“ลุงโจว๋คะ นี่ค่ะ หนังสือข้อตกลงการหย่า ฉันเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วค่ะ รบกวนลุงโจว๋ เอาให้โฮว่หลิงเฉินด้วยนะคะ”
เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่เหนียนหย่าเสวียน จะตัดสินใจเซ็นชื่อลงในหนังสือข้อตกลงการหย่า ก่อนจะนำมาให้อี้จูน พ่อบ้านประจำตระกูล
อี้จูนอ่านเอกสารดูคร่าว ๆ แต่อ่านได้เพียงแค่สองสามคำก็ถึงกับถอนหายใจออกมา “เฮ้อ หย่าเสวียน! ทำไมคุณถึงได้ซื่อขนาดนี้นะ? ผมเข้าใจ ถ้าคุณต้องการหย่ากับคุณชาย เพราะตลอดระยะเวลาสามปีมานี้คุณก็ไม่เคยเจอคุณชายเลยสักครั้ง แต่ทำไมคุณถึงเลือกที่จะไปตัวเปล่า ไม่เรียกร้องอะไรเลยล่ะ?”
หย่าเสวียนเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยเท่านั้น พ่อของเธอเสียชีวิตในขณะที่เธอไม่รู้ว่าแม่ของเธอเป็นใคร อี้จูนคิดว่า การที่เธอตัดสินใจหย่า เป็นการตัดสินใจที่ผิด แล้วนี้เธอยังเลือกที่จะไม่เรียกร้องอะไรเลย
หย่าเสวียนเกาหัวอย่างเขิน ๆ อี้จูนดูแลเธอเหมือนเป็นลูกสาวแท้ ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบังอะไรเขา “ฉัน... ฉันอยากลาออกจากมหาวิทยาลัยค่ะ” เธอพูดตะกุกตะกัก
“อะไรนะ? หย่าเสวียน ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากลาออกล่ะ? มีอะไรรึป่าว? หรือว่ามีอะไรที่ทำให้เธอลำบากใจ ?” อี้จูนเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ! ลุงโจว๋คิดมากไปได้ ลุงก็รู้อยู่แล้วว่า ฉัน...ไม่ชอบเรียนหนังสือ ฉันแค่ไม่อยากเสียเวลาก็เท่านั้น” เธออธิบาย
แท้ที่จริงแล้ว การลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้นเป็นแค่ข้ออ้างที่เธอกุขึ้นมาเท่านั้น เหตุผลที่แท้จริง มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ความคิดหลายอย่างแล่นเข้ามาในหัวของเธอ พรุ่งนี้เป็นวันเกิดอายุยี่สิบเอ็ดปีของเธอ และยังเป็นวันครบรอบวันแต่งงานปีที่สามของเธออีกด้วย
เธออายุเพียงแค่ยี่สิบเอ็ดปี ถือว่ายังเด็ก เธอไม่อยากเสียเวลา ไปกับการแต่งงานเพียงแค่ในนามอีกต่อไป
เธอไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าสามีของเธอ เพราะงั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกอาลัยอาวรณ์อะไร ตอนแรกที่เธอตัดสินใจแต่งงาน เป็นเพราะความประสงค์ของพ่อเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ต้องการพูดอะไรอีก อี้จูนจึงรับปาก “ถ้าคุณคิดดีแล้ว ผมจะ...” เขาหยุดรอให้เธอพูด “พรุ่งนี้ผมจะเอาใบหย่าไปให้คุณชายหลิงเฉิน” อี้จูนพูดพลางถอนหายใจ เมื่อเธอไม่พูดอะไรต่อ
“ขอบคุณมาก ๆ นะคะลุงโจว๋” หย่าเสวียนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้เขา
อี้จูนลุกขึ้นยืน และพูดกับเธอด้วยความหวังดีว่า “หย่าเสวียน คุณชายหลิงเฉินเขาเป็นคนดีนะ ผมว่าพวกคุณเหมาะสมกันมาก ผมหวังว่าคุณจะคิดให้รอบคอบอีกครั้งนะ ถ้าคุณเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ โทรหาผมได้เสมอนะ”
คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ เหมาะสมกันงั้นเหรอ? วันนั้นโฮว่หลิงเฉินกำลังร่วมรับประทานอาหารกับท่านประธานาธิบดีอยู่ที่ต่างประเทศ ตัวเขาแทบไม่ต้องทำอะไร ทะเบียนสมรสก็ถูกจัดการเรียบร้อย รวมทั้งรูปคู่ในทะเบียนสมรสของพวกเขา ก็เป็นรูปที่ตัดต่อขึ้น
ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา มันชัดเจนแล้วว่า เขาเองก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับเธอ ทำไมลุงโจว๋ถึงพูดว่าเหมาะสมกัน? หย่าเสวียนรู้สึกสับสนไปหมด
หลังจากได้สติ เธอก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดต่อ เธอตั้งใจจะพูดว่า “ฉันคิดดีแล้ว” แต่เธอกลับไม่ได้พูดมันออกมา เพราะไม่ต้องการให้อี้จูนต้องเป็นห่วง เธอจึงตอบสั้น ๆ ว่า “ค่ะ” แทน
อี้จูนรอเธอจนถึงบ่ายของวันถัดมา แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อหย่าเสวียนไม่ได้โทรหาเขา เขาจึงค่อย ๆ หยิบมือถือออกมา แล้วต่อสาย “คุณชายครับ ผมมีเอกสารต้องการส่งให้คุณเซ็นครับ” เขากล่าวอย่างนอบน้อม
“เอกสารอะไร” โฮว่หลิงเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ที่แฝงไปด้วยความเย็นชา อี้จูนรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่เรียบเฉยของหลิงเฉิน
เขาลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่า “ข้อตกลงการหย่าครับ”
มือที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดการเอกสารได้หยุดชงักลง หลิงเฉินหลับตาลงพลางขมวดคิ้วราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเขามีภรรยาแล้ว ถ้าอี้จูนไม่เตือน เขาคงลืมแล้วด้วยซ้ำว่าเขาแต่งงานและมีภรรยาแล้ว
“เอาไปวางไว้ที่ห้องทำงานผม ผมจะกลับเมืองเยว่อีกสองสามวันนี้” หลิงเฉินพูดอย่างเย็นชา
“ครับ คุณชาย” อี้จูนรับคำแล้ววางสาย
ในขณะเดียวกัน ณ บลูไนท์บาร์ในเมืองเยว่ บาร์นั้นสว่างไสวและเต็มไปด้วยผู้คน
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดมิดหนุ่มสาวต่างพากันมารวมตัวที่บาร์แห่งนี้
ภายในห้องห้าศูนย์หนึ่ง
บนโต๊ะเต็มไปด้วยเบียร์ เหล้าขาว แชมเปญ รวมไปถึงของกินเล่นต่าง ๆ โดยเจ้าของงานก็คือหย่าเสวียน ซึ่งมีอายุครบยี่สิบเอ็ดปีในวันนั้น
เมื่อก่อนเพื่อน ๆ มักจะเรียกเธอว่า “เฮียเหนียน” เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ เธอเลยสวมชุดลูกไม้สีชมพู เป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก เพราะปกติเธอมักจะใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนส์ เลยมีผู้มาร่วมงานจำนวนมากหยิบมือถือขึ้นมา เพื่อต้องการที่จะถ่ายรูปกับหย่าเสวียน
หลังจากที่ปลีกตัวออกมาจากกลุ่มผู้หญิงพวกนั้นได้ หย่าเสวียนก็ไปดื่มกับเพื่อน ๆ ของเธออย่างมีความสุข ของขวัญที่หย่าเสวียนได้รับจากเพื่อน ๆ นั้นมีจำนวนมาก วางซ้อนกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง
ห้วยหมิงที่เริ่มจะมึน ๆ เล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปโอบไหล่เพื่อน แล้วร้องเพลง “รักเกลียดพลิกผันเพียงพริบตา ยกจอกตั้งสัตย์ต่อจันทร์เฉกฟ้า...” เสียงร้องของเขา
นั้นแหลมเล็ก ทำเอาสาว ๆ หลายคนถึงกับปิดหู
“นี่ ห้วยหมิง มานี่มา เลิกร้องเพลงก่อน เรามาเล่นเกมกันดีกว่า” เสี่ยวเคอเป็นคนอัธยาศัยดี เขาเรียกเพื่อนที่กำลังร้องเพลงอยู่ทั้งสองให้มานั่ง
คนในหอพักของหย่าเสวียนต่างเรียกเธอว่าพี่ใหญ่ เพราะว่าเธอมีอายุมากกว่าคนอื่น
เสียงตะโกนของเธอทำให้ภายในห้องเงียบลง หนุ่มสาวกว่าสิบคนต่างพากันไปล้อมวงอยู่ที่โต๊ะตัวยาวสองตัวพลางมองเสี่ยวเคออย่างใจจดใจจ่อ
เธอเป็นสาวสายปาร์ตี้ และฮอตที่สุดในบรรดาเพื่อนร่วมชั้น
เสี่ยวเคอมองทุกคนอย่างมีเลศนัยก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรามาเล่นเกมพูดความจริงหรือเลือกรับคำท้า กันเถอะ!”
เพื่อน ๆ หลายคนมองเธอด้วยสายตาผิดหวัง “พี่เสี่ยวเคอ เกมนี้เล่นจนเบื่อแล้ว!” ขณะเดียวกันห้วยหมิงทายาทมหาเศษฐีผู้ร่ำรวย ก็หันมามองเสี่ยวเคอ เขาเหลือบตาทั้งสองขึ้นด้านบนอย่างเบื่อหน่อย เขาคิดว่ามันเป็นเกมที่ไม่สร้างสรรค์เอาซะเลย
เสี่ยวเคอจ้องห้วยหมิงกลับอย่างท้าทาย และพูดต่อ “วันนี้เป็นวันเกิดปีที่ยี่สิบเอ็ดของ หย่าเสวียน เพราะงั้นเรามาเล่นอะไรที่น่าตื่นเต้นกันเถอะ!” เธอยิ้มเหมือนมีลับลมคมใน ทำเอาคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกหวาดกลัวไปตาม ๆ กัน
เนื่องจากทุกคนในงานยังเป็นนักศึกษา หลายคนจึงยังไร้เดียงสาอยู่ เมื่อก่อนหากเล่มเกมพูดความจริง หรือเลือกรับคำท้า ถ้าเลือกรับคำท้าอย่างมากก็แค่ ท้าให้ร้องเพลงเสียงสูง หรือแบกเพื่อนที่เป็นเพศตรงข้ามไปรอบ ๆ ห้อง ไม่ก็ร้องเพลงรักกับเพื่อนที่เป็นเพศตรงข้ามอะไรทำนองนี้
เกมพูดความจริงหรือเลือกรับคำท้า ที่ทุกคนรอคอยกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เสี่ยวเคอเห็นหย่าเสวียนที่กำลังถือแก้วไวน์ในมือ เขาได้ขยิบตาให้คนอื่น ๆ ซึ่งทุกคนก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเธอกำลังวางแผนอะไรอยู่
“ผู้แพ้ในรอบนี้ ต้องเดินออกไปที่ประตู เลี้ยวขวา แล้วจูบเพศตรงข้ามที่เจอเป็นคนแรก ต้องจูบปากเท่านั้นนะ หากใครไม่ยอมทำละก็ ต้องดื่มเหล้านี่ทั้งหมดสิบแก้วเป็นการลงโทษ” เสี่ยวเคอกล่าวขึ้น
ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับเกม บรรยากาศก็เริ่มคึกคักขึ้นมา ในสายตาของพวกเขา มันช่างน่าตื่นเต้นซะเหลือเกิน ห้วยหมิงยิ้มออกมา และไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เขารู้ดีว่าคนพวกนี้เป็นยังไง
หลังจากที่เป่ายิ้งฉุบกันเสร็จแล้ว สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่หย่าเสวียนที่กำลังงุนงงอยู่
เธอเหลือบมองตัวเองที่ออกกรรไกร และมองไปที่เสี่ยวเคอที่กำลังยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอออกค้อน และคนที่แพ้ก็คือเธอนั่นเอง เธอเบิกตากว้างด้วยความอึ้ง
“ฉันเกลียดเธอ เสี่ยวเคอ!” เธอตะโกนออกมา เมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องทำ มันทำให้เธอรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา ตอนนี้เธอเมาจนแทบจะเดินตรงไม่ไหว คงไม่สามารถจะดื่มเหล้าได้ถึงสิบหรอกนะ
ทุกคนกำลังหัวเราะ มองหย่าเสวียนที่กำลังเดินไปที่ประตูอย่างมึน ๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดประตูออกไป
เธอเลี้ยวขวาตามที่บอก
แล้วก็พบกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาค่อนข้างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสบาย ๆ กางเกงสแล็คสีดำ และรองเท้าหนังสีดำที่เงาวับ
เขาน่าจะอายุยี่สิบต้น ๆ และสูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตร ดวงตาของเขาดำขลับ คิ้วเข้มและหนา จมูกของเขาโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสวยได้รูป ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปลักษณ์ของเขานั้นโดดเด่นและดูสง่ายิ่งนัก
ทว่า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา จนคนที่ไม่เคยกลัวอะไรอย่างหย่าเสวียน รู้สึกกลัวและอดไม่ได้ที่จะถอยหลังกลับมา
“ว้าว เขาหล่อมาก! เฮียเหนียน เร็วเข้า! พวกเรากำลังดูอยู่นะ” เสี่ยวเคอที่แอบอยู่หลังประตูกระซิบเบา ๆ หย่าเสวียนยืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง เธอรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้ดูคุ้นมาก เหมือนว่าจะเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน?
เมื่อได้ยินเสียงของเสี่ยวเคอ เธอจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้าและเข้าไปขวางเขาไว้
พอเริ่มเข้าไปใกล้ ๆ ก็รู้สึกว่า ‘ตัวเองเคยเจอกับผู้ชายคนนี้มาก่อน แต่ก็ช่างเถอะ ฉันควรจะรีบทำให้มันจบ ๆ ไป’
เธอเดินเข้าไปหาผู้ชายคนนั้นอย่างกล้าหาญ ยิ้มหวานให้เขา ยืนเขย่งปลายเท้าและโน้มคอของเขาลงมา กลิ่นโคโลญจน์ของเขาเตะจมูกเธออย่างจัง
หลิงเฉินกำลังมองหาที่เงียบๆเพื่อโทรศัพท์ แต่กลับถูกผู้หญิงคนนึงขวางไว้
เขาขมวดคิ้วขึ้นเมื่อเธอเริ่มจะเข้าใกล้เขา
และก็มีบางอย่างแล่นเข้ามาในใจเขา ‘ผู้หญิงคนนี้ ทำไมช่างคุ้นเหลือเกิน? ดวงตาคู่นั้น...! หลิงเฉินพยายามคิด
ขณะที่เขากำลังคิดว่าเธอเป็นใคร หย่าเสวียนก็จูบไปที่ริมฝีปากของเขาเบา ๆ โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
หลังจากที่จูบหลิงเฉินเสร็จ หย่าเสวียนก็รีบหนีออกไปจากตรงนั้น และวิ่งตรงกลับไปที่ห้องทันที
“หย่าเสวียน!” เสี่ยวเคอกรีดร้องเสียงดังเมื่อเธอปิดประตู “เธอนี่มันสุดยอดไปเลย!” เสี่ยวเคอกล่าวชมออกมา ขณะนี้บรรยากาศภายในห้องเริ่มคึกคักขึ้นมา หลังจากที่หนีออกมาจากตรงนั้นได้ หย่าเสวียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อประตูห้องห้าศูนย์หนึ่งปิดลง สีหน้าของหลิงเฉินก็ไม่ค่อยดีนัก ขณะที่เขากำลังจะเรียกบอดี้การ์ด ให้มาลากเธอไปทิ้งทะเลนั้น โทรศัพท์สายสำคัญของเขาก็ดังขึ้น
เขารับสายอย่างหงุดหงิด แล้วพูดขึ้นว่า “ได้ ฉันจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้” เขาวางสายก่อนจะเหลือบมองห้องห้าศูนย์หนึ่ง สีหน้าของเขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้เขามีเรื่องด่วนที่จะต้องรีบจัดการ
“ถือว่าวันนี้เธอดวงดีก็แล้วกัน อย่าให้เจอหน้าอีกนะ ถ้าเกิดว่าเจอกันครั้งหน้าแล้วยังมาทำแบบนี้อีกล่ะก็ ฉันไม่ปล่อยเธอไปแน่” หลิงเฉินพึมพำพลางเดินจากไป
ภายในห้องห้าศูนย์หนึ่ง หย่าเสวียนถูแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่บ้าที่สุดที่เธอเคยทำในชีวิตของเธอ หัวใจของเธอเต้นแรง เต็มไปด้วยความสับสน ‘โอ้พระเจ้า! นั่นคือจูบแรกของฉัน และฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร
นี่เป็นการนอกใจสามีรึป่าว?
แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันเซ็นหนังสือข้อตงลงการหย่าไปแล้ว
ต่อให้หลิงเฉินไม่ยอมเซ็นก็ไม่เป็นไร ตามกฎหมาย สามีภรรยาที่แยกกันอยู่มากกว่าสองปีนั้น ก็ถือว่าหย่ากันโดยปริยายอยู่แล้ว
เธอไม่เคยเจอเขาตลอดระยะเวลาสามปีที่แต่งงานกัน เพราะงั้นเธอไม่ถือว่าเป็นภรรยาของหลิงเฉินแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าเธอไม่ได้นอกใจเขา
อีกอย่างก็แค่จูบ... หย่าเสวียนลืมทุกคนไปซะสนิท
ทันใดนั้นเสี่ยวเคอก็ตะโกนขึ้นมาว่า “โอ้พระเจ้า!” เพื่อน ๆ ราวสิบกว่าคนต่างพากันตกใจ
“เสี่ยวเคอ เป็นอะไรของเธอหน่ะ? ฉันตกใจแทบแย่แหน่ะ!” หว่านหยิงที่กำลังจะดื่มไวน์ถึงกับกลอกตามองบน และผลักหน้าอกเธอเบา ๆ
เสี่ยวเคอรีบวิ่งกลับไปหาหย่าเสวียนที่กำลังเหม่อ เธอนั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นแล้วเขย่าตัวเธอด้วยความตื่นเต้น
“หย่าเสวียน เธอรู้ไหมว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?” เธอถาม ผู้ชายคนนั้นหน่ะเป็นคนที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างใฝ่ฝันเลยนะ เขาทั้งหล่อทั้งรวย และมีอำนาจ เป็นเจ้าของธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ ผู้คนต่างเรียกเขาว่าคุณชายหลิงเฉิน
“แล้วเขาเป็นใครล่ะ?” หย่าเสวียนหยิบแชมเปญบนโต๊ะก่อนจะดื่มเพื่อสงบสติอารมณ์ เธอเองก็รู้สึกคุ้น และอยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร
“โฮว่หลิงเฉิน” เสี่ยวเคอตะโกนชื่อเขาออกมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะมองไปที่เจ้าของวันเกิด เขาก็คือโฮว่หลิงเฉิน คนที่ใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวคนนั้นนั่นเอง
เมื่อหย่าเสวียนได้ยินชื่อนี้ แชมเปญก็พุ่งออกมาจากปากของเธอทันที หย่าเสวียนสำลักออกมา โดยไม่รู้ว่าแชมเปญนั้นพุ่งใส่หน้าเพื่อนของเธอเต็ม ๆ เสี่ยวเคอมองไปที่หย่าเสวียนที่กำลังตกตะลึง
แม้แต่ห้วยหมิงก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินชื่อนี้เช่นกัน “หลิงเฉิน? เฮียเหนียน ฉันว่าเธอไม่รอดแล้วแหละ” เขาพูด พ่อของห้วยหมิงเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทการเงินแห่งหนึ่งในเมืองเยว่ ชื่อของหลิงเฉินนั้นก็ดังก้องอยู่ในหูราวกับเสียงฟ้าร้อง
และชื่อที่คุ้นหูนั้นทำให้หว่านหยิงกรีดร้องขึ้นมาเช่นกัน “หย่าเสวียน เธอจูบกับหลิงเฉินงั้นเหรอ หย่าเสวียน ให้ฉันจูบเธอที เพราะมันเหมือนเป็นการจูบเขาทางอ้อม” เธอหยอกเพื่อนของเธอ
หย่าเสวียนหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดแชมเปญบนใบหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนักของเสี่ยวเคอ เธอตกใจจนลืมขอโทษเธอไปเลย
เมื่อหว่านหยิงกระโจนเข้าใส่ หย่าเสวียนก็ขว้างทิชชู่ในมือลงและลุกขึ้นยืน
จู่ ๆ เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “เสี่ยวเคอ เมื่อกี้เธอเรียกชื่อฉันรึป่าว” เธอถาม เธอตกใจขึ้นมา ‘บ้าเอ๊ย! จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาจำชื่อของฉันได้?
เสี่ยวเคอหยิบทิชชู่เปียกมาเช็ดหน้าของเธอ ก่อนจะตอบอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ใช่ แต่เธอก็ไม่ควรจะตื่นเต้นขนาดนี้ไหมหล่ะ? แม้ว่ามันจะน่าตื่นเต้นมากที่ได้จูบกับหลิงเฉิน แต่เธอก็ไม่ควรจะพ่นแชมเปญใส่หน้าฉันแบบนี้นะ” เธอบ่นให้หย่าเสวียน’ เธอบ้าไปแล้วหรือไง
โอ้พระเจ้า! แย่แล้ว! แย่แล้ว! ฉันต้องแย่แน่ ๆ !’ หย่าเสวียนตบแขนของเสี่ยวเคอเบาๆเพื่อปลอบเธอก่อนจะพูดว่า “พวกเธอสนุกกันต่อนะ ฉันขอตัวก่อน”
ทันทีที่พูดจบเธอก็เดินออกไป ทุกคนต่างก็มองเธออย่างงง ๆ นี่เธอกำลังจะไปตามหลิงเฉินรึไงกัน?
เพื่อน ๆ ของเธอก็คิดแบบเดียวกัน เธอจะทำอะไรน่ะ เธอบ้าไปแล้วรึไง! พวกเขาได้ยินว่าผู้หญิงหลายคนอยากจะมีอะไรกับเขา ทว่าพวกเธอต่างก็โดนเอามาปล่อยไว้ที่ถนนในสภาพเปลือย เพราะงั้นเขาอาจจะทำอย่างนั้นกับเพื่อนของพวกเราก็ได้ พวกเขาทั้งหมดจึงพยายามจะห้ามหย่าเสวียนไม่ให้ไปหาหลิงเฉิน
เพื่อนของเธอหลายคนวิ่งออกจากบาร์ไป เพื่อที่จะไปห้ามหย่าเสวียนไว้
ทว่ามันกลับสายไปเสียแล้ว เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
ทันทีที่หย่าเสวียนออกมาจากบาร์ เธอเรียกแท็กซี่กลับไปที่วิลล่า
‘ฉันหวังว่าหลิงเฉินจะจำฉันไม่ได้และจะไม่กลับมาที่วิลล่าคืนนี้นะ ไม่งั้น เขาอาจจะคิดว่าฉันเสียใจที่ขอหย่า และจูบเขาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา’
หย่าเสวียนนั่งพิงพนักพิงเบาะ หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น
หลังจากที่พวกเขาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อสามปีที่แล้วนั้น หลิงเฉินมอบหมายให้อี้จูนดูแลอาหารการกิน เสื้อผ้า และทุกอย่างที่เธอต้องการ
แต่เธอนั้นไม่เคยเจอเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เหตุผลหลักก็คืองานเขายุ่ง และมักจะใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ
ถึงแม้ว่าเขาจะกลับมาที่เมืองเยว่ แต่เขาก็ไปอยู่ที่วิลล่าอีกหลังหนึ่ง พวกเขามีฐานะที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพื่อนของพวกเขาก็ไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเดียวกัน ก็ไม่แปลกที่จะไม่เคยเจอกันมาตลอดสามปี
ส่วนทะเบียนสมรส พ่อของเธอเป็นคนเก็บไว้กับตัว แต่ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาได้มอบมันให้กับหลิงเฉินด้วยความที่กลัวว่าหย่าเสวียนจะหย่ากับสามีของเธอ
ดังนั้น จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่รู้ว่าสามีของเธอหน้าตาเป็นอย่างไร
เมื่อลุกขึ้นนั่ง เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้และตบหน้าผากตัวเอง ‘โอ้ย ไม่ใช่สิ ฉันจำได้ว่าเคยเห็นเขาครั้งหนึ่ง’ เธอคิด เธอไปที่บริษัทของเขาเพื่อหวังว่าจะได้เจอหน้าเขาสักครั้ง แต่ทุกครั้ง จะมีก็แต่ผู้ช่วยของหลิงเฉินที่มาต้อนรับเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าสามีของเธอเลยสักครั้ง ครั้งสุดท้ายที่เธอไปที่บริษัท หย่าเสวียนไม่บอกว่าตัวเองเป็นใคร ยามจึงกันไม่ให้เธอเข้าไปข้างใน และตอนนั้นเอง หลิงเฉินที่เพิ่งจะกลับมาจากการไปดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เข้ามาที่บริษัทพอดี เธอมองเห็นเขาไกล ๆ ในขณะที่เขากำลังลงจากรถ
แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว และมันก็เห็นแค่คร่าว ๆ เท่านั้น ลักษณะของเขาเป็นอย่างไรบ้าง เธอเองก็จำไม่ได้แล้ว เพราะนั่นมันก็นานมากแล้ว แม้ว่าเธอจะรู้จักชื่อของเขาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเธอไม่เคยเห็นภาพเขาในอินเตอร์เน็ตเลย เขาค่อนข้างเก็บตัว ไม่เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหนและไม่เคยให้สื่อไหนถ่ายภาพเขาไปโพสต์ในโซเชียลต่าง ๆ เลย
แต่เธอจำได้ว่า มีครั้งหนึ่งที่รูปภาพของหลิงเฉินถูกเผยแพร่ ได้ข่าวว่าในรูปนั้นเขาจับมือนักแสดงหญิงคนหนึ่ง แต่ไม่ทันที่หย่าเสวียนจะได้เห็นภาพนั้น มันก็ถูกลบไปเสียแล้ว
หลังจากนั้นก็คือวันนี้แหละ
แถมเธอยังจูบเขาในบาร์อีกด้วย! ถ้าเขาเซ็นใบหย่าแล้ว เขาก็จะเป็นแค่อดีตสามีของเธอเท่านั้น
เธอได้ยินมาว่า ถึงหลิงเฉินจะมีผู้หญิงอยู่ไม่ขาดสาย แต่เขาเกลียดผู้หญิงที่เริ่มเข้าหาเข้าก่อน
และนั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หย่าเสวียนต้องกระวนกระวายใจ ‘โอ้พระเจ้า! ฉันซวยแล้วล่ะ ฉันหวังว่าเขาจะจำฉันไม่ได้’ เธอได้แต่ภาวนาออกมา
เมื่อเธอกลับมาถึงวิลล่า เธอถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อสังเกตเห็นว่าไฟไม่ได้เปิดอยู่
“บางที เขาอาจไม่ได้ยินที่เสี่ยวเคอเรียกชื่อฉัน และอาจจะจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำไป ขอบคุณพระเจ้า!” เธอพึมพำ
เธอตบไปที่หน้าของตัวเองเบาๆ ที่ตอนนี้มันกำลังแดงระเรื่อก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นและนึกถึงเหตุหการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในคืนนี้ “ถ้าเขาจำฉันได้ เขาจะต้องเกลียดฉันแน่ ๆ แต่มันอาจจะดีก็ได้นะ เค้าจะได้ตกลงเซ็นใบหย่าอย่างไม่ลังเล” เธอพึมพำ
หย่าเสวียนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สาม เซคยี่สิบสอง คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยเมืองเยว่
ในเซคของเธอนั้นมีนักศึกษาราว ๆ ห้าสิบกว่าคน มีนักศึกษาที่สอบเข้ามากว่าสี่สิบคน ส่วนที่เหลืออีกสิบกว่าคนล้วนแล้วแต่ใช้เส้นสายเข้ามาทั้งสิ้น
เพราะมหาวิทยาลัยเมืองเยว่นั้น จะติดอันดับท็อป สามอันดับแรกในทุก ๆ ปี แม้แต่หลิงเฉินเองก็จบการศึกษาจากที่นี่เช่นกัน ดังนั้นก็เลยมีคนจำนวนมากที่อยากจะเข้ามาเรียนที่นี่ หย่าเสวียนเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนที่ใช้เส้นสายเข้ามา
ขณะนั้นเอง ศาสตราจารย์หมิงจื้อที่กำลังยืนอยู่หน้าชั้นเรียน เขาดันแว่นขึ้น ขณะที่กำลังจ้องมองนักเรียนส่วนใหญ่ที่กำลังนอนหลับอย่างสบายใจ
และจู่ ๆ ก็มีเสียงดังปัง! ศาสตราจารย์โยนหนังสือลงบนโต๊ะของเขา เสียงดังกล่าวทำให้นักเรียนหลายคนกลับมารู้สึกตัว และรีบลุกขึ้นมานั่ง
แต่เด็กผู้หญิงในชุดลำลองสีขาว ที่นั่งอยู่ด้านในแถวสุดท้าย ยังคงฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอย่างมีความสุข
หมิงจื้อมองไปรอบ ๆ ก่อนจะตะโกนออกมาว่า“หย่าเสวียน!” ถึงแม้ว่าผมของเขาจะขาวโพลน ทว่าเสียงของเขายังดีอยู่ มันทำให้นักเรียนทุกคนรู้สึกกลัว และเงียบมากกว่าเดิม
จะมีก็แต่หย่าเสวียนที่ยังคงหลับฝันหวานอยู่ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เธอ แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัว
“หย่าเสวียน! หย่าเสวียน!” หว่านหยิง สาวผมยาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอเรียกเธอให้ตื่น แต่หย่าเสวียนก็ยังไม่ยอมตื่น หว่านหยิงเลยดึงชายเสื้อเสื้อเธอเบา ๆ ยิ่งเธอไม่ได้ยิน เสียงเรียกและการดึงก็ยิ่งดังและแรงขึ้น ในที่สุดเธอก็ตื่นขึ้นมาจนได้
หย่าเสวียนที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นมองไปทางหว่านหยิงอย่างงง ๆ “หว่านหยิง…เธอปลุกฉันทำไม…”
หว่านหยิงแอบชี้ไปทางศาสตราจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้อง เมื่อหย่าเสวียนมองไปตามที่หว่านหยิงชี้ ก็เห็นศาสตราจารย์หมิงจื้อกำลังมองมาทางเธอด้วยความโกรธ
หย่าเสวียนที่กำลังมึนงนในตอนแรก เมื่อได้เห็นสีหน้าไม่พอใจของของศาสตราจารย์หมิงจื้อ ทำให้เธอรู้สึกราวกับกำลังโดนน้ำเย็นสาดมาที่หน้าจัง ๆ ‘เอ่อ!’ เธอส่ายหัวไปมา แล้วรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง
ศาสตราจารย์หมิงจื้อถือเป็นอาจารย์ที่โหดที่สุดคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยนี้ ใครก็ตามที่โดนเขาจับได้ว่าแอบหลับในห้องเรียน จะต้องสอบตกวิชานี้ทันที
หย่าเสวียนหยิบหนังสือออกมาจากกระเป๋า แล้วเปิดหนังสือออก เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ ศาสตราจารย์หมิงจื้อก็กลับมาสอนต่อ
นักเรียนคนอื่น ๆ ที่รู้สึกกลัวต่างก็รีบหลบสายตาในทันที บ้างก็กลับไปดูหนังสือ บ้างก็มองหน้าศาสตราจารย์หมิงจื้อ
ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะเธอ ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่าประวัติของหย่าเสวียนเป็นยังไง
หย่าเสวียนเป็นนักเลงที่ชอบหาเรื่องคนอื่น ๆ ดื่มเหล้า โดดเรียน ปีนกำแพงหนี เรื่องอะไรแย่ ๆ เธอทำมาหมดแล้ว
มหาวิทยาลัยเมืองเยว่นั้นมีการดูแลนักศึกษาอย่างเข้มงวด และมีการระบุไว้ในคู่มือนักศึกษาว่า ไม่อนุญาตให้นักศึกษาย้อมผม ทาเล็บ หรือสวมเครื่องประดับใด ๆ
แต่หย่าเสวียนตอนนี้นั้น เธอไว้ผมยาว ย้อมด้วยสีม่วงอ่อน มัดแกละไว้ข้างหลังและทาเล็บสีแดงสด อาจารย์คนอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยเกรงกลัวเธอ จนไม่มีใครกล้าที่จะตักเตือน
ที่หย่าเสวียนไม่โดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยนั้น ก็เพราะว่าครอบครัวของเธอนั้นมีอำนาจ
“หย่าเสวียน” อาจารย์หมิงจื้อมองมาที่เธอด้วยสายตาเยือกเย็น“อธิบายให้ฉันฟังซิ ว่าการเงินหมายถึงอะไร” ศาสตราจารย์หมิงจื้อรู้ประวัติของ หย่าเสวียนเป็นอย่างดี เพราะว่าเขาสนิทกับผู้ช่วยจ้ง ผู้ช่วยของหลิงเฉิน แม้แต่หลิงเฉินเองก็เป็นลูกศิษย์ของเขาเช่นกัน ด้วยจรรยาบรรณทางวิชาชีพ หมิงจื้อจึงไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาจะยอมให้หย่าเสวียนทำตามอำเภอใจตัวเองต่อไปแบบนี้ไม่ได้
หย่าเสวียนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ในขณะที่ลุกขึ้นยืนนั้นเธอก็ยื่นมือไปเตะเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเธอ เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเธอนั่นก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเจ๋อหนัน เป็นหัวหน้าห้อง และนักเรียนดีเด่นของชั้น
ด้วยสัญญาณของเขา เจ๋อหนันรู้ในทันทีว่า หย่าเสวียนต้องการอะไร เขารีบพลิกหนังสือไปยังหน้าที่มีคำตอบอย่างรวดเร็ว และเอนตัวไปทางซ้ายเพื่อให้เธอเห็น
เธอเห็นคำตอบในหนังสือเรียนอย่างชัดเจน หย่าเสวียนยิ้มออกมาอย่างพอใจ รอยยิ้มนี้เอง ที่ทำให้หนุ่มๆ หลายคนต่างพากันแอบชอบเธอ
ใบหน้ารูปไข่สีขาวนวล ดวงตากลมโต สดใส จมูกโด่งได้รูป และริมฝีปากสีชมพูที่แสนจะเย้ายวนนั่น
แม้ว่าเธอจะไม่แต่งหน้า แต่เธอก็ยังไร้ที่ติ รูปร่างของเธอนั้นไม่ผอมและไม่อ้วน เรียกได้ว่ากำลังพอดี และเป็นที่โปรดปรานของผู้ชายหลาย ๆ คน
ถ้าผลการเรียนของเธอไม่แย่ ตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีใครเหมาะไปกว่าเธออีกแล้ว
หย่าเสวียนขยิบตาพลางเริ่มอ่านคำตอบในหนังสือของเจ๋อหนัน “การเงินเป็นคำกว้าง ๆ ที่อธิบายถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธนาคารและมีความน่าเชื่อถือ รวมไปถึง...”
ในฐานะอาจารย์ ศาสตราจารย์มิงจื้อจ้องหย่าเสวียนที่กำลังอ่านคำตอบในหนังสืออย่างเขม็ง “พอได้แล้ว!” เสียงของศาสตราจารย์หมิงจื้อดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
นักเรียนทั้งชั้นต่างพากันตกใจ หย่าเสวียนจ้องไปที่ศาสตราจารย์อย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วถามว่า “อาจารย์คะ หนูตอบอะไรผิดเหรอคะ?”
ศาสตราจารย์หมิงจื้อโกรธจนหน้าออกสี เขาเอามือไขว้หลัง และเดินวนไปมาที่หน้าชั้นเรียน เพื่อเป็นการสงบสติอารมณ์
เมื่อเห็นศาสตราจารย์หมิงจื้อเริ่มโกรธ หย่าเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะขอโทษในสิ่งที่เธอทำ “อาจารย์คะ อาจารย์อย่าโกรธหนูเลยนะคะ” เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วหนูจะไปท่องให้ขึ้นใจเลยค่ะ!” หย่าเสวียนก้มหัวลง หมิงจื้อนั้นเป็นอาจารย์ของหลิงเฉิน เธอเองก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับเขา
เมื่อหมิงจื้อได้ยินคำพูดนี้ของหย่าเสวียน เขาก็หายโกรธลงไปเยอะ ในสายตาของหมิงจื้อนั้น หย่าเสวียนเป็นผู้หญิงที่ฉลาด ถ้าเธอตั้งใจเรียน เธอก็อาจจะได้เป็นนักเรียนดีเด่น แต่ในฐานะอาจารย์ หมิงจื้อยอมไม่ได้ ที่หย่าเสวียนทำอวดดีใส่เขา ‘เธอไม่ชอบเรียนใช่ไหม? ได้! เธอสอบตกหลายครั้ง? ได้!’ หมิงจื้อจ้องหย่าเสวียนเขม็ง ‘แต่ว่าวิชาการเงินนี่เธอจะสอบตกไม่ได้!’ เขาพูดกับตัวเอง
“ถ้าเธอกล้านอนหลับในชั้นเรียนของฉันอีก ห้วยหมิง หว่านหยิง และเสี่ยวเคอ สามคนนี้จะต้องไปยืนใต้เสาธงข้างล่าง!” ศาสตราจารย์หมิงจื้อกล่าว “เข้าใจไหม? !” ทั้งสามคนที่โดนเอ่ยชื่อ ถึงกับโอดครวญกับคำพูดของศาสตราจารย์
‘หย่าเสวียนนอนหลับ แล้วทำไมคนที่ต้องไปยืนอับอายขายขี้หน้าที่ใต้เสาธงต้องเป็นพวกเขาสามคนด้วยหล่ะ...’ พวกเขาทั้งหมดคิดเหมือนกัน
ที่ศาสตราจารย์หมิงจื้อพูดแบบนี้ก็เพราะว่า พวกนี้เป็นเพื่อนของเธอ และเธอเองก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนมาก เธอก็จะไม่ทำร้ายคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และนั่นก็เป็นหนึ่งในข้อดีของเธอ
หย่าเสวียนจ้องเขม็งไปที่ศาสตราจารย์หมิงจื้อด้วยความโกรธ จะทำใครก็ได้แต่จะมาทำเพื่อนของเธอไม่ได้ ’
หย่าเสวียนเงยหน้าขึ้นแล้วตอบด้วยความมั่นใจ “เข้าใจแล้วค่ะ ศาสตราจารย์ คุณจะไม่เห็นฉันนอนหลับในห้องเรียนอีก” หย่าเสวียนนั่งลงที่เก้าอี้ หยิบปากกาขึ้นมาและเริ่มวาดภาพ ทว่าใจของเธอไม่รู้ลอยไปไหน ศาสตราจารย์หมิงจื้อรู้สึกพอใจ เนื่องจากคิดว่าเธอกำลังจดบันทึก แต่ในความเป็นจริง เธอแค่วาดภาพเท่านั้น
เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น
เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่านักศึกดังขึ้น ศาสตราจารย์หมิงจื้อไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเก็บข้าวของ และออกจากห้องเรียนไป
ทันทีที่ศาสตราจารย์หมิงจื้อออกไปจากห้องเรียน เพื่อน ๆ ต่างก็พากันเข้ามาหาหย่าเสวียน ที่กำลังใจลอย และเริ่มบ่นอาจารย์ของพวกเขา
“นี่ เฮียเหนียน ศาตราจารย์หมิงจื้อจะมาไม้ไหนเนี่ย? ” ห้วยหมิงถาม ห้วยหมิงที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีส้ม แสดงสีหน้าไม่พอใจ ‘ศาสตราจารย์นี่ก็ยังไงนะ จัดการกับหย่าเสวียนไม่ได้ก็เลยมาลงที่พวกเขาแทนงั้นเหรอ? อาจารย์นี่ก็แปลก’ เขาคิดในใจ
และด้วยความสูงสองร้อยสิบเซนติเมตร ห้วยเหมิงนั้นถือเป็นคนที่สูงที่สุดในห้อง เขาเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่สุดของหย่าเสวียนและเขาก็เป็นคนที่รักความยุติธรรมมาก
“หย่าเสวียน เธออย่านอนหลับในห้องอีกนะ ฉันขอร้องล่ะ…” หว่านหยิงที่ไว้ผมลอนยาว ทำเสียงออดอ้อนพลางเกาะแขนหย่าเสวียนที่กำลังนั่งใจลอยไว้แน่น
เสี่ยวเคอที่นั่งหน้าบูดอยู่ข้าง ๆ เธอก็พูดขึ้นว่า “หย่าเสวียน ในฐานะมิสรูมสามสามศูนย์หนึ่ง เธอห้ามทำให้ฉันเสียหน้าเด็ดขาด เข้าใจไหม?” เสี่ยวเคอ ผู้ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็นสาวสวยที่สุดในหอพักกล่าว
หย่าเสวียนที่กำลังคิดเรื่องหย่าและเรื่องที่จูบกับหลิงเฉิน สองเรื่องนี้มันก็ยุ่งพออยู่แล้ว และเสียงเอะอะรอบ ๆ ตัวเธอนั้นก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกรำคาญ เธอเก็บหนังสือที่อยู่บนโต๊ะแล้วมองไปรอบ ๆ ห้อง
หน้าของเธอนั้นเหมือนกับจะบอกว่า เธอไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้
เมื่อเสี่ยวเคอเห็นท่าทางที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ของหย่าเสวียนแล้วก็รีบหยุดทุกคนไว้ “ทุกคน ๆ วันนี้ไชนิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล พลาซ่าจัดโปรโมชั่นลดราคาวันที่สิบเอ็ดเดือนสิบเอ็ด ใครจะไปมั่ง?”
หย่าเสวียนยืนขึ้นบนเก้าอี้และโอบคอเสี่ยวเคอไว้พลางยิ้มและพูดว่า “ฉันไป!” ‘นั่นก็เพราะเธออยากได้ลิปสติกแท่งใหม่นั่นเอง...’
เสี่ยวเคอรู้ว่าหย่าเสวียนกำลังตื่นเต้นกับอะไร
หย่าเสวียนนี่ก็เป็นคนแปลก ๆ เธอชอบแต่งตัวสบาย ๆ และทุกวันเธอก็ไม่เคยแต่งหน้า อย่างมากก็เพียงแค่โปะรองพื้นเท่านั้น ทว่า งานอดิเรกของเธอนั้นคือการสะสมลิปสติก
ณ ไชนิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล พลาซ่า
ไชนิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล พลาซ่านั้นเป็นห้างที่หย่าเสวียนชอบมากที่สุด ที่นี่ไม่เหมือนกับห้างทั่ว ๆ ไป และค่อนข้างจะพิเศษ
ไชนิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล พลาซ่า ประกอบด้วยอาคารเจ็ดหลัง ซึ่งตั้งชื่อตามดาวที่ประกอบขึ้นเป็นกลุ่มดาวกระบวยใหญ่
ชื่อของอาคารต่าง ๆ ได้แก่ เทียนชู เทียนเสวียน เทียนจี้ เทียนฉวน ยู่เหิง ไคหยาง และเหยากวง
ที่บอกว่าพิเศษนั่นก็คือ จะมีไฟอยู่ด้านบนสุดของทุกตึก และเมื่อตกกลางคืน ไฟจะสว่างขึ้น และถ้ามองจากมุมสูง ก็จะเห็นไฟรวมตัวเป็นกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ
ทางศูนย์การค้าได้เชิญนักออกแบบแสง ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ให้มาช่วยออกแบบให้ เมื่อฟ้าเริ่มมืด แสงไฟก็จะสว่างขึ้น เวลาที่เดินช็อปปิ้งอยู่นั้น ก็เหมือนกับกำลังเดินอยู่ในทะเลของหมู่ดาวอย่างไรอย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนจะตกหลุมรักกับห้างที่มีแนวคิดแปลกใหม่เช่นนี้ นอกจากนี้แล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดนัดพบที่มีชื่อเสียงซึ่งจะเห็นได้ว่า มีหนุ่มสาวมากมายนัดเดทกันที่นี่