ผู้ชายชุดดำที่อยู่ปลายสายเต็มไปด้วยความสง่างาม ใบหน้างดงามราวกับรูปปั้น
ดวงตาที่ลุ่มลึกคู่นั้น แต่ในเวลานี้กลับแปลก ๆ ขึ้นมาไม่น้อย
เจียงว่านหนิงรออยู่นานสองนานก็ไม่ได้รับการตอบกลับมาสักที จึงพูดขึ้นอีกครั้งอย่างอดไม่อยู่ “ฉันบุ่มบ่ามเกินไป คุณก็ถือซะว่าฉันไม่...”
“นับ”
เธอยังพูดไม่ทันจบ เสียงที่ทุ้มต่ำจากปลายสายก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
วินาทีนี้ เจียงว่านหนิงเป็นฝ่ายช็อกตกใจ
พูดตามตรง หลังจากที่พูดออกมา เธอก็รู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมา
ยกเลิกการหมั้นกับเยว่เซินได้
แต่แต่งงานกับฟู่จิงเซิน มันไม่ได้ต่างอะไรกับการเล่นกับไฟ
ท่ามกลางความมืด ความคิดของเจียงว่านหนิงย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน
ในวันนั้นก็เป็นค่ำคืนที่มืดมิดแบบนี้เหมือนกัน เธอออกมาจากโรงพยาบาลตามปกติ แต่กลับเจอกับฟู่จิงเซินที่เจียนตายในตรอกซอยบริเวณทางตะวันตกของเมือง
ตอนที่ช่วยเขา เจียงว่านหนิงไม่รู้สถานภาพของเขา ดังนั้นก่อนที่เขาจะตอบแทนบุญคุณคืน เธอก็พูดอย่างล้อเล่นไปว่าขออะไรก็ได้ใช่ไหม
หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นพยักหน้า เธอก็พูดขึ้นมาว่าสามารถอุทิศกายและใจให้เธอได้ไหม
เจียงว่านหนิงในตอนนั้นก็แค่ปากพาไปเท่านั้น แต่กลับคิดไม่ถึงว่าฟู่จิงเซินจะพยักหน้าตอบตกลง
ในตอนนั้นเจียงว่านหนิงหมั้นกับเยว่เซินแล้ว ซึ่งได้ทำการหมั้นก่อนที่แม่ของเธอจะเสียชีวิต เธอรีบบอกออกมาทันทีว่าตัวเองล้อเล่น
ฟู่จิงเซินรู้ว่าเธอหมั้นแล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พูดไปประโยคเดียวเท่านั้น ถ้าวันไหนเธอไม่อยากแต่งงาน ก็มาแต่งงานกับเขาได้ เงื่อนไขนี้มีระยะเวลา เขาจะให้เวลาเธอสองปี
อืม มันยังมีผลบังคับใช้อยู่!
เจียงว่านหนิงไม่รู้ว่าสายวางไปตอนไหนแล้ว
เธอจำได้แค่คำพูดประโยคนั้นของเขาเท่านั้น ให้เธอเตรียมตัวแต่งงานในอีกหนึ่งเดือน
แต่งงานกับใคร
แน่นอนว่าไม่ใช่เยว่เซินอยู่แล้ว
เจียงว่านหนิงนอนอยู่บนเตียงท่ามกลางความมืดมิด เหนื่อยล้าไปหมดทั้งตัว นอนไม่หลับ ขณะที่กำลังจะนอนหลับแล้ว โทรศัพท์กลับส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน
เนื่องจากคุณยายอยู่ที่โรงพยาบาล เจียงว่านหนิงจึงไม่กล้าปิดเครื่องหรือว่าปิดเสียงโทรศัพท์
ตอนที่หน้าจอสว่างขึ้นมา เจียงว่านหนิงก็เห็นเศษชิ้นส่วนของอะไรบางอย่างกระจัดกระจายเต็มพื้น
พอมองดูอย่างละเอียดสักพัก เธอถึงแยกออกว่านั่นคือเสื้อสูทที่เยว่เซินใส่ในวันนี้ เสื้อสูทที่เธอทำให้เขากับมือของตัวเอง
พร้อมด้วยรูปถ่ายที่มีข้อความของเจียงเหยียน “ขอโทษด้วยนะพี่ ฉันไม่รู้ว่าเสื้อสูทตัวนี้เป็นเสื้อสูทที่พี่ทำให้อาเชินด้วยตัวเอง ฉันคิดว่ามันเป็นแค่เสื้อธรรมดาทั่วไปเท่านั้น เห็นว่ามันสกปรกแล้วก็เลยตัดทิ้ง พี่คงจะไม่โกรธหรอกใช่ไหม?”
น้ำเสีนงหยั่งเชิงของเจียงเหยียนเต็มไปด้วยความลำพองใจ
เมื่อเห็นว่าเจียงว่านหนิงไม่ตอบ เจียงเหยียนก็ส่งมาอีกหนึ่งข้อความ “อาเชินบอกว่าเขาไม่ได้ตำหนิอะไรฉัน แค่เสื้อตัวเดียว มันไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด”
เจียงว่านหนิงรู้ว่าถ้าตัวเองไม่ตอบกลับ คืนนี้คงไม่ได้นอนแน่นอน
ดังนั้นจึงตอบกลับไป “เยว่เซินพูดถูก แค่เสื้อตัวเดียวเท่านั้น ฉันไม่โกรธหรอก เธอทำแล้วสบายใจก็พอ”
ตอนที่ปิดหน้าจอ เจียงว่านหนิงก็บล็อกหมายเลขโทรศัพท์ของเจียงเหยียนทิ้งไปทันที
เจียงว่านหนิงไม่ได้พูดโกหก เธอไม่โกรธจริง ๆ
ถึงยังไงเรื่องแบบนี้ก็มีมาไม่ขาดสายตลอดสองปีที่ผ่านมา
ถ้าเธอโกรธทุกครั้งล่ะก็ เกรงว่าป่านนี้ก็คงจะโกรธจนตายไปแล้วแน่ ๆ
เจียงว่านหนิงนอนลงไปอีกครั้ง แต่กลับทำยังไงก็นอนไม่หลับ
ไม่รู้ว่าถ้าแม่มาเห็นเธอในตอนนี้จะเป็นยังไง อยู่บนสวรรค์จะรู้สึกเสียใจบ้างไหม
เจียงเหยียนเป็นลูกนอกสมรสของตระกูลเจียง เด็กกว่าเจียงว่านหนิงแค่ไม่กี่เดือน
ตอนที่หลี่หลัว แม่ของเจียงว่านหนิงค้นพบถึงการมีอยู่ของเจียงเหยียน ก็ส่งเธอไปต่างประเทศ แต่การต่อสู้ดิ้นรนตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้หลี่หลัวสุขภาพร่างกายไม่ดี
ดังนั้นปีที่หลี่หลัวล้มป่วยหนัก เจียงเซิ่งก็รับโจวหยุนและเจียงเหยียนสองแม่ลูกกลับมาที่ตระกูลเจียงอีกครั้ง
หลี่หลัวเองก็รู้เหมือนกันว่าชีวิตที่มีแม่เลี้ยงจะต้องลำบากแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเจียงเซิ่งก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน
หลี่หลัวได้กำหนดเรื่องแต่งงานของเจียงว่านหนิงกับเยว่เซินภายใต้สถานการณ์แบบนี้
แต่เนื่องจากว่าหลี่หลัวกับชู่ฮัว แม่ของเยว่เซินเป็นเพื่อนสนิทกันมานานหลายปี
เจียงว่านหนิงกับเยว่เซินเองก็ถือว่าเติบโตมาด้วยกัน ประกอบกับความสัมพันธ์ของชู่ฮัว หลี่หลัวรู้สึกว่าเจียงว่านหนิงแต่งงานเข้าไปในตระกูลเยว่ จะต้องมีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน
แต่หลี่หลัวคิดไม่ถึงเลยว่า คนเราจะเปลี่ยนไป
ก่อนที่หลี่หลัวจะเสียชีวิตก็เคยถามเยว่เซินว่าจะดูแลเจียงว่านหนิงเป็นอย่างดีไหม เยว่เซินสาบานอย่างหนักแน่นต่อหน้าของเธอและชู่ฮัว
หนักแน่นจนเจียงว่านหนิงเชื่อไปแล้ว
ช่วงเช้าตรู่ เจียงว่านหนิงถูกปลุกตื่นขึ้นมาด้วยเรี่ยวแรงบางอย่าง
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นเยว่เซินที่แววตาโกรธเกรี้ยว
ความเจ็บปวดที่ข้อมือ ทำให้เจียงว่านหนิงสะบัดเยว่เซินออกไป “คุณเป็นบ้าอะไรตั้งแต่เช้า”
“เจียงว่านหนิง นอกจากเก่งแต่จะฟ้องให้แม่ของผมออกหน้าแล้ว คุณยังทำอะไรเป็นอีก?”
หลังจากที่ได้ยินแบบนี้ เจียงว่านหนิงก็ขมวดคิ้ว
วิดีโอว่อนไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต ชู่ฮัวไม่เห็นก็แปลกแล้ว
หลังจากที่เยว่เซินได้รับสายจากชู่ฮัว ก็คิดขึ้นมาทันทีว่าเจียงว่านหนิงต้องไปฟ้องแน่นอน
เจียงว่านหนิงไม่อยากจะเสียแรงอย่างเปล่าประโยชน์ไปกับการอธิบายเรื่องแบบนี้
แต่ความคิดที่จะยกเลิกการหมั้นก็หนักแน่นมากขึ้น
ความเงียบของเจียงว่านหนิง เยว่เซินมองว่าเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย ระหว่างทางก็พูดจาประชดประชันต่าง ๆ นานา
แต่หลังจากที่เดินเข้าไปในวิลล่าของตระกูลเยว่ เยว่เซินก็เก็บท่าทีกลับไปทันที
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของเขา เจียงว่านหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน ในตอนแรกเธอตาบอดแล้วจริง ๆ ถึงมองไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนปลิ้นปล้อนตลบตะแลง
“อาหนิง ขอโทษที่ทำให้เธอต้องน้อยเนื้อต่ำใจจริง ๆ นะ”
เจียงว่านหนิงกำลังจะเดินเข้าไปในห้องรับแขกของตระกูลเยว่ ก็ถูกชู่ฮัวจับมือเอาไว้ก่อน
ชู่ฮัวอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว แต่เนื่องจากดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ดูเหมือนเพิ่งจะอายุสี่สิบต้น ๆ เท่านั้น
ใบหน้าที่ดูแลมาเป็นอย่างดีของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ
ชู่ฮัวดีกับเจียงว่านหนิงมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เยว่เซินก่อเรื่องอะไร ชู่ฮัวก็จะช่วยออกหน้าให้เสมอ
แต่การออกหน้าก็เพียงแค่ตำหนิเยว่เซินแบบขอไปทีไปไม่กี่ประโยค ถึงยังไงเยว่เซินก็เป็นลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง
ก็เหมือนกับในตอนนี้
ทันทีที่ชู่ฮัวพูดจบ ก็มองไปหาเยว่เซินด้วยสายตาโกรธเคืองทันที “ไอ้ลูกไม่รักดี ยังไม่รีบขอโทษอาหนิงอีกเหรอ”
ถ้าเป็นสมัยก่อน เจียงว่านหนิงก็จะบอกว่าไม่เป็นไรเหมือนกับที่ผ่านมา
แต่วันนี้ จู่ ๆ เธอก็หงุดหงิดขึ้นมา ดังนั้น จึงไม่รอให้เยว่เซินพูด เจียงว่านหนิงก็พูดขึ้นมาก่อน “ป้าชู่ หนูรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ”
เมื่อเห็นสีหน้าของเจียงว่านหนิงซีดเซียว ชู่ฮัวก็รีบพยักหน้าทันที “เธอรีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพอถึงเวลาทานข้าวแล้วฉันจะให้คนไปตามเธอมาทานข้าวเอง”
เจียงว่านหนิงพยักหน้า ก่อนจะขึ้นไปชั้นบนทันที
หลังจากที่เงาของเจียงว่านหนิงหายไปจากบันไดแล้ว ชู่ฮัวถึงได้มองไปหาเยว่เซินด้วยความไม่พอใจ “หัวสมองของแกมีปัญหาไปแล้วหรือไง อยู่ดี ๆ ไปคบกับลูกนอกสมรสคนนั้นอย่างเจียงเหยียนได้ยังไง”
“แม่ แม่อย่าพูดกับเหยียนเหยียนแบบนี้นะ เธอเองก็เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของลุงเจียงเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว ป้าโจวกับลุงเจียงก็คบกันก่อนด้วยซ้ำ”
“นี่แก”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเยว่เซิน ชู่ฮัวก็โกรธจนดวงตาดำมืด
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ถึงจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองลง
ตอนที่มองไปหาเยว่เซินอีกครั้ง สีหน้าของชู่ฮัวก็ใจเย็นลงแล้ว “ฉันไม่สนเรื่องอื้อฉาวระหว่างแกกับเจียงเหยียน แกต้องจำเอาไว้ให้ได้ ว่าคู่หมั้นของแกคืออาหนิง คุณนายน้อยของตระกูลเจียง ก็มีเพียงแค่อาหนิงคนเดียวเท่านั้น”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชู่ฮัวพูดแบบนี้
เยว่เซินได้ยินนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
แต่ว่าครั้งนี้ เยว่เซินอดไม่ได้ที่จะมองไปหาแม่ของตัวเอง “แม่ ที่แม่ดึงดันจะให้เจียงว่านหนิงแต่งงานกับผมให้ได้ มันเป็นเพราะว่าป้าหลี่ หรือเป็นเพราะว่าหุ้นหกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เจียงว่านหนิงถืออยู่กันแน่”
นักธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกัญกับผลประโยชน์
ชู่ฮัวเองก็ไม่เว้น
ที่เธอตกลงยินยอมการหมั้นหมายในครั้งนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะมิตรภาพระหว่างหลี่หลัวส่วนหนึ่ง แต่มากไปกว่านั้น ก็เป็นเพราะหุ้นที่เจียงว่านหนิงถืออยู่นั่นเอง
หลี่หลัวเป็นคนสร้างอุตสาหกรรมของตระกูลเจียงขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว ถึงแม้ว่าจะเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร แต่ก็ทิ้งหุ้นหกสิบเปอร์เซ็นต์เอาไว้ให้กับเจียงว่านหนิง
“ในเมื่อแกรู้ว่าอาหนิงมีหุ้นหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเจียงซือ กรุ๊ป ก็ต้องดีกับเธอหน่อยสิ” อาเชิน แม่ไม่มีทางทำร้ายแกแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ทำ ก็เพราะว่าปรารถาดีต่อแกทั้งนั้นนะ”
“ถ้าแกแต่งงานกับอาหนิง แกก็มีแต่ได้กับได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ความสามารถ ไม่ว่าด้านไหน ๆ เจียงเหยียนก็สู้อาหนิงไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าแกยังทำตามอำเภอใจแบบนี้ต่อไป จะทำให้อาหนิงท้อใจในตัวแก ฉันรับประกันได้เลยว่าแกจะต้องเสียใจภายหลังไปตลอดชีวิตแน่นอน แก...”
“พอได้แล้ว แม่เลิกพูดได้แล้ว ผมไม่ได้บอกว่าผมจะไม่แต่งงานกับเจียงว่านหนิงสักหน่อย”
สายตาของเยว่เซินเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เอ่ยตัดบทชู่ฮัวแล้วเดินขึ้นไปบนบ้านทันที
ภายในห้องชั้นสอง เจียงว่านหนิงเอนพิงอยู่บนโซฟาริมหน้าต่าง จ้องมองน้ำพุที่อยู่ข้างนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ
จู่ ๆ โทรศัพท์ที่อยู่ด้านข้างก็สั่นขึ้นมา
ดูข้อความที่ส่งเข้ามา ดวงตาของเจียงว่านหนิงเต็มไปด้วยความตกใจ
นั่นคือแหวนแต่งงานสีเงินหนึ่งคู่ สไตล์เรียบง่ายสง่างาม เป็นสไตล์ที่เจียงว่านหนิงชื่นชอบ
“ชอบไหม?”
หลังจากที่เห็นข้อความที่ฟู่จิงเซินส่งมา เจียงว่านหนิงก็รีบตอบกลับไปทันที “นี่มัน?”
“ชอบไหม?”
คนที่อยู่ปลายสายเพียงแค่ย้ำคำถามก่อนหน้านี้อีกครั้งเท่านั้น
เจียงว่านหนิงเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปคำเดียว “ชอบ”
หลังจากที่ส่งข้อความไปแล้ว โทรศัพท์ก็ไม่มีเสียงอะไรอีก
เจียงว่านหนิงไม่รู้เลยว่าหลังจากผู้ชายที่อยู่ปลายสายเห็นคำตอบของเธอแล้ว เขาก็ยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย
สิ่งนี้มันทำให้เผยเซี่ยงที่อยู่ข้างเขาสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย “นายเองก็ยิ้มเป็นเหมือนกันเหรอ คงจะไม่ได้ถูกของเข้าหรอกใช่ไหม?”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดเสียดสีของเพื่อนสนิท รอยยิ้มที่มุมปากของฟู่จิงเซินก็จางหายไปทันที
ความรวดเร็วแบบนั้น มันทำให้เผยเซี่ยงเกือบจะคิดว่าเมื่อตะกี้นี้ตาฝาดไปแล้ว
“อาการของยายหลี่เป็นยังไงบ้าง?”
ยายหลี่ที่ฟู่จิงเซินพูดถึง หมายถึงยายของเจียงว่านหนิงนั่นเอง
เมื่อพูดถึงคนไข้ของตัวเอง สีหน้าของเผยเซี่ยงก็จริงจังขึ้นมาไม่น้อย “ยังเหมือนเดิม อัตราการเต้นของหัวใจคนไข้อ่อนลง ต่อให้เป็นฉัน ก็ไม่รับประกันเหมือนกันว่าเธอจะอายุยืนยาว”
“สร้างภาพ”
ไม่มีหมอคนไหนรับได้กับการที่มีคนมาตั้งข้อสงสัยกับทักษะทางการแพทย์ของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นเผยเซี่ยงก็ยังเป็นหมออัจฉริยะที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติอีกด้วย
หมออัจฉริยะที่สุขุมนุ่มลึกมาโดยตลอด หลังจากที่ได้ยินคำพูดของฟู่จิงเซิน ก็ราวกับเป็นแมวที่พองขนด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที “นายพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ฉันเป็นหมอไม่ได้เป็นเทพเจ้านะ”
“พอพูดถึงยายหลี่ ฉันมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่นายให้ฉันไปรักษายายหลี่ ทำไมต้องให้ฉันตกปากรับคำคนตระกูลเยว่ด้วย”
ทำเหมือนกับหมออัจฉริยะที่แสนสูงส่งแบบเขาขาดแคลนเงินไม่กี่ล้านอย่างไรอย่างนั้น
ฟู่จิงเซินไม่ได้ตอบคำถามของเผยเซี่ยง แต่ก้มหน้ามองแบบร่างที่อยู่บนโต๊ะแทน
นั่นมันคือแหวนหนึ่งคู่ ซึ่งก็คือคู่เดียวกันกับที่ส่งไปให้กับเจียงว่านหนิงดูเมื่อตะกี้นี้