ลักษณ์นาราจ้องมองจี้รูปหัวใจที่คล้องไว้กับสร้อยเงินเส้นเล็กในฝ่ามือเรียวบางก่อนจะรีบกำมันไว้ในอุ้งมือเมื่อบานประตูห้องนอนถูกผลักเข้ามาเบา ๆ พร้อมใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาหยุดข้างหญิงสาวร่างบอบบางในเสื้อคอบัวสีชมพูเข้าชุดกับผ้านุ่งลวดลายดอกไม้ปักดิ้นเงิน
“ยังไม่ไปทำงานอีกหรือลูก?”
คำถามในน้ำเสียงอ่อนโยนที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวเงยหน้ามองหญิงวัยกลางคนที่เดินมาหยุดตรงหน้าก่อนค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำสายใหญ่อาบด้วยแสงแดดอ่อนยามเช้าพาดผ่านใจกลางสองฝั่งของเมืองสังขละบุรี รัชนียิ้มให้ลูกสาววัยยี่สิบสองของเธอที่นั่งอยู่บนเตียงภายในห้องนอนของบ้านไม้หลังเล็กริมฝั่งน้ำ ลักษณ์นารายิ้มตอบและกล่าวว่า
“หนูกำลังจะออกไปค่ะแม่ กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ แล้วแม่ล่ะคะ เห็นบอกว่าจะไปวัดนี่ไม่ใช่หรือคะ”
รัชนีพยักหน้า “จ้ะ...วันนี้แม่เตรียมของไปวัด ตั้งใจไปถวายปัจจัยให้น้องชายของลูก”
ลักษณ์นารานิ่งนึกถึงคนที่รัชนีเอ่ยถึง...มารดาหมายถึง กานต์ น้องชายคนเดียวของเธอที่เข้าสู่ร่มกาสาวภัสตร์มาเป็นเวลาเกือบสี่ปีนับตั้งแต่วันนั้น วันที่เธอจำต้องยอมหันหลังให้กับทุกสิ่งทุกอย่างและเดินทางออกจากประเทศกรีซเพื่อกลับบ้านพร้อมมารดาเพื่อสะสางปัญหารุมเร้าทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ หญิงสาวได้ยินเสียงถอนหายใจของรัชนีดังขึ้นในความเงียบ
“กานต์บวชมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่มีเรื่องเมื่อห้าปีที่แล้วเขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ใจหนึ่งแม่ก็ดีใจเหลือเกินที่น้องชายของลูกกลับใจเป็นคนดี ไม่เที่ยวเตร่เล่นพนันอย่างแต่ก่อน แต่อีกใจแม่ก็รู้สึกว่าที่กานต์เป็นแบบนี้ได้ก็เพราะบุญคุณล้นเหลือของพี่สาวเขาที่ยอมสละได้ทุกอย่างเพื่อน้อง”
“มันผ่านไปแล้วนะคะแม่ ตอนนี้หนูไม่ได้คิดถึงเวลานั้นอีกแล้ว”
“ลิลลี่” รัชนีเรียกเสียงแผ่วและทำให้นัยน์ตาของคนฟังวาวขึ้น “แม่ขอโทษที่ต้องเรียกชื่อนี้ของลูกอีก แต่แม่ว่ามันเป็นชื่อที่เพราะและอ่อนหวานมากกว่าที่แม่เคยเรียกหนูว่า ลักษณ์”
หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลและนุ่งผ้าถุงสีเดียวกันลุกขึ้นเพื่อเข้าไปนั่งข้างบุตรสาวที่ตอนนี้ใบหน้างดงามหมดจดใต้กรอบเรือนผมยาวดำขลับหมองลงอย่างเห็นได้ชัด รัชนีตั้งดึงมือของบุตรสาวมากุมไว้หากก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่ามีสร้อยเงินเส้นเล็กอยู่ในมือข้างนั้น นางก้มลงมองขณะแววตามีประกายรำลึก รอยยิ้มขื่นจุดขึ้นบนริมฝีปากของรัชนี
“นี่เป็น...ของ เขา...ใช่ไหม?”
นางเอ่ยถามและต้องใจหายเมื่อเห็นหยดน้ำหยาดลงบนแก้มของบุตรสาวที่พยักหน้ารับ
“ค่ะ...เป็นของ ของเขา”
“หนูลืมเขาไม่ได้...โถ...ลูกแม่...แม่ขอโทษ”
รัชนีแนบใบหน้ากับแก้มนวลเปียกชื้นของบุตรสาวขณะความคิดประหวัดไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าเจ็ดปีที่แล้ว เธอเดินทางไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ประเทศกรีซจากความช่วยเหลือของเพื่อนสนิทโดยพาลักษณ์นาราติดสอยห้อยตามไปด้วยโดยปล่อยให้กานต์ ลูกชายคนเล็กอยู่ในความอุปปการะของพี่ชายเพราะสามีของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ลูกทั้งสองยังเล็ก เธอโชคดีที่ได้ไปทำงานในคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีติดอันดับของประเทศและติดอันดับโลกเลยก็ว่าได้ นั่นคือนิวาสถานของตระกูลคอสแทนทิโน
เจ้าของคฤหาสน์หลังงามคือ เอเรียลล่าคอสแทนทิโน เธอเป็นหม้ายมหาเศรษฐีนีและมีลูกชายคนเดียว
แมทเทียส คอสแทนทิโน
หนุ่มวัยยี่สิบห้าหน้าตาหล่อเหลายิ่งกว่าเทพเจ้าในนิยายเทพปกรณัม เขาพึ่งรียนจบจากต่างประเทศและกลับมารับตำแหน่งผู้บริหารของอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านของครอบครัวที่กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และเขาอาจได้พบผู้หญิงที่คู่ควรหากโชคชะตาไม่เล่นตลกให้เขาต้องตาต้องใจลักษณ์นาราลูกสาวของเธอที่ตอนนั้นอายุเพียงสิบเจ็ดย่างสิบแปดเท่านั้น
ความรักระหว่างลูกชายเจ้าของคฤหาสน์กับลูกสาวแม่บ้านเริ่มเบ่งบานและความหวั่นกลัวก็เริ่มคืบคลานเข้ามาทีละน้อย รัชนีไม่เคยคิดไฝ่สูงด้วยการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณ์นาราและแมทเทียสมาหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง เธออยากเห็นลูกสาวมีความสุขแต่แล้วสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดก็บังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยง
ลักษณ์นาราตั้งครรภ์
และเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เอเรียลล่าพอใจ มันเป็นไปอย่างที่เธอคาดคิดและหวาดหวั่นมาเสมอ นั่นคือการไม่ยอมรับและความพยายามกีดกั้นรักต่างชนชั้นซึ่งเธอรู้ว่าจุดจบของเรื่องทุกอย่างจะเป็นเช่นไร ทั้งที่แมทเทียสรู้เรื่องนี้และเขาสัญญาว่าจะรับผิดชอบหากแต่นั่นกลับไม่มีน้ำหนักมากพอเท่ากับเงินสองล้านยูโรที่เอเรียลล่าตั้งใจหยิบยื่นให้เพื่อให้เธอพาลูกสาวกลับเมืองไทยประจวบเหมาะกับที่ลูกชายของเธอมีปัญหาติดหนี้การพนันและถูกขู่เอาถึงชีวิต
“มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ฉันจะยอมให้แมทเทียสแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่มีสกุลรุนชาติอย่างลูกสาวของหล่อน นี่ฉันจะเอาหน้าไปไว้ไหนถ้าคนในสังคมรู้ว่าเจ้าของคอสแทนทิโน คอร์ปอเรชั่นเอาเด็กรับใช้ในบ้านทำเมีย ลิลลี่เรียนจบชั้นไหนกัน หล่อนก็รู้ดีว่าหล่อนไม่มีอะไรสักอย่าง มาที่นี่ตัวเปล่าแล้วคิดจะเอาทุกอย่างไปอย่างนั้นหรือ”
เสียงมารดาของแมทเทียสยังดังก้องในหูของรัชนี
“ฉันไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลยนะคะคุณเอเรียลล่า ฉันไม่เคยคิดว่าจะหาผลประโยชน์จากพวกคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นเอาเงินนี่ไป!...แล้วเธอก็พาลิลลี่ไปให้พ้นชีวิตลูกชายของฉัน แมทเทียสบอกว่าจะรับผิดชอบเด็กในท้องของลิลลี่แต่บอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าฉันรับไม่ได้ กลับไปเมืองไทยคืนนี้ ฉันให้คนของฉันจองตั๋วเครื่องบินไว้ให้พวกหล่อนแล้ว กลับไปอยู่ในที่ที่พวกหล่อนมาแล้วก็ไม่ต้องติดต่อกลับมาหาแมทเทียส เพราะลูกชายของฉันต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาคู่ควรเท่านั้น!”
รัชนีไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดีหากทว่าท้ายที่สุดแล้วลักษณ์นารากลับเป็นคนช่วยตัดสินใจเรื่องนี้แทนมารดา เธอเลือกที่จะให้รัชนีรับเงินจำนวนนั้นเพื่อช่วยชดใช้หนี้ให้กานต์ น้องชายของเธอ ยอมหันหลังให้ผู้ชายที่ตัวเองรักสุดหัวใจด้วยการ ไปพ้นจากทางชีวิตของแมทเทียสโดยปราศจากเงื่อนไขเพื่อยุติทุกอย่างแม้นั่นหมายถึงการเฉือนหัวใจตัวเอง
ลักษณ์นาราส่ายหน้าและฝืนยิ้มให้ “ไม่ใช่ความผิดของแม่หรอกนะคะ ไม่ใช่เลย...แม่ทำทุกอย่างเพื่อหนูมามากเท่าไหร่ แล้วทำไมหนูจะตอบแทนบุญคุณของแม่บ้างไม่ได้”
“แต่มันมากมายเหลือเกินจนแม่รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวที่ให้ลูกต้องเสียสละความสุขในชีวิตมาแบกรับภาระทุกอย่าง”
“ไม่ค่ะแม่...หนูไม่ได้สูญเสียทุกอย่างไปหรอกนะคะ ถึงหนูจะไม่ได้ใช้ชีวิตครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบกับผู้ชายที่หนูรัก แต่หนูก็ยังเหลือ...ปุ๊บปั๊บกับ...ปุนต์”
ร่างบางปาดรอยน้ำบนขอบตาและยิ้มให้มารดาที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายงดงามของบุตรสาว นัยน์ตาของหญิงวัยกลางคนสะท้อนเงาหญิงสาวที่เธอรักดังดวงใจ ดวงหน้ารูปไข่หมดจดใต้กรอบเรือนผมยาวดำขลับกอรปด้วยเครื่องหน้าอันเฉิดฉายด้วยดวงตากลมโตใต้คิ้วโก่งและจมูกโด่งเล็กรับกับริมฝีปากเป็นกระจับอิ่มเอิบสีชมพูดุจกลีบกุหลาบป่า ความงามอ่อนหวานของลักษณ์นาราถอดแบบมาจากรัชนีไม่ผิดเพี้ยนและมันยังถ่ายทอดไปถึงใครอีกคนซึ่งถูกกล่าวถึง สักครู่รัชนีก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“แม่ว่าจะพาปุ๊บปั๊บไปวัดด้วยกันน่ะ ให้ไปกราบพระด้วยกัน” พูดแล้วก็เหลียวไปชะเง้อมองที่ประตูห้อง “เดี๋ยวแม่ออกไปดูเจ้าตัวเล็กก่อน เล่นอยู่ข้างนอกคนเดียว ซนเหลือเกินแต่ก็น่ารักน่าชังขึ้นทุกวัน”
“ค่ะแม่...เดี๋ยวหนูตามออกไปนะคะ”
ลักษณ์นารายิ้มกับมารดาที่ลุกขึ้นและออกไปจากห้อง หญิงสาวหันไปมองตัวเองในกระจกก่อนลุกขึ้นและจัดแต่งชุดให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานซึ่งเธอเป็นแม่บ้านในรีสอร์ทหรูแห่งหนึ่งแล้วเดินออกไปหยุดที่ห้องรับแขก ร่างบางต้องชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่ามีรถเอสยูวีคันใหญ่สีบรอนซ์เงินซึ่งเธอไม่คุ้นตาจอดอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน เธอก้าวออกไปก็เห็นมารดายืนอยู่กับเด็กหญิงตัวน้อยวัยสี่ขวบเศษในชุดกระโปรงผ้าชีฟองแสนสวยสีชมพูและเด็กอีกคนซึ่งหากสังเกตดี ๆ มีเค้าโครงหน้าเหมือนกันมากแต่เป็นเด็กผู้ชายสวมเสื้อยืดลายมิคกี้เม้าส์ ทั้งสองยืนขนาบข้างรัชนีที่กุมมือเด็กทั้งสองไว้ แต่สิ่งที่ทำให้ลักษณ์นาราต้องผงะก็คือร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงหน้ารัชนีและเด็กคู่นั้น
ชายหนุ่มชาวต่างชาติร่างสูงสง่าเจ้าของใบหน้าคมคร้ามภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลบรูเน็ตเข้มขลับในชุดสูทสีนิลหันมายังหญิงสาวที่กำลังยืนมองด้วยความตกตะลึง เธอจ้องใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรและรู้สึกเหมือนลืมหายใจไปชั่วขณะ ร่างบางนิ่งอึ้งราวกับโลกทั้งโลกหมุนคว้างและทุกอย่างถูกเหวี่ยงออกไปไม่รู้ทิศ
“ลักษณ์...แมทเทียสไงล่ะ ยังจำเขาได้ใช่ไหมลูก”
เสียงของรัชนีดึงสติของลักษณ์นาราที่กำลังหมุนเคว้งกลับคืน หญิงสาวราวตื่นจากฝันที่อยู่กับเธอมาเนิ่นนาน ฝัน...ที่เธอมองเห็นเพียงภาพในความทรงจำหากมิอาจเอื้อมมือไขว่คว้าได้ถึงและไม่อาจจับต้องมันได้เลยแม้พยายามสักเท่าใด
“แมท...”
เสียงแผ่วหวิวดังจากริมฝีปากอิ่มสวยสั่นระริก ลักษณ์นารารู้สึกเหมือนเดินทางไกล ในลำคอของเธอแห้งผากราวอยู่ในทะเลทราย เสมือนความฝันบรรจบกับความจริงและเธอก็ยังมึนงงกับภาพตรงหน้า ร่างบางหันไปมองหน้ามารดาและเลื่อนสายตาต่ำลงไปยังเด็กหญิงและชายตัวเล็กซึ่งหน้าตาบ่งบอกเชื้อชาติว่าไม่ใช่ไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์
“ลิลลี่”
เสียงทุ้มหนักที่ดังขึ้นตอกย้ำความรู้สึกของหญิงสาวว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับความจริงแล้วในบัดนี้ มันคือความจริงที่ผู้ชายซึ่งเธอตัดใจหันหลังจากเขามาเมื่อห้าปีก่อนยืนอยู่ตรงหน้า หาใช่ความฝันเลื่อนลอยไม่ ทำไมเธอจะจำเขาไม่ได้
แมทเทียส คอสแทนทิโน
ลักษณ์นารากอบเก็บสติฟุ้งซ่านกลับคืนมา ความยินดีล้นเหลือและความประหลาดใจปนเปกันจนแยกไม่ออก เธอไม่รู้ว่าจะยิ้มหรือทำหน้าอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้
“แมท...คุณมา...ได้ยังไงคะ”
“ผมเดินทางจากกรีซมากับเครื่องบินส่วนตัว ตั้งใจมาหาคุณที่นี่ และพวกเขา...คือลูกของเราใช่ไหม”
เขาตั้งคำถามพร้อมกันนั้นก็หรุบสายตามองต่ำไปยังเด็กหญิงและชายหน้าตาจิ้มลิ้ม ทั้งคู่มีทุกอย่างที่มองเผิน ๆ แตกต่าง ทว่าเมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่กลับเห็นว่ามีส่วนคล้ายกันอย่างมาก ทั้งดวงตากลมโตเป็นประกายสีน้ำตาลวาวใส จมูกเล็กรั้น ปากจิ้มลิ้มสีชมพูราวกลีบกุหลาบขับผิวขาวอมชมพูและเรือนผมสีน้ำตาลประกายทอง ทั้งสองเงยหน้าและมองเขาด้วยสายตาบอกความแปลกใจ รัชนีเห็นเช่นนั้นก็ก้มลงไปบอกหลานสาวและหลานชาย
“ปุ๊บปั๊บ...ปุนต์...สวัสดีคุณ...เอ้อ...เอ้อ...”
“สวัสดีคะ...คุงลุง”
“สวัสดีคับ...”
เด็กทั้งสองยกมือไหว้โดยเฉพาะเด็กหญิงตัวน้อยที่ย่อตัวลงโดยที่คุณยายยังไม่ทันได้แนะนำชายแปลกหน้าให้รู้จักด้วยซ้ำ วินาทีนั้นเองที่แมทเทียสได้ยินเสียงเล็ก ๆ ใสแจ๋วของหนูน้อยทั้งสองชัดเจน เขาบิดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์พร้อมรอยกดลึกบนสองข้างแก้ม สักครู่เด็กชายก็ฉีกยิ้มอวดฟันขาวและถามว่า
“คุงลุง...มาจากไหนฮับ?”
“กรีซ”
“กี๊ด?”
ลักษณ์เอียงคอ เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายและคำพูดที่ยังไม่ชัดถ้อยจุดรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลา หากทว่าเขากลับสังเกตว่าเด็กหญิงมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ราวกับไม่ไหว้ใจ รัชนีฝืนยิ้มท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยและเอ่ยว่า
“นี่คือลักษมีกับลักษณ์ค่ะ...ปุ๊บปั๊บกับปุนต์...เด็กสองคนเป็นฝาแฝดกัน”
คำบอกเล่านั้นจุดประกายวาบไหวในดวงตาของชายหนุ่มขณะจ้องมองเด็กทั้งสองด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ ลักษณ์นารามีลูกฝาแฝดหน้าตาน่าชัง เขาแทบอยากคว้าตัวเด็กทั้งสองเข้ามาแนบไออกในวินาทีนั้นหากทว่าก็ยังไว้ท่าทีและรู้สึกว่ามันอาจเร็วเกินไปที่เขาจะแสดงตัวว่าเป็นใคร ทว่าเมื่อเขาหันกลับไปยังลักษณ์นาราริมฝีปากหยักหนากลับราบเรียบลง ชายหนุ่มจ้องมองร่างเล็กบางตั้งแต่ใบหน้าจรดปลายเท้าก่อนเขาจะถามขึ้น
“คุณกำลังจะไปไหนหรือเปล่า ลิลลี่?”
“ฉันกำลังจะไปทำงานค่ะ”
“ถ้าผมจะขอเวลาคุยกับคุณ”
“เอ้อ...แมทเทียส คุณพึ่งเดินทางมาถึง จะทานอะไรก่อนสักหน่อยไหมคะเดี๋ยวฉันจะไปจัดมาให้”
รัชนีแทรกขึ้น หญิงวัยกลางคนมองลูกชายคนเดียวของเจ้านายเก่าด้วยความทึ่ง เขาดูแปลกตาไปจากเมื่อห้าปีก่อน แมทเทียสเข้มขรึมและน่าเกรงขามขึ้นทว่าความหล่อเหลาของเขานั้นกลับทวีมากขึ้นตามไปด้วย