ตอน 1

“โอเซอกูร์! โอเซอกูร์!” ร่างโปร่งเพรียวที่อยู่ในชุดกางเกงยีนขายาวกับเสื้อโค้ทหนังสัตว์สีน้ำตาลเข้มกับรองเท้าบูทคู่เก่า กำลังวิ่งตะโกนร้องเรียกให้คนช่วยเธอ ด้วยภาษาฝรั่งเศสเสียงดังลั่น สาวน้อยร้องเรียกให้คนช่วยไปเรื่อยๆ ตลอดทาง เท้าเล็กวิ่งไล่ตามเจ้าหัวขโมยที่บังอาจฉกชิงวิ่งราวเอากระเป๋าสะพายของเธอไปอย่างรวดเร็ว

อลิชชาวิ่งตามหัวขโมย ไปตามถนนชองป์เอลิเซ่ (Champs Elysees) ที่มีนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ไปมาหลายเชื้อชาติ ร่างบางหอบแฮ่กๆ และรู้สึกเข่าอ่อนทันทีที่รู้ว่าหมดหนทางที่จะตามไอ้หัวขโมยคนนั้นได้ หญิงสาวได้แต่นั่งมองเหม่อดูถนนเขตที่ 8 ของกรุงปารีส ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นถนนสายที่สวยที่สุดในโลกด้วยหัวใจที่อ่อนล้า

ดวงตาคู่สวยเหม่อมองไปยังต้นเชสต์นัท ที่เขาปลูกอยู่สองข้างทางของถนนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าระคนห่อเหี่ยวใจ ไร้อารมณ์ที่จะมาชื่นชมความงามของต้นไม้สีเขียวขจีนี้ได้ เพราะตอนนี้เธอไม่เหลือเงินติดตัวแม้แต่เซ็นต์เดียว

ที่นี่ไม่มีใครสักคนที่เธอรู้จัก จะร้องขอให้ใครช่วยก็ไม่ได้ มือเล็กจึงถอดหมวกออก แล้วสวมบทเป็นคนขอทานอยู่ข้างถนน โชคดีที่สภาพของเธอตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากพวกขอทานเท่าไหร่นัก เพราะก่อนออกจากที่พัก เธอมักจะเอาเครื่องสำอางสีเข้มมาป้ายหน้า ป้ายคอ เพื่อปกปิดผิวพรรณและรูปหน้าที่แท้จริงของเธอเสมอ เพราะก่อนที่จะมาปารีส ก่อนที่แม่ของเธอจะสิ้นใจ ได้บอกกับเธอไว้ว่า

“ถ้าไปถึงปารีส อย่าแต่งตัวให้เป็นที่สนใจคนมากนัก แต่งหน้าให้ขี้เหร่เข้าไว้ จะได้ปลอดภัยจากพวกหื่นกาม” เพราะในสายตาของคนเป็นแม่มักจะคิดว่าลูกสาวของตนเองสวยและน่ารักมากเสมอ และอลิชชา ก็ทำตามที่แม่ของเธอบอกไว้ทุกอย่าง

สาวน้อยใส่วิกผมเป็นลอนหยิกหยอย ดูไม่ค่อยสะอาดมากนัก สวมแว่นตาธรรมดาที่ล้าสมัยอันใหญ่ราวกับคนสายตาสั้น ดูแล้วไม่ต่างกับนางแก้วหน้าม้าในวรรณคดีของไทยสักเท่าไหร่ ใครที่มองเธอผ่านไปผ่านมาก็มักจะมองด้วยสายตาว่างเปล่าจนถึงขั้นรังเกียจ แต่มันก็ทำให้เธอปลอดภัยจากพวกผู้ชายจริงๆ เพราะไม่เห็นมีสายตาของผู้ชายคนไหนมองเธอด้วยสายตาเสน่หาเลยสักคน

ตอนนี้เธอรู้สึกหิวข้าวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว พอก้มมองดูหมวกไหมพรมที่วางบนพื้นก็มีเหรียญยูโรอยู่ 3 เหรียญ รวมกันได้สี่ยูโรเพราะอีกเหรียญหนึ่งเป็นเหรียญ 2 ยูโร หลังจากที่นั่งขอทานมานับชั่วโมง อยากจะร้องเพลงโชว์ความสามารถแลกเงินบ้างเหมือนกัน แต่มันติดปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเธอร้องเพลงไม่ค่อยเก่งนี่แหละ ก็เลยนั่งขอทานเฉยๆ อย่างหน้าด้านหน้าทน

แต่เงินแค่สี่ยูโรที่ได้มา จะซื้อก๋วยเตี๋ยวสักชามก็ยังไม่ได้เลย สงสัยกับข้าวมื้อนี้คงหนีไม่พ้นแซนวิชแน่นอน สาวน้อยหน้าตาแสนขี้เหร่เดินไปที่ร้านสะดวกซื้อ ได้ขนมปังแซนวิชมาห่อหนึ่ง พร้อมกับน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด

แต่พอเดินออกมาที่ริมฟุตบาทก็เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาหา และพูดภาษาไทยชัดแจ๋ว

“คุณน้า คุณน้าเป็นคนไทยหรือเปล่าคะ” เด็กหญิงหน้าตามอมแมมถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ไม่มั่นใจนัก

“ใช่จ้าฉันเป็นคนไทยครึ่งหนึ่ง ฝรั่งเศสครึ่งหนึ่ง หนูมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

“หนูหิวข้าว หนูกับแม่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หนูขอแซนวิชของน้าได้มั้ยคะ หนูจะเอาไปแบ่งกับแม่กินกันคนละครึ่ง นะน้านะ หนูขอนะ”

เด็กน้อยตาดำๆ มาพูดจาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารแบบนี้ แล้วเธอจะยังใจแข็งอยู่ได้ยังไง หญิงสาวจึงยื่นขนมปังแซนวิชห่อนั้นให้กับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ผอมกะหร่องคนนั้นไป ทั้งๆ ที่ตนเองก็หิวมากจนตาลายแล้ว

อลิชชามองตามหลังเด็กน้อยไป ถึงแม้ท้องจะหิว แต่เธอก็รู้สึกอิ่มใจ ที่ได้มอบขนมปังแซนวิชห่อนั้นให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ นั่น แล้วใบหน้าเรียวก็ก้มมองขวดน้ำเปล่าในมือ

“กินน้ำนี่รองท้องไปก่อนก็ยังดี” แต่แค่น้ำมันไม่ทำให้เธออิ่มท้องได้หรอก และตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วด้วย หญิงสาวอุตส่าห์เดินไปตามร้านอาหารต่างๆ เพื่อขอสมัครงานกับเขา แต่กลับได้รับการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

ร่างบางในชุดเสื้อโค้ทหนังสัตว์มือสองที่สวมร้องเท้าบูทเบอร์เบอร์รี่เก่าๆ เดินหาสมัครงานไปเรื่อยๆ จนถึงดิสนี่ย์ช็อป หล่อนก็เริ่มตาลายมากขึ้น จึงเดินไปเกาะต้นเชสต์นัท ตรงริมฟุตบาทเพื่อเป็นหลักยึดไม่ให้ร่างของตนเองล้มพับลงไปกองกับพื้น

“พ่อจ๋า หนูไม่มีเงินเหลือติดตัวเลยสักบาท แล้วหนูจะไปตามหาพ่อต่อได้ยังไง” ฉับพลันสายตาของอลิชชาก็เริ่มพร่าลายเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวโพลนไปหมด แล้วสติสัมปชัญญะของเธอก็ดับวูบลง ร่างเพรียวบางก็เลยเสียหลักเซถลาลงไปบนถนนที่กำลังมีรถแอสตัน มาร์ติน สีบรอนซ์คันหรูกำลังวิ่งมาพอดี

เอี๊ยด!

เสียงแตะเบรกดังลั่นไปทั่วท้องถนน โชคดีที่ตอนนั้นรถค่อนข้างติด รถคันหรูที่พุ่งมาชนเข้ากับร่างบอบบางของอลิชชาจึงไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่ก็ทำให้สาวน้อยถึงกับกระเด็นลงไปกองกับพื้นถนน และหมดสติไป

เจ้าของรถจึงจอดรถและรีบเดินลงมาดูผู้หญิงบ้า ที่ชายหนุ่มคิดว่าหล่อนคงคิดอยากจะฆ่าตัวเองตายเป็นแน่ แต่มันแย่ตรงที่เจ้าหล่อนดันมาเลือกที่จะให้รถของเขาพุ่งชนนี่สิ มันซวยจริงๆ

“บ้าฉิบ! ผู้หญิงจรจัดที่ไหนเนี่ย” แม้ว่าในใจจะไม่อยากแตะต้องสัมผัสร่างมอมมอมของแมวสาวแสนขี้เหร่คนนี้มากแค่ไหน แต่เอริคก็มีน้ำใจมากพอที่จะอุ้มหล่อนขึ้นมาและเอาติดรถกลับบ้านไปด้วย

เพราะชายหนุ่มแน่ใจว่าตนเองไม่ได้ขับรถชนเธอแรงมากนัก แต่สาเหตุที่หล่อนเป็นลมน่าจะมาจากหน้ามืดจนเป็นลม หรือไม่ก็คิดอยากจะฆ่าตัวตายจริงๆ มากกว่า เพราะเขาเจอคนประเภทนี้มาเยอะแล้ว พวกคนจรจัด คนตกงาน จนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดิน และบางคนก็ยากจนข้นแค้นทุกข์แสนสาหัสถึงขนาดกับคิดสั้นเลยก็มี

และเอริคก็หวังว่าผู้หญิงคนนี้คงจะไม่คิดสั้นอย่างที่เขาสังหรณ์ใจจริงๆ หรอกนะ บางทีหล่อนอาจจะกำลังเดินหางานอยู่ หรืออาจแค่หิวข้าวจนเป็นลมเป็นแล้งไปเท่านั้น หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่แบบนี้ ท่าทางเหมือนคนจรจัดแบบนี้ ใครเขาจะรับเข้าทำงานกัน สายตาคมกวาดมองไปทั่วดวงหน้าของคนที่สลบไสลไม่ได้สติ ร่างหนาถึงกับพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ

หลายวันมาแล้วที่เอริคอุตส่าห์ลงทุนไปเป็นแมวมอง เพื่อมองหาสาวสวยหุ่นดีมาเป็นนางแบบโฆษณาให้กับน้ำหอมกลิ่นใหม่ของเขา เพราะนางแบบเก่าๆ เขาเริ่มจะเบื่อหน้าแล้ว อยากได้นางแบบที่หน้าตาคล้ายคนเอเชียหน่อย ไม่จำเป็นต้องสวยมาก แค่หุ่นดี ผิวสวยก็ใช้ได้แล้ว และที่สำคัญต้องโสดด้วย

วันนี้ผ่านมาครึ่งวัน นอกจากจะไม่ได้นางแบบแล้ว เขายังต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ นี่อีก

“เธอเป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ย ยัยลูกแมวขี้เหร่ คิดอยากจะฆ่าตัวตายทั้งทีทำไมไม่ไปเดินตัดหน้ารถคนอื่น เธอมาเดินตัดหน้ารถของฉันทำไม” เอริคบ่นด้วยอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว

ไม่นานนักรถแอสตัน มาร์ตินคันหรู ก็ขับเข้ามาภายในบ้านสีขาวรูปทรงเรขาคณิตแปลกตาหลังใหญ่ บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักส่วนตัวของเขาเอง ที่อยากจะเอาไว้มานอนพักผ่อนเงียบๆ เวลาต้องการอยู่คนเดียว เพราะชีวิตประจำวันของเขา ต้องอยู่ร่วมกับผู้คนมากมายในบริษัท มันรู้สึกวุ่นวายจนเบื่อ บางครั้งชายหนุ่มจึงต้องการความเป็นส่วนตัวบ้าง เพราะฉะนั้นบ้านพักหลังนี้จึงมีแม่บ้านดูแลเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

แม่บ้านวัยห้าต้นๆ เดินออกมารับเจ้านายหนุ่มด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัย ว่าเอริคอุ้มใครออกมาจากรถยนต์ของเขา ท่าทางจะเป็นผู้หญิงเสียด้วยสิ

“คุณเอริคคะ ใครเหรอคะนั่น” แม่บ้านสูงวัยถามเสียงเรียบ ขณะที่เพ่งพิศใบหน้าของสาวน้อยไปพลาง

ร่างสูงใหญ่ที่กำลังอุ้มร่างไร้สติอยู่ในวงแขนยังไม่ตอบอะไร เพราะเขากำลังรีบอุ้มร่างสกปรกมอมแมมเดินเข้าไปในบ้าน และเขาก็กำลังรู้สึกอยากจะอาบน้ำพักผ่อนสักที ตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยมาก จนอยากจะนอนหลับพักผ่อนสักงีบ เพราะพรุ่งนี้ยังมีงานยุ่งๆ ที่บริษัทอีกตั้งมากตั้งมายที่ต้องไปจัดการ

พออุ้มร่างนางแมวขี้เหร่วางลงบนที่นอนในห้องนอนเล็ก ใบหน้าคมสันก็หันมาสั่งแม่บ้านที่เดินตามเข้ามาทันที

“ลัวโซ ช่วยจัดการเช็ดหน้าเช็ดตา เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอทีนะ นี่ชุดของเธอ หวังว่าคงจะใส่ได้ ผมขอตัวไปพักผ่อนสักหน่อย ถ้ามีปัญหาอะไรก็ค่อยมาเรียกแล้วกัน”

ระหว่างทางเอริคได้แวะซื้อเสื้อผ้าที่ร้านขายเสื้อผ้าสตรีด้วยความรีบเร่ง ไม่ได้เลือกมากมาย ก็กะเอาว่าผู้หญิงตัวผอมบางอย่างยัยแมวขี้เหร่คนนี้ คงพอจะสวมใส่เสื้อผ้าที่เขาซื้อให้ได้ เพราะเขาคงไม่อยากจะเห็นหล่อนอยู่ในสภาพมอมแมมเหมือนแมวคลุกฝุ่นอย่างที่เห็นนี่หรอก

“ได้ค่ะ” แม่บ้านชราไม่คิดที่จะถามเซ้าซี้ชายหนุ่มอีก เพราะหน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น

พอร่างสูงเดินออกไปจากห้อง ร่างสูงอวบก็รีบเดินเข้ามาจัดการกับผู้หญิงแปลกหน้าที่นอนสลบอยู่บนเตียงอย่างเร่งด่วน และทันทีที่ถอดถุงเท้าถุงมือของร่างมอมแมมออกมา แม่บ้านลัวโซก็ต้องอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ ว่าทำไมผิวบนเท้าและมือของสาวน้อยคนนี้ถึงได้ขาวเนียนราวกับผิวพรรณของลูกผู้ดีมีตระกูล ซึ่งมันต่างกับผิวบนใบหน้าที่ยังคงสวมทับด้วยแว่นตาอันใหญ่นั้นนัก

และแม่บ้านชราก็ไม่ปล่อยให้ความสงสัยมาทำให้นางรำคาญใจได้ มืออวบอิ่มที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย ก็ยื่นไปแตะที่ผิวหน้าของคนที่กำลังหลับตาพริ้มเบาๆ อยากจะรู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้มีใบหน้าที่อัปลักษณ์นัก แต่พอเอื้อมมือไปแตะนิดเดียวเท่านั้น จึงได้รู้ว่า สีคล้ำๆ ที่เห็นอยู่บนแก้มนวลนั้น เป็นเพียงสีของเครื่องสำอางที่สาวน้อยคนนี้จงใจปกปิดเพื่ออำพรางใบหน้าของตนเองเอาไว้เท่านั้นเอง

ต่อมาหญิงชราก็ค้นพบว่า เส้นผมหยิกหยอยสกปรกที่นางเห็นก็เป็นเพียงวิกผมนี่เอง ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้แต่งตัวปกปิดโฉมหน้าที่สวยสดงดงามของตนเองเอาไว้ทำไม แต่อีกเดี๋ยวนางก็คงจะได้คำตอบ นิ้วอวบจึงถอดแว่นตาล้าสมัยของหญิงสาวออก จากนั้นก็จัดการเอาผ้าขนหนูผืนเล็กจุ่มน้ำเช็ดเนื้อเช็ดตัวตามร่างที่งดงามผุดผ่องนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำยาสมุนไพรที่ช่วยผ่อนคลายและให้กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณ

‘คุณผู้ชายรู้หรือยังนะ ว่าเธอน่ะ ขาวสวยน่ารักมากขนาดนี้’ แม่บ้านสูงวัยพึมพำในใจ สายตาจดจ้องอยู่บนใบหน้าเรียวสวย ที่มีจมูกโด่งรั้น และริมฝีปากจิ้มลิ้มรับกันอย่างเหมาะเจาะนั่นอย่างชื่นชม

พอเช็ดตัวเสร็จ นางก็จัดการใส่เสื้อผ้าที่เอริคเตรียมไว้ให้ เป็นผ้าลูกไม้สีขาวตรงแขนมีระบายเล็กๆ น่ารักๆ เข้าชุดกับกระโปรงทรงย้วยผ้าไหมชีฟองสีเดียวกันกับเสื้อแขนสั้น พอดูตอนนี้แล้ว ลูกแมวขี้เหร่เมื่อครู่นี้ ก็กลายมาเป็นตุ๊กตานางฟ้าน่ารักน่ามองยิ่งนัก

เสียงท้องร้องดังโครกคราก ทำให้แม่บ้านชรารู้แล้วว่าสาวน้อยคนนี้ สลบไปเพราะอะไร หล่อนคงจะหิวข้าวจัดจนตาลาย และอาจจะบังเอิญมาเจอเข้ากับเจ้านายที่แสนใจดีของนางเข้าพอดีล่ะมั้ง เขาถึงได้ช่วยอุ้มเธอกลับมาบ้าน เพราะปกตินางก็ไม่เคยเห็นเอริคพาผู้หญิงคนไหนเข้ามาในบ้านหลังนี้เลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

“เธอคงหิวมากจนเป็นลมสินะสาวน้อย เดี๋ยวฉันจะไปทำซุปเห็ดร้อนๆ มาให้กินนะ” เจ้าของร่างอวบใหญ่รูปร่างคล้ายหญิงมีครรภ์ห้าหกเดือน เก็บเอาเสื้อผ้าของหญิงสาวไปซัก และเก็บอุปกรณ์แปลงโฉมของอลิชชาไปเก็บซ่อนไว้ เพราะไม่ต้องการให้หล่อนใส่มันเพื่อปิดบังคนอื่นอีก

พอคล้อยหลังแม่บ้านไปประมาณห้านาที เอริคก็มาปรากฏตัวตรงปลายเตียงของคนนอนหลับที่ยังไม่รู้สึกตัว ชายหนุ่มตะลึงมองสาวน้อยหน้าใส ผิวขาวผ่องละมุนละไมด้วยสีหน้าประหลาดใจ หล่อนเป็นใคร ใช่ยัยแมวขี้เหร่ที่เขาอุ้มมาเมื่อกี้หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ แล้วหล่อนจะเป็นใครล่ะที่มานอนอยู่ตรงนี้

เปลือกตาบางๆ ของคนที่นอนหลับเริ่มดิ้นดุ้กดิ้ก และพยายามกระพือขนตางอนให้ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ภาพแรกที่เธอเห็นมันเบลอๆ ชอบกล นาทีต่อมาภาพทุกอย่างรอบตัวก็เริ่มชัดเจนขึ้น ดวงตากลมโตสวยซึ้งกวาดมองไปยังบนเพดาน หน้าต่าง ผ้าม่านสีหวาน แล้วก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของเทพบุตรหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียง

นี่เธอกำลังฝันอยู่ใช่หรือเปล่า ต้องใช่แน่ๆ เพราะในโลกของความเป็นจริงเธอไม่ได้พักอยู่ในห้องนอนที่สวยงาม และส่งกลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้นานาพรรณแบบนี้ ที่สำคัญผู้ชายตรงหน้าเธอก็ไม่เคยเห็น แต่เขาช่างหล่อเหลาคมคายมากจริงๆ มันช่างเป็นความฝันที่แสนวิเศษเหลือเกิน

ร่างบอบบางค่อยๆ ลุกลงจากเตียงช้าๆ เดินเข้าไปหาเทพบุตรในฝัน เอื้อมมือเรียวไปจับต้องใบหน้าสากๆ ของเขาเบาๆ สัมผัสลูบไล้ไปตามโครงหน้าคมสันนั้น

“ทำไมความฝันถึงได้เหมือนจริงแบบนี้นะ” อลิชชารำพึงรำพันออกมาเป็นภาษาไทย ดวงตาหวานซึ้งจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมเข้มแสนเสน่ห์ของเขา รู้สึกหัวใจจะเริ่มเต้นแรงผิดปกติ นี่ขนาดในฝันแท้ๆ เธอยังรู้สึกได้เหมือนจริงมากขนาดนี้เชียวหรือ

เอริคมองใบหน้าสาวน้อย ที่ทำท่าราวกับว่าเธอกำลังอยู่ในโลกแห่งความฝันอยู่อย่างนั้นแหละ สงสัยหล่อนคงกำลังคิดว่าตนเองฝันไปสินะ แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เขากำลังมองเห็นอยู่ในตัวเธอ

ผู้หญิงหน้าตาสวยงามผุดผ่องขนาดนี้ ผิวสวยแบบนี้ และหุ่นดีแบบนี้ มันใช่เลย เธอมีทุกอย่างตรงกับสเปคที่เขาวาดเอาไว้ทุกอย่าง ผู้หญิงรูปร่างหน้าตาแบบนี้แหละที่เขาพยายามออกค้นหามาหลายวัน

“สุดท้ายฉันก็เจอเธอจนได้นะเบบี๋”

ขณะที่อลิชชาเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงของความฝัน เอริคก็ฉวยโอกาสรวบร่างบางเข้ามาแนบชิดทันที ศีรษะดกดำโน้มต่ำลงมาช้าๆ ริมฝีปากอุ่นๆ กำลังจะสัมผัสกับกลีบกุหลาบบางสีชมพูระเรื่อนั้น แต่...

“อะแฮ่ม ขอโทษค่ะคุณเอริค ดิฉันกำลังจะเอาอาหารมาให้เธอรับประทานค่ะ” แม่บ้านชราพูดเสียงเรียบ แต่ก็แฝงไปด้วยความเกรงใจเจ้านายหนุ่มมากเช่นกัน ที่เข้ามาผิดจังหวะ

ร่างหนารีบผละออกจากร่างนุ่มนิ่มทันที ไม่รู้ว่าเขาลืมไปได้ยังไง ว่าได้สั่งให้แม่บ้านลัวโซดูแลสาวน้อยคนนี้อยู่ นึกแล้วก็อดขำตัวเองไม่ได้เหมือนกันที่รู้สึกเสน่หาสาวน้อยคนนี้ขึ้นมา ก็ใครจะไปรู้ว่านางแมวขี้เหร่ข้างถนน จะกลายมาเป็นนางซินสาวผู้เลอโฉมที่แสนจะงดงามแบบนี้

“เข้ามาสิ ลัวโซ” ลัวโซนำอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะ ซุปเห็ดทรุฟเฟิลส่งกลิ่นหอมฟุ้งจนท้องไส้ของอลิชชาปั่นป่วนร้องประท้วงเสียงดังโครกคราก

“ฟื้นแล้วเหรอคะคุณ” เสียงถามเรียบๆ จากแม่บ้าน ทำให้อลิชชาที่สามารถพูดและฟังภาษาฝรั่งเศสได้ รีบถามหญิงชราทันทีด้วยแววตาสงสัย

“เอ่อ เมื่อกี้มาดามถามฉันว่า ฟื้นแล้วเหรอ แสดงว่าตอนนี้ฉันไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยคะ” แม่บ้านลัวโซแม้จะอายุมากแล้ว แต่ภายนอกนางยังดูไม่แก่มากนัก

“ใช่ค่ะ” แม่บ้านลัวโซตอบด้วยสีหน้างงๆ เช่นกัน แต่พอนึกภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ก็ทำให้แม่บ้านผู้แสนฉลาดอย่างลัวโซเข้าใจที่สาวน้อยพูดทันที

“งั้น งั้นก็แสดงว่า เขามีตัวตนอยู่จริง แล้ว...แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” ขณะที่ถาม ร่างบางก็เหมือนจะโคลงเคลงไปมาเพราะไม่มีแรง แต่ก็ถูกคนตัวสูงเข้าไปพยุงเอาไว้ได้ทัน และประคองร่างบอบบางแต่ได้สัดส่วน ไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กหน้าโต๊ะกับข้าว

แม่บ้านผู้สูงวัย ที่มีใบหน้าแสนจะเย็นชาไม่ตอบคำถามของสาวน้อย แต่กลับพูดอีกอย่างแทน

“ข้าวสวยร้อนๆ กับซุปเห็ดทรุฟเฟิล กับผัดเห็ดปารีสใส่ลูกชิ้นเนื้อวัวโกเบค่ะ คุณชายเอริคสั่งให้ดิฉันทำให้คุณทาน เชิญตามสบายเลยนะคะ ดิฉันขอตัวค่ะ”

เพราะเห็นว่าเจ้านายหนุ่มอยู่ในห้อง แม่บ้านผู้สูงวัยจึงไม่อยากอยู่ให้เกะกะสายตาชายหนุ่ม เพราะพอจะเดาออกว่า เอริคคงมีเรื่องอยากจะพูดคุยซักถามสาวน้อยคนนี้เป็นการส่วนตัว

อลิชชามองอาหารตรงหน้าราวกับว่ามันคืออาหารทิพย์ จะหยิ่งไม่กินก็ไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอหิวชนิดที่เรียกว่า ‘โคตรของความหิว’ เลยละ มือเล็กจึงรีบตักข้าวสวยใส่ปากทันที กินมันทั้งๆ ที่ร้อนๆ แบบนี้แหละ พร้อมกับซดน้ำซุปอย่างโหยหิว ผัดเห็ดปารีสถูกตักมาราดข้าวจนหมดจาน มือเล็กที่ถือช้อนข้าวสั่นๆ เพราะความหิวที่ไม่ได้กินข้าวมาตั้งสองมื้อ และนี่มันก็คงจะเลยมื้อเที่ยงไปนานแล้ว

เอริคมองคนตัวเล็กที่นั่งกินข้าวอย่างสวาปามด้วยความเอ็นดู นี่หล่อนคงหิวจนลืมเจ็บไปเลยสินะ เพราะชายหนุ่มจำได้ว่ารถของเขาพุ่งชนที่ขาของเธอ ถึงจะไม่แรงมาก แต่ก็คงจะมีรอยฟกช้ำดำเขียวและปวดระบมอยู่บ้าง แต่คงเพราะความหิวที่มีมากกว่า จึงทำให้เธอไม่ได้สนใจความเจ็บระบมที่ขาของตนเอง

ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที กับข้าวทุกอย่างในจานก็เกลี้ยงจนไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว แม้แต่น้ำซุปเห็ด เธอก็ยกซดจนเกลี้ยงและลืมนึกไปว่าเจ้าของบ้านกำลังยืนมองเธออยู่ ดวงตากลมโตปรายตาไปมองร่างสูงใหญ่ที่กำลังมองเธออยู่เช่นกัน หล่อนยิ้มแหยๆ ตาหยีออกมาอย่างเอียงอาย ใบหน้าเริ่มมีริ้วสีแดงเรื่อพาดผ่านทั้งสองข้างแก้มนวล

แต่เอริคดูเหมือนจะชอบใจในกิริยาท่าทางไร้เดียงสาของหญิงสาวไม่น้อย ชายหนุ่มอมยิ้มนิดๆ ก่อนจะบอกเธอว่า

“เอากับข้าวเพิ่มอีกมั้ย จะได้ให้ลัวโซตักมาให้”

อลิชชาหันไปมองเจ้าของบ้านรูปหล่อด้วยความเกรงใจ และเริ่มรู้สึกอายเล็กน้อยเมื่อถูกชายหนุ่มมองด้วยรอยยิ้มขัน

คงเพราะอาหารแต่ละอย่าง ผู้หญิงจนๆ อย่างเธอ คงจะหาโอกาสทานได้ยากมาก มันจึงทำให้หญิงสาวกินจนไม่มีเหลือติดจาน อย่างเห็ดทริฟเฟิลหรือทรุฟเฟิลดอกหนึ่งราคาตั้งหลายร้อยยูโร เผลอๆ อาจจะหลายพันยูโรเลยด้วยซ้ำ แล้วเนื้อวัวโกเบที่ราคาแพงลิบลิ่วซึ่งคนจนๆ อย่างเธอจะหาโอกาสกินง่ายๆ ได้ที่ไหน

“ขอบคุณมากค่ะ ฉันอิ่มแล้วค่ะ เอ่อ...ฉันขอตัวเอาถ้วยชามไปเก็บนะคะ” ร่างบางรีบลุกขึ้นแล้ววางถ้วยชามเรียงซ้อนกันก่อนที่จะเอาไปเก็บข้างนอก

“เดี๋ยว” สองเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปนอกประตูต้องชะงักทันที แล้วค่อยๆ หันหลังมามองตามเสียงเรียกช้าๆ

“เอาจานไปเก็บแล้ว เข้ามาหาผมในห้องนี้ด้วยนะ ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”

“ค่ะ”

ไม่รู้ว่าเขามีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอ แต่พอนึกได้ว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในชุดสกปรกมอมแมมที่อำพรางตนเองนั่นแล้ว อลิชชาก็พอจะเดาออกมาได้ว่า เขาคงอยากจะถามว่าเธอปลอมตัวมาทำไม หรือไม่เขาอาจจะทวงค่าอาหารที่เธอเพิ่งกินเข้าไปเมื่อสักครู่นี้ก็ได้

ถ้าหากลองคำนวณค่าอาหารที่เธอเพิ่งทานเข้าไปเมื่อกี้ดู ก็คงจะหลายพันยูโรแน่ๆ เลย แล้วเธอจะต้องทำงานชดใช้เขากี่เดือนเนี่ยถึงจะหมดหนี้

เพราะคิดว่าถ้าทำงานเป็นแม่บ้าน เขาก็คงจะให้เงินเดือนเธอไม่เกินเดือนละสามร้อยถึงห้าสิบยูโรแน่นอน เพราะเธอเรียนจบแค่ระดับปริญญาตรีเท่านั้น อีกทั้งหลักฐานสำคัญต่างๆ ตอนนี้ก็หายไปหมดแล้ว เขาต้องคิดว่าเธอเป็นคนเถื่อนลักลอบเข้าเมืองมาแน่นอน

สิบนาทีต่อมา อลิชชาก็เดินเข้ามาหาคนที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้ให้รอดตายจากความหิวโหย ก่อนมาพบหน้าเขาเธอได้คุยกับแม่บ้านลัวโซเล็กน้อยแล้ว เพื่อถามว่าใครที่เป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอ พอรู้ว่าไม่ใช่เขาหญิงสาวจึงได้โล่งใจ และหญิงชรายังบอกกับเธอว่า เขาชื่อเอริคเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้

เจ้าของร่างบางเดินมายืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง

ก๊อกๆ !

เสียงเคาะประตูห้องสองที ก่อนที่มือบางจะผลักประตูเข้าไป ก็เห็นสายตาคมจ้องมองมาทางเธอไม่กะพริบ หญิงสาวออกจะประหม่าเล็กน้อยในนาทีแรก และเพิ่มมากขึ้นทุกทีเมื่อร่างสูงใหญ่งามสง่าเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากเรือนกายของเขาช่างดึงดูดให้เธอเผลอสูดดมความหอมเย้ายวนใจนั้นเข้าไปจนชุ่มปอด

“อันดับแรกบอกชื่อของคุณมาก่อน” เสียงห้าวทุ้มเริ่มสัมภาษณ์

“อลิชชาค่ะ” สาวน้อยก้มหน้างุดตอบคำถามเขา ไม่กล้าสบตาคมนั่น เพราะมันทำให้เธอรู้สึกประหม่า ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย

“เอาแบบสั้นๆ มีหรือเปล่า”

“อริสค่ะ”

“เวลาคุยกับผมกรุณาเงยหน้ามองผมด้วย” เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม

“ค่ะ” หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ประสานสายตาสวยซึ้งที่เต็มไปด้วยความประหม่านั้นเข้ากับสายตาคมกล้าของเขา

“อริส ต่อไปนี้ให้คุณเรียกผมว่า เอริคนะ” ชายหนุ่มบอกแต่ดูเหมือนเป็นการบังคับให้เธอเรียกเขาเสียมากกว่า แววตาของเขาดูดุดัน แต่กลับแฝงไปด้วยความอบอุ่นหวานซึ้งในบางครั้ง จนอลิชชาอดที่จะหวั่นไหวไม่ได้

“ค่ะ”

เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นผู้ชายที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นเอ็กซ์ และมีใบหน้าหล่อเข้มกระชากใจตัวเป็นๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก และที่สำคัญต้องมาอยู่ในห้องนอนกับเขาสองต่อสองแบบนี้เธอยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ อุปกรณ์พรางกายก็ไม่ได้ช่วยอะไรเธอได้อีกแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น เพื่อฟังเขาพูดประโยคต่อไป

“คุณรู้มั้ยว่าวันนี้ คุณทำให้ผมเกือบเป็นฆาตกรฆ่าคนตาย เพราะคุณ” ร่างบางก้มหน้างุดอีกรอบ รีบกล่าวขอโทษชายหนุ่มเป็นการใหญ่

“เอ่อ ฉัน...ฉันต้องขอโทษคุณจริงๆ นะคะ คือว่าตอนนั้นฉันหิวข้าวจนตาลาย ก็เลยเป็นลมน่ะค่ะ” เธอละล่ำละลักบอกกับชายหนุ่มด้วยเสียงตะกุกตะกัก

“ผมนึกว่าคุณคิดจะฆ่าตัวตายซะอีก”

“เปล่าค่ะ พอดีว่าฉันถูกวิ่งราวกระเป๋า เงินของฉันและเอกสารต่างๆ ของฉันอยู่ในนั้นทั้งหมด ฉันก็เลยต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้น”

“แล้วคุณปลอมตัวเองเป็นผู้หญิงอัปลักษณ์น่าเกลียดทำไม”

อลิชชายืนคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “คือว่าฉัน กลัวว่า...กลัวว่าตนเองอาจจะเป็นอันตรายจาก...จากพวกผู้ชายเอ่อ...ที่คิดไม่ดีน่ะค่ะ ฉันก็เลยต้องแต่งตัวแบบนั้น” หญิงสาวบอกเสียงกระท่อนกระแท่น เพราะเริ่มรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองเหมือนไม่ค่อยจะปลอดภัยแล้วเหมือนกัน

“แล้วคุณคิดว่า การที่คุณอำพรางตัวเองแบบนั้น จะมีใครอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคุณหรือเปล่า ท่าทางอย่างกับคนจรจัด สารรูปดูไม่ได้ บางคนอาจจะคิดว่าคุณนั่นแหละที่เป็นโจรเป็นคนเถื่อนลอบเข้าเมืองเสียเอง”

ที่เขาพูดมามันก็ถูก แต่เธอก็รอดจากภัยผู้ชายที่ไม่ดีมาได้จนถึงตอนนี้ไม่ใช่เหรอ และอาจจะไม่รอดก็เพราะว่าเขาเห็นตัวจริงของเธอตอนนี้แหละ

หญิงสาวไม่กล้าเถียงอะไรเขาอีก ได้แต่เงียบและเงยมองใบหน้าคมเข้มนั้นเป็นบางครั้ง แต่สุดท้ายก็ก้มหน้างุดเหมือนเดิม

“คุณรู้มั้ยว่า อาหารที่คุณทานเข้าไปเมื่อครู่ คิดเป็นราคาประมาณเท่าไหร่” จู่ๆ เอริคก็นึกอยากจะทวงบุญคุณหล่อนขึ้นมา เพราะเขากำลังจะเจรจาให้เธอไปเป็นนางแบบโฆษณาให้กับน้ำหอมสูตรใหม่ให้กับเขา

“ฉันพอจะทราบค่ะ”

เอริคหัวเราะในลำคอเบาๆ แสดงว่าอลิชชาคงพอจะมีความรู้รอบตัวบ้างสินะ แต่ว่าภาษาที่เธอใช้มันฟังเปล่งๆ พิกล แม้ว่าใบหน้าของเธอจะออกมาทางฝรั่งเศสเล็กน้อยก็ตาม

“คุณเป็นลูกครึ่งอะไรกับอะไร” เพราะเอริคพอจะมองออกว่า สาวน้อยคนนี้ไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเขาแน่นอน ชายหนุ่มจึงได้ถามแบบนั้น

“เป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศสค่ะ”

“เยี่ยมมาก ผมมีงานให้คุณทำ เพื่อแลกกับค่าอาหารและที่ค่าพักสำหรับคุณหนึ่งเดือน”

อลิชชาทำหน้าสงสัยระคนดีใจ คิ้วเรียววิ่งมาชนกันแทบจะทันที ทำงานอย่างนั้นหรือ งานอะไร เขามีงานอะไรให้เธอทำ

“เอ่อ ไม่ทราบว่ามีงานอะไรให้ฉันทำเหรอคะ” เสียงถามที่ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก บ่งบอกว่าเธอกำลังกลัวว่างานที่เขาจะให้ทำ อาจจะเป็นงานที่เธอทำไม่ได้

“งานง่ายๆ ได้เงินเยอะ คุณทำได้สบายๆ อยู่แล้ว” เขาตอบยิ้มๆ พลางมองร่างเพรียวระหงตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าด้วยความพึงพอใจ

อลิชชารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาทันที เพราะไม่รู้ว่างานที่เขาจะให้เธอทำมันคืองานอะไร สาวใช้ แม่บ้าน หรือว่างานอื่นที่เธอไม่อยากจะคิดถึง

“เดี๋ยวออกไปข้างนอกกับผมก่อน ผมจะเปลี่ยนประวัติของคุณให้หมด ก่อนที่เราจะร่วมงานกัน” พูดจบ มือหนาก็ฉุดข้อมือเล็กให้ออกเดินตามเขาไปขึ้นรถยนต์คันหรูทันที

“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวสิคุณ ฉันยังไม่ได้ตกลงทำงานให้กับคุณเลยนะ”

“คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะตอนนี้คุณเป็นหนี้บุญคุณผมอยู่” เขาหันมาบอกก่อนจะยัดร่างของเธอเข้าไปในรถ และตามมาด้วยร่างหนาของเขาในฝั่งคนขับ ก่อนที่จะสตาร์ตรถขับออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

“นี่ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกับฉันแบบนี้นะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณจะให้ฉันทำงานอะไร แล้วคุณจะพาฉันไปเปลี่ยนประวัติไม่ได้นะ ถ้าเปลี่ยนประวัติแล้ว ถ้าพ่อมาเจอฉันแล้วพ่อจะจำฉันได้ยังไง แล้วพ่อจะเชื่อเหรอว่าฉันเป็นลูกสาวของเขา” อลิชชาเริ่มโวยวายเสียงดัง แต่มันก็ทำให้คิ้วเข้มดั่งปีกกาขมวดเข้าหากัน แล้วหันหน้ามามองทางหญิงสาวแวบหนึ่ง

“เดี๋ยว ที่คุณพูดมาเมื่อกี้ ผมไม่เข้าใจ ลองเรียบเรียงประโยคพูดให้ผมฟังใหม่อีกทีซิ”

อลิชชาคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว บอกความจริงให้เขารู้เรื่องไปเลยดีกว่า เผื่อว่าเขาจะได้ไม่ต้องพาเธอไปเปลี่ยนประวัติให้มันมีเรื่องยุ่งยากตามมาในภายหลัง อีกอย่างเธอก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาจะต้องไปเปลี่ยนประวัติของเธอด้วย หรือว่างานที่เขาจะให้เธอทำมันผิดกฎหมายหรืออย่างไร

“ที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อออกมาตามหาพ่อ”

เอริคอึ้งไปเมื่อได้ฟังคำตอบจากปากจิ้มลิ้มนั่น

“คุณตามพ่อมานานหรือยัง”

“ก็เป็นเดือนแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แววค่ะ” น้ำเสียงนั้น ดูเศร้าลงจนคนข้างๆ รู้สึกใจอ่อนยวบและเห็นใจหล่อนขึ้นมาทันที

“แล้วคุณมีหลักฐานอะไรเกี่ยวกับพ่อของคุณบ้างล่ะ เผื่อว่าถ้าคุณมาทำงานให้กับผม แล้วผมอาจจะช่วยคุณออกตามหาพ่อของคุณให้อีกแรง”

แววตาของสาวน้อยมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันทีเมื่อชายหนุ่มพูดจบ มีความรู้สึกอยากจะทำงานขึ้นมาทันที แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่างานนั้นคืออะไร ขอเพียงได้ตามหาพ่อของเธอจนเจอ ในชีวิตนี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

“ฉันมีรูปของคุณพ่อ” แต่น้ำเสียงที่ตื่นเต้นก็ต้องมีอันเงียบลง เมื่อนึกได้ว่าเอกสารทุกอย่างทั้งของเธอและของพ่อเธอ อยู่ในกระเป๋าที่ถูกไอ้โจรห้าร้อยนั่นมันฉกชิงไป คิดแล้วก็เจ็บใจนัก เอริคมองสีหน้าที่เปลี่ยนสีไปของหญิงสาวก็พอจะเข้าใจ

“รูปของพ่อคุณอยู่ในกระเป๋าใบนั้นใช่มั้ย ไม่เป็นไรนะ เอางี้เดี๋ยวผมจะพาคุณไปแจ้งความก่อน ว่ากระเป๋าสตางค์หาย คุณไม่ต้องกลัวหรอกถนนเกือบทุกเส้นมีกล้องวงจรปิด เราต้องหาตัวไอ้โจรชั่วนั่นได้แน่นอน แต่คุณต้องทำงานกับผมรอไปก่อนนะ รอจนกว่าทางตำรวจจะตามหากระเป๋าของคุณเจอ แล้วผมจะช่วยคุณตามหาพ่อของคุณเอง”

“จริงๆ นะคะ คุณจะช่วยฉันตามหาพ่อจริงๆ นะ” ร่างบางเขย่าแขนของชายหนุ่มอย่างลืมตัว

“จริงสิ ผมจะโกหกคุณทำไมล่ะ”

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ว่างานอะไรเหรอที่คุณจะให้ฉันทำ แม่บ้านหรือว่าสาวใช้”

“เดี๋ยวพอแจ้งความเสร็จ ผมจะพาคุณไปที่ทำงานของผม คุณเป็นคนที่มีความรู้รอบตัวอยู่บ้างแล้วนี่ ไม่อย่างนั้นคุณคงจะไม่ออกตามหาพ่อมาจนถึงที่ฝรั่งเศสคนเดียวนี่ได้หรอก และผมมั่นใจว่าถ้าคุณได้ไปเห็นบริษัทที่ทำงานของผม คุณจะต้องร้องอ๋อแน่นอน”

“คุณคิดว่าฉันจะรู้จักบริษัทของคุณเหรอคะ”

“ใช่” ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ เพราะไม่มีใครที่ไม่รู้จักมาร์ติเนซกรุ๊ป บริษัทผลิตเครื่องสำอางใหญ่ยักษ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในปารีสหรือในฝรั่งเศส

“แต่ว่าฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับปารีสสักเท่าไหร่หรอก”

“เดี๋ยวคุณก็จะรู้ แต่ว่าวันนี้ผมคงต้องพาคุณไปทำธุระหลายอย่างนะ ว่าแต่คุณอยากจะไปทำธุระอะไรที่ไหนก่อนหรือเปล่าล่ะ”

“ฉันอยากไปเอาเสื้อผ้าที่อพาร์ทเม้นท์ที่ฉันไปเช่า ได้หรือเปล่า”

“ถ้าจะไปเอาเสื้อผ้าไม่ต้องหรอก ผมจะพาคุณไปเลือกซื้อที่ห้างเอง”

“แต่ว่ามันจะทำให้ฉันเป็นหนี้คุณเพิ่มขึ้นนะคะ ฉันคงไม่มีปัญญามาใช้หนี้คุณได้ทั้งหมดหรอกค่ะ แค่กับข้าวที่ฉันกินที่บ้านคุณมื้อเดียว ฉันยังคิดเลยว่าจะทำงานชดใช้ให้คุณกี่เดือนถึงจะหมด”

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ รู้สึกว่าหล่อนจะดูเป็นกังวลไปเสียหมดทุกเรื่องเลย นี่ถ้าหล่อนรู้ว่าเขาจะพาเธอไปเป็นนางแบบโฆษณา อลิชชาคงจะโวยวายบ้านแตกแน่ เพราะท่าทางของหล่อนดูไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยสักนิด

สงสัยเขาคงต้องฝึกว่าที่นางแบบโฆษณาคนนี้ด้วยตนเองเป็นพิเศษเสียแล้วล่ะมั้ง ว่าแต่เขาจะหาวิธีปั้นดินก้อนนี้ให้เป็นดาวได้ยังไงนะ จึงจะทำให้หล่อนกลายเป็นดวงดาวที่เจิดจรัสในช่วงเวลาเพียงไม่กี่คืนต่อจากนี้ไป คงต้องฝึกภาคปฏิบัติเยอะๆ สินะ ดาวดวงนี้ถึงจะเปล่งแสงออกมาได้ แล้วเอริคก็นึกไปถึงอเล็กซานดร้าขึ้นมา และกำลังนึกไปถึงผู้ใหญ่ที่แสนใจดีอีกคน ดวงตามันวับของเขาก็เต็มไปด้วยความหวังเรืองรองขึ้นมา

“คราวนี้เธอได้เกิดแน่ อริส”

ตอน 2

เอริคพาอลิชชาไปพบญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ชื่อ ฟรังค์เดย์ ฌาร์เรวูร์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าดังที่ใหญ่ที่สุดในปารีส

“สวัสดีครับคุณลุง”

“สวัสดีเอริค แล้วสาวน้อยคนนี้เป็นใครหรือ” สายตาของผู้สูงวัยทอดมองไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์น่าเอ็นดูนั้นอย่างพิศวง ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนเป็นอะไรกับเอริคลูกชายของเพื่อนรักของเขา

“เธอกำลังจะมาเป็นนางแบบโฆษณาให้กับผมครับ ชื่อ อริส ครับ อริสนี่คุณลุงฟรังค์เดย์ เป็นเพื่อนรักของพ่อผม”

อลิชชาค้อมศีรษะให้ผู้อาวุโสยิ้มๆ และยื่นมือออกไปสัมผัสตามธรรมเนียมตะวันตก ทั้งที่ในใจยังอึ้งกับการกล่าวแนะนำสถานะของเธอต่อชายสูงวัยคนนี้จากปากของเอริค โดยที่เธอยังไม่ได้ตกลงอะไรกับเขาเลยสักคำ แต่เพื่อไม่ให้เสียมารยาท อลิชชาจึงต้องปล่อยเลยตามเลย

“ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะหนูอริส เรียกฉันว่าคุณลุงเหมือนที่เอริคเรียกฉันก็ได้นะ” น้ำเสียงของชราดูอ่อนโยนจนอลิชชารู้สึกได้

“ยินดีเช่นกันค่ะ คุณลุง”

“เอ่อ คุณลุงครับ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวน ขอเราสองคนเข้าไปคุยกันข้างในบ้านหน่อยนะครับ”

“โอ๊ะ ได้สิ เชิญๆ เลยไอ้เสือ”

สาเหตุที่ต้องเรียกเอริคว่าไอ้เสือ เพราะฟรังค์เดย์รู้ดีว่า เอริคเป็นเสือผู้หญิง ที่ใครๆ ก็ต่างขนานนามเขาว่า ‘เสือร้ายคาสโนวาแห่งปารีส’ เพราะชายหนุ่มควงสาวสวยไม่เคยซ้ำหน้าในแต่ละเดือน และคบผู้หญิงก็ไม่เคยเกินสามเดือนก็เปลี่ยนคู่ควงคนใหม่ไปเรื่อย และสำหรับแม่หนูน้อยคนนี้ฟรังค์เดย์ก็คิดว่า เอริคคงจะคบได้ไม่เกินสามเดือนเช่นกัน

“คือผม อยากให้คุณลุงรับอริสเป็นลูกสาวบุญธรรมได้มั้ยครับ ให้เธอได้ใช้นามสกุลร่วมด้วย จนกว่างานของผมจะเสร็จสิ้นลง ได้มั้ยครับคุณลุง”

ผู้มากวัยกว่าอมยิ้มอ่อนโยน ก่อนตอบว่า “ถ้ามันเป็นความต้องการของหลานชาย ฉันก็ยินดีนะ เพราะฉันไม่มีลูกสาว มีแต่ลูกชายซึ่งไม่ค่อยจะกลับมาอยู่บ้านเท่าไหร่เลย หากได้แม่หนูคนนี้มาอยู่ร่วมบ้านด้วย ฉันก็คงคลายเหงาไปได้เยอะ”

“เอ่อ แล้วปีเตอร์ไปเที่ยวยังไม่กลับเหรอครับ”

ปีเตอร์ หรือชื่อเต็มๆ คือจูปีเตอร์ เคยเป็นเพื่อนเล่นกับเขามาก่อน แต่เพราะจูปีเตอร์เพิ่งจะอกหักจากคนรัก เขาก็เลยไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านเหมือนอย่างเคย หลายเดือนที่ผ่านมาชายหนุ่มเอาแต่ท่องเที่ยวไปทั่วเพื่อให้ลืมคนรัก และนี่ก็ห้าเดือนแล้วที่จูปีเตอร์ก็ยังไม่ยอมกลับมาที่ปารีส

“ยังเลยเอริค ฉันโทรไปหาเขาทีไรเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะกลับๆ อยู่นั่นแหละ จนถึงวันนี้ฉันก็ยังไม่เห็นเขาโผล่หน้ากลับมาเลย” น้ำเสียงของชายชราฟังดูเหงาๆ เล็กน้อย จนคนฟังรู้สึกได้

“เขาคงยังทำใจเรื่องที่เขาอกหักไม่ได้มั้งครับ เอาเป็นว่าเรื่องของอริส ผมขอบคุณคุณลุงมากเลยนะครับ ผมจำเป็นจริงๆ” เอริคกล่าวอย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไรหรอกไอ้หลานชาย เธอเป็นลูกชายของเพื่อนรักของฉันก็เหมือนกับเป็นลูกชายของฉันด้วย ถ้าช่วยเหลืออะไรกันได้ฉันก็ยินดีช่วยเหลือเต็มที่” สายตาของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยความเมตตา จนอลิชชาพลอยรู้สึกอบอุ่นหัวใจไปด้วย

“ขอบคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมขอตัวพาอริสไปแจ้งความกระเป๋าสตางค์หาย เพราะถูกพวกอันธพาลมันฉกชิงไปก่อนนะครับ”

“อ้าว กระเป๋าสตางค์หายเหรอหนูอริส” ฟรังค์เดย์หันมาสาวน้อยด้วยความเห็นใจ

“ใช่ค่ะ เอกสารสำคัญของหนูก็หายไปด้วย ตอนนี้หนูเลยเหมือนคนเถื่อนเลยค่ะ” อลิชชากล่าวเศร้าๆ

“ไม่เป็นไร ถ้าให้หลานชายของฉันจัดการ อีกไม่นานก็คงหาเจอ เขาเส้นสายเยอะ ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

“ค่ะ” สาวน้อยก้มหน้า แต่เธอก็ยังไม่เชื่อมั่นหหรอกว่าเอริคจะยอมช่วยเธอจริงๆ หรือเปล่า แล้วถ้าช่วยได้จริง เขาจะขออะไรเป็นสิ่งตอบแทน เพราะขนาดค่าอาหารที่เขาให้เธอรับประทานมื้อที่ผ่านมา เขายังคิดทวงบุญคุณแบบปัจจุบันทันด่วนเลย

“ผมไปก่อนนะครับ”

“ตามสบายนะ ว่างๆ ก็พาแม่หนูอริสมาเที่ยวที่บ้านหลังนี้บ้างละ ฉันยินดีต้อนรับเธอเสมอนะ แม่เทพธิดาตัวน้อย” เพราะเห็นว่าอลิชชาตัวเล็กบอบบางมาก เมื่อเทียบกับร่างสูงใหญ่ของผู้ชายทั้งสองคน จึงทำให้ฟรังค์เดย์เรียกเธอว่า เทพธิดาตัวน้อย เพราะเธอดูน่ารักสมชื่อจริงๆ อลิชชายิ้มบางๆ ไปให้ผู้สูงวัยที่ดูท่าทางใจดี เมื่อเขากล่าวมาถึงเธอ

“ขอบคุณมากค่ะท่าน” ร่างบางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนที่จะหมุนตัวเดินตามเอริคไปขึ้นรถ

ตอนนี้อลิชชายังมองไม่ออกเลยว่าเอริคเป็นคนดีหรือว่าคนไม่ดี แต่ ณ เวลานี้เธอคงต้องเสี่ยงไว้ใจเขาไปสักพัก เพราะยังไม่มีทางไปหรือทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้

วันนี้ทั้งวันเอริค พาอลิชชาไปทำธุระมากมาย จากนั้นก็พาเธอไปเลือกซื้อเสื้อผ้าสวยๆ รวมถึงพาเธอไปเข้าสปาผมและผิว เพื่อเตรียมตัวเป็นนางแบบน้ำหอมสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวประมาณไม่ถึงสองอาทิตย์นี้

หนำซ้ำชายหนุ่มยังไปติดต่อให้เพื่อนหญิงที่สนิทมากที่สุดของเขา อดีตซูเปอร์โมเดลชื่อดัง อเล็กซานดร้า ที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของโมเดลลิ่งชื่อดังของปารีสให้มาเทรนอลิชชา นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงวันถ่ายทำโฆษณาอีกด้วย

ตอนแรกอลิชชาก็ไม่อยากจะรับงานนี้ แต่พอเอริคพาเธอไปแวะชมบริษัทผลิตเครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในปารีส ที่เธอคุ้นชื่อเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือบริษัทผลิตเครื่องสำอางมาร์ติเนซกรุ๊ป นั่นเอง

เอริคบอกว่าเขาเป็นเพียงลูกจ้างของบริษัทเท่านั้น และกำลังถูกรับเลือกให้มาเป็นนายแบบให้กับน้ำหอมสูตรใหม่ของบริษัทเช่นเดียวกัน ซึ่งอลิชชาคงจะรู้ความจริงเร็วๆ นี้ ว่าเขาเป็นถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่สืบทอดอาณาจักรความงามแห่งมาร์ติเนซกรุ๊ป

“คุณเอริคคะ ฉันกลัวว่าจะทำงานให้คุณไม่ได้ค่ะ ฉันไม่เคยสัมผัสงานด้านนี้มาก่อนเลย”

“ไม่มีใครเป็นทุกอย่างมาตั้งแต่เกิดหรอกคุณ ของแบบนี้มันหัดกันได้ พรุ่งนี้ซานดร้าเขาจะมาเทรนให้คุณเอง ไม่ต้องห่วงหรอกว่าคุณจะทำไม่ได้ ถ้าซานดร้าเขาลงมือเทรนเองแบบนี้ รับรองว่าคุณจะกลายเป็นนางแบบมืออาชีพได้ไม่ยากเลย”

อลิชชารู้สึกหวั่นใจเหลือเกินว่า เธอจะไม่สามารถทำงานนี้ได้ และเธอก็อยากจะหางานอย่างอื่นทำมากกว่า เพราะหญิงสาวกลัวว่าถ้าหากเธอต้องทำงานนี้จริงๆ แล้วเกิดเอริคไม่ยอมปล่อยเธอให้ไปตามหาพ่อเพราะกลัวจะเสียประวัติ มันก็ไม่มีความหมายอะไร เธอไม่อยากเด่นไม่อยากดัง เธอแค่อยากมีเงินเพียงพอที่จะออกไปตามหาพ่อ ที่พลัดพรากจากกันตั้งแต่เธอยังอยู่ในครรภ์ของแม่ก็เท่านั้น

“แต่ว่าฉันอยากทำงานอย่างอื่นเพื่อชดใช้เงินให้คุณมากกว่าค่ะ จะให้ฉันเป็นแม่บ้าน หรือว่าเป็นสาวใช้ก็ได้ ฉันยอมทั้งนั้น ฉันอยากจะบอกตรงๆ ว่าฉันไม่อยากรับงานนี้เลย”

“มันสายไปแล้วล่ะอริส ผมตัดสินใจแล้ว และวันนี้คุณจะต้องเซ็นสัญญาเป็นนางแบบให้กับมาร์ติเนซกรุ๊ป พ่วงด้วยตำแหน่งเลขาส่วนตัวให้กับผมเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ครบหนึ่งปีเมื่อไหร่คุณถึงจะเป็นอิสระ”

“แล้วเรื่องพ่อของฉันล่ะคะ”

“เรื่องพ่อของคุณไม่ต้องห่วง ผมรับปากว่าจะส่งคนออกตามหาพ่อของคุณให้พบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางตำรวจจะต้องได้รูปที่ถูกโจรขโมยไปให้ได้เสียก่อน แต่ตอนนี้กลับบ้านเราเถอะนะ ผมเหนื่อยกับเรื่องของคุณมาทั้งวันแล้ว”

‘เฮอะ เหนื่อยกับเรื่องของคุณมาทั้งวัน เหนื่อยกับเรื่องของเขาต่างหากละไม่ว่า’ อลิชชาแอบค่อนขอดคนข้างๆ ในใจ แต่ก็ไม่กล้าถกเถียงอะไรกับเขาตอนนี้ ร่างบางแอบมองซีกหน้าคมสันนั้นอยู่บ่อยๆ

ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะเอาเธอไปเป็นนางแบบโฆษณาให้กับมาร์ติเนซกรุ๊ป บริษัทที่มีชื่อเสียงมากขนาดนั้น น่าจะเอานางแบบชื่อดังมาเป็นนางแบบโฆษณาให้จะไม่ดีกว่าเหรอ ทำไมเขาจะต้องเลือกเธอด้วยนะ

ทั้งๆ ที่หน้าตาของเธอก็แสนจะธรรมดา ไม่ได้สวยโดดเด่นอะไรมากมาย อย่างมากเธอก็แค่สูงเกินพิกัดมาตรฐานหญิงไทยไปหน่อยแค่นั้นเอง แต่เมื่อเทียบกับร่างสูงสง่าแกร่งกำยำของเขาแล้ว เธอก็กลายเป็นผู้หญิงที่รูปร่างบอบบางและเตี้ยลงไปถนัดตา

“แอบมองผมบ่อยๆ คิดอะไรกับผมอยู่หรือเปล่าเนี่ย ถ้าชอบก็บอกได้นะ” โชเฟอร์หนุ่มอารมณ์ดีเปรยออกมายิ้มๆ เมื่อเห็นอลิชชาหันมามองเขาอยู่บ่อยๆ โดยไม่พูดไม่จา แต่พอเขาหันไปสบตา เธอก็มักจะเมินหน้าหนีไปอีกทาง

สาวน้อยยังคงเงียบไปตลอดทาง เพราะไม่รู้จะพูดอะไรกับเขาดี เพราะปกติเธอก็เป็นคนไม่ค่อยจะพูดมากอยู่แล้ว ออกจะเป็นคนเก็บกดเสียด้วยซ้ำ

“ว่าไงล่ะ ทำไมถึงไม่ตอบ” คนถามก็เหมือนจะไม่ได้อยากรู้คำตอบมากนักหรอก

ใบหน้าคมคายอมยิ้มไปตลอดทาง วันนี้เป็นวันแรกในรอบสัปดาห์นี้จริงๆ ที่เขาสามารถยิ้มออกมาได้ หลังจากที่พยายามออกค้นหานางแบบมานาน แต่ก็ไม่เคยได้คนที่เขาถูกใจเลยสักที

แต่วันนี้ภารกิจการเฟ้นหานางแบบโฆษณาของเขาก็เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อมาเจอเธอ แม้ว่าท่าทางของสาวน้อยดูจะฝึกยากอยู่สักหน่อย แต่ถ้าได้ครูดีๆ อย่างอดีตซูเปอร์โมเดลชื่อดังอย่างอเล็กซานดร้ามาเทรนให้ ชายหนุ่มก็สบายใจไปได้อีกเปราะหนึ่ง

ที่จริงอลิชชาก็อยากจะคัดค้านอะไรเขาตั้งหลายอย่าง แต่ดูท่าทางเอริคคงไม่มีทางยอมให้หล่อนได้ปฏิเสธเขาเป็นแน่ ในเมื่อชายหนุ่มว่าเขาได้ตัดสินไปแล้ว แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีที่พึ่งอย่างเธอจะเรียกร้องสิทธิ์อะไรได้บ้าง ในเมื่อตอนนี้ชีวิตของเธอก็เหมือนกับลูกไก่ที่ตกมาอยู่ในกำมือใหญ่ๆ ของเขา หากเขาจะบีบเธอก็ตาย หากเขาคลายเธอก็รอด สู้ทำงานหนึ่งปีให้มันจบๆ ไปดีกว่า บางทีภายในหนึ่งปีนี้ เธออาจจะตามพ่อจนพบก็ได้

‘หนูจะอดทนนะคะพ่อ หนูจะต้องออกตามหาพ่อจนเจอให้ได้ค่ะ’

แอสตันมาร์ตินคันหรูเลี้ยวเข้ามาในบ้านรูปทรงเรขาคณิตสีขาวหลังใหญ่ช้าๆ ประตูรั้วบานใหญ่ก็ปิดลงด้วยรีโมทคอนโทรลโดยอัตโนมัติ อลิชชาไม่รอให้เจ้าของรถเดินมาเปิดประตูให้ หล่อนรีบเดินลงจากรถทันที แล้วรีบเดินเข้าไปหาแม่บ้านที่เดินออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับของนาง

“กลับมากันแล้วหรือคะ ทานข้าวกันมาหรือยังคะ” แม่บ้านสูงวัยถามเสียงเรียบ

“เรียบร้อยแล้วครับลัวโซ” เอริคตอบ

แม่บ้านชรารู้สึกว่าสาวน้อยตรงหน้าดูเปลี่ยนไป ผิวดูผุดผ่องขาวใสมากขึ้น ใบหน้าก็ได้รับการแต่งแต้มบางๆ ดูสวยมากขึ้น ผมตรงที่ดูเป็นสีดำธรรมชาติแต่แรก ถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลช็อกโกแลต ดูเป็นสาวลูกครึ่งมากยิ่งขึ้น แต่ลัวโซก็ไม่ได้เอ่ยวิพากษ์วิจารณ์หรือส่งสายตาชื่นชมแต่อย่างใด เพราะมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนาง

“เอ่อ อริสขอตัวไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนนะคะ” จบประโยค ร่างโปร่งอรชรก็เดินเลี่ยงเข้าไปในบ้าน เพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวเข้านอน

ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกอยากจะอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพัก ยังไม่อยากคุยกับใคร เพราะตอนนี้เธอแทบจะไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว ก็เอริคนั่นแหละที่หอบหิ้วเธอไปโน่นไปนี่เกือบจะครึ่งวัน จัดการเรื่องทุกอย่างให้กับเธอ ไม่ว่าเธอจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ เขาก็พยายามที่จะยัดเยียดในสิ่งที่เขาเห็นว่าสมควรให้กับเธอทุกอย่าง โดยที่ไม่ถามความเห็นของเธอสักคำ

เอริคมองตามแผ่นหลังบางไปจนหล่อนเดินหายเข้าไปในบ้าน ร่างสูงใหญ่จึงหันมาพูดกับแม่บ้านเก่าแก่ของเขา เกี่ยวกับอลิชชา

“ลัวโซ อีกประมาณอาทิตย์หนึ่ง อริสจะต้องไปเป็นนางแบบให้กับผม ถ้าหากใครมาถามว่าอริสเป็นใคร ให้ลัวโซตอบเขาไปว่าอริสเป็นลูกสาวของคุณฟรังค์เดย์ เพื่อนรักของคุณพ่อผมนะ แต่กว่าจะถึงวันนั้น ช่วงเวลาที่อริสอยู่ที่นี่ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปซานดร้าจะมาเทรนการเป็นนางแบบให้กับเธอ แล้วเมื่อถึงวันเปิดตัวสินค้า อริสถึงจะย้ายไปอยู่กับคุณลุงพรังค์เดย์ในฐานะลูกสาวบุญธรรม”

“ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ”

“โอเค ถ้างั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะ นี่อาหารสด เอาไปเก็บเข้าตู้ให้ผมทีนะครับ”

“ค่ะ” พูดจบ ร่างอวบสูงใหญ่ของแม่บ้านลัวโซ ก็รีบเอาพวกเนื้อ หมูและผักผลไม้เดินเข้าไปเก็บในห้องครัวทันที

เอริคเดินขึ้นไปบนบ้าน เขาก็อยากจะรีบอาบน้ำพักผ่อนเช่นกัน แต่ว่าคืนนี้ เขาคงต้องให้อลิชชาร่างสัญญาการเป็นลูกจ้างของเขาก่อน และคงจะมีข้อตกลงอะไรกับหล่อนอีกเล็กน้อย

ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปในห้องนอนกว้างของเขา แล้วจึงปลดเสื้อโค้ทตัวหนาออก มือหนาปลดอาภรณ์ท่อนบนออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนลูกสวยงามแบบซิกแพค จากนั้นก็ถอดท่อนล่างออก จนเหลือแต่อันเดอร์แวร์สีขาวผืนเล็กตัวเดียวที่ปกปิดมังกรตัวใหญ่ที่กำลังขดตัวนอนสงบอยู่ในนั้น

เมื่ออาภรณ์ผืนเล็กชิ้นสุดท้ายหลุดออกจากร่างแกร่งกำยำ ผ้าขนหนูสีขาวก็ถูกนำมาพันหมิ่นเหม่เอาไว้รอบเอวหนาที่ไร้ไขมันส่วนเกิน เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำ ปลดผ้าขนหนูออกแล้วก้าวลงไปในอ่างน้ำ เปิดฝักบัวน้ำอุ่นให้สาดลงมากระทบผิวกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อนั้นด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย

ตอนนี้อลิชชาก็คงจะกำลังอาบน้ำอยู่เหมือนกันสินะ พลันสมองที่ไม่เคยหยุดคิดเรื่องผู้หญิงของชายหนุ่มก็จินตนาการไปว่า ร่างขาวผุดผ่องอมชมพู ที่มีส่วนโค้งส่วนเว้าราวกับนาฬิกาทรายของอลิชชา คงกำลังอาบน้ำอยู่ใต้ฝักบัวเหมือนกันกับเขา รูปร่างเปลือยเปล่าของหล่อนจะสวยงามและเย้ายวนมากแค่ไหนนะ แค่คิดสิ่งที่แสดงความเป็นชายของเขาก็เด่นผงาดขึ้นมา

ทั้งๆ ที่อยู่กันคนละห้อง เขายังรุ่มร้อนได้ถึงเพียงนี้ เอริคไม่อยากจะเชื่อเลยว่า การจินตนาการไปถึงอลิชชาจะให้ความรู้สึกรุนแรงถึงเพียงนี้ สงสัยคืนนี้เขาคงจะไม่ให้หล่อนแค่เซ็นสัญญาเฉยๆ เสียแล้วล่ะมั้ง ลองหว่านเสน่ห์ดูก็ได้ ถ้าหล่อนให้ก็เอา แต่สถิติที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่ต้านทานเสน่ห์ของเขาได้สักราย

อีกห้องหนึ่งซึ่งมีผนังกั้น ร่างหอมกรุ่นที่ยังอยู่ในผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่ กำลังค้นหาชุดนอนที่เอริคเป็นคนเลือกซื้อให้กับเธอขึ้นมาดู แต่ละชุดดูพลิ้วบางเซ็กซี่จนเธอไม่ค่อยกล้าที่จะสวมใส่ แต่เพราะคิดว่าอย่างน้อยมันก็มีเสื้อคลุมสวมทับ หญิงสาวจึงได้หยิบชุดนอนผ้าซาตินเรียบลื่นสีโอรสอ่อนๆ สายเดี่ยวมาสวมใส่ แล้วคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีเดียวกันอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้ดูมั่นใจมากขึ้น หากมีใครพรวดพราดเข้ามาในห้อง

เจ้าของร่างบางเดินไปอยู่หน้าตู้กระจกบานใหญ่ของตู้เสื้อผ้า เธอลูบไล้โลชั่นไปตามเรียวขาขาวผ่อง เรียวแขนกลมกลึงไปมาจนทั่วผิวกาย หลังจากที่ทาไนท์ครีมบางๆ ที่ใบหน้านวลเนียนเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะพรมน้ำหอมอ่อนๆ ที่เอริคบอกว่ามันคือน้ำหอมสูตรใหม่ของเขา ที่เขาเป็นคนทดลองผลิตขึ้นมาจากอำพันทอง หรือ Ambergris ที่ผสมผสานกับส่วนผสมสำคัญบางอย่างที่จะทำให้ผู้หญิงดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้น

“ก็หอมดีนะ” หญิงสาวเอ่ยออกมากับตัวเองเบาๆ ก่อนที่จะเอาน้ำหอมขวดนั้นวางไว้ที่เดิม

ภาพผู้หญิงที่ดูเหมือนจะแปลกตามากขึ้นที่อยู่ในกระจกเงาที่สะท้อนออกมา ทำให้อลิชชาเผลอมองตัวเองด้วยสายตาแปลกๆ รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นักกับสีผมที่ดูเปลี่ยนไป แต่เอริคบอกว่าผมสีนี้แหละที่เหมาะกับเธอมากที่สุด

“ทำไมคุณถึงเลือกฉันคะเอริค ฉันไม่เข้าใจคุณเลย ทำไมคุณถึงไม่เลือกนางแบบดังๆ มาเป็นนางแบบโฆษณาน้ำหอมให้กับคุณ คุณไม่กลัวน้ำหอมของคุณจะขายไม่ออกหรือยังไง ถ้าฉันเป็นนางแบบโฆษณาให้ แล้วถ้าฉันทำไม่ได้อย่างที่คุณคาดหวังล่ะ คุณจะทำยังไง” อลิชชาเฝ้าถามวนเวียนไปมาอยู่ในหัวของตนเองคนเดียวอยู่หน้ากระจก

“เฮ้อ! ช่างเถอะ เราจะไปคิดแทนเขาทำไมล่ะเนี่ย” ท่าทางของเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินสักนิด หากเขาจะต้องขาดทุนเขาก็คงจะไม่ไส้แห้งเหมือนกับเธอหรอก

ร่างบางเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอกยามค่ำคืน ข้างนอกตอนนี้อากาศคงจะหนาวมาก หญิงสาวไม่รู้ว่าตนเองโชคดีหรือโชคร้ายที่มาเจอผู้ชายอย่างเอริค นั่นคงเพราะเธอไม่รู้ว่าเขาคือคาสโนวาหมายเลขหนึ่งของปารีสนั่นเอง ถ้าเธอรู้คงรู้สึกหวาดผวามากกว่านี้แน่

ก๊อกๆ !

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวลังเลใจว่าควรจะเปิดประตูดีมั้ย แต่ห้องนอนของเธอใช่ว่าจะมีกลอนประตูมือด้านในเสียเมื่อไหร่ หากเจ้าของบ้านหรือคนใช้จะไขกุญแจเข้ามาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ ดังนั้นจึงเปล่าประโยชน์ถ้าเธอคิดจะขังตัวเองเอาไว้ในห้องเพื่อให้ปลอดภัยจากเจ้าของบ้านหนุ่ม

ร่างบางกระชับเสื้อคลุมแนบอก แล้วค่อยๆ ก้าวไปยังประตูห้องนอนช้าๆ มือเล็กบิดลูกบิดประตูเบาๆ คล้ายกลัวว่ามันจะพัง พลางมองไปยังร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู อลิชชาเผลอสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่และกลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตเข้าไปเต็ม เธอรู้สึกว่ากลิ่นหอมจากร่างกายของเขามันช่างยั่วยวนความรู้สึกของเธอเหลือเกิน

สายตาคมปลาบมองร่างโปร่งอรชรในชุดนอนซาตินสีหวานเนื้อบาง ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้น เอริคไม่คิดเลยว่านางแมวสาวขี้เหร่ข้างถนน จะกลายมาเป็นนางแมวแสนสวาทในค่ำคืนนี้ ผิวของหล่อนช่างขาวนวลผ่องไร้ที่ติ ใบหน้าแม้จะไม่สวยคมบาดตา แต่ทว่าดวงตาสวยซึ้งคู่นั้นกับหวานบาดใจ ริมฝีปากจิ้มลิ้มอิ่มเล็ก ช่างน่าลิ้มลอง แก้มสีขาวอมชมพูทั้งสองข้างก็น่าสัมผัสลูบไล้ยิ่งนัก

บางอย่างที่เติบโตในร่างกายส่วนกลางของชายหนุ่มกำลังบอกเขาให้รู้ว่า สาวน้อยรูปร่างเย้ายวนตรงหน้า มีเสน่ห์เหลือร้ายจริงๆ สายตาแสนประหม่าคู่นั้นที่กำลังจ้องมองเขาอย่างหวาดหวั่น มันยิ่งกระตุ้นให้ชายหนุ่มอยากเดินเข้าไปใกล้ อยากรวบร่างบอบบางแต่ได้สัดส่วนนั้นเข้ามากอดแนบอก แต่พรานหนุ่มก็กลัวว่าแมวน้อยของเขาจะตื่นกลัวเสียก่อน จึงได้แค่เดินเข้ามาในห้อง โดยมีเอกสารฉบับหนึ่งติดมือเข้ามาด้วย

“อริส”

“คะ” อลิชชามองเอกสารในมือของเขาก็พอจะรู้ว่ามันคงเป็นสัญญาจ้างแน่นอน เพราะเมื่อตอนกลางวันเอริคบอกเธอว่า เธอจะต้องเซ็นสัญญาจ้างกับเขาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม

“นี่คือสัญญาจ้างระหว่างเราสองคน เอาไปอ่านดูสิ”

มือเรียวเอื้อมไปหยิบสัญญาสองฉบับนั้นมาไว้ในมือ และเปิดออกอ่านประมาณสามนาทีก็จบ ในสัญญาระบุแค่ว่า เธอจะต้องทำงานให้เขาในตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์พ่วงกับตำแหน่งเลขาส่วนตัวให้กับเขาเป็นเวลาหนึ่งปี หากผิดสัญญา เธอจะต้องหาเงินมาใช้หนี้เขาเป็นจำนวนเงินห้าหมื่นยูโร หรือประมาณสองล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทไทย

“ทำไมฉันถึงได้เป็นหนี้คุณเยอะแยะขนาดนี้ล่ะคะ” หญิงสาวสงสัย มองชายหนุ่มด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ที่จริงคุณเป็นหนี้ผมแค่ห้าพันยูโรเท่านั้นแหละ แต่ถ้าคุณผิดสัญญา คุณต้องใช้หนี้ผมเป็นสิบเท่าของหนี้เดิม แต่ผมว่าเวลาแค่หนึ่งปี คุณคงไม่คิดจะผิดสัญญากับผมหรอกนะ”

“แล้วถ้าหากฉันสามารถหาเงินมาใช้หนี้คุณ ห้าพันยูโรตอนนี้ล่ะ ฉันยังจะต้องทำงานให้กับคุณอยู่หรือเปล่า”

เอริคหัวเราะเสียงดัง มองหน้าผู้หญิงตรงหน้าด้วยประกายตาเย้ยหยันเล็กน้อย หน้าอย่างหล่อนน่ะเหรอ จะมีปัญญาไปสมัครงานที่ไหนได้ง่ายๆ เอกสารที่แสดงความเป็นตัวตนของตนเองสักใบก็ไม่มี ทุกคนก็ต้องคิดว่าหล่อนเป็นคนเถื่อนแอบลอบเข้าเมืองมาน่ะสิไม่ว่า

“คุณคิดเหรอว่าคุณจะมีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้ผมได้ภายในหนึ่งปี ที่จริงวันนี้ผมหมดเงินกับคุณไปตั้งเยอะเลยนะ คุณไม่คิดมั่งเหรอว่าวันนี้ผมหมดกับคุณไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ฮึ...สาวน้อย”

“แต่ว่าฉันไม่ได้ร้องขอให้คุณทำอะไรให้ฉันเลยนะ”

“แน่ใจเหรอว่าคุณไม่เรียกร้องอะไร ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิ แล้วลองคิดดูให้ดี ว่าคุณไม่ได้ร้องขออะไรผมเลยแม้แต่อย่างเดียวจริงหรือเปล่า แล้วคิดดูอีกทีว่า ตอนนี้คุณมีที่ไปเหรอ เอกสารสำคัญของคุณอยู่ที่ไหนล่ะ ออกไปไหนใครๆ ก็ต้องคิดว่าคุณเป็นคนเถื่อนแอบลอบเข้าเมืองมา คิดดูให้ดีนะอริส”

มันก็จริงอย่างที่เขาพูด เธอเถียงเขาไม่ได้สักอย่างเลยพอเจอไม้นี้ของเขาเข้า ผู้ชายคนนี้ฉลาดมาก เขารู้ทันเธอทุกอย่าง อลิชชาจึงตัดสินใจเดินไปเปิดกระเป๋าที่เขานั่นแหละเป็นคนซื้อให้ หยิบปากออกมาเพื่อเซ็นชื่อด้านล่างทั้งสองฉบับ และยื่นฉบับหนึ่งให้เขา เอริคยื่นมือออกมารับเอกสารไปดูลายเซ็นของเธออย่างพอใจ ในที่สุดทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาต้องการ แต่คืนนี้มันยังไม่จบแค่นี้

ร่างสูงใหญ่วางเอกสารสัญญาในมือลงบนหัวเตียง เอานาฬิกาปลุกทับเอาไว้ ก่อนที่จะมองหน้าสวยหวานนั้นอีกครั้ง เขายิ้มหวานให้หล่อน เดินเข้ามาหาหล่อนช้าๆ อลิชชาค่อยๆ ถอยหลังร่นไปจนชิดขอบเตียงและสะดุดล้มนั่งลงบนที่นอนเพราะเสียหลัก

“นี่คุณ ฉันเซ็นสัญญาให้คุณแล้ว คุณก็ออกไปจากห้องของฉันสิ ฉันอยากจะนอนพักผ่อนแล้ว” ร่างบางก้มหน้าก้มตาพูด และหลบหลีกใบหน้าคมสากระคายนั้นไปมาอย่างหวาดหวั่นมากขึ้น เมื่อเขาเข้าประชิดตัว จนแทบจะหายใจรินรดพวงแก้มของเธออยู่แล้ว

“แต่นี่มันเป็นบ้านของผมนะครับ” เขาตอบยียวน จนอลิชชาเริ่มหน้าแดงก่ำมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะว่าประหม่าขัดเขินกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เธอกำลังไม่พอใจเขาที่เขาทำเหมือนคนใจแคบ หาทางต้อนเธอให้จนมุม จนเธอแทบไม่มีหนทางสู้

“ถึงที่นี่จะเป็นบ้านของคุณ คุณก็ควรจะให้เกียรติฉันบ้างนะคะ ฉันมีเลือดไทยครึ่งหนึ่ง ที่ยังคงรักนวลสงวนตัว ไม่ใช่ผู้หญิงไร้ค่าที่คุณคิดอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับคุณเชิงชู้สาว ฉันเป็นเพียงแค่ลูกจ้างจนๆ คนหนึ่ง ที่พลัดถิ่นมาพึ่งคุณ คุณจะไม่คิดสงสารฉันเลยหรือคะ คุณชายเอริค”

จากสาวน้อยที่ไม่ค่อยพูด เธอกลับพูดออกมาเสียยืดยาวอย่างน่าสงสาร เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากอุ้งมือมาร จนเสือร้ายอย่างเอริคถึงกับใจอ่อนยวบลง เมื่อได้ฟังคำที่หญิงสาวผู้น่าสงสารพูดจนจบประโยค

‘ตัวเล็กๆ แค่นี้รู้จักพูดเอาตัวรอดเป็นเสียด้วย เขาประเมินค่าหล่อนผิดไปจริงๆ’ กายแกร่งยืนขึ้นเต็มความสูง จ้องมองร่างบอบบางที่รีบลุกขึ้นไปยังประตูและเปิดมันออก คล้ายกับจะพยายามไล่เขาออกไปจากห้องอย่างกรายๆ แม้ว่าปากของเธอจะไม่พูด แต่สายตาคู่สวยกับการกระทำของหล่อนกำลังขับไล่เขาอย่างชัดเจน ให้เขารีบออกจากห้องไปไวๆ

เจ้าของร่างสูงกำยำถอนหายใจหนักๆ ออกมา ส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะเสียอารมณ์ ทั้งๆ ที่เขาสามารถเขมือบหรือสามารถที่จะทำอะไรหล่อนก็ได้ แต่เขากลับทำไม่ลง ชายหนุ่มเริ่มจะไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ว่าเขากลายเป็นสุภาพบุรุษไปตั้งแต่เมื่อไหร่

‘บ้าชะมัด!’

อลิชชารีบปิดประตูและกดล็อก หัวใจของเธอยังเต้นตึกตักอยู่เลย ทั้งกลัวทั้งหวาดหวั่น กลัวว่าตนเองจะไม่รอด กลัวว่าเขาจะไม่ยอมฟังที่เธออ้อนวอน แต่พอเอริคใจอ่อนยอมปล่อยเธอออกจากกรงแขนของเขา หญิงสาวถึงกับหอบหายใจเหมือนคนที่เพิ่งจะรอดตายมาหมาดๆ หวังว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป คงจะไม่เกิดเหตุการณ์น่าหวาดเสียวแบบนี้อีกนะ

“คุณเอริค ฉันหวังว่าคุณคงจะไม่ทำกับฉันแบบนี้อีกนะคะ” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบาๆ พิงหลังกับประตูบานใหญ่ พยายามสูดเอาอากาศเข้าปอดลึกๆ ก่อนที่จะเดินขึ้นไปนอนบนเตียงกว้าง ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่ที่ประตูห้องตลอดเวลา

ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ห้องข้างๆ จะเข้าห้องนอนไปหรือยัง ร่างเล็กนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงหลายนาที จึงได้ลุกขึ้นมายืนอยู่ริมหน้าต่าง พลันสายตาก็ก้มลงไปเห็นรถสีบรอนซ์มันปลาบแล่นออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว

‘เขาไปไหน หรือว่าพอเขาไม่ได้เธอเขาก็เลย ออกไปหาที่ระบายกับผู้หญิงคนอื่นอย่างงั้นหรือ’ พอคิดเดาส่งเดชแบบนี้ หัวใจของเธอก็ชักจะไม่เป็นสุข มันร้อนรนวูบวาบในหัวใจแปลกๆ

ร่างบางที่ยืนพิงอยู่ริมหน้าต่าง รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก มือเย็นขึ้นมาเล็กน้อย นี่เธอกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ ความรู้สึกเหมือนแฟนกำลังจะนอกใจเลย แต่ว่าเอริคไม่ใช่แฟนของเธอนี่ แล้วทำไมเธอจะต้องรู้สึกแบบนั้นด้วย เขาจะไปไหนก็เรื่องของเขาสิ เธอจะต้องไปแคร์ทำไม

ไม่ใช่ว่าอลิชชาจะไม่เคยชอบใครมาก่อน สมัยที่เธอยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เธอก็เคยคบกับเพื่อนชายคนหนึ่ง เขาดูดี ใจดี และเรียนเก่ง เป็นรุ่นพี่ที่คอยติววิชาเรียนให้ตลอด แต่เมื่อเธอกับเขาตกลงคบกันเป็นแฟนเพียงแค่ไม่ถึงเดือน และวันนั้นก็เป็นวันวาเลนไทน์พอดี เขาขอมีอะไรกับเธอ แต่เธอไม่ยอม เขาก็เลยเปลี่ยนใจไปคบกับเพื่อนของเธอแทน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หญิงสาวก็ยังไม่คิดที่จะเปิดใจมีใครอีกเลยมาจนถึงวันนี้

เธอเดินทางจากเมืองไทยมาที่ปารีส ก็เพื่อออกมาตามหาพ่อผู้ให้กำเนิด เธอเซ็นสัญญาเป็นลูกจ้างเขาก็เพราะความจำเป็น เธอกับเอริคเพิ่งรู้จักกันได้สองวันเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เธอจะมีจิตพิศวาสต่อเขาในเวลาอันรวดเร็วปุบปับแบบนี้ พอคิดได้ดังนั้นร่างบางก็เดินมานอนบนเตียงนุ่มอีกครั้ง แล้วก็หลับไปในที่สุด

เวลาประมาณเที่ยงคืน อลิชชาก็ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ แต่แสงไฟจากตารถสองข้างสาดส่องมากระทบทางหน้าต่าง ทำให้หญิงสาวต้องเดินเข้าไปแหวกผ้าม่านดู ก็เห็นแอสตันมาตินคันหรูกำลังขับเลี้ยวเข้ามาจอดในบ้านอย่างรวดเร็ว และจอดกึกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่เดินโงนเงนไปมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่

แม่บ้านผู้สูงวัยเดินออกไปรับเจ้านายหนุ่ม ลัวโซต้องคอยประคองร่างหนาไม่ให้ล้มตรงทางขึ้นบันไดตรงหน้าบ้าน อลิชชาเห็นเข้าจึงรีบเดินลงไปดู เผื่อว่าจะช่วยอะไรแม่บ้านลัวโซได้บ้าง เพราะท่าทางของเอริคคงจะเมาจัด

“คุณแม่บ้านคะ ให้อริสช่วยมั้ยคะ” อลิชชาถามหลังจากที่เห็นแม่บ้านลัวโซพาคุณชายของเธอมานอนแผ่อยู่บนโซฟา โดยดวงตาของชายหนุ่มแทบจะไม่ลืมเลยด้วยซ้ำ แต่ร่างหนาก็พยายามที่จะลุกขึ้นนั่ง

“ลัว...โซ พาผมขึ้นปายนอน...ในห้องนอน...หน่อยสิ” เสียงห้าวฟังดูอ้อแอ้เต็มที

“ได้ค่ะ อริสช่วยฉันพาคุณชายไปนอนที่ห้องของเขาหน่อยนะ” หญิงชราหันมาขอความช่วยเหลือเด็กสาว เพราะไม่อยากปฏิเสธน้ำใจของสาวน้อย

“ได้ค่ะคุณแม่บ้าน” แล้วอลิชชาก็เดินมาหิ้วปีกอีกข้างของคนตัวโตที่เมาไม่ค่อยจะรู้เรื่องขึ้นไปยังชั้นสอง และตรงไปยังห้องนอนของเขา

อลิชชากับแม่บ้านลัวโซค่อยๆ วางร่างที่แสนหนักอึ้งนั้นลงบนที่นอนไม่ค่อยจะเบานัก เพราะเขาตัวโตมาก ขนาดแรงผู้หญิงสองคนช่วยกันหามก็ยังหิ้วมาลำบากขนาดนี้ อลิชชาไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าปล่อยให้คนแก่ๆ อย่างแม่บ้านลัวโซหิ้วปีกเขาขึ้นมาบนห้องคนเดียว จะทุลักทุเลมากแค่ไหน

“เอ่อคุณแม่บ้านคะ นี่มันก็ดึกมากแล้ว คุณแม่บ้านไปพักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวที่เหลือให้อริสจัดการให้เอง” สาวน้อยรับอาสา เพราะสงสารคนแก่ที่ต้องมาดูแลคนเมาดึกๆ ดื่นๆ แต่เธอยังวัยอ่อนกว่า หนำซ้ำในสัญญาเธอก็คือลูกจ้างของเอริคคนหนึ่ง ก็เลยคิดอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง

“เธอแน่ใจนะ ว่าทำคนเดียวได้” อลิชชากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะตอบแม่บ้านว่า

“แน่ใจค่ะ”

“ตกลง ฉันยกหน้าที่ดูแลคุณเอริคให้เธอก็แล้วกัน เพราะพรุ่งนี้ฉันต้องตื่นขึ้นมาเตรียมอาหารและทำงานบ้านแต่เช้า ส่วนเธอก็คงต้องเตรียมตัวรับการเทรนจากคุณซานดร้าที่จะมาถึงในตอนเช้าเหมือนกัน แต่คงสายๆ หน่อย ฉันขอตัวนะ”

“ค่ะ” อลิชชาขานรับเสียงเบาหวิว รู้สึกหนักใจกับหน้าที่ที่เธออาสารับทำเองเหมือนกัน

เจ้าของร่างบางที่ตอนนี้หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง มองไปยังร่างที่นอนกรนอยู่บนที่นอนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เวลาที่เขาเมาและหลับแบบนี้ก็ดูเหมือนไม่มีพิษสงอะไร แต่เธอคงต้องเปลี่ยนชุดนอนให้เขานี่สิที่ทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากพอสมควร

“ลูซี่” ชายหนุ่มเพ้อออกมาเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แน่ๆ อลิชชาคิด และพยายามเงี่ยหูฟังว่าเขากำลังเรียกชื่อของใครอยู่

“ลูซี่” คนเมาละเมอพูดออกมาอีกครั้ง

‘ลูซี่นี่ใครนะ ใช่คู่ควงของเขาหรือเปล่า สงสัยเขาคงจะพิศวาสผู้หญิงที่ชื่อลูซี่นี่มาก จนถึงขนาดเพ้อเรียกหาแต่หล่อน’ อลิชชาแอบเดาเอาเองในใจ ก่อนที่จะลงมือถอดถุงเท้า และถอดเข็มขัดของเขาออก

มือเรียวกำลังพยายามปลดกระดุมเสื้อของเขาตรงแผงอกของชายหนุ่มออก หญิงสาวพยายามที่จะไม่มองแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อท้องที่เป็นลอนลูกสวยงามนั่น มือเล็กเริ่มสั่นเมื่อกระดุมเม็ดสุดท้ายหลุดออก

“อื้อ ลูซี่ มือเธอนิ่มจังเลยนะ”

“นี่คุณ ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ใช่ยัยลูซี่อะไรของคุณนะ ปล่อยซี่!” หญิงสาวพยายามแกะมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของคนเมาที่นอนละเมอจนสำเร็จ

อลิชชารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่เขาคิดว่าเธอเป็นยัยลูซี่อะไรนั่น แต่พอคิดได้ว่าไม่ควรถือสาคนเมา หล่อนจึงหันไปปลดตะขอกางเกงของเขาออกอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วเท่ากับมือหนาที่คว้าเอาร่างนุ่มลื่นของเธอลงไปคลุกอยู่บนที่นอนใต้ร่างของเขา เมื่อมือเล็กดึงกางเกงขายาวออกให้เขาได้ไม่ถึงวินาที

“ลูซี่ ทำไมวันนี้ตัวคุณหอมจังเลย” ร่างหนาละเมอเพ้อเรียกชื่อของผู้หญิงคนอื่นออกมาอีกแล้ว จนอลิชชาชักโมโห

“นี่คุณ! ปล่อยฉันนะ! ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันไม่ใช่ยัยลูซี่อะไรนั่นของคุณยังไงล่ะ ได้ยินหรือเปล่า อื้อ อึ๊ย ปล่อยฉันนะ!” อลิชชาร้องเสียงหลง เมื่อเอริคไม่ยอมฟังเสียงของเธอเลย

เอริคใช้จมูกซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นของเธออย่างเมามัน ใช้ริมฝีปากร้อนระอุจุมพิตพร่างพรมไปทั่วไปหน้าที่เริ่มแดงก่ำของอลิชชาไปตามอารมณ์ปรารถนาที่เขาไม่รู้ตัว แต่มันก็เต็มไปด้วยสัญชาตญาณแห่งบุรุษเพศที่ต้องการการปลดปล่อย

“อริส” ร่างบางนิ่งไป เมื่อชายหนุ่มเรียกชื่อของเธอออกมาเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบ

“อริส คุณรู้ตัวมั้ย...ว่าผมต้องการคุณมาก...เป็นของผมเถอะนะสาวน้อย อย่าปฏิเสธผมเลยนะ ผมต้องการ...คุณมากเหลือเกิน”

สายตาที่เยิ้มหวานที่ส่วนหนึ่งมาจากฤทธิ์ของน้ำเมา มองสาวน้อยใต้ร่างด้วยอารมณ์พิศวาสอย่างเต็มเปี่ยม ขณะที่อลิชชาพยายามผลักไสร่างหนาเต็มแรง จนคนเมาเสียหลักกลิ้งออกไปจากร่างบางจนเกือบตกเตียง

ร่างบางหอบแฮ่กๆ มองร่างเกือบเปลือยนั้นด้วยหัวใจที่แทบจะกระเด็นกระดอนออกมาข้างนอก ก่อนที่จะยกขาของเขาขึ้นไปอยู่กลางที่นอน และรีบดึงผ้าห่มมาคลุมร่างให้ชายหนุ่ม เพราะตอนนี้เขาเหมือนจะหลับไปอีกแล้ว

“หลับฝันดีนะคะ คนบ้าจอมหื่น เชิญคุณนอนหลับฝันถึงยัยลูซี่ได้ตามสบายเลย” แล้วใบหน้าที่เหมือนจะงอนๆ นั้น ก็สะบัดเชิดคางออกไปจากห้อง แต่ถ้าหากหญิงสาวจะหันกลับมามองอีกครั้ง ก็คงจะเห็นรอยยิ้มขี้เล่นนั้นคลี่ยิ้มออกมา พร้อมกับสายตาคมซึ้งที่ทอดมองไปยังประตู

“พยศเหมือนกันนะเนี่ยตัวแค่นี้ ถ้าผมเมามากกว่านี้ คุณเสร็จผมแน่สาวน้อย” เอริคหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนที่จะหลับไปอย่างอารมณ์ดี โดยที่ไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เลยว่า ร่างบอบบางที่ยืนพิงอยู่นอกบานประตูนั้น หล่อนมีอาการอกสั่นขวัญแขวนเพราะเขามากขนาดไหน

ตอน 3

เช้าวันต่อมา

อลิชชาลงไปช่วยแม่บ้านลัวโซเตรียมอาหารตั้งแต่เช้า ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่บ้านผู้สูงวัยดีขึ้นเป็นลำดับ

“เมื่อคืนนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่มั้ย” แม่บ้านชราแกล้งถาม ทั้งๆ ที่นางพอจะทราบคำตอบดีอยู่แล้ว

เพราะเมื่อคืน นางตั้งใจจะแอบดูเรื่องของเจ้านายหนุ่มกับอลิชชาเป็นครั้งแรก เพราะอยากจะรู้ว่าอลิชชาจะหายไปนอนในห้องของเอริคทั้งคืนหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ นางก็คงจะรู้สึกไม่ชอบใจแม่สาวน้อยคนนี้มากนัก แต่พอเห็นอลิชชาเดินออกมาจากห้องของเจ้านายหนุ่ม มันจึงทำให้แม่บ้านที่แสนจะเข้มงวดอย่างลัวโซ พอที่จะยอมรับอลิชชาได้บ้าง

“ไม่มีค่ะ เรียบร้อยดีค่ะ”

“ที่ฉันถามนี่ส่วนหนึ่งเพราะเป็นห่วงเธอ เอริคไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนไหนเกินสามเดือน เขายังรักใครไม่เป็น แต่ดูท่าทางของเธอเหมือนจะเป็นคนอ่อนไหวง่าย อย่าหลงรักเขาเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบล่ะ เอริคเขาอยู่สูงเกินกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก ที่จริงคู่หมายของเขาก็มี แต่เขาก็ยังไม่ได้หมั้นหมายกันหรอก”

“ใช่ผู้หญิงที่ชื่อลูซี่หรือเปล่าคะ” จู่ๆ อลิชชาก็โพล่งคำถามนี้ขึ้นมา ทำให้แม่บ้านผู้สูงวัยรู้สึกแปลกใจไม่น้อย

“เปล่าหรอก ลูซี่คือคู่ควงคนล่าสุดของเขา และพวกเขาคบกันได้เกือบสามเดือนแล้ว แต่อีกไม่กี่วัน เอริคก็คงจะบอกเลิก เหมือนอย่างผู้หญิงทุกคนที่ผ่านๆ มาของเขา” แม่บ้านผู้สูงวัยอธิบายเนิบๆ ตามความเป็นจริง เพราะไม่อยากให้สาวน้อยหน้าตาใสซื่ออย่างอลิชชาต้องเสียใจ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนางถึงได้รู้สึกถูกชะตากับสาวน้อยคนนี้นัก

“เหรอคะ” หญิงสาวขานรับออกมาลอยๆ

“ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม” สายตาผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดู หันมามองใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นด้วยแววตาจริงจังเป็นครั้งแรก

“ได้สิคะ คุณแม่บ้านอยากจะถามอะไรอริสก็ถามมาได้เลยค่ะ อริสยินดีที่จะตอบ”

“ก่อนถาม กรุณาเรียกฉันว่าป้าลัวโซจะได้ไหม” อลิชชายิ้มกว้างออกมา เพราะคุณแม่บ้านที่ดูภายนอกแสนจะเย็นชาคนนี้ กำลังจะให้เธอเรียกป้า นั่นหมายความว่าหญิงชราเปิดใจรับเธอเป็นคนที่สนิทมากขึ้นแล้วสินะ

“ค่ะป้าลัวโซ” สาวน้อยตอบรับเสียงใส ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม

“เธอมาที่ปารีสนี้ด้วยจุดประสงค์อะไร” คำถามตรงๆ ของป้าลัวโซ ทำให้อลิชชาหน้าเศร้าลงทันที ก่อนที่จะตอบว่า

“อริสเดินทางมาที่นี่ เพื่อออกตามหาพ่อที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาก่อนค่ะ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ แม่ของอริสได้จากอริสไป และคำสั่งเสียของแม่ก่อนตายก็คือ ให้เอาจดหมายฉบับหนึ่งที่แม่เขียนถึงพ่อเอามาให้พ่ออ่านให้ได้ แต่ทั้งเงินทั้งกระเป๋าที่มีเอกสารของพ่อกับแม่หายไปหมด เพราะโจรมันฉกชิงเอาไป แต่อริสไม่ท้อหรอกค่ะ อริสจะต้องตามหาพ่อให้เจอค่ะ”

แม่บ้านสูงวัยฟังด้วยสีหน้าที่สลดลงเล็กน้อย เพราะน้องชายที่นางรักมากก็เพิ่งจากนางไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง การสูญเสียคนที่รักไปมันคงเป็นอะไรที่ทำใจได้ยากเย็นที่สุด

“ฉันเสียใจด้วยนะเรื่องแม่ของเธอ”

“ขอบคุณค่ะ”

“ว่าแต่พ่อของเธอชื่ออะไรเหรอ”

“คริสเตียน โรแปง ค่ะ”

เพล้ง!

มีดที่กำลังถืออยู่ในมืออวบเหี่ยวหล่นตกลงพื้นทันที ที่อลิชชาบอกชื่อและนามสกุลของพ่อเธอจบ ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยซีดเผือดลงเล็กน้อย อลิชชารีบก้มเก็บมีดด้ามที่ตกลงพื้นขึ้นมาให้ด้วยความตกใจมากพอสมควร

“ป้าลัวโซ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมหน้าซีดจัง” หญิงสาวถามหญิงชราด้วยความเป็นห่วง

“เปล่า ฉันไม่เป็นอะไรหรอก” ร่างอวบสูงใหญ่รีบเมินหน้าหนีไปอีกทางเพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด

“ป้าลัวโซพอจะรู้จัก คนที่ใช้นามสกุลเหมือนพ่อของอริสมั้ยจ๊ะ”

“ไม่รู้จักหรอก ฉันจะไปรู้จักกับพ่อของเธอได้ยังไง” นางรีบตอบโดยไม่มองหน้าหญิงสาว

เพราะรู้ว่าอลิชชากำลังจะกลายไปเป็นนางแบบดังให้กับมาร์ติเนซกรุ๊ป สาวน้อยคนนี้จะรู้อดีตของตัวเองตอนนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด!

ลัวโซเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เอง ว่าสาวน้อยที่ฟ้านำพามาพบเจอคนนี้ ที่แท้ก็เป็นหลานสาวแท้ๆ ของนางเอง แต่นางจะบอกความจริงกับหลานสาวตอนนี้ยังไม่ได้ เพราะประวัติที่ต่ำต้อยของเธอจะทำให้สินค้าของเอริค เจ้านายผู้มีพระคุณจะต้องมัวหมอง อลิชชากำลังจะไปเป็นนางแบบดัง กำลังจะมีชื่อเสียง มันยังไม่ถึงเวลาที่อลิชชาจะต้องมารู้ความจริงทุกอย่างในวันนี้

“คุยอะไรกันอยู่ครับสาวๆ” ร่างสูงที่ยืนพิงอยู่ตรงขอบประตูห้องครัว ส่งเสียงเข้ามาทักทายสองสาวต่างวัยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“อ้าวคุณเอริค ตื่นแล้วหรือคะ เมื่อคืนดิฉันเห็นคุณเมามาก คิดว่าคุณจะนอนตื่นสายเสียอีกค่ะ” แม่บ้านผู้สูงวัยเอ่ยทักทายเจ้านายหนุ่มออกมาเสียงเรียบเช่นเคย

“เมื่อคืน ผมนอนหลับสบายน่ะครับ ก็เลยตื่นเช้าได้ ว่าแต่เช้านี้มีแม่ครัวถึงสองคนช่วยกันทำอาหารเช้า กับข้าวมื้อนี้คงจะพิเศษกว่าทุกวันแน่เลยใช่มั้ยครับ” ขณะที่พูดสายตาคมก็กวาดมองไปยังแม่ครัวสาวคนใหม่ด้วยรอยยิ้มเป็นนัยๆ

อลิชชาไม่รู้ว่าเขาอารมณ์ดีอะไรนักหนา แต่ก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะหล่อนกำลังสนใจแตงกวาลูกใหญ่ที่อยู่ในมือมากกว่า

“ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากหรอกค่ะ คงมีอีกหนึ่งเมนูที่เพิ่มขึ้นมา” แม่บ้านลัวโซบอก หันไปมองอลิชชาทำนองว่าให้แม่ครัวสาวเป็นคนบอกชื่ออาหารที่ทำมาจากฝีมือของเธอเองจะดีกว่า

“เอ่อ มีต้มจืดแตงกวาค่ะ น่าจะทำให้หายจากอาการเมาค้างได้” ร่างบางก้มหน้าตอบเหมือนเคย เพราะไม่อยากสบตาที่เป็นประกายเจ้าชู้ของเขาสักเท่าไหร่นัก ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ หว่านเสน่ห์ได้ตลอดเวลา

“ถ้างั้นผมรีบไปอาบน้ำก่อนนะครับ จะได้มาชิมฝีมือการทำอาหารของแม่ครัวคนใหม่ว่าจะอร่อยกินได้หรือเปล่า” จบประโยคร่างหนาก็ผลุบหายไปจากตรงประตู

“เอ่อ ป้าลัวโซคะ อริสกลัวจังเลยค่ะว่า คุณเอริคเขาจะทานอาหารด้วยฝีมือของอริสไม่ลง” ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย เมื่อได้ฟังในสิ่งที่สาวน้อยพูดออกมา

“การที่ใครสักคนจะทานอาหารที่เราทำลงหรือไม่ลง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติของอาหารเพียงอย่างเดียวหรอกนะ หากเธอทำให้เขากินด้วยใจ มันก็คงจะอร่อยเหมือนกันนั่นแหละ”

คำอธิบายเรียบๆ ของแม่บ้านผู้สูงวัย ทำให้อลิชชามีกำลังใจขึ้นมาบ้าง และยิ้มออกมาได้ เพราะกับข้าวมื้อนี้ เธอตั้งใจจะทำให้เอริคทานเพื่อขอบคุณเขาในบางเรื่อง และตั้งใจจะให้ป้าลัวโซได้ชิมฝีมือการทำอาหารไทยของเธอด้วย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารหน้าตาน่าทานก็ถูกนำมาเสิร์ฟอยู่ที่โต๊ะอาหารกว้างสุดหรู ตรงหน้าเจ้าของบ้านหนุ่มรูปหล่อ ที่ลงมานั่งตรงเก้าอี้ประจำตำแหน่งทันทีเมื่อเห็นสองสาวต่างวัยยกอาหารมาวางเรียงกันอย่างน่าทาน โดยมีอลิชชาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสิร์ฟ

“อริส นั่งทานอาหารเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ ผมมีธุระจะคุยกับคุณด้วย” พอชายหนุ่มเอาเรื่องงานมาอ้างก็ทำให้สาวน้อยรู้สึกลังเลใจ เธอหันมามองลัวโซอย่างขอความเห็น ว่าเธอสมควรหรือเปล่าที่จะไปนั่งทานข้าวร่วมกันกับเขา ผู้มากวัยกว่าพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่า อลิชชาควรจะไปนั่งทานข้าวกับเอริคตามที่เขาสั่งจะดีกว่า

“เอ่อ คุณเอริคมีธุระอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ”

“ลงมือทานข้าวสักหน่อยก่อนสิแล้วค่อยคุย ไม่ต้องใจร้อนหรอกน่า”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำสั้นๆ ก่อนที่จะนั่งลง และตักอาหารเข้าปากช้าๆ อย่างผะอืดผะอม และเงยหน้ามองชายหนุ่มในบางครั้ง แต่เขากลับมีท่าทางใจเย็นไม่ยอมพูดธุระออกมาสักที

“กับข้าวอร่อยหมดทุกอย่างเลยนะ โดยเฉพาะต้มจืดแตงกวานี่ ทานแล้วรู้สึกโล่งคอดี ไม่คิดว่าคุณจะทำกับข้าวเป็นด้วย” เขาเอ่ยชมเสียงนุ่ม มันทำให้แววตาคู่สวยเต้นระริกด้วยความดีใจ แต่หล่อนก็พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกดีใจเอาไว้ พยายามไม่แสดงออกมามาก เพราะไม่รู้ว่าเขาพูดจากใจจริงหรือเปล่า

“มันเป็นเมนูง่ายๆ ค่ะ ใครก็ทำได้” อลิชชาอธิบายเสียงเรียบ

“แล้วทำกับข้าวอย่างอื่นเป็นด้วยมั้ย เช่นต้มยำกุ้ง ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว อาหารไทยสามอย่างนี้ ชนชาติไหนก็พอจะรู้จัก คุณพอจะทำให้ผมทานได้มั้ย ในมื้อต่อๆ ไป” ชายหนุ่มพูดขณะที่สายตาก็แอบมองสำรวจใบหน้าที่เป็นสีชมพูระเรื่อนั้นไปมาอย่างเพลิดเพลินใจ

“ฉันพอทำเป็นนิดหน่อยค่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอร่อยถูกปากคุณเอริคหรือเปล่า” เธอตอบแบบถ่อมตัวเอง เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองทำกับข้าวอร่อย อย่างมากเธอก็ทำกับข้าวแต่ละอย่างที่พอจะกินได้ไม่ถึงกับท้องเสียเท่านั้น

“ก็แค่ลดความเผ็ดลงมาหน่อย ผมกินง่ายอยู่แล้วละ แต่ก็อยากทานอาหารไทยจากฝีมือของคนไทยตัวเป็นๆ ดูบ้าง น่าจะรู้สึกอยากกินอาหารมากขึ้น ตกลงพรุ่งนี้เช้าเริ่มทำผัดไทยให้ผมกินเลยนะ เดี๋ยวเย็นนี้จะพาไปตลาดสดบนห้าง”

“ค่ะ”

อลิชชาไม่อยากจะขัดใจเขาหรอก อีกอย่างตอนนี้เธอก็มาอาศัยเขาอยู่ ทั้งอยู่ฟรีกินฟรี มีแต่อาหารดีๆ ราคาแพงๆ ทั้งนั้น หากอะไรที่เขาขอแล้วเธอพอจะทำให้เขาได้ก็อยากทำ แต่เธอก็เจียมตัวเองอยู่เสมอ เพราะจำที่ป้าลัวโซบอกกับเธอเมื่อตอนที่ทำอาหารช่วยกันได้

‘เอริคเขาอยู่สูงเกินกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก ที่จริงคู่หมายของเขาก็มี...’ เธอจะไม่ยอมเผลอใจไปชอบเขาเด็ดขาด

“ซานดร้าโทรมาหาผมแล้ว เขาบอกว่าอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงจะมาถึงที่นี่ เตรียมตัวไว้ให้พร้อมละ แค่คุณตั้งใจฟังและตั้งใจปฏิบัติตามที่เขาเทรน ก็โอเคแล้ว” เอริคเปรยให้ว่าที่นางแบบสาวคนใหม่ฟัง ขณะที่นั่งทานข้าวไปด้วย

อเล็กซานดร้าคือเพื่อนหญิงที่สนิทของเขาคนหนึ่ง ทำงานร่วมกันมานานหลังจากที่อดีตซูเปอร์โมเดลสาวถอนตัวออกจากการเป็นนางแบบมาทำหน้าที่ภรรยาให้กับสามีชาวสวีเดน แต่หลังจากแต่งงานอยู่กินกับสามีมาได้แค่สามปีก็หย่าเพราะไม่ค่อยมีเวลาให้กัน แล้วอเล็กซานดร้าก็หันมาทำงานอยู่เบื้องหลังงานบันเทิงเต็มตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ค่ะ” คำตอบรับสั้นๆ ของอลิชชาทำให้ คนที่พูดยาวๆ อย่างเอริค ต้องจ้องมองหญิงสาวด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย รู้สึกว่าหล่อนจะสงบปากสงบคำมากเหลือเกิน

“คุณพูดอย่างอื่นเป็นมั้ย นอกจากคำว่า...ค่ะ” ชายหนุ่มชักจะมีอารมณ์

“ค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับพยักหน้าอีกครั้ง

นั่นไงล่ะ มันน่าตีจริงๆ ขนาดพูดยังไม่ทันขาดคำแท้ๆ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED