ตอน 1

วันที่ 11 เมษายน หนึ่งวันก่อนสงกรานต์

วันนี้การจราจรดูแน่นขนัดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในเวลาเย็นๆ แบบนี้ รถยิ่งหนาตาและแล่นได้ช้าลงเรื่อยๆ ทั้งนี้เป็นเพราะผู้คนต่างกำลังเดินทาง บ้างก็มุ่งหน้าออกต่างจังหวัดเพื่อกลับถิ่นฐานบ้านเกิด บ้างก็ออกไปเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง

ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเร่งรีบ ร่างบางที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนของสาววัยยี่สิบสองกลับกำลังเดินเอื่อยๆ อยู่บนฟุตบาทอย่างไม่ได้เร่งรีบ ตาคู่สวยเหลือบมองป้ายชื่อคลินิกเสริมความงาม ก่อนจะผลักเข้าไปด้วยความไม่มั่นใจนัก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาสถานที่แบบนี้ 

ปอไหมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องได้เข้ามาใช้บริการเสริมความงามเลย เพราะเธอพอใจในรูปลักษณ์แบบที่ธรรมชาติสร้างมาอยู่แล้ว แต่ ‘สิว’ คือสาเหตุหลักที่ทำให้เธอต้องเข้าคลินิกเสริมความงามแห่งนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้ามาก่อน  

ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้พลาสติกเคลือบมันสีฟ้าหลังจากที่ลงทะเบียนคนไข้เรียบร้อยแล้ว เธอกวาดตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าคนมารอคิวเยอะพอสมควร หญิงสาวจึงนั่งรออยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงคิวเข้าพบหมอ 

มือเล็กผลักประตูเข้าไป นั่งตรงข้ามกับหมอ ก่อนจะเริ่มเล่าถึงปัญหาให้หมอหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ซึ่งหน้าใสกิ๊กสมกับเป็นหมอเฉพาะทางด้านผิวหนัง ตาคู่สวยแอบมองหน้าหล่อๆ ใสๆ ของหมออย่างเพ่งพิศ ขณะหมอตรวจสภาพผิวหน้าให้ พลางคิดในใจเงียบๆ คนเดียวโดยไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าว่า หมอก็ดูหล่อดี หล่อแบบดารานักร้องเกาหลี ซึ่งบางคนอาจชอบผู้ชายแบบหมอ แต่สำหรับเธอกลับชอบผู้ชายสูงๆ เข้มๆ ดุๆ เฮี้ยบๆ เหมือนกับ...

“สิวของคุณน่าจะเกิดจากความเครียด พักผ่อนน้อย ก็เลยทำให้ร่างกายและฮอร์โมนแปรปรวน หมอจะให้คุณทานยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมน ยังไงช่วงนี้ใช้เครื่องสำอางอะไรก็ให้ระวังหน่อยนะครับ หรือถ้าไม่ใช้เลยจะดีมาก”

ความคิดของปอไหมหยุดชะงัก ความสนใจกลับมาอยู่ที่สภาพปัญหาผิวหน้าตัวเองอีกครั้ง หลังจากหมอตรวจเสร็จและอธิบายถึงต้นเหตุและแนวทางการรักษาให้ฟัง

“หนูไม่แต่งหน้าอยู่แล้วค่ะ ว่าแต่หนูต้องทานยาไปตลอดมั้ยคะคุณหมอ”

“ไม่หรอกครับ อาจจะแค่ช่วงระยะหนึ่ง รอให้ฮอร์โมนปรับระดับได้ คุณก็ไม่ต้องทานแล้ว และก็ไม่ต้องกลัวอ้วนนะ ยาตัวนี้ไม่มีผลข้างเคียงแบบนั้น เพียงแค่คุณอาจจะดูมีน้ำมีนวลขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ได้ฟังเช่นนั้นปอไหมค่อยสบายใจขึ้นมาบ้าง เธอขอบคุณหมอแล้วออกไปรับยาและจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ด้านนอก ผู้ช่วยหมออธิบายวิธีกินให้ฟังอย่างละเอียด ปอไหมยัดถุงยาใส่กระเป๋า พร้อมกันนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เท้าเล็กๆ จึงรีบก้าวออกจากคลินิก ก่อนจะกดรับสายที่โทร.เข้ามาอย่างไม่ลังเล เพราะเห็นว่าเป็นเบอร์โทร.ของเพื่อนสนิท

“ว่าไงอุ๋ม”

“ปออยู่ไหน” เสียงที่สวยสมตัวของคนพูดถามกลับมาทันทีหลังจากที่ปอไหมตอบรับ 

“เรามาหาหมอน่ะ มาปรึกษาหมอเรื่องสิวน่ะแหละ ว่าแต่อุ๋มโทร.หาเรามีอะไรหรือเปล่า”

“พรุ่งนี้ปอจะไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่ไหน”

“ว่าจะไปแถวๆ ข้าวสารแหละ พอดีหยีโทร.มาชวน ว่าแต่ถามทำไม อย่าบอกนะว่าอุ๋มจะไปด้วย” ปอไหมถามเล่นๆ ไปอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่าอุมารินทร์ไม่มีทางได้ออกนอกบ้านไปไหนแน่ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลแบบนี้ เพราะพ่อของอุมารินทร์หวงลูกสาวมาก ไม่เคยอนุญาตให้ออกไปเที่ยวนอกบ้านไม่ว่าเนื่องในโอกาสอะไร ดังนั้นอุมารินทร์จึงแทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ส่วนใหญ่พ่อของเธอจะพาไปเที่ยวต่างประเทศซะมากกว่า

“เราอยากไปด้วย ปอพาเราไปด้วยสิ” 

“ไปได้เหรออุ๋ม แน่ใจนะว่าพ่อไม่ว่า”

เมื่อพูดถึงพ่อของอุมารินทร์ ปอไหมก็เผลอย่นจมูกคนเดียวอย่างอดไม่ได้ ราชันย์ยังหนุ่มอยู่มาก หน้าตารูปร่างราวกับผู้ชายวัยสามสิบต้นๆ ทั้งที่อายุจริงของเขาน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับอาของเธอ เขาจัดได้ว่าเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาคนหนึ่ง ยิ่งเป็นลูกครึ่งด้วยก็ยิ่งทำให้เขาดูคมคาย รูปร่างสูงสง่าภูมิฐาน แม้จะอยู่ในชุดลำลองเขาก็ยังดูเนี้ยบ เครื่องหน้าสมเป็นบุรุษรูปงามทุกชิ้น คิ้วเข้ม จมูกโด่ง เรียวปากหยักลึก คางบุ๋มนิดๆ แต่ส่วนที่โดดเด่นที่สุดในความคิดของปอไหม ก็คือแววตาคมดุสีอำพันของเขาที่เหมือนจะสะกดคนได้ จึงไม่แปลกเลยที่จะมีสาวน้อยสาวใหญ่มาหลงเสน่ห์มากมาย แต่ความชื่นชมทั้งหมดที่มีให้เขาก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง และปอไหมก็ไม่เคยย่างกรายไปที่บ้านของอุมารินทร์อีกเลย เพราะไปครั้งแรกก็ปะทะคารมกับพ่อเพื่อนอย่างเผ็ดร้อน

อุมารินทร์เคยเล่าให้ฟังว่า พ่อกับแม่ของอุมารินทร์เป็นนักเรียนนอกทั้งคู่ ราชันย์เป็นลูกครึ่งไทยอังกฤษ ใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ไอคิวสูงมากจนสามารถเรียนจบปริญญาโทตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด ส่วนแม่ของเธอเป็นลูกสาวในตระกูลผู้ดีเก่าของไทย ทั้งสองพบรักกันตอนเรียนและแต่งงานกันที่อังกฤษทันทีที่เรียนจบเพราะแม่ของอุมารินทร์ตั้งท้อง หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็พาลูกสาววัยสองขวบกลับมาที่เมืองไทย เพราะราชันย์ต้องบริหารกิจการของครอบครัวต่อจากบิดาที่จากไปอย่างกะทันหัน

ตอน 2

แม่ของอุมารินทร์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนที่เธออายุได้เจ็ดขวบ ราชันย์จึงตกพุ่มม่ายมานานเกือบสิบห้าปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมามีบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่แวะเวียนเข้ามาทอดสะพานไม่ได้ขาด แต่เขาก็ไม่ยอมปลงใจแต่งงานกับใคร ทั้งที่อุมารินทร์ก็ไฟเขียว เพราะอยากให้บิดาซึ่งยังหนุ่มยังแน่นมีคนคอยดูแลและมีเพื่อนคู่ใจ

ปอไหมเคยเจอพ่อของอุมารินทร์ครั้งเดียว ตอนที่ไปเที่ยวบ้านของอุมารินทร์สมัยเรียนปีหนึ่ง เมื่อก่อนปอไหมเคยคิดว่าผู้ชายวัยหลักสี่แก่มากสำหรับผู้หญิงวัยอย่างเธอ แต่เมื่อได้เจอพ่อของเพื่อน ความคิดนั้นก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

สายตายามที่ราชันย์มองลูกสาวของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมเอ็นดู ปกป้อง หวงแหน แต่สายตาที่มองมายังเธอนั้นเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและตำหนิติเตียน เหมือนผู้ใหญ่มองเด็กใจแตกที่กลัวจะพาลูกเขาไปในทางเสียหาย ปอไหมยอมรับว่าเธอเป็นคนที่แต่งตัวตามแฟชั่นสมัยใหม่ ไม่ได้เรียบร้อยสวยหวานเหมือนอุมารินทร์ ทว่าเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่เขาคิด ขนาดแฟนก็ยังไม่เคยมี เสียแรงที่เป็นผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ ไอคิวสูง และใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตั้งนานสองนาน แต่เขากลับประเมินคนแค่จากการแต่งตัว

“คุณพ่อไม่อยู่ บินไปเยอรมันตั้งแต่สามวันก่อนโน่น เห็นว่าต้องไปคุยงานและต้องอยู่ที่นั่นหลายวัน ก็เลยต้องยกเลิกแพลนที่จะพาเราไปเที่ยว รู้มั้ยว่าเราดีใจแค่ไหนที่คุณพ่อไม่อยู่แบบนี้ เราจะได้ไปเที่ยวกับปอไง เราอยากสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบจริงๆ จังๆ บ้าง งั้นพรุ่งนี้เราไปหาปอนะ”

น้ำเสียงของอุมารินทร์ฟังดูตื่นเต้นจริงๆ ทำให้ปอไหมนึกถึงตัวเองตอนเด็กที่แอบพ่อแม่ไปเล่นน้ำฝน จึงอดเห็นใจเพื่อนรักไม่ได้ที่มีพ่อจอมเผด็จการและหวงลูกสาวเกินเหตุ  

“แน่ใจนะว่าถ้าพ่ออุ๋มรู้แล้วเราจะไม่โดนดุ”

“คุณพ่อไม่รู้หรอก เราจะบอกทุกคนในบ้านให้ปิดปากเงียบ แถมตอนนี้คนงานที่บ้านเราก็กลับบ้านต่างจังหวัดกันเกือบหมด เหลืออยู่แค่ป้าพลับกับลุงจำนงเท่านั้นเอง สองคนนี้ยังไงก็ตามใจเรา เพราะฉะนั้นทางสะดวกสุดๆ เลย”

“โอเค...งั้นพรุ่งนี้เราจะรอที่หอ ถ้าอุ๋มมาถึงแล้วก็โทร.หาเรานะ”

“ได้เลย เราน่าจะไปถึงไม่เกินเที่ยง พรุ่งนี้เจอกันนะปอ”

อุมารินทร์วางสายไปแค่นั้น ปอไหมจึงเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าและเดินเตร็ดเตร่ดูนั่นดูนี่อย่างเพลินๆ อยู่อีกครู่ใหญ่จึงค่อยกลับหอพักของตัวเอง

เสียงโทรศัพท์มือถือของปอไหมดังขึ้นในเวลาห้าโมงเช้า ซึ่งคนที่โทร.เข้ามาก็คืออุมารินทร์นั่นเอง อุมารินทร์บอกว่าตอนนี้รออยู่ที่ชั้นล่าง ปอไหมซึ่งอยู่ในชุดพร้อมเล่นน้ำสงกรานต์จึงรีบลงไปหา 

พอลงมาถึงชั้นล่าง ปอไหมถึงกับต้องยิ้มขำแกมส่ายหัว เมื่อเห็นชุดที่อุมารินทร์ใส่ เพื่อนของเธอมาในชุดเดรสยาวผ้าชีฟองลายจุด ดูแล้วยังคงเป็นลุคสวยหวาน เรียบร้อย ดูดี และสลัดคราบคุณหนูไม่ออก เห็นแบบนั้นปอไหมก็เชื่ออย่างสนิทใจ ว่าอุมารินทร์คงไม่เคยสัมผัสกับบรรยากาศสงกรานต์จริงๆ และผู้เป็นพ่อคงจะเข้มงวดกับอุมารินทร์ให้อยู่แต่ในกรอบมาตลอด ไม่อย่างนั้นอุมารินทร์คงไม่เป็นเช่นนี้

“ขำอะไรน่ะปอ เราทำอะไรเปิ่นๆ อีกแล้วใช่มั้ย” อุมารินทร์ถามอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง เมื่อเห็นรอยยิ้มเกลื่อนอยู่ทั่วใบหน้าของปอไหมในทันทีที่เห็นเธอ

“เปล่า...แต่เราว่าชุดนี้มันไม่เหมาะกับการออกไปเล่นสงกรานต์เลย”

“แล้วเราควรทำไง เสื้อผ้าที่บ้านก็มีแต่แนวๆ นี้”

“งั้นเอางี้ อุ๋มขึ้นไปเปลี่ยนชุดที่ห้องเรา ใส่เสื้อผ้าเราดีกว่า หุ่นเรากับอุ๋มน่าจะพอๆ กัน อุ๋มใส่เสื้อผ้าเราได้สบายๆ”

“ดีเหมือนกัน เราว่าชุดแบบปอน่าจะคล่องตัวกว่า”

หลังจากตกลงกันเช่นนั้น ปอไหมจึงพาอุมารินทร์ขึ้นไปบนห้องตัวเอง ร่างบางขยับไปยังตู้แล้วเลือกเสื้อผ้าออกมาให้อุมารินทร์ชุดหนึ่ง เป็นเสื้อยืดสีดำขนาดพอดีตัวกับกางเกงยีนขาสั้น ซึ่งเป็นแบบคล้ายๆ กับที่เธอใส่อยู่ตอนนี้ 

อุมารินทร์รับเสื้อผ้าแล้วเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ครู่หนึ่งก็กลับออกมาในลุคใหม่ คราวนี้จากมาดคุณหนูไฮโซ เปลี่ยนเป็นเด็กสาวที่สดใสดูสวยสมวัย แต่กระนั้นในสายตาของปอไหม เพื่อนของเธอก็ยังคงดูดีและสวยมาก คงเป็นเพราะอุมารินทร์เป็นลูกเสี้ยว หน้าตาจึงงดงามคมคายหมดจด ตลอดเวลานับตั้งแต่เริ่มเป็นเพื่อนกัน อุมารินทร์วางตัวดีมาตลอด พูดจาก็อ่อนหวานนุ่มหู และไม่ถือตัวว่าเป็นลูกสาวเศรษฐี จึงเป็นดาวเด่นของมหาวิทยาลัยซึ่งทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องต่างก็ให้ความชื่นชมเป็นอย่างมาก

“เป็นไงบ้างปอ แบบนี้โอเคหรือยัง” อุมารินทร์ถามเพื่อความมั่นใจอีกรอบ พลางก้มลงมองชุดที่ตัวเองใส่อย่างตื่นเต้น

“โอเคสุดๆ เหมาะจะออกไปเล่นสงกรานต์เลยละ คราวนี้ก็พร้อมลุยแล้ว ไปกันเลยมั้ย”

“ยังก่อนปอ”

“มีอะไรอีก”

“ปอต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไปนอนค้างเป็นเพื่อนเราสักวันสองวันด้วย วันพรุ่งนี้เราจะได้ไปเที่ยวพร้อมกันเลยไง”

“ไม่เอาเด็ดขาด ถ้าพ่ออุ๋มรู้เข้านะ...” ปอไหมปฏิเสธพลางทำสีหน้าสยองบ่งบอกว่าเธอขยาดพ่อของอุมารินทร์มากแค่ไหน

“ไม่ต้องกลัวคุณพ่อหรอก ก็เราบอกแล้วไงว่าคุณพ่อไปต่างประเทศ ปกติคุณพ่อไปทีเป็นอาทิตย์ กว่าจะกลับก็หลังสงกรานต์โน่นแหละ”

“อุ๋มก็รู้ว่าพ่ออุ๋มไม่ชอบเรา”

“ใครบอก...คุณพ่อก็แบบนี้แหละ ถึงปากจะดุแต่ความจริงใจดีสุดๆ เลยนะ”

“ใจดีแต่กับอุ๋มคนเดียวน่ะสิ กับเราอุ๋มก็เคยเห็นแล้วว่าพ่ออุ๋มไม่อยากให้เราคบกับอุ๋มด้วยซ้ำ”

ตอน 3

“คิดมาก ไม่จริงหรอก เห็นมั้ยเราสองคนก็คบกันตั้งแต่ปีหนึ่งจนตอนนี้จะจบแล้ว พ่อก็ไม่เห็นจะว่าอะไรเลย นะ...ปอนะ ไปค้างบ้านเรานะ” อุมารินทร์ขยับมาจับแขนของปอไหมเขย่าเบาๆ พร้อมกับอ้อนทั้งน้ำเสียงและสีหน้าแววตา ทำเอาปอไหมต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างคนจนใจจะปฏิเสธ แต่ก็ยังทำใจแข็ง

“ไม่เอา...”

“งั้นเราจะมาค้างกับปอ ไหนๆ คุณพ่อก็ไม่อยู่แล้วนี่”

“จะบ้าเหรออุ๋ม ถ้าพ่อเธอรู้เข้าจะยิ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม เธอนี่มันดื้อเงียบและตื้อเก่งจริงๆ เลยนะ โอเคๆ เราไปค้างด้วยก็ได้ แต่แค่วันเดียวนะ”

“โอเค วันเดียวก็ยังดี”

ทั้งสองคนตกลงกันได้แบบพบกันครึ่งทาง ปอไหมจึงต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้เพื่อไปนอนค้างบ้านอุมารินทร์ จากนั้นทั้งสองก็ออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกันที่ย่านถนนชื่อดังในกรุงเทพฯ บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก เพราะเพื่อนๆ สมัยมัธยมของปอไหมมาจับกลุ่มเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนานอยู่ก่อนแล้ว  

อุมารินทร์ตอนนี้เปียกโชกไปทั้งตัว โดนทั้งสาดน้ำ ทาแป้ง แต่เธอกลับรู้สึกสนุกสนานจนยิ้มร่าตลอดเวลา ตามประสาคนที่ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้มาก่อน และประสบการณ์แปลกใหม่นั้นก็ทำให้คุณหนูคนสวยติดลมและไม่ยอมกลับบ้านง่ายๆ ซึ่งปอไหมเห็นว่าเพื่อนกำลังมีความสุขก็เลยปล่อยเลยตามเลย กว่าจะชวนกันกลับได้ เวลาจึงล่วงเลยไปจนถึงหนึ่งทุ่มกว่าๆ  

รถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ หลังจากอุมารินทร์ส่งเงินให้คนขับเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองสาวก็ก้าวลงจากรถในสภาพเปียกปอนทั้งคู่ เสียงอันสดใสร่าเริงของอุมารินทร์เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่บนรถกระทั่งลงจากรถและกำลังจะก้าวเข้าบ้าน อุมารินทร์ก็ยังคุยจ้อไม่หยุด

“ปอพรุ่งนี้ไปแต่เช้ากันเลยเนอะ เดี๋ยวมีเวลาเล่นน้อย” 

“ไปทำไมแต่เช้า เขาเริ่มเล่นกันก็เกือบเที่ยง”

“ก็ไปคุยกับเพื่อนๆ ของปอก่อนไง เสียดายน่าจะได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ไม่งั้นคงเป็นเพื่อนซี้กันหมดแก๊ง มีแต่คนคุยสนุกน่ารักๆ”

“ขนาดคบกับเราคนเดียวพ่ออุ๋มยังหน้าหงิกขนาดนี้ ถ้าอุ๋มคบกับแก๊งนั้นด้วยมีหวังพ่ออุ๋มเส้นเลือดในสมองแตกแน่ๆ พวกนั้นยิ่งมีแต่ห่ามๆ เซี้ยวๆ จะเรียบร้อยหน่อยก็มีแต่หยีเท่านั้นแหละ” 

“ใครว่าพ่อเราหน้าหงิก พ่อเราออกจะหล่อ” อุมารินทร์คิดว่าตัวเองไม่ได้พูดเกินจริงเลย พ่อของเธอหล่อมาก ชนิดที่ว่าดาราหรือนายแบบบางคนยังอาย

“ใช่...พ่ออุ๋มหล่อ...หล่อมาก...ยิ่งเวลาที่ทำหน้าดุๆ นะยิ่งหล่อ หล่อเหมือนยักษ์วัดแจ้งเลย” ปอไหมลากเสียง พูดจบก็หัวเราะออกมาอย่างถูกใจคำพูดตัวเอง เพราะดูเหมือนมันจะเหมาะกับบุคลิกของพ่ออุมารินทร์มากที่สุด

“ดูเธอมีความสุขมากนะกับการนินทาผู้ใหญ่”

เสียงเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของอุมารินทร์ แต่เป็นเสียงของ...

“เวรละ!” ปอไหมอุทานออกมาเบาๆ ขาหยุดชะงักแบบก้าวไม่ออกเอาดื้อๆ ตาเบิกโพลงขึ้นอย่างตกใจ ไม่ต่างอะไรกับอุมารินทร์

“คุณพ่อ!”

ทั้งปอไหมและอุมารินทร์ต่างอยู่ในอาการที่ตกใจไม่แพ้กัน เมื่อคนซึ่งเป็นหัวข้อสนทนากำลังยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ตรงหน้าบ้าน 

“พ่อคงไม่ต้องถามใช่มั้ยว่าอุ๋มไปทำอะไรมา” ราชันย์พูดกับลูกสาวเสียงราบเรียบ แต่ฟังดูดุจนชวนขนลุก

“อุ๋มขอโทษค่ะคุณพ่อ อุ๋มแค่อยากไปสนุกกับเพื่อนๆ บ้าง”

“อุ๋มเข้าบ้านไปก่อน พ่อมีเรื่องจะคุยกับเพื่อนอุ๋มสักหน่อย”

“โธ่...คุณพ่อคะ อุ๋มอยากไปเองนะคะคุณพ่อ ปอไม่ผิด” อุมารินทร์รีบอธิบายให้พ่อเข้าใจ เมื่อเห็นว่าตอนนี้สายตาของราชันย์พุ่งไปยังเพื่อนของตนอย่างไม่พอใจรุนแรง

“พ่อบอกให้เข้าบ้าน” โทนเสียงของราชันย์ยังคงราบเรียบแต่เฉียบขาดเสียจนอุมารินทร์ไม่กล้าขัดคำสั่ง

อุมารินทร์หันมาสบตากับปอไหมอย่างเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ตนทำให้เพื่อนเดือดร้อน แต่ปอไหมก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร อุมารินทร์จึงจำต้องเดินเข้าบ้านตามคำสั่งของบิดา จึงกลายเป็นว่าตอนนี้ปอไหมกำลังยืนเผชิญหน้ากับราชันย์ตามลำพัง

ชั่วขณะหนึ่งสาววัยยี่สิบสองอดคิดไม่ได้ว่า หากเปรียบเป็นมวยที่กำลังจะขึ้นชกบนเวที เธอคือคนที่เสียเปรียบคู่ชกในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างที่ต่างกันชัดเจน วัยวุฒิซึ่งห่างกันเกือบสองรอบ หรือแม้แต่การควบคุมอารมณ์ ราชันย์ยังคงดูเยือกเย็น แต่สายตาที่มองมายังเธอทำเอาปอไหมสะบัดร้อนสะบัดหนาว แววตาคู่นั้นฉาบฉายไปด้วยการตำหนิ โลมเลีย และจงใจทำให้อาย โดยเฉพาะเวลาที่เขาจดจ้องมองหน้าอกอวบอิ่มที่กลมกลึงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเสื้อสีขาวเปียกลู่เช่นนี้ ขณะที่ปอไหมใจเต้นไม่เป็นส่ำ ทั้งโกรธทั้งอาย แก้มร้อนผ่าว ตัวแดงระเรื่อ แต่ก็ยังคงฝืนยืนเชิดหน้าปะทะกับเขา

“คุณมีอะไรจะพูดกับปอคะ” 

“เธอมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย กับสิ่งที่เธอทำลงไป”

“ไม่มีค่ะ เพราะปอคิดว่ามันไม่ได้ผิดอะไรกับการที่ปอพาอุ๋มไปเที่ยวสงกรานต์อย่างคนธรรมดาทั่วไป” ปอไหมเชิดหน้าขึ้นขณะต่อปากต่อคำอย่างฉะฉาน ตอนนี้เธอเหมือนคนปากกล้าขาสั่น ถ้ามีใครสักคนเข้าไปเดินเล่นในหัวใจของเธอคงรู้ว่ามันกระตุกแรงและผิดจังหวะมากแค่ไหน

“ฉันไม่ได้หมายถึงการที่เธอพายัยอุ๋มไปเที่ยว แต่ฉันหมายถึงการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ล่อแหลมแบบนี้ ยัยอุ๋มคงไม่ได้ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแบบเธอ เพราะอยากใส่เองกระมัง”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

มิปองรัก

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED