหน้ามากกว่าสามครั้งสามคนแล้วก็ตามที แต่ละคนที่มารดาคบหาไม่น่าหวั่นใจเท่าคนปัจจุบันสักคนเดียว
เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับยุทธนา ชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่ามารดาร่วมสิบปีนั่น มองเธอด้วยสายตาน่ากลัวและขยะแขยงเหลือเกิน จึงปลีกตัวไปยังห้องของตนเองที่อยู่เยื้องไปอีกนิดจากห้องนอนของท่าน
เข้าห้องแล้ว หยิบผ้าขนหนูและชุดใส่นอน ค่อยรี่ไปยังห้องน้ำที่มีเพียงห้องเดียวที่ด้านหลัง จัดแจงอาบน้ำโดยไวเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอยุทธนา พ่อเลี้ยงของเธอ เรียบร้อยดีแล้วจึงเข้าห้องปิดลงกลอนอย่างแน่นหนาเตรียมตัวนอนพักเพื่อที่จะได้ตื่นไปเรียนในเช้าของอีกวัน
ในความมืดนั่นเองที่เด็กสาวนอนคิดถึงเงินที่ตัวเองกำลังจะได้รับ หากไปทำงานติดกันทุกวันหนึ่งเดือน เธอจะมีเงินเป็นหมื่นๆ และมันมากพอที่จะให้แม่ แม่ของเธอทำงานไม่ได้แล้วในตอนนี้
ท่านเจ็บป่วยบ่อยและล้มหมดสติต่อหน้าเธอสามครั้งได้
โชคดีที่พอมีคนแนะนำงานในร้านของซ้อเสียงให้ เธอจึงรีบไปสมัครเอาไว้ ไม่คิดว่าทางนั้นจะรับเข้าทำงานด้วยซ้ำ และหากได้ทำที่นี่ไปอีกระยะ ว่าจะลองขอให้แม่ย้ายออกจากบ้านหลังนี้ ไปเช่าที่อื่นอยู่กันสองคนแม่ลูก เธอไม่เคยกีดกันหากแม่จะมีสามีใหม่แต่ต้องไม่ใช่แบบนายยุทธนา
ยุทธนาขี้โอ่ และชอบข่มเหงมารดาของเธอ ปราณปริยาเคยร้องไห้และขอร้องให้ท่านย้ายไปอยู่ที่อื่นหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่มารดาก็เงียบไม่ยอมตอบรับคำของเธอ
ถอนหายใจออกยืดยาวอย่างปลงไม่ตก ก่อนปิดตาลงเตรียมนอน พลันพอดีกับที่มีข้อความเข้ามายังโทรศัพท์ที่มารดายกให้เธอไว้ใช้
‘ขอโทษครับที่ส่งข้อความมาตอนนี้ แต่ทนคิดถึงไม่ไหวจริงๆ อยากให้เช้าไวๆ จะได้เจอหน้ากัน’
อ่านจบอดขมวดคิ้วไม่ได้ เมื่อนึกถึงคนที่ส่งข้อความมา แล้วถึงวางโทรศัพท์ลง หลับตานอนไม่นานความอ่อนเพลียที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันก็ครอบงำสติพาเข้าสู่นิทรารมณ์ได้ในที่สุด
สองชั่วโมงที่ได้นอนพัก ปราณปริยาต้องฝืนลืมตาตื่นเพราะเสียงปลุกเบาๆ ของมารดา ก่อนจะดีดตัวลุกออกจากที่นอนเมื่อเห็นว่าหากยังช้า วันนี้เธอต้องสายแน่ๆ
ปราณปริยาเพิ่งขึ้นชั้นปีที่สองระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งที่ตนสอบติด และได้รับคำแนะนำเรื่องกู้เรียนซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับเธอ เพราะจะได้ไม่ทำให้ท่านต้องมาลำบากด้วย แค่นี้ท่านก็หาเงินมาจุนเจือแทบไม่พออยู่แล้ว
แล้วท่านยังมาล้มป่วยอีก นั่นยิ่งแย่
เป็นเหตุให้เธอต้องหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระของท่าน
สามีใหม่ของมารดานอกจากไม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้านแล้ว ยังมุบมิบหยิบเงินเก็บของมารดาไปใช้อีกด้วย
ลุกออกมาหุงข้าวและทำอาหารง่ายๆ สองอย่างเป็นผัดผักรวมที่มีเหลือติดในตู้กับไข่น้ำเตรียมไว้ให้มารดา ถึงค่อยอาบน้ำเปลี่ยนชุดนักศึกษา ออกจากบ้านมาจนถึงป้ายรถประจำทาง ขึ้นแล้วก็ต้องโหนยืนจนถึงจุดหมาย เพราะเป็นเวลาที่ใครๆ ต่างออกจากบ้านเหมือนกันหมด ถึงจุดหมายเดินเข้าไปยังห้องที่มีเรียนเช้านี้ พอดีกับที่มีคนโบกมือเรียกจากมุมหนึ่งของห้อง
“นิ่ม ทางนี้”
จึงเดินไปหาอีกฝ่าย นั่งลงใกล้ๆ พร้อมถาม
“อาจารย์มาหรือยังภา”
“ยังน่ะสิ แล้วนี่นิ่มได้ทำรายงานมาให้ภาไหม”
ปราณปริยาหยิบรายงานที่ถูกเพื่อนทวงออกมายื่นส่งให้ คนทวงยิ้มหวาน บอกประจบประแจง
“ขอบใจมากนะ นี่ถ้าภาไม่ติดงานมอเตอร์โชว์คงไม่ต้องรบกวนนิ่มแบบนี้ อะนี่จ้ะค่าเหนื่อย” เพื่อนคนเดียวที่พยายามตีสนิทกับปราณปริยาหยิบธนบัตรส่งให้ เจ้าตัวมองเงินของอีกฝ่ายแล้วยิ้มบางๆ บอก
“ไม่เป็นไรภา ที่ทำให้เพราะเห็นว่าภาไม่ว่างหรอกนะ”
“ไม่เอาเงินหรือ” ทางนั้นเลิกคิ้วถาม
“ไม่เอาหรอก เพราะจะช่วยทำให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว คราวหน้าไม่ช่วยแล้วจ้ะ”
“แหม...นิ่มน่ะ นิ่มจะใจร้ายกับภาจริงๆ น่ะหรือ แต่ยังไงภาก็ขอบใจนิ่มมาก นิ่มน่ารักที่สุดเลย”
ปราณปริยายิ้มตอบ พอดีกับที่อาจารย์ประจำวิชาเข้ามาในห้องพอดี ทุกคนจึงเงียบเสียงราวกับถูกรูดซิปปาก นั่งฟังบรรยายอีกชั่วโมงเศษๆ จนจบ สุริวิภาบ่นทันทีที่หมดชั่วโมงเรียน
“อาจารย์โหดชะมัด สั่งงานยากแล้วยังเร่งให้ส่งอีก”
“ภาว่างไหมล่ะวันนี้” เก็บหนังสือเข้ากระเป๋า ถามไปพลาง
“ทำไมหรือนิ่ม”
“เราก็รีบทำเลยไง จะได้ทันส่ง”
“หูย...” สาวสวยที่กะจะให้ปราณปริยาช่วยทำรายงานให้อีกร้องโอดโอย เธอว่างอยู่หรอก แต่ไม่อยากอ่านหนังสือ ไม่อยากทำรายงานหลายหน้ากระดาษเช่นนี้ส่งอาจารย์นี่นา คิดวิเคราะห์ไม่เป็นสักอย่างจะเอาที่ไหนไปเขียนส่ง ขณะคิดหาทางให้อีกฝ่ายช่วยเหลือเธออีกครั้ง ก็พอดีมีเสียงทักดังมาจากด้านหลังของห้องเรียน
“นิ่มครับ”
สองสาวหันไปมองพร้อมกัน ก่อนที่สุริวิภาจะเอ่ยปากทักอีกฝ่ายก่อน
“อ้าว...พี่ธัญ เข้ามาในนี้ได้ไง”
“พี่มีเรียนห้องนี้ต่อเราน่ะสิ”
ไทธัญเป็นเพื่อนต่างคณะกับสองสาว ชายหนุ่มเป็นนักศึกษาที่ย้ายมหาวิทยาลัยมาแล้วสามครั้ง อายุมากกว่าพวกเธอสามปี และที่รู้จักก็เพราะเรียนวิชาเลือกเสรีด้วยกัน
ไทธัญขึ้นชื่อว่าเป็นหนุ่มเจ้าชู้ ด้วยความเป็นคนหน้าตาดี แต่งตัวเก่ง บวกกับฐานะเข้าขั้นเศรษฐีจึงทำให้สาวๆ ในมหาวิทยาลัยต่างพากันทอดสะพานให้เขากันทั้งนั้น ยกเว้นอยู่คนที่ไทธัญถูกใจแต่ไม่ยักกะเล่นหูเล่นตากับเขา
‘เห็นพี่แบบนี้ พี่ก็เลือกนะครับ’
‘พี่เคยชอบนะ ผู้หญิงสวยๆ ง่ายๆ สบายๆ แต่ง่ายไปแบบที่เคยเจอก็ไม่ไหว ถ้านิ่มจะลดความยากให้พี่หน่อยก็น่าจะดี’
ไทธัญแสดงออกชัดเจนว่าชอบพอในตัวปราณปริยา เขาลงมือจีบตั้งแต่เทอมสองของชั้นปีที่หนึ่งจนถึงทุกวันนี้ และเอ่ยประโยคหวานเลี่ยนอย่างข้างต้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับปราณปริยาเริ่มดูเข้าที่เข้าทางมากขึ้นในความคิดของตนเอง แต่ปราณปริยาก็คือปราณปริยา หญิงสาวเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง ใครคุยด้วยเธอก็คุยตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไรด้วยทั้งนั้น บวกกับแววตาเศร้านั่นด้วยละมังที่ผู้ชายบางคนเห็นแล้วอาจคิดว่าเธอโปรยเสน่ห์ด้วยการส่งสายตาให้
ไทธัญแวะมารับประทานอาหารกลางวันกับปราณปริยาทุกวัน เคยไปส่งหญิงสาวกลับบ้านแล้วมากกว่าสามครั้ง ในวันที่ฝนตกหนักๆ และมีสุริวิภาติดรถไปด้วย ไม่อย่างนั้นปราณปริยาไม่มีทางไปด้วยโดยเด็ดขาด
หนุ่มเจ้าชู้ถูกใครต่อใครกล่าวถึงกันว่าคงสิ้นลายกันคราวนี้แน่แล้ว เมื่อหลงรักสาวเงียบเรียบร้อยอย่างปราณปริยาเข้าอย่างจังชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ปราณปริยาไม่เคยเห็นเขาควงสาวสวยคนใดในรั้วมหาวิทยาลัยเลย นอกจากเรียน พอว่างก็มาขลุกอยู่กับพวกเธอ
‘แต่ไม่ได้หมายความว่าข้างนอกนั่นเขาจะไม่ควงใครนะนิ่ม’
สุริวิภาเคยบอกเธอแทบนั้น และเธอเองก็เห็นพ้องตามที่เพื่อนว่ามา แม้ไม่ได้ตอบตกลงที่จะเป็นแฟนกับไทธัญ หนุ่มหล่อบ้านรวย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ชอบเขา
ชอบในที่นี้คือความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนที่มีให้กัน
เพราะด้วยความเป็นคนพูดน้อย เข้าสังคมไม่เก่ง และมักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ เมื่อมีใครเข้ามาหา เข้ามาสนิทสนมด้วยก่อนก็ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธความสัมพันธ์อันดี
ปราณปริยาเองก็มนุษย์คนหนึ่ง มีรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนคนทั่วไป ถูกพะเน้าพะนอเอาใจ มีหรือที่จะไม่ไขว้เขวไปบ้าง
“มีเรียนอีกหรือเปล่าครับสาวๆ”
“วันนี้ไม่มีแล้วค่ะ แต่ว่าจะไปทำรายงานกัน”
เป็นสุริวิภานั่นเองที่เอ่ยปากบอกยิ้มๆ
“ไปที่ไหน พี่ไปด้วยได้ไหมครับ”
จากที่คิดจะเอาเปรียบให้ปราณปริยาช่วยทำรายงานแบบคราวก่อนเลยต้องคิดใหม่เสียเลย
“งั้นไปทำรายงานที่ห้องภากันไหมนิ่ม”
“เราทำที่โต๊ะของคณะก็ได้นี่ภา” ปราณปริยาบอกขัดทันที
“ร้อนจะตาย หิวด้วย ไปที่ห้องภาดีกว่านะนิ่มนะ”