ขณะที่หร่วนฉิงกำลังเอามือเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย เธอมองเห็นหร่วนฟังผิงที่กำลังเก็บของกองโต เธอทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นเเล้วถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“ลูกถอนหายใจทำไม?” “ที่แม่ทำทั้งหมดก็เพื่อลูกนะ” พอพูดจบ ฟังผิงก็ค่อย ๆ เอาธูปเทียนเเละ กระดาษเงินกระดาษทองที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระเป๋า แล้วไม่ลืมที่จะหันกลับมามองลูกสาวของเธอ
(*TN: กระดาษเงินกระดาษทอง คือแผ่นกระดาษที่นำมาเผาในพิธีไหว้บรรพบุรุษแบบจีนดั้งเดิมเป็นพิธีที่ทำในช่วงวันหยุดในโอกาสพิเศษ )
การกลับบ้านเกิดครั้งนี้ คงจะต้องค้างที่นั่นสักสองวัน หร่วนฉิงไม่อยากกลับไปพร้อมกับฟังผิง แต่เมื่อเห็นว่าแม่ของเธอเก็บของใกล้จะเสร็จแล้ว เธอก็เก็บโทรศัพท์มือถือและที่ชาร์จแบตยัดใส่ลงไปในกระเป๋าสีน้ำตาลอ่อนของเธออย่างยอมรับชะตากรรม
ในระหว่างทางที่กลับบ้านเกิด ขณะที่หร่วนฉิงมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถบัสอยู่นั้น แม่ของเธอก็พล่ามเกี่ยวกับการนัดเดทของเธอ
เนื่องจากคืนก่อนมีฝนตก จึงทำให้ถนนในหมู่บ้านค่อนข้างลื่น แม้ว่าหร่วนฉิงจะไม่ได้เต็มใจกลับมาบ้านเกิดกับแม่ แต่หลังจากที่พวกเขาลงจากรถบัส เธอก็ช่วยเเม่ถือกระเป๋าอีกมือหนึ่งก็ควงเเขนเเม่เอาไว้
“หร่วนฉิง แม่ขอโทษ ที่แม่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่าแม่ไม่มีทางเลือก ลูกดูความรักของลูกสิ ไม่ว่าจะเป็นความรักในมหาวิทยาลัยหรือการนัทเดท มีครั้งไหนบ้างที่จบด้วยดี ลูกทำให้แม่ไม่กล้าสู้หน้าใครจริง ๆ ดูเหมือนว่าฟังผิงจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพูดเลย
ทุกครั้งที่ฟังผิงนึกถึงเรื่องราวความรักของลูกสาว เธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาทุกที มักจะมีคนนินทาลับหลังเธอเสมอ
เช่น “นั่นไง!แม่ของนางตัวซวยนั่น!”
สองปีที่ผ่านมา หร่วนฉิงมีนัดบอดอยู่หลายครั้ง เขาเคยคบกับผู้ชายดี ๆ ที่เธอใฝ่ฝันหลายคน แต่ทุกครั้งเมื่อความสัมพันธ์ของหร่วนฉิงเริ่มพัฒนาขึ้น ก็มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับพวกเขา
มีผู้ชายสองคนประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน สองคนยางแตกกลางทาง ยังมีอีกสองคนพบว่าเป็นโรคร้ายแรงก่อนแต่งงาน
แม้ว่าความบังเอิญทำนองนี้อาจเกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าอุบัติเหตุเหล่านั้นได้เกิดขึ้นกับหร่วนฉิงเห็นจะบ่อยเกินไปจนผิดปกติ
หลังจากเห็นความโชคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครกล้าที่จะเป็นแม่สื่อให้หร่วนฉิง เพราะทุกคนกลัวตัวเองจะเดือดร้อน
“แม่หยุดพูดเรื่องนี้ได้ไหมคะ? สังคมสมัยนี้ มีการนัดบอดหลาย ๆ ครั้งมันเป็นเรื่องปกติมากน่ะ บนโลกใบนี้ในทุก ๆ ชั่วโมง ทุก ๆ นาที และทุก ๆ วินาที มันสามารถเกิดอุบัติเหตุและโรคร้ายต่าง ๆ ขึ้นได้ จะมาโทษหนูอย่างนี้ไม่ได้นะคะ”
ความบังเอิญเหล่านี้ มันไม่ใช่เพราะเธอไม่มีวาสนาที่จะได้แต่งาน แต่นี่คือโชคชะตาของเธอ แต่อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะเจอคนที่ใช่
ในขณะที่เหลือบมองหร่วนฉิง ฟังผิงก็คว้ากระเป๋าจากมือของเธอและพูดว่า “เด็กคนนี้นี่! ถ้าลูกไม่หาวิธีไล่ความโชคร้ายนี้ออกไป แม่ก็อาจโดนลูกสาบแช่งไปด้วยในเร็ว ๆ นี้
ขณะที่พูดอยู่นั้น พวกเขาก็เลี้ยวและมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังเก่าของพวกเขา
หร่วนฉิงยักไหล่แล้วเดินตามหลังแม่ของเธอไป เธอได้ยินเสียงรถที่ขับผ่านมา เมื่อหันมองกลับไป เธอก็เห็นรถเมย์บัคสีดำสุดหรูซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังเก่าที่อยู่ถัดจากบ้านของพวกเขาออกไป
“โอ้ พ่อหนุ่มไฮโซ รวยอะไรขนาดนี้!” “เขาขับรถหรูแบบนี้บนถนนที่เต็มไปด้วยโคลนได้ยังไง ไม่กลัวรถติดโคลนแล้วออกไม่ได้หรือไง?”
เธอบ่นงึมงำพลางมองรองเท้าที่เปื้อนโคลนของเธอ แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังเก่าของพวกเขา
หมู่บ้านเซียงหวยเป็นหมู่บ้านโบราณ มีประวัติศาสตร์มานานกว่าสามร้อยปี ที่นี่มีอาคารเก่าแก่หลายแห่งที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวัดเก่าแก่แห่งนี้ ได้รับการทำนุบำรุงป็นอย่างดี และเต็มไปด้วยผู้แสวงบุญอยู่เสมอ ธูปเครื่องหอมสักการะภายในวัดไม่เคยดับลงจนถึงปัจจุบันนี้
“คุณเฮ่าชวน คุณรีบหน่อยได้ไหมคะ? คุณท่านรอนานแล้วค่ะ ท่านบอกว่า 9 โมงเช้า คือเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถวายเครื่องหอม
หน้ากระจกกรอบทองแดงบานหนึ่ง ชายคนหนึ่งกำลังจัดเสื้อของเขาให้เรียบร้อย เขาขมวดคิ้วพลางมองไปที่แม่บ้านด้วยสายตาที่เย็นชา
นัยน์ตาสีเข้มของเขาคล้ายกับท้องฟ้าที่มืดมน เขากวาดสายตาที่แสนเย็นชาไปยังแม่บ้านแวบหนึ่ง ทำให้แม่บ้านหยุดพูดทันที เมื่อสบสายตากับเขา
“ผมไม่ชอบเนคไทนี้” “เอาเส้นอื่นมาให้ผม”
พอเขาพูดจบ เขาก็โยนเนคไททิ้งไป
แม่บ้านรีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็วโดยไม่รีรอ เขาหันกลับมาพร้อมยื่นเนคไทอีกเส้นให้เฮ่าชวน
“เข็มขัดเส้นนี้ก็ไม่เข้ากับเสื้อผ้าที่ผมใส่” “หาอันอื่นมาให้ผม” เฮ่าชวนดึงเข็มขัดหนังสีดำออกแล้วโยนทิ้งไป
แม่บ้านรีบไปคว้าเข็มขัดนั้นเอาไว้
หรงเฮ่าชวนมีนิสัยหรือสามารถเรียกอีกอย่างว่างานอดิเรกอย่างหนึ่ง ก็คือการชอบขว้างทิ้งสิ่งของ ตราบใดที่เขาไม่ชอบสิ่งนั้น
เขาจะโยนมันทิ้งทันทีโดยไม่ยั้งคิด
จนกระทั่งเลขาและผู้ช่วยของเขา ต้องแข็งแกร่งและว่องไวกันทุกคน พูดให้ดูเว่อร์ขึ้นมาหน่อยก็คือ ถ้ามีแมลงวันตัวหนึ่งกำลังบินหึ่งอยู่ พวกเขาก็สามารถจับมันได้ด้วยสองนิ้ว!
อีกด้านหนึ่งของประตู มีหญิงสง่างามคนหนึ่งที่กำลังจะรอต่อไปไม่ไหวแล้ว นั่นก็คือแม่ของเขา เธอเคาะประตูอย่างเร่งรัด เร่งให้ลูกชายของเธอรีบไป
“เฮ่าชวน” พิธีบูชาบรรพบุรุษประจำปีสำคัญกับโชคของตระกูลหรงของเราตลอดทั้งปีเลยนะ “จะประมาททำเป็นเล่นไม่ได้นะ!”
เมื่อมองตัวเองในกระจกกรอบทองแดงอีกครั้ง หรงเฮ่าชวนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่บนโต๊ะไม้โบราณแล้วเดินไปที่ประตู
แม่บ้านถอนหายใจด้วยความโล่งอกและรีบเปิดประตูให้เขา ขณะที่ฟางจิ้งห้วย แม่ของเฮ่าชวนกำลังรออยู่ข้างนอกอย่างใจจดใจจ่อ
ฟังผิงและหร่วนฉิงก้าวออกจากบ้านของพวกเขา ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ของตระกูลหรง แล้วพวกเขาก็เดินไปที่วัดเก่ากัน
ขณะที่เดินไปตามถนน ฟังผิงสอนลูกสาวเกี่ยวกับพิธีกรรมและวิธีปฏิบัติในวัดเก่า ฟังผิงเกรงว่าหร่วนฉิงจะประพรฤติไม่ถูกไม่ควรจนทำให้พระเจ้าโกรธ และทำให้เธอนั้นขึ้นคานไปตลอดชีวิต
หร่วนฉิงได้แต่กลอกตาไปมา ทุกครั้งก่อนไปวัด แม่มักจะเตือนซ้ำ ๆ ตลอดทาง
“แม่สุดที่รักของหนู เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ?” หนูเป็นลูกสาวของแม่ ไม่ใช่แม่ที่แก่ชราของแม่นะคะ “นี่แม่พูดเป็นร้อยครั้งแล้วนะ จนหนูท่องจำได้ทุกคำเลย!”
หร่วนฉิงมักชอบพูดเล่นไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่แบบนี้และฟังผิงก็ชินกับเรื่องนั้นแล้ว เธอมองลูกสาวด้วยรอยยิ้ม และช่วยจัดเสื้อผ้าของเธอให้เรียบขึ้น แล้วจึงพูดขึ้นว่า “แม่แค่อยากเตือนลูกอีกครั้ง”
ทั้งสองเข้าไปในวัดเก่า และเดินตรงเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง มีกฎพิเศษเฉพาะผู้ที่พักอาศัยอยู่ในท้องถิ่นในหมู่บ้านเซียงหวย ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มาเยี่ยมชมทั่วไป
“เอาของพวกนี้ไปด้วย จำไว้ด้วยนะ เข้าห้องไปแล้วอย่ามองไปทั่ว จำทุกสิ่งที่แม่บอกลูกไว้ให้ขึ้นใจ” ฟังผิงพูดแนะนำ แล้วยื่นสิ่งของสองสามชิ้นให้หร่วนฉิง
มันเป็นประเพณีในหมู่บ้านเซียงหวย ผู้คนที่มาวัดเก่าต้องนำเครื่องบรรณาการและเทียนมาสักการะอย่างจริงใจ เพื่อให้ความปรารถนาของพวกเขาเป็นจริง
“เข้าใจแล้วค่ะ!” หร่วนฉิงรีบเดินไปที่ประตูห้องสวดมนต์ทันที ทันทีที่เธอมาถึงห้องนั้น ในที่สุดเธอก็สามารถมีช่วงเวลาของความสงบ
อีกด้านหนึ่ง...
ครอบครัวหรง เป็นครอบครัวแรกที่ร่ำรวยขึ้นในหมู่บ้านเซียงหวย จากนั้นพวกเขาก็บริจาคเงินเป็นจำนวนมากเพื่อบูรณะวัดเก่า ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับการรับรองเป็นพิเศษในหมู่บ้านเซียงหวย
ศิลาจารึกบรรพบุรุษของตระกูลหรงถูกจัดวางเคารพไว้ในห้องโถงข้างห้องสวดมนต์ ซึ่งได้รับการปกคลุมด้วยแสงของพระพุทธเจ้า
“เฮ่าชวน”ตอนนี้ลูกเป็นหัวหน้าตระกูลหรงแล้ว “ลูกควรเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง” จิ้งห้วยพูดอย่างอ่อนโยนพลางมองดูลูกชายที่ดูเด่นสง่าของเธอ
ตลอดชีวิตของเขา สิ่งที่เฮ่าชวนเกลียดที่สุดคือการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แต่ไหนแต่ไรมา เขาเชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้น
ถึงแม้ว่าเฮ่าชวนจะไม่ชอบ แต่เขาก็ยังทำตามคำแนะนำของแม่เป็นอย่างดี เฮ่าชวนได้รับการอบรมมาอย่างดี ไม่มีทางที่เขาจะแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาต่อหน้าแม่ของเขาอย่างแน่นอน เขาหยิบตะกร้าจากแม่ของเขาแล้วหันกลับไปพร้อมมุ่งหน้าไปยังห้องโถงบรรพบุรุษ
บรรยายกาศภายในวัดช่างเงียบสงบ จะมีเพียงแต่เสียงเคาะไม้ดังกังวาลทั่วทั้งเขตวัดโดยหญิงวัยกลางคนเป็นผู้รับหน้าที่ดังกล่าว กลิ่นหอมของธูปและเทียนลอยฟุ้งโอบล้อมทั่ววิหาร ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ไม่อาจจะละจากกลิ่นนั้นได้
ที่นี่ไม่เหมือนวัดทั่วไป เพราะไม่มีพระภิกษุหรือแม่ชีอาศัยอยู่ที่นี้แม้แต่รูปเดียว ส่วนใหญ่มีเพียงเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่คนในพื้นที่ที่คอยทำนุบำรุงดูแลรักษาวัดนี้
หร่วนฉิงคุ้นเคยกับพระพุทธรูปทุกองค์ของที่นี่มาก เพราะเธอเองมักจะมาที่นี่กับแม่บ่อย ๆ ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก
หลังจากวางเครื่องบูชาทั้งหมดลงบนโต๊ะแล้ว เธอก็คุกเข่าลงบนเบาะนุ่มกลมแล้วก้มศีรษะลงกราบสักการะ
หากคนนอกได้เห็นคงต่างก็รู้สึกดีและทึ่งกับการกระทำด้วยความเคารพความศรัทธาของเธอ
ขณะที่ในอีกห้องหนึ่ง เฮ่าชวนก็ได้ทำการนำเครื่องสักการะบูชาของตนวางลงบนโต๊ะเช่นเดียวกัน เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ในวันนี้ไม่ถูกกาลเทศะและไม่เหมาะสมกับสถานที่แห่งนี้เท่าไหร่
สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นอุปสรรคอะไรที่จะโค้งคำนับทำความเคารพบรรพบุรุษ แต่เขาไม่เคยคิดที่จะโค้งคำนับประติมากรรมที่สร้างจากดินเหนียวเหล่านี้
ชายหนุ่มนั่งลงบนเบาะ กะว่าจะอยู่ที่นี่อีกสักพักจนกว่าจะถึงเวลากลับ พอนั่งรอเวลาไปเรื่อย ๆ เขาก็รู้สึกเบื่อมากจนทนไม่ไหว จึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและเริ่มดูเอกสารที่ถูกเก็บไว้อยู่ในเครื่อง
ในขณะที่เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับข้อมูลในโทรศัพท์มือถือนั้น
ก็มีบางอย่างมาทำลายความเงียบนั้นลง
เขาได้ยินเสียงพูดคุยกันดังมาจากห้องอื่น
เสียงนั้นดังมากจนเขาไม่มีสมาธิที่จะอ่านอีกต่อไป เขาขมวดคิ้วเข้ม ๆ ของเขาเป็นปม ดวงตาคู่งามและสดใสของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาปะทุความโกรธออกมาทันที
“วัดควรจะเป็นสถานที่เงียบสงบไม่ใช่หรือไง?
แล้วเสียงโหวกเหวกนี่มาจากไหน?” เขาบ่นกับตนเอง
ในอีกห้องหนึ่ง หร่วนฉิงดึงเบาะของเธอขยับเข้าไปใกล้ ๆ ผู้ดูแลวัด เธอเป็นคนช่างพูด เธอเอาแต่พูดไม่หยุดกับผู้ดูแลวัด
หญิงวัยกลางคนผู้ดูแลวัดนั้นเป็นคนในหมู่บ้านที่รู้จักกับหร่วนฉิงมานานแล้ว ตอนแรกเธอไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย เพราะกลัวจะเป็นการรบกวนความสงบของวัดและผู้เข้ามาสักการะบูชา แต่หร่วนฉิงก็เอาแต่พูด และชวนเธอคุยไม่หยุด
“คุณน้าคะ ตอนที่ฉันเดินเข้ามา ฉันเห็นหญิงชราคนหนึ่งบริจาคเงินจำนวนมากให้กับวัด เงินนั่นก้อนโตขนาดเท่านี้เลยค่ะ ” หร่วนฉิงพูดพลางยกมือขึ้นทำท่าทางประกอบ “หนูอดสงสัยไม่ได้เลยค่ะ ถ้าเธอรวยขนาดนั้น ทำไมไม่นำเงินไปช่วยการกุศลแทนล่ะคะ? หนูคิดว่าคงจะดีกว่า ถ้าเธอนำเงินไปช่วยเด็กยากจนเพื่อให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ...”
หร่วนฉิงรู้อยู่แล้วว่าวัดไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แถมผู้คนที่เข้ามากราบสักการะบูชาที่วัดนั้น ก็ยังมีมาไม่ขาดสาย ดังนั้น เธอจึงคิดว่ามันช่างน่าเสียดายจริง ๆ กับการที่คนพวกนี้เอาเงินมาทำบุญเพื่อไถ่บาปของตัวเอง
แต่สำหรับคุณน้านั้น เหตุการณ์พวกนี้เธอเห็นจนชินแล้ว เธอแค่ส่ายหน้าและไม่ตอบอะไรกลับ เธอรู้ดีว่า คนเหล่านี้มาทำบุญเพราะความรู้สึกผิดภายในใจของพวกเขา จึงคิดอยากที่จะบริจาคเงินเพื่อให้ตัวเองได้สบายใจขึ้น ทุกคนก็ต่างรู้เรื่องนี้ดี
“อ้อ แล้วก็ยังมีอีกนะคะ คุณน้า คือว่าฉันเห็น...” หร่วนฉิงกล่าวต่อ
ส่วนเฮ่าชวนนั้น ที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาอยากจะเอาผ้าไปยัดปากหร่วนฉิง เพื่อให้เธอหยุดส่งเสียงน่ารำคาญนั่นเสีย
ห้องทั้งสองถูกคั่นด้วยแผ่นผนังบางกับผ้าม่านสีเหลืองสองผืนเท่านั้น ดังนั้นเสียงจึงเล็ดลอดผ่านได้โดยง่าย
ฝั่งหร่วนฉิงกำลังคุยกับคุณน้าอย่างออกรส โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภัยกำลังจะมาถึง
ลมหนาวพัดผ่านหน้าของเธออย่างฉับพลัน นอกจากนั้นเธอยังได้กลิ่นน้ำหอมที่อ่อนโยนหอมละมุนโอบล้อมรอบ ๆ ตัวเธอ
นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่หร่วนฉิงรู้สึกว่าผู้ชายที่ฉีดน้ำหอมนั้นทำให้รู้สึกสบายได้ขนาดนี้
“เธอจะเงียบปากได้หรือยัง?” เธอได้ยินเสียงหงุดหงิดทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือหัวตัวเอง
ความประทับใจดี ๆ ทั้งหลายหายวับไปกับสายลมทันที หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ก่อนจะตกตะลึงกับใบหน้าโกรธเกรี้ยวราวกับว่าควันกำลังจะออกจากหู แต่ก็ไม่อาจจะบดบังความดูดีมีสง่าของอีกฝ่ายได้ เขาหล่อเหลาเอาการมากราวกับเหล่าดาราดัง
เฮ่าชวนรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นหร่วนฉิง ใบหน้าของเธอไม่ได้เหมือนเป็นคนช่างพูดช่างนินทาเลยสักนิด ในทางตรงกันข้าม ใบหน้าของเธอเรียวเล็กประกอบกับดวงตาสีดำที่เปร่งประกายทำให้เธอนั้นดูสดใสเป็นอย่างมาก ขณะที่เธอมองเขาด้วยความประหลาดใจ ขนตายาวงอนของเธอสั่นไหวราวกับผีเสื้อกระพือปีก
เมื่อหร่วนฉิงมองย้อนตามไปเส้นทางที่เฮ่าชวนเพิ่งเดินเข้ามา แล้วเธอก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “คุณมาจากตระกูลหรงเหรอคะ? ขอโทษด้วยนะคะ! ฉันไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในห้องนั้นค่ะ”
สำหรับทุกคนในหมู่บ้านเซียงหวยไม่มีใครไม่รู้ถึงอำนาจของตระกูลหรง
แม้แต่วัดแห่งนี้เองก็สร้างจากเงินบริจาคของพวกเขา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วที่พวกเขาจะได้มีห้องพิเศษสำหรับการสักการะบูชา
เฮ่าชวนรู้สึกหายโกรธลงมาเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำขอโทษจากหร่วนฉิง ไม่นานนัก เขาก็ได้ยินต่อ...
“แต่ว่า คนตระกูลหรงต่างก็เป็นคนที่ไม่สุภาพอย่างนี้เหรอคะ? ถึงฉันจะส่งเสียงดัง แต่คุณจำเป็นที่จะต้องพูดข่มขู่ฉันขนาดนั้นเลยหรือคะ?” หร่วนฉิงเลิกคิ้วขึ้นระหว่างที่เธอพูดสิ่งเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
เฮ่าชวนกล้าดีอย่างไรถึงมาบอกให้หร่วนฉิงเงียบปาก?
หร่วนฉิงคุ้นเคยและรู้จักครอบครัวตระกูลหรงเป็นอย่างดี
ข้อตกลงระหว่างตระกูลหร่วนกับตระกูลหรงเป็นสิ่งที่เธอรู้จากผู้อาวุโสตั้งแต่เธอยังเด็ก แล้วเธอก็ได้ยินมันมาเป็นพัน ๆ ครั้งแล้วก็ว่าได้
ภายในใจลึก ๆ แล้ว เธอไม่ค่อยประทับใจกับตระกูลหรงสักเท่าไหร่
ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเฮ่าชวนดูเยือกเย็นขึ้นมากขึ้นในทันที “ข่มขู่เธออย่างนั้นเหรอ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ทำให้รู้สึกราวกับว่าห้องทั้งห้องนั้นถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่เย็นยะเยือก “นี่เธอบอกว่าฉันกำลังข่มขู่เธออยู่อย่างนั้นเหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะก็ ฉันคงจะต้อง ‘ข่มขู่’ ให้เธอเห็นจริง ๆ แล้วสิ”
เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาหร่วนฉิง ก่อนที่เขาจะยื่นแขนออกไปรวบเอวหญิงสาวเข้ามาหาเขา “ฉันเกลียดผู้หญิงที่ชอบซุบซิบนินทา ถ้าเธอชอบซุบซิบนินทามากขนาดนี้ ก็ใช้โทรโข่งป่าวประกาศให้ชาวบ้านเขารู้ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนหร่วนฉิงไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่เธอจะถูกเฮ่าชวนกอดเอวเธอไว้แน่นอย่างไร้มารยาท
“โถ่! ลูก ๆ จ๋า พวกเธออยู่ในวัดกันนะ หร่วนฉิง หนูหยุดต่อปากต่อคำกับเขาสักทีได้ไหมลูก?” ในขณะที่พวกเขาดูเหมือนจะทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หญิงผู้ดูแลวัดจึงลุกขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะพยายามเกลี่ยกล่อมพวกเขาให้เลิกเถียงกันเป็นเด็ก ๆ สักทีด้วยสำเนียงภาษาท้องถิ่นของเธอ
พอได้ยินสิ่งที่หญิงวัยกลางคนคนนั้นพูดจบ เฮ่าชวนก็ขมวดคิ้วเป็นปมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ได้เกิดในหมู่บ้านเซียงหวย เขาจึงไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด แต่มีคำหนึ่งที่ชัดเจนมากสำหรับเขาคือ “หร่วน”
‘เธอมาจากตระกูลหร่วนอย่างนั้นเหรอ?’ เฮ่าชวนพึมพำกับตัวเอง
ช่างบังเอิญเหลือเกิน! เฮ่าชวนก็คุ้นเคยและรู้จักครอบครัวตระกูลหร่วนเป็นอย่างดีเช่นกัน
เขาเองก็ไม่มีความประทับใจที่ดีกับตระกูลหร่วนเหมือนกัน
เดี๋ยวก่อน
ตระกูลหร่วนงั้นเหรอ?
“บอกฉันมานะ! เธอเป็นอะไรกับชิงซาน?”
เฮ่าชวนจำได้ว่าเมื่อเขายังเด็ก คุณปู่ของเขาที่กำลังนั่งบนเก้าอี้โยกเคยบอกกับเขาว่า “เฮ่าชวน ปู่เจอคนที่จะมาเป็นว่าที่ภรรยาแสนสวยของแกแล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นอ่อนโยนและยังเป็นคนที่มีคุณธรรมมากอีกด้วย ปู่แน่ใจว่าแกจะต้องชอบกับสิ่งที่ปู่ทำนี้ แกโชคดีมาก ๆ เลยหลานรักเอ๋ย
พราะอย่างนั้นต่อไปนี้ แกก็ต้องทำดีกับเธอไว้ด้วย โอ้ ใช่! จำชื่อเธอไว้ล่ะ ชื่อของเธอคือ... ขอปู่คิดก่อนนะ”
“ฉันชื่อหร่วนฉิง แล้วชิงซานก็เป็นพ่อของฉันค่ะ คุณรู้จักพ่อของฉันได้อย่างไร?” หร่วนฉิงมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของเธออย่างสงสัย ทั้งพ่อและแม่ของเธอมาจากหมู่บ้านเซียงหวย และในหมู่บ้านมีเพียงตระกูลใหญ่สองตระกูลคือ ตระกูลหร่วนและตระกูลหรง
แต่พ่อของเธอเสียชีวิตจากไปนานแล้ว แล้วเขาพูดถึงพ่อของเธอทำไมกัน?
เฮ่าชวนเลิกคิ้วขึ้น ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะปรากฏรอยยิ้มเยาะขึ้นอีกครั้ง ปู่ของเขานี่ช่างน่าหัวเราะเสียยิ่งกระไรที่มาบอกว่าเธอ “อ่อนโยนและมีคุณธรรม”
‘ฉันสงสัยว่าตอนนั้นคุณปู่คงจะสายตาฝ้าฝางไปแล้วแน่ ๆ ’ เฮ่าชวนคิด
หร่วนฉิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันทีที่เฮ่าชวนปล่อยแขนออกจากเอวเธอ ใบหน้าของหญิงสาวแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความรำคาญใจ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นรัดเอวเธอเสียแน่นจนเจ็บไปหมด
“ดูเหมือนเธอจะไม่ชอบตระกูลหรงแล้วก็ฉันสินะ” เฮ่าชวนพูดออกมาโดยไม่สนใจถามอีกฝ่าย พยายามมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเขา ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
“แน่นอนสิ! โหดร้าย ป่าเถื่อน แถมชอบข่มขู่คนอื่น! ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวหรงเริ่มทำธุรกิจจากการขนส่งสินค้า ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก ที่คนในตระกูลถึงได้หยาบคายมากขนาดนี้” หร่วนฉิงทำงานในวงการการตลาด และเธอเองก็เป็นหัวหน้าทีมการตลาดที่เก่งที่สุด นั่นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเธอถึงได้เป็นคนที่พูดเก่งเช่นนี้
ตระกูลหรงได้ส่งของขวัญให้ตระกูลหร่วนมาตลอดหลายปีแล้ว ถึงพวกเขาจะไม่ได้พบเจอกันเป็นการส่วนตัวก็ตาม เห็นชัดเลยว่าพวกเขาดูถูกตระกูลหร่วน แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นมีมิตรไมตรีต่อกัน หร่วนฉิงเกลียดพวกเขาเข้ากระดูกดำ เกลียดจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เฮ่าชวนทำเป็นปัดฝุ่นออกจากตัว ราวกับว่าเขาไม่ต้องการให้มีร่องรอยของของผู้หญิงที่ไม่มีมารยาทหลงเหลือบนตัวของเขา หลังจากนั้น เขาจึงเอ่ยต่อ “ช่างเป็นหญิงสาวที่แสนดีอะไรเช่นนี้ ในเมื่อคุณดูถูกตระกูลหรงขนาดนี้ ก็อย่าปล่อยให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทำให้ต้องเข้ามาอยู่ร่วมกับตระกูลหรงของเราก็แล้วกัน
“ฉันสาบานได้เลย! ฉันจะไม่มีวันเข้าไปอยู่กับพวกคุณหรอก! แล้วทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น? เข้าไปร่วมกับตระกูลคุณอย่างนั้นเหรอ? คุณล้อฉันเล่นใช่ไหม? ต่อให้คุณคุกเข่าขอร้อง ฉันก็จะไม่ทำมันเด็ดขาด!” หร่วนฉิงหัวเราะดังลั่นอย่างห้ามไม่ได้ เธอคิดว่าผู้ชายคนนี้ช่างน่าขันจริง ๆ เขาคิดอะไรอยู่ถึงนึกว่าเธอจะเข้าไปร่วมกับตระกูลของเขา?
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีมาก จำสิ่งที่เธอพูดไว้ให้ดีล่ะ”
ดูเหมือนเฮ่าชวนจะไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับสิ่งที่หร่วนฉิงพูดเลยสักนิด แต่กลับส่งยิ้มให้แทน เขาจ้องมองไปที่ใบหน้าขาวกระจ่างใสของเธอ ก่อนจะเอ่ยอย่างช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำว่า “จำสิ่งที่เธอพูดเอาไว้ให้ดี! ฉันจะคอยจับตาดูเธอ!”
“แม่คะ กำลังจะออกไปไหนเหรอคะ?” หลังจากหร่วนฉิงกลับมาถึงบ้าน เธอก็วางตระกร้าไม้ลงบนโต๊ะ แล้วรินน้ำลงในแก้วตัวเองก่อนจะกระดกดื่มหมดแก้วอย่างรวดเดียว
เพราะก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะไปปะทะคารมกับเฮ่าชวนมา เธอจึงรู้สึกคอแห้งไปหมด
ฟังผิงกำลังยืนแต่งตัวจัดเสื้อผ้าของเธอให้เรียบร้อยอยู่หน้ากระจก เธอยิ้มออกมาก่อนจะพูดกับหร่วนฉิง ว่า “หร่วนฉิง วัดเก่านั้นเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ช่างเป็นที่ที่เหมาะแก่การไหว้พระขอพรจริง ๆ วันนี้ที่พวกเราไปวัดตอนเดินออกมาข้างนอก แม่ก็ได้เจอกับตระกูลหรงพอดีเลย”
พอได้ยินฟังผิงพูดถึงตระกูลหรง เธอก็แทบจะสำลักน้ำในทันที หญิงสาวเช็ดมุมปากก่อนจะรีบถามกลับทันทีว่า “ตระกูลหรงเหรอคะ? แม่เจอคุณป้าจิ้งห้วยหรือเปล่าคะ? แล้วทั้งสองคนคุยอะไรกันไปบ้างคะ?”
พอเห็นลูกสาวของเธอดูตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน ฟังผิงจึงยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “พวกเราคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของลูกน่ะสิ ก็ลูกไม่เคยนัดบอดสำเร็จเลยสักครั้ง แม่ว่าบรรพบุรุษของตระกูลหร่วนกับตระกูลหรงคงตายตาไมหลับแน่ หากทั้งสองครอบครัวไม่ได้แต่งงานกัน เพราะอย่างนั้น แม่ก็เลยจะไปคุยหารือกับตระกูลหรงเรื่องนี้สักหน่อย”
“ไปเจอตระกูลหรงอย่างนั้นเหรอคะ? เมื่อยี่สิบปีก่อนแม่เคยคุยกับพวกเขาแล้วไม่ใช่เหรอคะ?” เห็นได้ชัดว่าหร่วนฉิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนรุ่นก่อนของสองครอบครัว แต่เธอรู้แน่นอนว่าถ้าหากตระกูลหรงมีลูกชาย เขาคนนั้นก็จะกลายมาเป็นคู่ของเธอ หรือพูดให้ชัด ๆ คือ เขาจะมาเป็นสามีของเธอ
“ใช่จ้ะ ป้าจิ้งห้วยชวนแม่ออกไปพูดคุยด้วย พอดีเลย แม่จะไปถามเขาหน่อยว่าตระกูลหรงพอจะมีใครที่จะเหมาะสมกับลูกบ้างไหม เขาอาจจะเลือกผู้ชายที่เป็นญาติห่าง ๆ ของพวกเขาให้มาแต่งงานกับลูกก็ได้”
หลังจากฟังผิงพูดจบ เธอก็หยิบกระเป๋าถือแล้วเดินออกจากบ้าน
โดยไม่ได้หันกลับมามองอีกฝ่ายแล้วพูดต่ออีกว่า “อยู่บ้านรอฟังข่าวดีจากแม่นะ”
หร่วนฉิงดีดตัวจากโซฟาเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาฟังผิง
“แม่! รอก่อน...”
ไม่ทันที่หร่วนฉิงจะได้พูดอะไร ประตูก็ปิดลงต่อหน้าต่อตาทันที
ปล่อยหร่วนฉิงยืนอยู่หน้าประตูอย่างหงุดหงิด ยิ่งทำให้ตอนนี้เธออารมณ์เสียมากขึ้นกว่าเดิม
ในหมู่บ้านเซียงหวยมีศาลาสี่มุมหลังเก่าทรงโบราณตั้งอยู่ ฟังผิงมักมานั่งเล่นที่นี่บ่อย ๆ ตอนที่เธอยังเด็ก พอเวลาผ่านไป คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านก็ลดลงเรื่อย ๆ ทิ้งไว้เพียงแต่ศาลาร้าง
“จิ้งห้วย ดีใจที่ได้เจอคุณนะคะ คิดไม่ถึงว่าคุณจะชวนฉันมาที่นี่” ฟังผิงรู้สึกประหลาดใจ เมื่อรู้ว่าพวกเขานัดคุยกันที่ศาลาแห่งนี้ ดูเหมือนก่อนหน้านี้เธอยังรู้น้อยมากเกี่ยวกับจิ้งห้วย
“ฟังผิง มานั่งนี่สิคะ ถึงฉันจะไม่ใช่คนที่นี่ แต่ก็แต่งงานเข้าตระกูลหรงมา 30 ปีแล้ว ทุกครั้งที่ฉันกลับมาบ้านก็จะมาเดินเล่นที่นี่ตลอดเลยค่ะ”
ฟางจิ้งห้วยสังเกตเห็นทิวทัศน์และบรรยากาศที่ไม่เปลี่ยนแปลงของที่แห่งนี่ ถึงแม้ว่าถนนทางเข้าหมู่บ้านจะเป็นถนนลูกรังขรุขระ แต่พวกเขาก็ไม่ทำการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษา ก็เพราะหวังจะไม่ให้ใครสามารถเข้ามาในหมู่บ้านได้โดยง่าย เพื่อที่จะได้รักษาสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านเอาไว้ และปกป้องหมู่บ้านจากมลพิษต่าง ๆ
ฟังผิงแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นจิ้งห้วย เธอคิดว่าจิ้งห้วยเป็นผู้หญิงที่เกิดในครอบครัวชนชั้นสูง แต่เธอกลับไม่มีความเย่อหยิ่งหรือความยโสเลยแม้แต่น้อย
ในทางตรงกันข้าม เธอกลับเป็นคนง่ายๆและเป็นมิตร เธอเป็นคนอัธยาศัยดีมาก ๆ
“จิ้งห้วย ฉันก็ชอบที่แห่งนี้เหมือนกันค่ะ ตอนฉันเด็ก ๆ ฉันก็ชอบมาเล่นที่ที่แห่งนี้ ถึงแม้ฉันจะย้ายออกไปอยู่ในเมืองแล้ว แต่ฉันก็ยังคงรักบรรยากาศของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ดี” เมื่อได้ยินสิ่งที่จิ้งห้วยพูด ฟังผิงก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีคนหนึ่ง เธอจึงสามารถเปิดใจคุยเรื่องการแต่งงานของลูกสาวของเธอได้อย่างสบายใจ
จิ้งห้วยคอยพยักหน้าตอบรับระหว่างตั้งใจฟังฟังผิงพูด แต่แล้วเธอก็เริ่มขมวดคิ้วทันทีที่เธอได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องการแต่งงาน
“ฟังผิง ในเมื่อคุณพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ฉันก็จะไม่ปิดบังคุณอีกต่อไป คือ ความจริงแล้ว... ฉันมีลูกชาย แล้วเขาก็อายุมากกว่าหร่วนฉิงไม่กี่ปี...”
ก่อนที่จิ้งห้วยจะได้พูดจบ ฟังผิงก็ลุกพรวดขึ้นทันที
แล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า “นี่คุณพูดอะไรกัน? คุณมีลูกชายอย่างนั้นเหรอ? ฉันก็คิดมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่มีลูกชายที่จะมาสืบทอดต่อกิจการของตระกูลหรง
แล้วทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่บอกกับฉันว่าคุณมีลูกชายที่เหมาะกับหร่วนฉิงอยู่แล้วคะ?”
ฟังผิงรู้สึกตกใจกับความจริงที่ถูกปิดบังมานานมากกว่า 20 ปี
เธอคิดว่าถ้าเธอรู้เรื่องนี้มาก่อน เธอจะไม่ปล่อยให้ลูกสาวของเธอไปนัดบอดหลายต่อหลายครั้ง !
“ฟังผิง เรื่องนี้ฉันกับสามีของฉันก็จนใจอยู่เหมือนกันนะ เฮ่าชวนเด็กคนนี้เป็นคนรักอิสระ มีความคิดเป็นตัวเอง และชอบทำอะไรด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะอย่างนี้ เขาเลยไม่ชอบให้พวกเราไปจุ้นจ้านกับเรื่องส่วนตัวของเขา เราเคยเอ่ยเรื่องการแต่งงานกับเขาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยสนใจมันเลย ถ้าให้พูดตามตรง เขาไม่เคยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของฉันกับสามี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะให้เขาแต่งงานตามความต้องการของบรรพบุรุษเลย”
จิ้งห้วยบ่นพลางถอนหายใจอย่างระอาใจ
ฟังผิงตบโต๊ะดังปังแล้วพูดจาโผงผางไปว่า “จิ้งห้วย นี่คุณรู้ไหมคะ ว่าทำไมหร่วนฉิงถึงไม่เคยเจอสามีที่คู่ควรจากการนัดบอดเลย? ถึงตอนนี้แกนัดเจอรวม ๆ แล้วก็เจ็ดถึงแปดคน แต่ทุกครั้ง พอหร่วนฉิงอยากจะเริ่มคบหากับพวกเขา เรื่องโชคร้ายต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ชายพวกนั้น โดนรถชนบ้างหรือไม่ก็ยางแบนกลางถนนบ้าง ตอนนี้ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าที่จะคบหรือแต่งงานกับหร่วนฉิงอีกแล้ว”
“ในที่สุดฉันก็รู้ว่าสาเหตุมันเป็นเพราะอะไร
คงเป็นเพราะบรรพบุรุษนอนตายตาไม่หลับ พวกท่านยังไม่หมดห่วง เพราะตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ไม่สามารถทำให้งานแต่งงานระหว่างสองครอบครัวนั้นเกิดขึ้นได้ ตอนนี้พวกท่านเลยพยายามที่จะไม่ให้ลูกสาวของฉันแต่งงานกับผู้ชายคนอื่นได้สำเร็จ เพื่อที่เธอจะได้แต่งงานกับลูกชายของคุณและครองคู่กันจนชั่วนิรันดร์”
จิ้งห้วยถอนหายใจก่อนจะส่ายหัว “แต่ว่าเฮ่าชวนเป็นคนที่มีความคิดเป็นตัวเอง เขามักจะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนเขาในเรื่องนี้หรอก”
“อย่า! จิ้งห้วย คุณอย่าพูดอย่างนั้นสิ คุณเป็นแม่ของเฮ่าชวนนะคะ เพราะอย่างนั้นในฐานะพ่อแม่ คุณและสามีของคณมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของเขาได้ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับฉันในเรื่องนี้ ฉันเกรงว่าคุณอาจจะถูกสวรรค์ลงโทษก็ได้”
พอเธอพูดจบ ฟังผิงก็ปิดปากตัวเองทันที
เธอตระหนักได้ว่าเธอนั้นพูดแรงเกินไป แต่เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันช่างลี้ลับยากเกินกว่าจะอธิบายได้จริง ๆ แน่นอนว่าครั้งนี้ เธอจะต้องช่วยให้ลูกสาวของเธอได้แต่งงานกับลูกชายของจิ้งห้วยให้ได้
“คุณ...” จิ้งห้วยรู้สึกโกรธเคืองอย่างมากจนไม่อาจจะมองหน้าฟังผิง และได้แต่กำหมัดแน่น
ฟังผิงนั่งลงทันทีก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “จิ้งห้วย อย่าได้โกรธฉันเลยนะคะ ฉันเป็นคนพูดค่อนข้างตรงไปตรงมา ถ้าฉันทำให้คุณโกรธ ฉันก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ พวกเราก็ต่างเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนกัน ชิงซานกับฉันก็มีลูกสาวเพียงแค่คนเดียว ซิงซานก็จากพวกฉันไปนานแล้ว หร่วนฉิงเองก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่พร้อมจะแต่งงานแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยเจอคนที่ใช่สำหรับเธอเลย
ฉันเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเราคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยพยายามช่วยพวกเราอยู่ ถึงแม้พวกท่านจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม”
พ่อของหร่วนฉิงและพ่อของเฮ่าชวนทั้งคู่ต่างก็ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวเลย แล้วในรุ่นก่อน ถึงจะมีลูกสาวกับลูกชายที่เกิดในตระกูลหรงและตระกูลหร่วน แต่ทั้งสองก็ไม่สามารถแต่งงานกันได้ เพราะฝั่งเด็กผู้หญิงก็อายุมากกว่าเด็กผู้ชายถึง 15 ปี เพราะอย่างนั้น พอเด็กผู้ชายโตขึ้น เด็กผู้ก็อายุมากแล้ว...
จนถึงตอนนี้บรรพบุรุษของพวกเราต่างก็ยังไม่สมหวัง
หลังจากที่ได้ยินฟังผิงพูด จิ้งห้วยก็ถอนหายใจก่อนจะพูดจากใจจริง “ฟังผิง ฉันพูดตามจริงเลยนะ ฉันก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละค่ะ ปัจจุบันนี้ ธุรกิจครอบครัวของตระกูลหรงไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งการแต่งงานเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ถ้าเจ้าเฮ่าชวนเต็มใจที่จะแต่งงานกับลูกสาวของคุณ บรรพบุรุษของพวกเราก็คงจะสมหวัง หากเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง ๆ พวกเราก็คงจะรู้สึกยินดีอยู่แล้ว
ปีที่หร่วนฉิงเกิด สามีของฉันฝันถึงสิ่งเดียวกันซ้ำ ๆ อยู่หลายวัน ในความฝันของเขา เหมือนบรรพบุรุษจะบอกกับเขาว่าอยากให้ลูกชายของฉันกับลูกสาวของคุณได้แต่งงานกันเพื่อให้พวกเขาได้สมปรารถนา”
ฟังผิงพยักหน้าอย่างต่อเนื่องขณะที่เธอฟังจิ้งห้วยพูด “ในเมื่อบรรพบุรุษของพวกเราต่างก็ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน ทำไมคุณไม่ลองเล่าให้เฮ่าชวนฟังดูล่ะคะ?”
จิ้งห้วยพยักหน้าก่อนจะพูดด้วยความภาคภูมิใจ “เฮ่าชวนเขาเป็นคนที่ทำงานหนักมาก เวลาที่เขาจะลงมือทำอะไรก็ตาม เขาก็จะทำมันอย่างเต็มที่ เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบ เขาไม่เคยทำให้พวกเราผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงเขาจะไม่อยากให้พวกเราไปยุ่งกับเรื่องของตัวเอง แต่เขาก็เป็นเด็กกตัญญูอยู่
ฉันคิดว่าการที่เราได้คุยกันในวันนี้ ลูกชายของฉันกับลูกสาวของคุณก็คงจะถูกชะตาฟ้าลิขิตมาแล้วให้เป็นคู่ที่เหมาะสมซึ่งกันและกัน ฉันจะลองดูอีกครั้งนะคะ ถ้าฉันยังยืนกรานให้เฮ่าชวนแต่งงานกับหร่วนฉิง เขาก็คงจะ...”
เมื่อได้ยินจิ้งห้วยพูดเช่นนั้น ฟังผิงก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ หากเป็นอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ ถ้าคุณคิดว่าจะลอง ได้โปรดรีบบอกเขาให้เร็วที่สุดด้วยนะคะ แล้วถ้ามีอะไรคืบหน้าก็รบกวนช่วยบอกให้ฉันทราบด้วยนะคะ”
ฟังผิงยังคงยิ้มหลังจากที่เดินทางกลับจากศาลาสี่มุม เธอจุดธูปหน้าแท่นบูชาบรรพบุรุษ เธอเชื่อว่าชิงซานคงอวยพรพวกเขาจากสวรรค์อยู่เป็นแน่
หร่วนฉิงนั่งถือรีโมตทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้าน หญิงสาวกำลังเคี้ยวแอปเปิ้ลกรอบที่ป้าข้างบ้านเก็บมาให้เธออย่างเอร็ดอร่อย ขณะเดียวกันเธอก็จ้องมองไปที่ฟังผิง
‘ทำไมวันนี้แม่ดูมีความสุขจัง เขาถูกหวยหรือไง?’ หร่วนฉิงคิดในใจ
“คุณพี่สาวฟังผิง ถูกหวยมาหรือไงคะ? ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันก็ยินดีพร้อมจะช่วยแบ่งปันความสุขนะคะ แม่จะแบ่งรางวัลให้สูกสาวคนนี้ด้วยใช่ไหมล่ะ?” หร่วนฉิงยิ้มขณะที่เคี้ยวแอปเปิ้ลแล้วพูดกับฟังผิงที่กำลังเก็บเสื้อผ้า
ฟังผิงพับชุดของเธอก่อนจะมองลูกสาวตัวดีแล้วยิ้มออกมา “แม่ไม่สนใจหวยหรอกนะ” เธอกล่าว
“ถ้าอย่างนั้น แม่คงจะเจอเหมืองทองคำมาใช่ไหมคะ?” หร่วนฉิงยิ้มแล้วยกคิ้วขึ้นอย่างยียวน
หลังจากที่เธอพับผ้าเสร็จก็เก็บเข้าตู้เสื้อผ้า ฟังผิงยิ้มกว้างด้วยความสุขก่อนตอบ “อย่าคิดว่าแม่เป็นแค่พวกเห็นแก่เงินสิ แม่จะบอกแกหลังจากที่จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วเท่านั้น แต่ว่าแกอาจจะผิดหวังก็ได้นะ ถ้าแม่บอกแกไปตอนนี้แล้วมันดันไม่เป็นไปตามแผนน่ะ“
หร่วนฉิงกัดแอปเปิลขณะที่กำลังงุนงงกับคำพูดของฟังผิง
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฟังผิงรู้สึกตื่นเต้นจนหักห้ามใจไม่ได้ จึงบุกเข้าห้องนอนของหร่วนฉิง ขณะที่เธอยังคงนอนหลับอยู่