เสียงหอบหายใจที่ไม่คิดจะอำพรางเสียงให้เบาลงเลยแม้แต่น้อยทำให้กอหญ้าที่มึนเมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ถึงกับพยายามลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความยากลำบากเพื่อมองหาที่มาของเสียงครางกระเส่าและลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่าราดรินรดอยู่ข้างแก้มเนียนของเธอ
ภายใต้ความมืดที่มีเพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์กลมโตที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบร่างของใครบางคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายของเธอทำให้กอหญ้าขมวดคิ้วน้อยๆด้วยความแปลกใจก่อนที่เธอจะหลงเคลิ้มคิดไปว่านี่คือความฝันที่ชวนให้รู้สึกหวาบหวามจนแทบไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมาเลยสักนิด
ดวงหน้าสวยเฉี่ยวที่สะกดตาสะกดใจสิงห์หนุ่มเสือร้ายทั้งหลายพลันเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่บางเบาราวกับขนนกแต่กลับทำให้เธอเสียวสะท้านจนกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ไหว นี่คือความฝันกอหญ้าเพียรพยายามตอกย้ำตนเองด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่ฉายอยู่บนใบหน้าสองมือนุ่มนิ่มพลันลูบไล้แผ่นหลังที่ชื้นไปด้วยเหงื่ออย่างสะเปะสะปะราวกับกำลังตอบสนองต่อสัมผัสที่ชวนให้โหยหาและความปรารถนาที่ซ่อนเอาไว้ลึกสุดของก้นบึ้งหัวใจ
“อ๊า เธอกำลังจะทำให้ฉันคลั่งนะคนสวย”
ภีมวัจน์ครางเสียงกระเส่าด้วยความรู้สึกเสียวซ่านเมื่อมือเล็กนุ่มนิ่มของสาวน้อยใต้ร่างกำลังลูบไล้แผ่นหลังที่ชื้นเหงื่อของเขาไปมาเบาๆคล้ายเชื้อเพลิงที่เติมลงบนกองไฟให้ร้อนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าหล่อเหลาพลันยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปใช้ฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามดึงรั้งสายเสื้อของเธอให้หล่นลงมากองอยู่บนหน้าท้องแบนราบเผยเต้าอวบกลมกลึงขนาดใหญ่ที่ปลุกอารมณ์ร้อนดั่งไฟของภีมวัจน์ให้ลุกฮือด้วยความร้อนแรง
ภีมวัจน์ไม่รอช้าเขารีบทิ้งใบหน้าซุกซบลงบนหน้าอกอวบที่เด้งตอบรับสัมผัสก่อนที่ลิ้นเรียวของเขาจะทำหน้าที่ดูดกลืนเม็ดบัวใหญ่เบาๆทำให้ลมหายใจที่นิ่งสงบของกอหญ้าพลันถี่กระชั้นริมฝีปากอวบอิ่มพลันเปล่งเสียงครางกระเส่าออกมาอย่างสุดกลั้น
โอ้ พระเจ้าทำไมความฝันของเธอถึงได้เสียวซ่านเช่นนี้นะนี่เธอกำลังฝันทะลึ่งอยู่ใช่ไหมกอหญ้า?
กอหญ้าเอ่ยถามตัวเองในใจด้วยสติที่เลือนรางเพราะความมึนเมาจากแอลกอฮอล์ที่เธอเผลอดื่มเข้าไปเพราะถูกท้าทายจากคู่อริแก้วแล้วแก้วเล่าจนทำให้สติที่มีอยู่เต็มร้อยในทีแรกหลงเหลือเพียงน้อยนิดจนแทบไม่รู้สึกตัวเองว่าตอนนี้เธอกำลังทำสิ่งใดอยู่
ยามที่ลิ้นเรียวตวัดรัดเกี่ยวเม็ดบัวสีชมพูกอหญ้าพลันแอ่นหน้าอกตามแรงรัดด้วยความรู้สึกที่เสียดเสียวเธอพยายามลืมตาขึ้นมองภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าแต่ไม่ว่าเธอจะพยายามอย่างไรก็ไร้ผลเมื่อสัมผัสของใครบางคนทำให้สติของเธอกระเจิดกระเจิงจนยากจะกู้กลับคืนมาสุดท้ายกอหญ้าจึงตัดสินใจโยนสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดทิ้งไปอย่างไม่ไยดีพร้อมโอบกอดร่างกายแข็งแกร่งของคนตรงหน้าอย่างไม่สนใจสิ่งใดพลางตอบสนองต่อสัมผัสของเขาอย่างเร่าร้อน
“อ๊า สะ เสียว เสียว อื้อ ยะ อย่า อื้อ”
เสียงครางพลันถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อภีมวัจน์เลื่อนริมฝีปากขึ้นมาบดขยี้กลีบปากอวบอิ่มปิดเสียงหวานเย้ายวนของกอหญ้าเอาไว้พร้อมมือใหญ่ที่บีบขย้ำหน้าอกอวบอย่างไร้ความปรานี เมื่อจิตสำนึกของภีมวัจน์บอกว่าเธอไม่ใช่สาวน้อยวัยแรกแย้มที่ไม่เคยต้องมือชายหากแต่เธอคือแม่เสือสาวกร้านโลกที่เขาซื้อมาในราคาสูงลิ่วเพื่อมาบำเรอความสุขทางกายให้แก่เขาในค่ำคืนนี้ต่างหากทำให้น้ำหนักยามที่บีบเคล้นอกอิ่มจึงลงแรงหนักเสียจนผิวเนื้อสีขาวราวหยวกกล้วยค่อยๆขึ้นสีแดงเป็นจ้ำไปทั่วบริเวณที่มือใหญ่วาดผ่าน
เอวบางคอดกิ่วของหญิงสาวใต้ร่างเลื้อยส่ายไปมาชวนให้ชายหนุ่มที่กำลังกระหายในรสสัมผัสลูบไล้ผิวเนื้อบริเวณนั้นอย่างเพลิดเพลินก่อนที่เรียวนิ้วของเขาจะค่อยๆไต่ระดับลงมาจนถึงเนินเนื้ออวบอิ่มที่มีขนสีอ่อนขึ้นเพียงเบา ภีมวัจน์ค่อยๆแยกเรียวขาสวยเนียนออกจากกันพร้อมลูบไล้กลีบกุหลาบงามไปมาเบาๆทำให้กอหญ้าที่กำลังมึนงงเพราะจูบสูบวิญญาณของภีมวัจน์ได้แต่ร้องครางอู้อี้อยู่ในลำคอ
“ทำไมถึงได้น่ากินไปทั้งตัวแบบนี้หืม”
ภีมวัจน์พึมพำเสียงกระเส่าชิดกลีบปากอวบอิ่มที่แดงช้ำเพราะแรงดูดดึงจากเรียวลิ้นของเขาในขณะที่กอหญ้ายังคงหลับตาพริ้มไร้วี่แววจะลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังคิดว่าคือความฝันในยามราตรีที่มืดมิดแท้ที่จริงแล้วมันคือความจริงต่างหาก
จมูกโด่งที่แสนซุกซนของภีมวัจน์ค่อยๆสูดความหอมจากซอกคอขาวเนียนพร้อมขบเม้มทิ้งรอยแดงไว้จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างเขาสูดดมความหอมละมุนที่ไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้จากที่ไหนมาก่อนด้วยความเพลิดเพลินไล่เรื่อยลงมาหยอกล้อกับผิวเนื้ออวบอิ่มอีกครั้งก่อนที่เขาจะผละจากมาด้วยความเสียดาย
ใบหน้าหล่อเหลาของภีมวัจน์ยังคงเล้าโลมกอหญ้าอย่างช้าๆอย่างที่ไม่เคยทำกับหญิงสาวคนไหนมาก่อนแต่กับผู้หญิงคนนี้ที่คงดื่มเหล้าย้อมใจมาจนเมามายไม่ได้สติกลิ่นหอมของเธอช่างเย้ายวนชวนให้เขาสูดดมหลงใหลไม่รู้เบื่อขั้นตอนการโอ้โลมจึงนานกว่าที่เคยเป็นมา
มือที่วางบนผิวเนื้ออ่อนนุ่มยังคงลูบไล้ไปมาเบาๆก่อนที่ภีมวัจน์จะตัดสินใจเลื่อนใบหน้าลงมาหากลีบผกาสีสวยที่ล่อตาล่อใจให้เขานึกอยากสัมผัสถึงแม้ว่าภายในห้องจะมืดจนแทบมองไม่เห็นแต่แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามากระทบลงบนเตียงทำให้เขามองเห็นกุหลาบดอกสวยได้เต็มสองตา
“อ๊า ตะ ตรงนั้น ยะ อย่า อื้อ อ๊า”
หลังจากที่ต่อสู้กับตัวเองในใจอยู่นานภีมวัจน์ก็ตัดสินใจแหกกฎของตัวเองเป็นครั้งแรกด้วยการใช้เรียวลิ้นแตะลงบนปุ่มกระสันของสาวสวยใต้ร่างที่บิดกายไปมาด้วยความเสียวซ่านพร้อมเปล่งเสียงครางหวานหูออกมาเคล้าเสียงดูดเลียราวกับท่วงทำนองดนตรีที่ร้อนแรงชวนให้คนที่แหกกฎตัวเองเป็นครั้งแรกถึงกับรู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก
“พะ พอแล้ว ไม่ไหว ละ แล้ว อื้อ อย่า อ๊า”
ดวงตากลมโตถึงแม้จะปิดอยู่ด้วยความมึนเมาแต่สัมผัสที่ชวนให้เสียวสะท้านกลับทำให้กอหญ้ากลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่อยู่ร่างเล็กส่ายไหวไปมาราวกับดอกไม้ต้องลมจนกระทั่งความเสียวซ่านที่ได้รับทำให้เธอเกร็งกระตุกและปลดปล่อยน้ำหวานออกมาให้ภีมวัจน์ดูดเลียอย่างไม่นึกรังเกียจ
“หึ หนีไปมีความสุขก่อนเลยนะคนสวย ต่อไปก็ตาฉันบ้างล่ะฉันจะกระแทกให้เธอร้องครางเสียงหวานๆไม่หยุดเลยคอยดู”
ภีมวัจน์จับส่วนที่ร้อนรุ่มแข็งกล้าที่สุดในกายของเขาจ่อไปที่ร่องรักสีชมพูที่มีน้ำหวานฉ่ำเยิ้มคอยเป็นตัวเบิกทางก่อนที่เขาจะกระแทกความแข็งแกร่งผ่านเยื่อบางๆที่เขารับรู้ได้ในเสี้ยววินาทีแต่เขาไม่สามารถหยุดยั้งแรงกระแทกให้ผ่อนแรงลงได้เลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้กอหญ้าที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นเผลอส่งเสียงกรีดร้องออกมาสุดเสียงพร้อมยกมือขึ้นจิกเล็บลงบนท่อนแขนแกร่งด้วยความตกใจระคนเจ็บปวดถึงขีดสุด
“กรี๊ด อุ๊ป”
ริมฝีปากอวบอิ่มที่เปล่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดพลันถูกปิดผนึกด้วยริมฝีปากของภีมวัจน์ที่ฉกวูบลงมาด้วยความรวดเร็วดวงตาสีน้ำตาเข้มของเขาเผยแววฉงนสงสัยเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงเยื่อบางๆที่ฉีกขาดลงจากแรงกระแทกที่รุนแรงของเขา
ไหนลูกน้องของเขาบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นงานแถมลีลาเด็ดอย่าบอกใครอย่างไรล่ะ แล้วเยื่อพรหมจันทร์นี่มันอะไรกันเขามึนงงไปหมดแล้ว
“อื้อ เอ้บ เอ้บ”
ใบหน้าของกอหญ้าพลันส่ายหนีจูบร้อนแรงที่เอาแต่ใจพร้อมร้องครางว่าเจ็บอู้อี้อยู่ในลำคอแต่ภีมวัจน์กลับยกมือขึ้นมาประคองใบหน้าของเธอพร้อมบังคับให้รับจูบของเขาทำให้กอหญ้าหมดสิ้นหนทางที่จะพลิกใบหน้าหนีเธอจึงได้แต่ตอบสนองจูบที่เร่าร้อนของเขาอย่างจำยอม
ปึก ปึก ปึก
ความอ่อนนุ่มที่กำลังโอบรัดความแข็งแกร่งกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณห้องนอนใหญ่ทำให้อารมณ์สับสนที่กำลังตีกันให้วุ่นภายในหัวพลันลดลงกลายมาเป็นอารมณ์กระหายในความใคร่ที่กำลังพุ่งขึ้นจนถึงขีดสุดเมื่อได้รับรู้ว่าเขาคือคนแรกของเธอภีมวัจน์ก็ยิ่งกระแทกความร้อนแรงเข้าหากอหญ้าจนเธอถึงกับน้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวด
ความเสียวซ่านก่อนหน้านี้พลันหายไปจนหมดสิ้นมีเพียงความเจ็บปวดเข้ามาแทนที่จนยากที่เธอจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้แต่ความอ่อนไหวจนหลั่งน้ำตาของสาวสวยใต้ร่างไม่ได้ทำให้อารมณ์ร้อนแรงของภีมวัจน์ลดลงเลยแม้แต่น้อย
“อ๊า แน่นมากคนสวย”
ภีมวัจน์กระซิบชิดแก้มเนียนที่เปรอะไปด้วยหยาดน้ำตาพร้อมจับเอวของกอหญ้าเอาไว้แน่นก่อนที่เขาจะรัวกระแทกความใหญ่โตเข้าหาความอ่อนนุ่มพร้อมจงใจบดขยี้จุดกระสันจนทำให้ความเจ็บปวดที่ได้รับในคราแรกค่อยๆจางหายไปกลายเป็นความเสียวซ่านที่เผลอซู้ดปากราวกับกำลังกินของเผ็ดร้อนอยู่
“อ๊า เสียว เสียวเหลือเกิน อื้อ แรงๆ แรงกว่านี้ อ๊า”
เสียงหวานที่ร้องขอให้เขากระแทกแรงขึ้นกว่านี้ทำให้ภีมวัจน์ได้แต่ยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจเขาไม่รอช้าที่จะทำตามคำขอของสาวสวยทันที สองมือของเขารวบมือบางที่กำลังปัดป่ายอยู่ที่แผ่นหลังของเขาอย่างสะเปะสะปะด้วยมือเดียวพร้อมตะโบมจูบดูดเลียอกอิ่มที่แข็งเป็นไตตอบรับสัมผัสของเขาอย่างลืมตัว
“จัดให้ตามคำขอเลยคนสวยเช้ามาตรงนั้นระบมอย่ามาโทษกันนะ”
ภีมวัจน์ก้มหน้าลงไปกระซิบเสียงแหบพร่าที่ข้างใบหูหอมกรุ่นพร้อมสูดดมความหอมอย่างหลงใหลก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาของเขาจะเชิดขึ้นเปล่งเสียงกระเส่าแข่งกับกอหญ้าที่หลงใหลไปกับรสสัมผัสแปลกใหม่ที่เพิ่งเคยรู้จักเป็นครั้งแรกทำให้เธอพลันกระตือรือร้นตอบสนองต่อสัมผัสหวาบหวามของร่างสูงอย่างถึงพริกถึงขิงโดยที่เธอยังคงคิดว่านี่คือความฝันดีอย่างหนึ่งที่เธอจะจดจำเอาไว้ไม่มีวันลืมเลย
ปึก ปึก ปึก
เสียงกระแทกที่หยาบโลนยังคงดังเคล้าคลอกับเสียงครางหวานๆที่ยังคงเปล่งออกมาตลอดทั้งคืนหลายครั้งที่ภีมวัจน์พาสาวสวยที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อโลดแล่นไปกับท่วงท่าต่างๆที่นานๆครั้งเขาจะจัดเต็มเล่นเพลินซะหลายท่า จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลขสองความเคลื่อนไหวภายในห้องจึงสงบลงแต่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายสิเน่หาที่ชวนให้หนุ่มหล่อและสาวสวยยิ้มออกมาด้วยใจที่เปี่ยมสุขก่อนที่ทั้งคู่จะโอบกอดกันและกันนอนหลับไปท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิด
เช้าวันต่อมา
ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้กอหญ้าค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปหาความอบอุ่นที่เธอซุกตัวนอนหลับมาตลอดทั้งคืนกลิ่นน้ำหอมที่ไม่คุ้นจมูกดั่งนาฬิกาปลุกที่ชวนให้เด็กสาวค่อยๆลืมตาตื่นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกายราวกับถูกรถขนาดใหญ่บดทับจนรู้สึกร้าวไปทุกส่วน
กลิ่นหอมที่ยังคงลอยมาแตะจมูกทำให้กอหญ้าค่อยๆเงยหน้าขึ้นจนกระทั่งหน้าผากของเธอสัมผัสเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่นุ่มหยุ่นราวกับก้อนเต้าหู้เด็กสาวถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าของเธอจะเผยความละอายใจออกมา
นี่เมื่อคืนเธอเมามากจนเผลอเข้ามานอนห้องของผิงผิงเลยเหรอเนี่ย แต่เอ๊ะ!! หรือว่าเมื่อคืนเธอเผลอมีเรื่องตบตีกับสายขิมจนถูกผิงผิงลากกลับห้องมานะ
กอหญ้าขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมพยายามนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแต่ไม่ว่าเธอจะพยายามนึกเท่าไรเธอก็นึกไม่ออกในขณะที่กำลังว้าวุ่นใจคนข้างกายที่กำลังนอนหลับสนิทก็พลันขยับเข้ามาใกล้ๆพร้อมดึงเธอเข้ามาซุกตรงซอกคอของเขาทำให้ความคิดที่กำลังจมดิ่งวนอยู่ในอ่างเล็กที่ยังหาคำตอบไม่ได้ของกอหญ้าพลันกลับคืนมา
“นอนดีๆหน่อยได้ไหมผิงผิง”
กอหญ้าเอ่ยบอกคนข้าง ๆ ที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทพร้อมขยับใบหน้าออกมาจากบริเวณซอกคอที่เธอซุกอยู่จนกระทั่งสายตาของเธอปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้นแกะสลักฝีมือไมเคิลแองเจโล จิตรกรชื่อดังของอิตาลี
ดวงตาคู่สวยพลันเบิกกว้างมองคนที่นอนอยู่เคียงข้างด้วยความตื่นตระหนกตกใจหัวใจของเธอพลันดีดตัวหนึ่งทีแล้วเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุสองมือรีบยกขึ้นปิดปากเอาไว้เมื่อเธอเกือบจะหลุดเสียงกรีดร้องออกมาให้คนที่กำลังนอนหลับสนิทตกใจตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับเธอที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมคนที่นอนอยู่ข้างๆเธอถึงได้กลายเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนนี้ไปได้
“นี่ตกลงว่าเราเข้าห้องผิดหรือถูกลากเข้ามาในห้องนี้กันแน่วะกอหญ้า”
กอหญ้าพึมพำเสียงเบาหวิวด้วยความคิดที่สับสนวุ่นวายก่อนที่เอวของเธอจะถูกคนที่กำลังนอนหลับยื่นมือมารวบทีเดียวเธอก็กลับเข้าไปนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง วินาทีที่ริมฝีปากของเขาแนบลงบนแก้มของเธอภาพความทรงจำที่เธอพยายามนึกถึงก็ค่อยๆไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก
เรื่องระหว่างเขาและเธอมันเริ่มจาก...
บาร์
“เบาได้เบาเว้ยเพื่อนตั้งแต่เข้ามามึงซัดไปหลายแก้วแล้วนะ”
ซันนี่เอ่ยเตือนกอหญ้าด้วยความเป็นห่วงเธอไม่ได้ห่วงกลัวว่าโรคตับแข็งจะถามหาเพื่อนหรอกนะแต่เธอกลัวว่าเพื่อนสนิทของเธอจะเมาจนทิ้งคำว่า สติ เอาไว้ที่บาร์น่ะสิถ้าไม่เชื่อทุกคนก็รอดูคืนนี้ได้เลย
“มึงจะห้ามมันทำไมว่ะซัน...”
“ซันนี่จ้ะซันนี่ กรุณาเรียกชื่อกูให้ถูกด้วยผิงผิง”
ผิงผิงยังพูดไม่ทันจบประโยคซันหรือซันนี่เพื่อนชายที่ใจเป็นหญิงเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มก็รีบเอ่ยทักท้วงให้ผิงผิงเรียกชื่อเธอให้ถูกทันที
“เออ ซันนี่ก็ซันนี่ มึงนี่ก็ย้ำกูจังเผลอนิดเดียวรีบท้วงเลยนะ”
“มันแน่นอนอยู่แล้ว ก็ในเมื่อกูเปลี่ยนชื่อเป็นซันนี่แล้วมึงก็ต้องเรียกชื่อกูให้ถูกด้วย”
“พวกมึงนี่ก็ขยันกัดกันเหลือเกินนะ สามวันดีสี่วันไข้ไม่เบื่อมั้งไง”
กอหญ้าเหน็บให้เพื่อนสนิททั้งสองคนที่ยักไหล่น้อยๆอย่างไม่แยแสกับคำพูดของเธอก่อนที่ทั้งสองคนจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเบาๆซึ่งตรงข้ามกับกอหญ้าที่ยกแก้วตรงหน้าขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดแก้วด้วยสีหน้าเรียบสนิทราวกับว่าเธอกำลังดื่มน้ำเปล่าอย่างไรอย่างนั้นเลย
“ถ้ามึงจะยกซดเหมือนลำยองขนาดนี้เมาขึ้นมากูไม่แบกกลับห้องนะบอกไว้ก่อน”
ซันนี่รีบพูดออกตัวก่อนคนแรกเมื่อดูแล้วเห็นท่าคืนนี้กอหญ้าคงจะเมาจนลืมสติเอาไว้ที่บาร์แห่งนี้แน่ ๆ
“กูมีขาเดินหลับห้องเองได้มึงไม่ต้องห่วง”
กอหญ้ายกมือขึ้นตบหลังเพื่อนเบา ๆ ก่อนที่เธอจะคีบน้ำแข็งใส่แก้วและชงเหล้าเข้มๆให้ตัวเอง
“ระวังเอาไว้บ้างก็ดีนะ วันนี้ขาของมึงอาจจะพามึงเดินเข้าห้องผิดก็ได้ใครจะไปรู้ล่ะจริงไหม”
ผิงผิงเอ่ยแซวกอหญ้าที่รีบยกนิ้วขึ้นส่ายไปมาเป็นเชิงปฏิเสธคำกล่าวหาของเพื่อนรักที่กำลังดูถูกความสามารถในการเอาตัวรอดของเธออยู่ต่อให้เธอเมามากแค่ไหนเธอก็ไม่มีวันเข้าห้องผิดหรอก..มั้งนะ
“ไม่มีทางแน่นอน”
กอหญ้าพูดขึ้นด้วยความมั่นใจเพราะสกิลการดื่มของเธอนั้นถือว่าคอแข็งใช้ได้ทีเดียวโดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเวลาที่ตัวเองเมานั้นสติที่เคยเต็มร้อยกลับเหลือน้อยจนแทบเท่ากับศูนย์
“ว่าแต่นังสายขิมมันเป็นอะไรมากปะ กูเห็นมันนั่งจ้องหน้ามึงตั้งแต่เข้ามาแล้ว”
คำพูดของผิงผิงทำให้กอหญ้าคิดถึงเรื่องฝึกงานของเธอที่เกิดความผิดพลาดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลยเมื่อทางบริษัทที่ทางมหาวิทยาลัยส่งเรื่องไปตอบรับเธอเข้าฝึกงานเรียบร้อยแล้วซึ่งความผิดพลาดในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเธอหรือสายขิมคู่อริเบอร์หนึ่งของเธอแต่อย่างใด
“คงหงุดหงิดมั้งที่ไม่ได้ไปฝึกงานบริษัทที่ตัวเองเล็งเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก”
คำพูดของกอหญ้าทำให้คิ้วของซันนี่และผิงผิงพร้อมใจขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเพราะเรื่องฝึกงานของพวกเธอเพิ่งจะเสร็จเรียบร้อยไปเมื่อไม่กี่วันนี้นี่เอง
“หงุดหงิดเรื่องที่ฝึกงานแล้วมันเกี่ยวอะไรกับมึงด้วยวะกอหญ้า”
ซันนี่เอ่ยถามกอหญ้าเพื่อให้คลายข้อสงสัยที่กำลังก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นอยู่ในใจ
“ไม่เกี่ยวได้ยังไงก็ในเมื่อบริษัทที่มันอยากจะไปฝึกงานดันสลับกับกูน่ะสิ”
“ห๊ะ มึงว่ายังไงนะ”
ผิงผิงกับซันนี่พร้อมใจกันตะโกนถามกอหญ้าอีกครั้งด้วยความตกใจทำให้คนที่เพิ่งบอกสาเหตุที่สายขิมเอาแต่จ้องหน้าเธอได้แต่ยกมือขึ้นปิดหูเอาไว้ราวกับกลัวหูดับ
“แล้วพวกมึงจะพากันตะโกนทำไมเนี่ย”
กอหญ้าต่อว่าสองสาวที่ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อยแถมตอนนี้ทั้งคู่ยังพากันจ้องหน้าเธอเพื่อรอฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นตาไม่กระพริบอีกด้วย
“ก็ไม่มีอะไรมาก อาจารย์เขาแค่หยิบเอกสารของกูกับมันสลับกันน่ะก็เลยทำให้กูต้องไปฝึกงานที่ AK Group ส่วนมันก็ไปแทนกูแค่นั้นเอง”
“เดี๋ยวนะกอหญ้า นี่มึงไม่คิดที่จะเล่าเรื่องนี้ให้พวกกูฟังบ้างหรือไง”
ผิงผิงเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่ส่ายหน้าไปมาน้อยๆราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญมากพอที่จะต้องเล่าให้เธอกับซันนี่ฟัง
“ก็มันไม่ใช่เรื่องสำคัญสักหน่อยในเมื่อมึงก็ฝึกงานที่บริษัทของป๊ามึง ส่วนมึงก็ฝึกงานที่บริษัทของครอบครัวมึง ส่วนกูก็แค่ดวงไม่ดีถูกสลับที่ฝึกงานแค่นั้นเอง”
กอหญ้าบอกเพื่อนด้วยท่าทีที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเพราะเธอมองว่าการฝึกงานไม่ว่าจะฝึกที่ไหนเธอก็ต้องตั้งใจทำงานออกมาให้ดีที่สุดเพื่อให้ผ่านการฝึกงานก็แค่นั้นเอง
“สำหรับมึงอะไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่สำหรับนังสายขิมกูว่ามันคงสำคัญมากแน่ ๆ ดูจากสายตาที่กำลังมองมาที่มึงราวกับจะฉีกเนื้อมึงออกเป็นชิ้น ๆ แล้ว มันคงกำลังโกรธมึงจนแทบอยากจะอาละวาดเลยแหละ”
ความคิดเห็นของซันนี่ทำให้กอหญ้าเพียงปรายตามองสายขิมที่กำลังจ้องมาที่เธอด้วยสายตาที่จงใจแสดงออกให้เธอรู้ว่าโกรธและเกลียดเธอมากเพียงไรเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนที่เธอจะหันมาสนใจแก้วเหล้าตรงหน้าต่อเพราะเรื่องที่ฝึกงานเธอเคลียร์กับสายขิมไปตั้งแต่สามวันก่อนที่พวกเธอกับเพื่อนๆในห้องจะเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนก่อนออกฝึกงานแล้ว
สำหรับกอหญ้าเธอจบเรื่องไปตั้งแต่วันที่ฟาดฝีปากใส่กันที่หน้าห้องน้ำแล้วส่วนสายขิมจะจบหรือไม่จบก็ช่างหัวสายขิมปะไรเธอไม่เก็บมาคิดให้เปลืองพื้นที่ในสมองหรอก อย่างวันนี้เรื่องที่สายขิมกำลังนั่งจ้องเธอด้วยสายตาโกรธเกลียดถ้าซันนี่ไม่พูดขึ้นมาเธอก็คงไม่รู้เพราะกอหญ้าไม่ได้ให้ความสนใจในตัวสายขิมเลยแม้แต่น้อย
“ช่างหัวมันปะไรอยากจะโกรธหรือเกลียดกูก็ตามสบาย เพราะตั้งแต่ปีหนึ่งมันก็ไม่เคยรักกูอยู่แล้วนี่นาจริงไหม?”
กอหญ้าเอ่ยบอกเพื่อนอย่างคร้านจะใส่ใจให้เสียเวลาก่อนที่เธอจะนั่งดื่มต่อจนเริ่มรู้สึกมึนหัวเล็กน้อยแต่รสชาติที่ขมปลายลิ้นหวานล้ำเมื่อไหลสู่ลำคอของเหล้าราคาแพงตรงหน้า ทำให้กอหญ้าตัดใจเลิกดื่มไม่ลงเธอยังคงนั่งดื่มกับเพื่อนไปเรื่อย ๆ แก้วแล้วแก้วเล่าจนกระทั่งซันนี่และผิงผิงเริ่มคุยกับเธอด้วยลิ้นที่พันกันเธอก็ยังคงไม่เลิกดื่ม
“เดย์ ธัน เรารบกวนแบกผิงผิงกับซันนี่ไปส่งที่ห้องพักหน่อยสิดูท่าคงจะเมาจนดื่มไม่ไหวแล้ว”
เมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสนิททั้งสองคนที่พากันเมาจนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะกับโซฟากอหญ้าก็หันไปเอ่ยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้ชายในห้องให้พาทั้งสองคนขึ้นไปส่งที่ห้องพัก ซึ่งสองหนุ่มเมื่อได้รับคำไหว้วานทั้งคู่ก็ไม่รอช้าที่จะเข้ามาพยุงเพื่อนในห้องที่เมาไม่ได้สติเพื่อพาขึ้นไปส่งตามคำขอของสาวสวยที่กำลังฉีกยิ้มให้พวกเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้ม
“แล้วกอหญ้าล่ะไม่กลับห้องพร้อมสองคนนี้เหรอ?”
เดย์หันมาถามกอหญ้าที่ยังคงนั่งดื่มต่อไม่ยอมลุกขึ้นเดินตามพวกเขามาด้วยความสงสัยเพราะตอนนี้ในบาร์เพื่อน ๆ ในห้องต่างก็เริ่มพากันแยกย้ายกลับห้องพักแล้ว
“เราขออยู่ต่ออีกสักพักก็แล้วกันเหล้ากำลังหวานทำใจเลิกดื่มไม่ได้จริงๆ”
คำตอบที่ติดตลกของกอหญ้าทำให้เดย์ได้แต่หลุดยิ้มขำก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและค่อย ๆ พยุงผิงผิงเดินจากไปทิ้งให้กอหญ้านั่งดื่มเพียงลำพัง
ขอแก้วนี้แก้วสุดท้ายก็แล้วกัน
เมื่อเริ่มรู้สึกมึนและเมาจนมองเห็นภาพตรงหน้าไม่ค่อยชัดเจนกอหญ้าก็บอกตัวเองว่าให้ดื่มแก้วที่เธอเพิ่งชงเป็นแก้วสุดท้ายก่อนที่เธอจะยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดแก้วด้วยความชื่นใจ
“ฮ่า เหล้ายี่ห้อนี้หวานชะมัด เอิ๊ก”
เสียงหวานพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ทิ้งท้ายก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟาและสะบัดหน้าไปมาแรง ๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกสติจากนั้นร่างบางที่อยู่ในชุดสายเดี่ยวสุดเซ็กซี่เข้าชุดกับกระโปรงสั้นที่โชว์เรียวขาเนียนสวยก็ค่อย ๆ เดินออกไปจากบาร์ด้วยอาการซวนเซเล็กน้อยเมื่อสติที่เคยเต็มร้อยนั้นเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
ติ้ง
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกกอหญ้าก็พาตัวเองเดินเข้าไปพร้อมพยายามเพ่งมองตัวเลขตรงหน้าเพื่อกดไปยังชั้นห้องพักของเธอแต่เพราะว่าดื่มมากเกินไปตัวเลขตรงหน้าถึงได้ดูลายตาไปหมด เธอพยายามเพ่งมองอีกครั้งนิ้วเรียวจึงจิ้มลงบนเลข ๆ หนึ่งที่เธอมั่นใจว่ามันคือชั้นห้องพักของเธออย่างแน่นอนทั้ง ๆ ที่ชั้นที่กดลงไปนั้นคือชั้นห้องพักสำหรับเจ้าของโรงแรมแห่งนี้เท่านั้น
“อ๊ะ ถึงแล้ว”
เมื่อประตูเปิดออกยังชั้นที่พักของเธอกอหญ้าก็รีบหอบร่างของตัวเองออกมาจากลิฟต์ทันทีซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับใครบางคนที่กำลังวางสายจากเลขาคู่ใจอยู่พอดี เสียงประตูลิฟต์ที่เปิดออกทำให้ภีมวัจน์ที่กำลังจะเปิดประตูเข้าห้องชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่เขาจะหันไปมองร่างบางที่กำลังเดินออกมาด้วยอาการเซจนแทบพยุงตัวเองเอาไว้ไม่อยู่
หึ แค่มานอนให้ฉันกระแทกถึงกับต้องดื่มเหล้าย้อมใจ
ภีมวัจน์ได้แต่คิดอยู่ในใจเงียบ ๆ ก่อนที่เขาจะมองสาวสวยในชุดเซ็กซี่ที่แทบจะปิดบังเรือนร่างเย้ายวนของเธอไม่มิดอีกครั้งด้วยความสนใจใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ยิ่งมองก็เหมือนยิ่งต้องมนต์สะกดทำให้ภีมวัจน์ตัดสินใจก้าวยาว ๆ เข้าไปกระชากแขนของเธอให้เดินตามเขาเข้ามาที่ห้อง
ปัง
เสียงประตูที่ปิดลงไม่ได้ทำให้สติของกอหญ้ากลับคืนมาเลยแม้แต่น้อยร่างบอบบางของเธอถูกพันธนาการอยู่ภายใต้วงแขนใหญ่ของภีมวัจน์ที่กำลังมองดวงหน้างามของผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลงใหลไปชั่วขณะ
“เอิ๊ก ปวดหัวอะอยากนอนแล้ว”
กอหญ้าพึมพำเสียงเบาด้วยความรู้สึกปวดศีรษะจนแทบจะระเบิดเมื่อแอลกอฮอล์ที่เธอดื่มเข้าไปเป็นจำนวนมากกำลังออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ภีมวัจน์กลับตีความหมายคำพูดของเธอไปอีกทาง
“หึ เธอได้นอนทั้งคืนสมใจแน่ ๆ คนสวย แต่นอนให้ฉันกระแทกนะทูนหัวไม่ใช่นอนหลับ”
จบประโยคริมฝีปากสีไวน์ก็ก้มลงบดขยี้กลีบปากนุ่มสีแดงเพลิงช่วงชิงจูบแรกไปจากร่างบางของกอหญ้าที่เมามายจนแทบไม่ได้สติทำให้เธอหลงคิดไปเองว่าลมหายใจอุ่นร้อนที่กำลังเป่ารดใบหน้าของเธอ ริมฝีปากที่เจือไปด้วยลมหายใจหอมกรุ่นที่กำลังบดจูบเธออย่างดูดดื่ม มือใหญ่ที่กำลังสัมผัสและบีบเคล้นไปทั่วร่างกายของเธอจนรู้สึกเสียวสะท้านนั้นคือความฝันที่แสนหวาบหวามฝันที่เธอบอกตัวเองว่ามันคือฝันดีที่สุดในค่ำคืนนี้
“กะ กรี๊ด อุ๊ป”
กอหญ้ารีบยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้ทันทีเมื่อเธอเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกับภาพฉากเมคเลิฟที่ร้อนแรงยิ่งกว่าหนังเอวีที่เคยดูระหว่างเธอกับเขาก่อนที่ดวงตากลมโตจะเหลือบมองร่างสูงของคู่กรณีที่กำลังนอนหลับสนิทคล้ายอิ่มเอมใจที่ได้เชยชมเธอตลอดราตรีที่ผ่านมาสองมือที่ยกขึ้นปิดปากเอาไว้อย่างแน่นหนาพลันเงื้อขึ้นสุดแรงด้วยความโมโห
ในจังหวะที่มือของกอหญ้าใกล้จะสัมผัสกับใบหน้าหล่อเหลาของคนที่กำลังนอนหลับอยู่กอหญ้าก็พลันยั้งมือของตัวเองเอาไว้อย่างกะทันหันเมื่อรู้สึกเสียดายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาหล่อขนาดนี้เธอทำใจให้หน้าของเขามีรอยแดงจากฝ่ามือของเธอไม่ได้จริงๆคิดได้ดังนั้นกอหญ้าจึงค่อยๆลดมือลงและทิ้งแนบลำตัวในที่สุด
“เฮ้อ เจอคนหล่อมาตั้งเยอะแยะแต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้หล่อขนาดนี้นะ”
กอหญ้าถอดถอนใจด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่หลงเสน่ห์ผู้ชายที่หน้าตาแต่ทำไมเธอถึงตัดใจประทุษร้ายผู้ชายที่มอบรอยราคีคาวให้เธอคนนี้ไม่ลงกันนะกอหญ้าครุ่นคิดด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ปกติแล้วเธอไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายที่หลงใหลผู้ชายหน้าตาดีเลยแม้แต่น้อยต่อให้หล่อแค่ไหนกอหญ้าก็ไม่เคยชายตาแลด้วยซ้ำแต่กับผู้ชายที่กำลังนอนหลับสนิทคนนี้ทำไมเธอถึงละสายตาไปจากใบหน้าคมคายของเขาไม่ได้สักทีนะ
“หล่อจนใจเจ็บ”
กอหญ้าพึมพำเสียงเบาอีกครั้งก่อนที่เธอจะค่อยๆประทับกลีบปากนุ่มนิ่มลงบนแก้มของภีมวัจน์แผ่วเบาอย่างลืมตัว
“จูบนี้ถือว่าเอาคืนก็แล้วกัน”
สิ้นสุดเสียงพึมพำกอหญ้าพลันเผยรอยยิ้มออกมาน้อยๆก่อนที่เธอจะค่อยๆย่องลงจากเตียงและเก็บเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมอย่างลวกๆเมื่อเรียบร้อยแล้วกอหญ้าก็ไม่รอช้าที่จะพาตัวเองออกไปจากห้องนอนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายหวาบหวามด้วยความรวดเร็ว
เรียวขาสวยเดินจากไปได้เพียงไม่กี่ก้าวกอหญ้าก็พลันชะงักน้อยๆก่อนที่เธอจะยกยิ้มมุมปากด้วยความเจ้าเล่ห์ หึ จับเธอกินจนเจ็บไปทั้งตัวแบบนี้ถ้าไม่ทิ้งถ้อยคำด่าทอเอาไว้ให้ดูต่างหน้าก็ไม่ใช่กอหญ้าลูกสาวของแม่แก้มใสแล้วถึงแม้ว่าเธอจะเสียตัวแต่ก็ไม่นึกเสียใจอย่างไรแล้วผู้ชายหน้าตาดีที่กำลังนอนหลับตาพริ้มคนนี้ก็ต้องได้รับบทเรียนซะบ้าง
คิดได้ดังนั้นกอหญ้าก็ไม่รอช้าที่จะหยิบลิปสติกสีแดงสดในกระเป๋าออกมาดวงตากลมโตจ้องมองแท่งลิปสติกสีแดงฉ่ำน้ำด้วยสายตามุ่งร้ายก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหยุดยืนอยู่ข้างๆเตียงใหญ่ มือเรียวสวยค่อยๆบรรจงเขียนคำด่าทอคำหนึ่งไว้บนหน้าผากของภีมวัจน์ด้วยลายมือที่ค่อนข้างโยกโย้แต่ความหมายในคำด่าทอกลับเจ็บเข้าไปถึงทรวง
“นอนหลับฝันดีนะพ่อวันไนท์”
มุมปากของเด็กสาวพลันหยักโค้งด้วยความสะใจก่อนที่เธอจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนใจคนที่กำลังนอนหลับฝันดีอยู่บนเตียงเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมากอหญ้าไม่โทษใครทั้งนั้นนอกจากตัวเองที่ดื่มจนเมามายและขาดความยับยั้งชั่งใจหากเธอมีสติสักนิดเรื่องระหว่างเธอและเขาคงไม่เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ความทรงจำที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิดถึงก็พลันหลั่งไหลเข้ามาในหัวอีกระลอกคล้ายเกลียวคลื่นที่สาดกระทบริมฝั่งวนอยู่เช่นนั้นไม่รู้จบ กอหญ้ายกมือขึ้นลูบแก้มที่เห่อร้อนของตัวเองด้วยความกระดากอายทุกท่วงท่าลีลายังคงฝังแน่นในความทรงจำที่เลือนรางก่อนที่เธอจะเลื่อนนิ้วมือมาลูบริมฝีปากที่บวมเจ่อเพราะแรงดูดเคล้นแผ่วเบาคล้ายกำลังใจลอยไปถึงใครบางคน
“เฮ้อ เมาจนขึ้นผิดชั้นสินะ กอหญ้านะกอหญ้าเธอรักษาความซิงเอาไว้ชิงโชคมาตั้ง 21 ปีอยู่ ๆ ก็ดันมาเสียซิงให้ไอ้หน้าหล่อขั้นเทพที่ไหนก็ไม่รู้”
เด็กสาวรำพึงรำพันด้วยความเสียดายเล็กน้อยก่อนที่ความเสียใจก่อนหน้านี้จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเธอไม่ใช่คนที่จมอยู่กับความทุกข์ใจหรือเศร้าเสียใจนานในเมื่อเธอพลาดไปแล้วก็ช่างมันเถอะจะมามัวคิดเล็กคิดน้อยไปทำไมกัน
ถึงแม้ว่าความบริสุทธิ์คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนมักจะหวงแหนแต่สำหรับกอหญ้าแล้วเธอไม่ได้หัวโบราณขนาดนั้นในใจของเด็กสาวพร่ำบอกว่าไม่เสียดายแต่ลึกๆแล้วกอหญ้าก็แอบหวังว่าผู้ชายคนแรกและคนสุดท้ายของชีวิตจะเป็นคนๆเดียวแต่เธอก็ทำได้เพียงแค่คิดยากนักที่พรหมลิขิตจะเล็งลูกศรให้เธอได้สมหวังกับเขาคนนั้นผู้ชายหน้าหล่อที่เธอดันเสียตัวให้เขาอย่างงง ๆ
“ก็แค่เสียตัวไม่เห็นต้องเสียใจวันหน้าเจอผู้ชายที่จริงใจเธอก็แค่ลืมมันไปซะกอหญ้า”
กอหญ้าเอ่ยปลอบใจตัวเองเบาๆก่อนที่เธอจะถอดเสื้อผ้าจนเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าและเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระคราบราคีคาวออกจนหมดจดแต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลือให้เธอจดจำก็คือรอยแดงเป็นจ้ำๆตามลำตัวซึ่งแทบไม่มีส่วนไหนเลยที่เขาไม่ทิ้งรอยแดงเอาไว้
“ผู้ชายบ้าอะไรมือหนักชะมัดเลย ซี๊ด”
เสียงร้องด้วยความเจ็บดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเธอบรรจงแตะรองพื้นกลบรอยแดงจนไม่เหลือรอยให้ใครได้เห็นว่าเมื่อคืนเธอไปทำอะไรกับใครมากอหญ้าเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจก่อนที่เธอจะแต่งหน้าบางๆให้ตัวเองพร้อมฮัมเพลงรักอย่างอารมณ์ดี
“ไอ้ผู้ชายสารเลว”
ภีมวัจน์กำหมัดแน่นด้วยความโมโหจนแทบอยากจะยกมือชกกระจกบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าให้แตกกระจายตั้งแต่มีเซ็กซ์ครั้งแรกมาจนถึงก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครกล้าดีเอาลิปสติกมาเขียนด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายไว้บนหน้าผากเหมือนผู้หญิงคนนี้เลยสักคน
ติ๊ด ติ๊ด ปึง
“แย่แล้วครับท่านประธานแย่แล้ว”
เสียงเปิดประตูห้องพักที่มาพร้อมเสียงร้องตะโกนด้วยความร้อนรนระคนตกใจของเตชินทร์เลขาคู่ใจของเขาทำให้ภีมวัจน์ที่กำลังโมโหค่อยๆหันมามองหน้าเลขาตัวดีด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์
“หุบปาก แหกปากร้องโวยวายอะไรนักหนา”
น้ำเสียงตะคอกดุดันที่ทรงพลังของภีมวัจน์ทำให้เตชินทร์รีบยกมือขึ้นปิดปากทันทีก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่บนหน้าผากของผู้เป็นนายท่าทีสำรวมที่เพิ่งเรียกคืนกลับมาก็พลันหลุดขำพรืดออกมาอย่างอดทนไม่ไหว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทะ ทำไมหน้าผากของท่านประธาน ฮ่า ฮ่า”
เตชินทร์หัวเราะเสียงดังอย่างไม่เกรงใจพร้อมยกนิ้วขึ้นชี้ที่หน้าผากของภีมวัจน์ด้วยความขบขันก่อนที่เขาจะกระโดดหลบกล่องทิชชูที่ขว้างมาสุดแรงอย่างหวุดหวิดราวกับรู้ทันอารมณ์ของผู้เป็นเจ้านายว่ายามที่โมโหทีไรของใกล้มือเป็นต้องถูกหยิบมาขว้างใส่เขาทุกครั้งไป
“ถ้ายังไม่หยุดหัวเราะฉันจะหักเงินเดือนนาย...”
หมับ
“อุด แอ้ว อับ”
สองมือของเตชินทร์ยกขึ้นปิดปากอีกครั้งพร้อมเอ่ยตอบผู้เป็นเจ้านายด้วยน้ำเสียงอู้อี้แต่สายตาของเตชินทร์ก็ยังคงมองตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าผากของภีมวัจน์ไม่วางตาด้วยความขบขันอยู่ดี
“ฉันให้นายหาสาวจากบาร์มาให้ไม่ใช่ยัยตัวแสบที่ไหนก็ไม่รู้ที่บังอาจทิ้งคำด่าไว้บนหน้าผากของฉันแบบนี้”
หลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วภีมวัจน์ก็ย่างสามขุมเข้ามาหาเลขาคู่ใจที่ถอยร่นไปทีละก้าวตามจังหวะก้าวเดินของผู้เป็นนายด้วยความรักตัวกลัวตายยามที่เจ้านายของเขาโมโหขึ้นมาเขาไม่อยากจะอยู่ใกล้ๆแม้แต่สักวินาทีเดียว
“คะ คือ คือว่า...”
“พูดมาสักทีมัวอ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ”
ถ้อยคำต่อว่าของภีมวัจน์ที่มาพร้อมสายตาดุดันทำให้เตชินทร์พลันสะดุ้งน้อยๆด้วยความตกใจก่อนที่เขาจะเรียบเรียงคำพูดในหัวให้เข้าที่เข้าทางและเริ่มรายงานเจ้านายถึงเรื่องของผู้หญิงที่ผู้เป็นนายให้เขาหามาบำเรอความสุขบนเตียงในค่ำคืนที่ผ่านมา
“เมื่อคืนหลังจากที่ผมติดต่อผู้หญิงให้ท่านประธานเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็ไปนั่งดื่มที่บาร์ดาดฟ้าต่อจนเมาพอกลับถึงห้องผมก็หลับไปทันที จนกระทั่งตื่นขึ้นมาเช้านี้ผมก็ได้รับข้อความจากคนสวยว่ามารอที่หน้าห้องแล้วไม่มีใครเปิดประตูออกมาหาเธอบอกรอไม่ไหวก็เลยกลับไปก่อนผมถึงรู้ว่าบอกเลขห้องท่านประธานผิดไปครับ”
สีหน้าสำนึกผิดของเตชินทร์ทำให้คำด่าทอที่เตรียมจะพ่นใส่เลขาคู่ใจพลันถูกกลืนหายกลับลงไปในลำคอก่อนที่ภีมวัจน์จะยกมือขึ้นมาคลึงหว่างคิ้วเบาๆด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าเขาสมควรหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับเหตุการณ์วันไนท์สแตนด์กับคนแปลกหน้าที่เขารับรู้เพียงว่าเป็นค่ำคืนที่เขามีความสุขมากแต่ความสุขของเขากลับถูกทำลายลงด้วยคำด่าที่ไม่เคยมีใครหน้าไหนมันกล้าด่าเขามาก่อนแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครถึงกล้าดีมาเขียนด่าเขาบนหน้าผากแบบนี้
“ละ แล้ว หน้าผากของท่านประธาน”
เตชินทร์ที่ทั้งอยากจะหลุดขำและรู้สึกผิดไปพร้อมๆกันยกนิ้วชี้ไปบนหน้าผากของภีมวัจน์อย่างกล้าๆกลัวๆด้วยความสงสัยว่าเหตุใดหน้าผากของท่านประธานสุดหล่อของเขาถึงได้มีคำว่า ไอ้ผู้ชายสารเลว เขียนอยู่บนนั้นได้
“อยากจะบ้าตายจริงๆเลย”
ภีมวัจน์ส่ายหน้าไปมาช้าๆด้วยความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกตั้งแต่รู้จักกับคำว่าเซ็กซ์เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้แบบผิดฝาผิดตัวกับใครเลยสักครั้งนี่เป็นครั้งแรกที่เขาคว้าผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มานอนด้วยเพราะคิดว่าเธอคือผู้หญิงที่เลขาของเขาหามาให้ แต่จะว่าไปแล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นจะโกรธก็ไม่ผิดเพราะเขาเองที่เป็นคนลากเธอเข้ามาในห้องพร้อมเมคเลิฟกับเธออย่างเร่าร้อนอยู่ครึ่งค่อนคืนโดยที่แทบจะไม่ได้พักเลยทั้ง ๆ ที่เธอเป็นใครก็ไม่รู้
“หวังว่าอายุคงเกิน 18 ปีแล้วนะ” ภีมวัจน์พึมพำเสียงเบาด้วยความรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย
“ท่านประธานว่าอะไรนะครับ”
เตชินทร์ที่ได้ยินเสียงพึมพำไม่ค่อยชัดเจนเอ่ยถามภีมวัจน์ด้วยความอยากรู้ทำให้คนที่เพิ่งสงบสติอารมณ์และพยายามระงับโทสะเอาไว้สุดความสามารถได้แต่ถลึงตาใส่ลูกน้องที่รีบก้มหน้าลงด้วยความกลัวทันที
เขาก็แค่อยากรู้ไม่เห็นต้องทำหน้าดุใส่เลย
เตชินทร์ที่ก้มหน้างุดแอบต่อว่าภีมวัจน์ที่ยกมือขึ้นเสยผมไปมาสองสามรอบก่อนที่เขาจะเดินตามหามือถือที่ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเผลอโยนเอาไว้ตรงไหนด้วยความตั้งใจจนกระทั่งมือใหญ่พลิกเปิดผ้าห่มบนเตียงออกสายตาของเขากลับสะดุดกับรอยแดงจางๆคล้ายรอยเลือดบนผ้าปูที่นอนขาวสะอาดภีมวันจน์ก็พลันพุ่งตัวลงไปบนที่นอนทันทีเมื่อสายตาอยากรู้อยากเห็นของเตชินทร์กำลังมองมาที่เตียงอย่างให้ความสนใจ
ตุ้บ
คิ้วเข้มของเตชินทร์ขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความแปลกใจเมื่ออยู่ ๆ ท่านประธานที่เพิ่งลุกจากเตียงนอนกระโดดกลับลงไปนอนบนเตียงอีกแล้ว
“ท่านประธานยังอยากนอนต่ออีกเหรอครับ”
เมื่อความสงสัยของเตชินทร์เริ่มทำงานเขาก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามท่านประธานที่คราวนี้ใบหน้าหล่อเหลาคลายความบูดบึ้งลงไปถึงเจ็ดส่วนเหลือเพียงใบหน้ายิ้มระรื่นของเขาที่ทำให้เตชินทร์รู้สึกขนลุกขนพองอย่างบอกไม่ถูก
“อ้อ พอดีปวดหัวนิดหน่อยน่ะเลยอยากนอนพักสักแป๊บ” ภีมวัจน์ตีหน้าสื่อแสร้งตาใสตอบคำถามของเตชินทร์ที่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ผมว่าท่านประธานเช็ดหน้าผากสักหน่อยไหมครับ จะนอนหลับทั้ง ๆ ที่มีคำว่าไอ้สารเลวอยู่บนหน้าผมว่าดูไม่ค่อยดี...”
ผลัวะ
“โอ๊ย ผมเจ็บนะครับท่านประธาน”
เตชินทร์ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ถูกหมอนขว้างใส่เต็มแรงด้วยความเจ็บพร้อมตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ในใจว่าเขาพูดอะไรผิดไปทำไมท่านประธานถึงได้โหดร้ายกับเขาแบบนี้
“รีบไสหัวไปไกลๆก่อนที่ฉันจะหักเงินเดือนนายจนไม่เหลือสักบาท”
เตชินทร์ไม่รอให้ผู้เป็นนายพูดซ้ำเป็นครั้งที่สองขายาวๆของเขาก็รีบก้าวออกจากห้องของภีมวัจน์ทันทีอย่างรู้งานพร้อมก่นด่าท่านประธานอยู่ในใจตลอดทางที่เดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง หลังจากที่เลขาคู่ใจเดินออกจากห้องไปแล้วภีมวัจน์ก็รีบดีดตัวขึ้นจากที่นอนนุ่มพร้อมเพ่งมองคราบสีแดงด้วยความสงสัยก่อนที่เขาจะให้ข้อสรุปแก่ตัวเองว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเขาได้ทำเรื่องที่น่าละอายใจด้วยการเปิดซิงแม่สาววันไนท์ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเองเลยสักนิด
เฮ้อ นี่เขาก้าวเท้าไหนออกจากบ้านนะถึงได้เจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้
ภีมวัจน์ถอดถอนใจด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อยก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่องรอยหวาบหวามออกจากร่างกายจนหมดจดพร้อมตรงไปที่ห้องทานอาหารด้วยความรู้สึกหิวเพราะเมื่อวานเขาดันกินแม่สาววันไนท์คนนั้นแทนข้าวนะสิ
ห้องอาหาร
ใบหน้าหล่อเหลาที่เฉยชาไร้รอยยิ้มของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องอาหารของโรงแรมดึงดูดสายตาของสาวๆที่ทั้งโสดไร้คนคู่ใจและไม่โสดมีพันธะเป็นคำว่าแฟนและทะเบียนสมรสครอบครองให้มองมาด้วยความสนใจพร้อมซุบซิบกับคนข้างกายด้วยรอยยิ้มชื่นชม
หนุ่มโสดสุดฮอตแห่งปีที่เข้ารับตำแหน่งท่านประธานตั้งแต่อายุเพียง 23 ปีต่อจากบิดาที่ล่วงลับไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเขาเพราะแทบทุกช่องข่าวสารและหน้าหนังสือพิมพ์ล้วนเอ่ยถึงท่านประธานของ AK Group ที่ไม่ชอบออกงานสังคมแต่กลับเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้รับตำแหน่งนักธุรกิจดีเด่นถึง 4 ปีซ้อนแทบทุกวัน
ครืด ครืด
เสียงสั่นของมือถือทำให้กอหญ้าที่กำลังเดินเข้ามาในห้องอาหารรีบหยิบมือถือออกจากกระเป๋าใบเล็กมากดรับสายทันทีเมื่อหน้าจอโชว์สายเรียกเข้าเป็นชื่อของผิงผิงเพื่อนสนิท
“นี่มึงนอนตื่นสายหรือมึงแกล้งซ้อมตายห๊ะกอหญ้า”
ทันทีที่กดรับสายคำพูดเหน็บแนมเธอของผิงผิงก็ดังเข้ามาในสายทันทีอย่างไม่ให้เธอตั้งตัวเมื่อได้ยินคำถามของเพื่อนสนิทกอหญ้าพลันกลอกตาไปมาด้วยความหมั่นไส้ก่อนที่เธอจะกรอกเสียงตอบโต้เพื่อนกลับไปอย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน
“ถ้ากูตื่นสายแล้วเหมือนซ้อมตาย มึงกับซันนี่ก็คงเตรียมโลงศพรอได้เลยละมั้ง”
คำตอบยียวนสุดกวนของกอหญ้าทำให้มุมปากของซันที่กำลังนั่งฟังอยู่กระตุกริกด้วยความหมั่นไส้ไม่ต่างกันเรื่องฝีปากที่เจ้าคารมและคมเหมือนใบมีดใครก็สู้เพื่อนสาวของเธอคนนี้ไม่ได้
“อย่าพูดจาอัปมงคลแต่เช้าสิเพื่อนรักรีบมาได้แล้ว พวกกูสองคนหิ้วท้องรอมึงจนใส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย”
กอหญ้ายังไม่ทันเอ่ยตอบโต้หลังจบประโยคปลายสายก็กดตัดสายไปทันทีทำให้เธอได้แต่ส่ายหน้าไปมาน้อยๆพร้อมก้มลงเก็บมือถือไว้ในกระเป๋าสะพายตามเดิมโดยที่สองเท้ายังคงไม่หยุดเดินเพราะคิดว่าทางข้างหน้าคงไม่มีใครจนกระทั่ง
“อ๊ะ”
กอหญ้าร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อร่างบอบบางของเธอปะทะเข้ากับร่างสูงเต็มแรงมือของเธอพลันยื่นไปข้างหน้าและคว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อยึดเกาะไม่ให้ตัวเองล้มลงแต่คนที่ถูกเธอจับมือเอาไว้กลับกระชากเธอเข้ามาหาตัวเองทำให้ร่างบางของกอหญ้าตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาไปโดยปริยาย
กลิ่นหอมที่คุ้นเคยของกันและกันพลันปะทะเข้าเต็มใบหน้าของคนทั้งคู่ก่อนที่ดวงตากลมโตของกอหญ้าจะช้อนขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของภีมวัจน์ที่กำลังก้มหน้าลงมองเธอเช่นกัน ทันทีที่ดวงตาสองคู่สบกันความทรงจำที่เร่าร้อนในยามค่ำคืนที่ผ่านมาพลันหลั่งไหลเข้ามาในหัวของคนทั้งคู่คล้ายคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำ
“ไอ้ผู้ชายสารเลว”
“แม่สาววันไนท์ตัวดี”
ต่างคนต่างเอ่ยเรียกชื่อที่ตั้งให้กันและกันด้วยความตกใจก่อนที่มือใหญ่และมือหอมนุ่มนิ่มจะรีบยกขึ้นปิดปากอีกฝ่ายเอาไว้อย่างพร้อมเพรียงกันกลายเป็นภาพหนุ่มสาวสองคนกำลังยืนโอบกอดและยกมือขึ้นปิดปากกันและกันเอาไว้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องอาหารต่างพุ่งความสนใจมาที่คนทั้งคู่ทันที
“ตามฉันมานี้เดี๋ยวนี้”
ภีมวัจน์กระซิบเสียงดุดันลอดไรฟันบอกกอหญ้าพร้อมจับจูงมือเล็กของเด็กสาวลากออกมาจากห้องอาหารทันทีท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่ต่างมองมาด้วยความสนใจรวมไปถึงผิงผิงกับซันนี่ที่พากันอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเช่นเดียวกับสายขิมที่มองตามแผ่นหลังของกอหญ้าที่กำลังเดินตามแรงจูงของภีมวัจน์ไปด้วยความโมโหจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาเสียงดังเพื่อระบายความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอก