นรีกุลกลืนก้อนสะอื้นผ่านลำคอตีบตันของตัวเองช้าๆ ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นยืน แต่เพราะคงนั่งนานทำให้ยืนโงนเงน
“ระวังหน่อยสิ มานี่ข้าประคอง”
แวววรรณรีบเข้ามาประคองหลานสาว ทั้งเป็นห่วงทั้งเบื่อหน่าย
“ท้องไส้อยู่จะมานั่งคร่ำครวญตัดพ้อผัวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ด้วย”
นรีกุลไม่ได้พูดอะไรออกมา นอกจากยอมเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังงามเงียบๆ
เมื่อเข้ามาถึงห้องรับประทานอาหาร แวววรรณก็สั่งให้สาวใช้เตรียมอาหารมาบำรุงหลานสาวของตัวเอง
“อ้าว นี่กินเข้าไป”
อาหารถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าของนรีกุล หญิงสาวมองด้วยสายตาว่างเปล่า เพราะไม่มีความรู้สึกหิวโหยเลย
“แล้วนี่ก็นมบำรุงสำหรับคนท้อง คุณหนึ่งซื้อเอามาเก็บไว้ให้แกกินโดยเฉพาะเลยนะ ไม่เชื่อถามส้มแป้นดูสิ”
“จริงค่ะ คุณหนึ่งซื้อของบำรุงคนท้องมาเยอะเลยค่ะ แล้วก็สั่งส้มให้ทยอยเอามาให้คุณกุลกินค่ะ”
ส้มแป้นพูดตามความจริง ใบหน้าของสาวใช้ยิ้มแย้มสดใส
“คุณหนึ่งเป็นห่วงคุณกุลนะคะ” ส้มแป้นพูดต่อ
“เห็นไหม ส้มแป้นมันยังมองออกเลยว่าคุณหนึ่งก็แอบเป็นห่วงแกเหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องโศกเศร้าอะไรแล้ว กินเข้าไป” แวววรรณพยายามพูดให้หลานสาวมีกำลังใจ
นรีกุลฝืนยิ้มออกมา ทั้งๆ ที่ภายในอกทุกข์ระบมเหลือเกิน
ปรมะไม่ได้เป็นห่วงหล่อนหรอก แต่ที่เขาพยายามซื้อของมาบำรุงครรภ์ของหล่อนก็เพราะเขาต้องการให้ลูกออกมาแข็งแรงที่สุด
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะหล่อนเองก็ต้องการให้ลูกน้อยเกิดมาเป็นเด็กแข็งแรงสมบูรณ์เช่นกัน และเพราะอย่างนี้ไง หล่อนถึงไม่เคยปฏิเสธที่จะดื่มกินของบำรุงที่ปรมะซื้อให้เลย
“แม๊... พอข้าเอาคุณหนึ่งมาอ้างหน่อย แกก็ยอมกินเลยนะ”
แวววรรณพูดขึ้นอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะรีบรับสายโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้น
“ว่าไง... เออ... กำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ เจอกันที่เดิม”
แวววรรณพูดไปตามสายเร็วๆ จนจบ จากนั้นก็หันมาบอกหลานสาว
“แกก็กินไปนะ เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำเข้านอน”
“ป้าแววจะไปไหนจ๊ะ”
แวววรรณมีทีท่าอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะแก้ตัวออกมา
“เพื่อนนัดน่ะ เดี๋ยวมา”
“ป้าแววจะไปบ่อนอีกแล้วเหรอ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของนรีกุลทำให้แวววรรณที่ถูกจับได้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
“ก็แล้วทำไมล่ะ อย่ามายุ่งกับข้าเลย”
“แต่ป้าแววบอกกับกุลว่าจะไปบ่อนให้น้อยลง”
“ใช่ บอกว่าจะไปน้อยลง แต่ไม่ได้บอกว่าจะเลิกไปนี่นา แกกินข้าวไปเถอะ”
นรีกุลเหนี่ยวรั้งแวววรรณเอาไว้ไม่ได้อีกตามเคย หล่อนทำได้แค่มองตามร่างป้าแท้ๆ ที่เดินออกไปจนลับตาเท่านั้น
“นี่ถ้าป้าแววเลิกเข้าบ่อนได้ คุณหนึ่งอาจจะไม่จงเกลียดจงชังขนาดนี้ก็ได้นะคะ”
ส้มแป้นพูดออกมาตามที่ตัวเองคิด แต่นรีกุลกลับไม่คิดแบบนั้น
เพราะที่ปรมะเกลียดหล่อนกับแวววรรณก็เพราะว่า การแบล็คเมล์ที่น่าสมเพชในครั้งนั้น แม้ว่าหล่อนจะไม่ได้เต็มใจให้มันเกิดขึ้นก็ตาม
แวววรรณมุ่งหน้าจะเดินออกไปนอกรั้วใหญ่ของคฤหาสน์หลังงาม แต่แล้วก็ต้องชะงักเท้าเสียก่อน เมื่อสายตาปะทะเข้ากับรถยนต์หรูคันหนึ่งที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอด
“รถใครวะ”
ตอนแรกแวววรรณคิดว่าจะไม่สนใจอะไร แต่พอเห็นผู้หญิงในชุดสีขาวสะอาดหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก้าวลงมา สมองก็สั่งให้เท้าเปลี่ยนทิศทางการเดินทันที
“ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ”
แล้วแวววรรณก็เดินมาหยุดขวางหน้าผู้หญิงที่เป็นแขกมาเยือนเอาไว้ทันที
“ไม่ทราบมาพบใครเหรอคะ” แวววรรณเปิดฉากถามก่อน
ผู้หญิงตรงหน้าใช้สายตาดูแคลนมอง ก่อนจะจีบปากจีบคอพูดขึ้น
“ฉันมาพบคุณปรมะ”
“นัดเอาไว้ไหมคะ”
“ระดับฉันไม่จำเป็นต้องนัดหรอกค่ะ เพราะเราสองคนค่อนข้างสนิทกัน”
คำตอบของผู้หญิงตรงหน้า ทำให้แวววรรณของขึ้นทันที
“สนิทกันระดับไหนเหรอคะ เพื่อนร่วมโลก เพื่อนร่วมงาน หรือว่าเพื่อนร่วมเตียง?”
“นี่ป้า... พูดจาให้มันดีๆ หน่อยนะ เป็นแค่คนรับใช้กล้าดียังไงมาพูดกับแขกของเจ้านายแบบนี้น่ะ”
แวววรรณไม่ได้เกรงกลัวเลย หญิงวัยกลางคนยังคงเชิดหน้าท้าทาย
“ใครว่าฉันเป็นคนรับใช้คะ”
“หึ... สภาพแบบนี้ ไม่ใช่คนรับใช้ก็คนทำความสะอาดห้องน้ำล่ะมั้ง”
แวววรรณกำมือแน่น หล่อนไม่ใช่คนที่ยอมคนเสียด้วยสิ
“งั้นก็ฟังเอาไว้ประดับปัญญานะคะคุณหน้าสวยศัลย์”
คำพูดของแวววรรณทำให้ผู้หญิงตรงหน้าถึงกับโกรธจนตัวสั่น
“ฉันน่ะ เป็นป้าแท้ๆ ของเมียคุณหนึ่ง”
ทุกอย่างรอบตัวเงียบกริบลงทันที ก่อนที่สาวิกา เพื่อนสาวคนสวยของปรมะจะหัวเราะเยาะและตะโกนออกมา
“ตอแหล.. หนึ่งยังไม่มีแฟน ดังนั้นยิ่งเป็นเมียเขาก็ยิ่งไม่มีทางมี...”
นอกจากจะหัวเราะเยาะแล้ว สาวิกาก็ยังพูดขึ้นอีก
“นี่ถ้าจะอ้างอะไรน่ะ หัดใช้สมองคิดหน่อยนะยะ อย่าใช้หัวแม่ตีนคิด โอ๊ย! นี่แกปล่อยแขนฉันนะอีแก่!”
สาวิการ้องลั่น เมื่อถูกแวววรรณที่โกรธจัดจับแขนเรียวและบีบแรงๆ
“คุณนั่นแหละค่ะที่ต้องตื่น อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลสิ คุณหนึ่งน่ะมีเมียแล้วชื่อนรีกุล แถมเมียยังท้องแล้วด้วยนะคะ” แวววรรณหัวเราะสะใจ
“อ้อ... ถ้าไม่เชื่อนะ ลองเอาหน้าที่เต็มไปด้วยฟิลเลอร์ โบท็อกของคุณไปถามยามดูนะคะ เพราะยามที่นี่ก็รู้ดีว่าคุณหนึ่งมีเมียแล้ว”
“กรี๊ดดดด ไม่จริง!”
“จริงค่ะ และจริงร้อยเปอร์เซ็นเสียด้วย”
“ฉัน... จะไปถามคุณหนึ่ง” สาวิกาไม่มีทางเชื่อ หล่อนไม่เชื่อเด็ดขาด
“เชิญเลยค่ะ เต็มที่เลย ไปถามเลยนะคะ พอถามเสร็จแล้วก็อย่าลืมแสดงความยินดีกับคุณหนึ่งด้วยนะคะ เพราะเขากำลังจะมีลูก”
“อีแก่!”
“อีหน้าพลาสติก!” แวววรรณด่ากลับไม่โกงเช่นกัน ทำเอาสาวิกาเต้นเร่าๆ ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นรถและขับออกไปทันที
แวววรรณเบ้ปากมองตามท้ายรถหรูไปด้วยสายตาสะใจ
“จะมาอ่อยคุณหนึ่งเหรอ ผัวหลานกูโว้ย!”
ปรมะขับรถกลับเข้ามาที่บ้านด้วยความโมโหสุดขีด หลังจากถูกสาวิกาซึ่งเป็นเพื่อนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเดียวกันโทรมาร้องห่มร้องไห้ ฟ้องว่าถูกเมียของเขาด่าทอ
เมียของเขาเหรอ...
หึ...!
นิ้วแข็งแรงกำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด กรามแกร่งขบกันแน่นจนขึ้นสันนูนเป่ง
เมื่อก่อนเขาเคยเอ็นดูนรีกุล เพราะหญิงสาวเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่เขาเป็นเจ้าของด้วยทุนเด็กยากจน
เขามอบทุนให้หล่อนเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี และก็เมตตาช่วยหางานให้ทำ แต่ความหวังดีของเขากลับถูกตอบแทนด้วยการวางยา แบล็คเมล์ ด้วยความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว
แวววรรณป้าของนรีกุลฉลาดแกมโกง วางยาให้เขานอนกับหลานสาวตัวเอง จากนั้นก็ถ่ายภาพแบล็คเมล์เอาไว้ ทำให้เขาจำต้องยอมรับนรีกุลที่ตั้งท้องมาเป็นเมียทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจ แถมยังถูกแวววรรณรีดไถ่เงินไปอีกเกือบล้านบาท
จากความเอ็นดู ความสงสารที่เคยมอบให้กับนรีกุล ตอนนี้จึงเหลือแค่ความเกลียดชังเท่านั้น ยิ่งมารู้จากปากของแวววรรณว่านรีกุลแอบรักเขาด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งขยะแขยงชิงชัง เพราะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนรีกุลร่วมมือกับแวววรรณ
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำ ความเกรี้ยวกราดอัดแน่นเต็มกระแสเลือด
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว เขาก็เดินตรงไปยังห้องพักของนรีกุล เคาะประตูจนประตูแทบจะพังเพื่อเรียกให้หญิงสาวออกมาเผชิญหน้า
“เปิดประตูเดี๋ยวนะนรีกุล!”
นรีกุลพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง กัดฟันเดินตรงไปเปิดประตูห้อง ทั้งๆ ที่รู้สึกวิงเวียนศีรษะไม่น้อยเลยทีเดียว
“คุณ... หนึ่งมี... อ๊ะ...”
หล่อนร้องอุทานด้วยความตกใจและเจ็บแปลบไปทั้งแขน เมื่อถูกปรมะฉุดกระชากลากถูออกมาจากห้องพัก และตรงมายังห้องโถง
“กล้าดียังไงไปประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเมียฉัน นรีกุล”
คนถูกถามหน้าตามึนงง ไม่เข้าใจ เพราะตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย
“กุล... ไม่ได้...”
“หึ ผู้หญิงอย่างเธอเคยรับความจริงอะไรบ้าง ทำชั่วๆ แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่าทำเลย ผู้หญิงสารเลว! ฉันทั้งเกลียดทั้งขยะแขยงเธอรู้ไหม!”
แม้ที่ผ่านมาปรมะจะขว้างคำพูดร้ายกาจใส่หล่อนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่หล่อนชาชินไม่รู้สึกอะไร
หล่อนเจ็บปวดเสมอที่ปรมะบอกว่าเกลียด บอกว่าขยะแขยง
หล่อนรักเขาหมดหัวใจ...
แต่ผู้ชายที่หล่อนรัก กลับเกลียดชังหล่อนเข้ากระดูกดำ...
“กุล... ไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ ค่ะ”
“ตอแหล! แค่ฉันต้องรับผิดชอบเธอมันก็ทำให้ชีวิตของฉันดำมืดพอแล้ว นี่เธอยังไปประกาศให้คนอื่นรู้อีกเหรอว่า ฉันพลาดมีอะไรกับผู้หญิงต่ำๆ อย่างเธอน่ะ คงภูมิใจมากสินะ...”
“มะ... ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ กุลไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย... ฮือออ”
“ร้องไห้? จะร้องไห้อะไรนักหนา ฉันเกลียดที่สุดเลย ผู้หญิงขี้แย ตอแหล บีบน้ำตาแบบเธอน่ะ”
นรีกุลพยายามหยุดสะอื้น ด้วยการเช็ดน้ำตาและยกมือขึ้นอุดปากตัวเองเอาไว้
“กุล... จะ... จะไม่ร้องไห้ค่ะ”
หล่อนไม่ต้องการให้เขาเกลียดมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“ฉันไม่เคยเชื่อคำพูดของผู้หญิงแพศยาอย่างเธอ จำเอาไว้”
นี่เขาต้องการให้หล่อนขาดใจตายกับคำพูดโหดร้ายจากปากของเขาเลยใช่ไหม
“แต่กุลไม่เคยบอกใครเลยจริงๆ นะคะ กุลสาบานได้...”
“หึ... จะสาบานอะไร สาบานให้ฟ้าผ่าอย่างนั้นหรือ”
ปรมะหัวเราะเยาะหยัน เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องดังแว่วเข้ามาในบ้าน
“สาบานให้ฟ้าผ่ากุลได้เลยค่ะ”
ปรมะก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าของนรีกุล มองด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ตอนฉันขับรถกลับมาบ้าน ฝนกำลังตั้งเค้าเลย อีกสักแป๊บฝนก็คงจะตก และดูท่าทางจะตกหนักด้วย ฟ้าก็คงจะแรงไม่น้อย...”
“ค่ะ”
“ออกไปยืนข้างนอกสิ สักครึ่งชั่วโมง ดูสิว่าผู้หญิงแพศยาอย่างเธอจะถูกสายฟ้าฟาดหรือเปล่า”
เขาคาดเดาว่านรีกุลไม่มีทางยอมออกไปหรอก เพราะเท่าที่รู้มาหล่อนหวาดกลัวเวลาที่ฝนตกฟ้าร้องมาก เพราะพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในคืนวันฝนตกหนัก
“กุลตกลงค่ะ”
ปรมะอดแปลกใจไม่ได้ เขาอยากจะแก้ไขคำพูด แต่แววตามุ่งมั่นของนรีกุล ทำให้เขาเลือกที่จะปล่อยเลยตามเลย
“ฉันไม่ได้บังคับเธอนะนรีกุล”
“คุณหนึ่งไม่ได้บังคับกุลหรอกค่ะ กุลเต็มใจออกไปยืนข้างนอกเองค่ะ”
“อวดดี”
นรีกุลไม่โต้ตอบคำใดออกไปนอกจากเดินช้าๆ ออกไปนอกตัวบ้าน
“ฟ้าร้องแค่ครั้งเดียว ขี้คร้านจะรีบวิ่งเข้าบ้าน ทำเป็นเก่ง หึ”
ปรมะมองตามไปด้วยความโมโห ก่อนจะเรียกให้สาวใช้ยกเหล้าขึ้นไปให้บนห้องพัก