ณัฏฐ์ขับรถเข้ามาจอด แล้วเดินลิ่ว ๆ ตรงไปที่สระ เหมือนร้อนใจอะไรสักอย่าง แต่ด้วยมารยาท เขาหันกลับมายืนรอเธอเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าพาเธอมาด้วย แล้วถึงเดินเข้าไปพร้อมกัน
เสียงตะโกนดังขึ้นมาจากสระทันทีที่เธอและณัฏฐ์มาถึง
“กว่าจะกลับได้นะครับคุณณัฏฐ์หายไปไหนมาทั้งวัน ปล่อยให้เพื่อนรออยู่บ้านจนเซ็ง”
“ดูจากสีหน้านายแล้วไม่น่าเซ็งนะ” ณัฏฐ์ย้อนแล้วแนะนำทางนั้นให้รู้จักกันกับเธอ “หนูดีครับ นี่เพื่อนพี่ชื่อจุติ”
อรนลินยกมือไหว้อย่างรู้มารยาททางสังคมดี ชายคนนั้นพาตัวเองขึ้นมาจากสระ เขารับไหว้เธอแล้วจึงหันไปช่วยดึงหญิงสาวสวยจัดคนในสระขึ้นมาบ้าง ส่งผ้าเช็ดตัวให้กันแล้วค่อยหันมาคุยกับเธอ
“ขออนุญาตให้คุณณัฏฐ์ดื่มกับพี่หน่อยนะครับหนูดี”
อรนลินรู้สึกตงิดใจกับวาจาของชายตรงหน้า แม้เธอจะอายุน้อยสุดในนี้ แต่เธอก็รู้พื้นฐานของอารมณ์มนุษย์ดีไม่แพ้พวกที่อายุมากกว่า
ชายคนตรงหน้าที่เป็นเพื่อนของณัฏฐ์กำลังแขวะเธอ
จึงหันไปมองทางว่าที่คู่หมั้นแล้วพูดด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “หนูดีเป็นแค่ว่าที่คู่หมั้นนะคะไม่ใช่เจ้าชีวิต อยากเที่ยว อยากดื่มก็ได้ทั้งนั้นค่ะ หนูดีแฟร์ ๆ อยู่แล้ว”
เพื่อนของณัฏฐ์นิ่งไป ท่าทางคล้ายไม่พอใจเธออย่างไรอย่างนั้น เธอพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ
ณัฏฐ์ทำลายบรรยากาศที่เริ่มอึมครึมลงด้วยการถามขึ้นว่า
“ป้าเนียนยังอยู่ไหม”
“เมื่อตอนเที่ยงได้ยินแกบ่นปวดหลัง เห็นเข้าห้องไปนอนเหยียดหลังอยู่มั้ง” จุติเป็นคนตอบ ณัฏฐ์บอกไปทางคนที่ยืนตัวเปียกด้วยสายตาไม่ใคร่จะพอใจนัก
“ไปช่วยเตรียมอาหารหน่อยปาน”
จุติเลยพยักหน้าแล้วอาสา “เดี๋ยวติช่วย”
“ไม่ต้อง! เดี๋ยวกูจัดการเอง” ณัฏฐ์บอกเสียงแข็ง ส่งสายตาบีบบังคับให้ทำตามที่เขาสั่ง จนปานทิพย์หน้าเจื่อน หันไปบอกจุติว่า “ไม่เป็นไรหรอกติ เดี๋ยวติรอชิมฝีมือปานอยู่นี่แหละ”
ณัฏฐ์ไม่รีรอเดินนำเข้าบ้านไปก่อน หญิงสาวคนนั้นจึงค่อยๆเดินตามไป
อรนลินยืนมองเหตุการณ์อย่างอารมณ์ดี
ศึกชิงนางแหง ๆ เลยแบบนี้ เธอจะเกาะขอบจอรอดูจนจบเลยละ ยิ้มสวยอยู่ภายในใจว่าขอเชียร์ให้ณัฏฐ์ชนะเถอะ เพราะเธอหมั่นไส้นายจุติอะไรนี่เหลือจะทนจริง ๆ คนอะไรหน้าตาก็พอดูได้หรอกนะ แต่วางมาด ขี้เก๊กชะมัด
ชายคนที่เป็นเพื่อนของณัฏฐ์เงียบเอาแต่นั่งมองเธอ
จนอรนลินอึดอัด
เพราะอีกฝ่ายเอนตัวพิงพนักมองมาทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองนั้นเปลือยอกอยู่ ยังดีที่ท่อนล่างของเขามีผ้าเช็คตัวสีน้ำเงินเข้มปิดเอาไว้กันอุจาดสายตา
แต่ก็เถอะ...ผู้ชายอะไรไร้มารยาท จนเธอนึกรังเกียจ
และนานโขทีเดียวกว่าที่ณัฏฐ์จะกลับออกมา หลังจากปล่อยให้เธออยู่กับผู้ชายในชุดว่ายน้ำตามลำพัง
ไม่เคยสักครั้งที่คนง่ายๆสบายๆอย่างอรนลินจะอึดอัดกับการอยู่ร่วมกับใคร
ก่อนกลับอรนลินแอบภาวนาอยู่ภายในใจว่าขออย่าให้เธอได้เจอะเจอกับเขาอีกเลย
‘นายอะไรนั่นน่ะ...อ้อ นายจุติ ขออย่าให้ต้องเจอกับเขาอีกเลย รู้สึกไม่ถูกชะตาเลยแม้แต่น้อย’
“ใช่จ้ะข้าวฟ่าง งานเลื่อนเข้ามาอีก”
“บ้า ป่องเปิ่งอะไร ตลกละ เคนะ ไว้เดี๋ยวเจอกันที่งานเลย”
“อือ คิดถึงเหมือนกัน”
อรนลินวางสายแล้วนั่งอมยิ้มคนเดียวที่ระเบียงบ้าน พอดีที่มารดาเดินเข้ามาสมทบ จึงยิ้มน่ารักส่งให้ ก่อนเอ่ยปากขออนุญาต
“คุณแม่คะ หนูดีจะไปงานวันเกิดข้าวฟ่างนะคะ”
อรทัยเงียบไปเป็นนาน แล้วถึงได้ถามออกไปว่า “ที่ไหนคะลูก”
พอได้ยินชื่อโรงแรม ที่ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร คนเป็นแม่ก็หน้านิ่วทันที บอกกลับไปว่า “แม่ไม่อยากให้ลูกไปเลย เมื่อคืนแม่ฝันว่ามีคนมาตัดนิ้วก้อยของแม่”
อรนลินยิ้มแล้วลุกขึ้นมาบีบนวดไหล่มารดา “หูย คุณแม่น่ะ เอาเรื่องฝันมาอ้างอีกแล้ว เนี่ย ๆ เพราะคุณแม่คิดมากก็เลยเก็บเอาไปฝันหรอกคะ ไม่ได้เกี่ยวกับหนูดีเลย” พูดจบ หอมแก้มมารดาอย่างประจบแล้วอ้อนเสียงหวานอีกที
“ให้หนูดีไปเถอะนะคะ เพื่อน ๆ บอกว่าจะฉลองให้หนูดีด้วย ที่ได้หมั้นเป็นคนแรกในกลุ่มเลยน่ะ” คนลูกพูดแบบติดตลก ถึงอย่างนั้นก็ดูไม่ได้ยินดีนักในน้ำเสียง
แต่คนเป็นแม่ไม่ทันได้สังเกตอาการ ทำเพียงถอนลมหายใจ สุดท้ายก็พยักหน้า อนุญาตให้ไปในที่สุด แต่ในใจก็อดพะวักพะวงไม่ได้ รู้สึกแปลก ๆ โหวง ๆ ชอบกลนัก เหมือนกับจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับตนและบุตรสาวอย่างนั้นแหละ แต่แล้วก็ปลอบใจตัวเอง ว่าคงคิดมากเกินไปอย่างที่บุตรสาวออกปากท้วงนั่นเอง
ที่ผับชื่อดังย่านแหล่งท่องเที่ยว
อรนลินในชุดเสื้อกระโปรงเข้าชุดสีหวานสมวัยและหน้าตา เดินคล้องแขนเจ้าของงานวันเกิดที่ปิดร้านเลี้ยงเพราะเป็นญาติกับเจ้าของผับ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มคุยหัวเราะสนุกกันหลายต่อหลายเรื่อง เพราะไม่ได้เจอกันมาเกือบครึ่งปี
“เสียดายอะที่หนูดีหมั้นกับพี่ดิน” เจ้าของงานวันเกิดบอกขึ้น อรนลินขมวดคิ้วถามด้วยสีหน้างุนงง “ทำไมหรือข้าวฟ่าง”
ข้าวฟ่างบอกก่อนโบกมือเรียกคนมาใหม่ “ก็จะแนะนำให้รู้จักกับพี่ชายฟ่างไง นู่นแนะมาละ ยู้ฮู ทางนี้ค่ะ”
สาวผมยาวตรงสลวยเจ้าของวันเกิด โบกมือเรียกชายหนุ่มที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นพี่ชาย แต่อรนลินจำได้ว่าข้าวฟ่างไม่มีพี่ชายนี่นา ก็คงจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันที่สนิทสนมกันนั่นเอง
ไม่ได้สนใจมองตามเพื่อน อรนลินมัวแต่วุ่นวายกับเครื่องดื่มที่บริกรส่งให้เธอ
“ไม่ต้องใส่เหล้านะคะ”
พนักงานพยักหน้ารับติด ๆ กัน รับเครื่องดื่มแล้ว ก็ค่อยหันตามแรงดึงของเพื่อน จากใบหน้ายิ้มแย้มก็แทบหุบยิ้มในทันที เมื่อเห็นว่าญาติของเพื่อนเป็นใคร
“หนูดี นี่พี่ติ พี่ชายฟ่างเอง”
อรนลินชะงักไปครู่ วางเครื่องดื่มลง แล้วยกมือไหว้อย่างเสียมิได้ “สวัสดีค่ะ”
จุติพยักหน้าตอบ แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรด้วย บอกข้าวฟ่างว่า“พี่ขึ้นไปบนออฟฟิศก่อนนะ เดี๋ยวลงมานั่งด้วย แล้วอย่าดื่มเยอะนักล่ะ เจ้าของงานเมาน่าเกลียดน่าดูเลย รู้ไหม”
จุติบอกข้าวฟ่างด้วยน้ำเสียงเข้มงวด แล้วใช้นิ้วเคาะเบา ๆ ที่หน้าผากเจ้าของวันเกิด ก่อนจะหันหลังเดินไปยังบันได ขึ้นไปยังชั้นลอย อันเป็นที่ตั้งออฟฟิศที่เขาว่าไว้
“เป็นไงมั่งพี่ชายฟ่าง”
อรนลินยักไหล่ แล้วว่า “ไม่เป็นไงนี่”
“หนูดีเป็นอะไร ทำไมทำหน้าอย่างนั้น ไม่สนุกหรือ”
ข้าวฟ่างถามอย่างตกใจ เมื่อเพื่อนสนิทที่ยังยิ้มแย้มอยู่ดี ๆเปลี่ยนเป็นเฉยเมยไปเสียนี่ จะว่าไปก็เห็นหน้าบึ้ง ตั้งแต่ที่จุติปรากฏตัวขึ้นนี่เอง
แต่อรนลินรีบปัดความขุ่นมัวทิ้ง ไม่อยากให้เจ้าของวันเกิดคิดมาก เพราะข้าวฟ่างเพิ่งมีเรื่องเข้าใจผิดกับแฟนหนุ่มและยังปรับความเข้าใจกันไม่ได้
ด้วยความรักเพื่อนของอรนลิน จึงรีบปรับอารมณ์เพื่อเจ้าของงาน บอกเสียงสดใสไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกน่าฟ่าง มาสนุกกันดีกว่า แฮปปีเบิร์ดเดย์นะ มีความสุขมาก ๆ แต่งงานคิวต่อไปเลยก็ดี”
กอดคอเพื่อน โยกไปตามเพลงโปรด ดื่มเครื่องดื่มด้วยกันเป็นครู่ใหญ่ ก็ปลีกตัวไปนั่งพัก เมื่อข้าวฟ่างขอออกไปคุยกับแฟนหนุ่มที่ด้านนอกของร้าน
นั่งคนเดียวร่วมชั่วโมงได้ อรนลินก็ต้องผงะหนี เมื่อจู่ ๆ ก็มีมือยื่นแก้วเครื่องดื่มส่งให้ตรงหน้า หญิงสาวแหงนมองเจ้าของมือ พอเห็นว่าเป็นใคร ก็ขยับหนี ไม่รับเครื่องดื่ม แล้วเบือนหน้ามองคนอื่น ที่กำลังเต้นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยงบนฟลอร์
อดมองหาเจ้าของวันเกิดไม่ได้ ว่าป่านนี้แล้วคุยกันถึงไหน ปรับความเข้าใจกันได้หรือยังก็ไม่รู้
คอยดูนะถ้าเข้ามาแล้ว จะแกล้งงอนใส่เสียเลย ค่าที่ปล่อยให้ต้องรอนานแบบนี้
“ข้าวฟ่างไปไหน”
อรนลินชะงักเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่ เลยตัดสินใจปดออกไป “ไปคุยกับเพื่อนอีกกลุ่มข้างนอกมั้งคะ”
จุติพยักหน้า “ไอ้ดินมันรู้ไหมเนี่ยว่าว่าที่คู่หมั้นมาเที่ยวที่แบบนี้”
“คู่หมั้นไม่ใช่เจ้าชีวิตนะคะ ต่อให้แต่งงานกันแล้วก็ไม่ควรลิดรอนสิทธิของกันและกันค่ะ”
“อย่างนั้นหรือ” จุติถามกลับด้วยการลากเสียงยาว อย่างต้องการยียวน กดมุมปากสองข้างลง ทำหน้าราวกับกำลังฟังเด็กอนุบาลอธิบายหลักการเศรษฐศาสตร์ขั้นสูงอยู่
“ถ้าเป็นผมนะ จะตีให้ก้นลายเลย ถ้ารู้ว่ามาเที่ยวแบบนี้ ผมไม่ชอบให้แฟนมาเที่ยวที่แบบนี้น่ะครับ”
จุติโน้มหน้าเข้าไปจนใกล้เกินเหตุ แต่สาวเจ้าก็ย้อนกลับ อย่างไม่ยอมแห้ง่าย ๆ “ดีที่ฉันไม่ใช่ว่าที่คู่หมั้นหรือแฟนของคุณ”
จุติมองว่าที่คู่หมั้นของณัฏฐ์อย่างเคือง ๆ “คุณไม่มีบุญขนาดจะได้เป็นคู่หมั้นหรือแฟนของผมหรอก”
“ถ้าต้องมีบุญแล้วได้เป็นแฟนของคุณ ฉันขอไม่มีดีกว่า”
จุติอ้าปากจะงัดข้อต่อ แต่แล้วกลับถูกเสียงหวานร้องเรียกขัดขึ้นว่า “ติขา...” เสียงดัดจนหวานแหลม ดังมาก่อนตัวเสียอีก จนเจ้าของผับและอรนลินต้องหันไปมองแทบจะพร้อม ๆ กัน
“ริต้าตามหาตั้งนานแหนะ”
จุติผงะตัวออกจากคนที่อยากแกล้งเมื่อครู่ จนอรนลินนึกหมั่นไส้ หญิงสาวคู่ควงจุติตามมากอดแขนจุติแน่น พอเห็นว่าเขาอยู่กับผู้หญิงหน้าตาสวยหวานก็เบ้ปาก ถามด้วยความระแวงปนหมั่นไส้ “แม่นี่ใครคะติ”
อรนลินยิ้มแล้วคิดอะไรสนุก ๆ ได้เลยย้อนถามไปว่า “คิดว่าใครล่ะคะ”
“ติ นี่คุณนอกใจริต้าหรือคะ”
อรนลินเลยบีบเสียงถามบ้าง กลั้นยิ้มเต็มที่ เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของจุติ “แล้วแม่นี่ใครคะติขา”
ริต้าไม่ฟังคำใด ๆ ตวัดมือขึ้นจะตบ จุติไวกว่า รีบเอาตัวเข้าไปบังว่าที่คู่หมั้นของเพื่อน พร้อมจับมือริต้าไว้มั่น ปรามเสียงเข้ม “อย่านะริต้า”
“นี่ติรักมัน จนลงมือกับริต้าเลยหรือคะ”
การลงมือที่สาวริต้ากล่าวหา คือการจับมือเอาไว้ ไม่ให้มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับหญิงสาวอีกคน เพราะริต้าขึ้นชื่อมากเรื่องหาเรื่องกับคนอื่นไปทั่ว แล้วก็ยังขี้หึงมาก ๆ อีกด้วย ทั้งที่คุยกันแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นแบบไหน แต่ริต้าก็ไม่วายจะผลักตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในอีกสถานะ
ริต้าดิ้นจนหลุดจากมือของจุติแล้ว ก็ตรงเข้าไปคว้าคอเสื้อของอรนลิน ออกแรงกระชากสุดแรง จนมีเสียงดัง แคว้ก! และเศษผ้าชิ้นเล็ก ๆ ก็ขาดติดมือเจ้าหล่อนไปด้วย
“ว้าย!”
อรนลินยกสองมือขึ้นปิดด้านหน้าลำตัวเอาไว้ เพราะชุดถูกทึ้งจนขาด
บรรยากาศโดยรอบชะงักความสนุกทันทีจุติปล่อยมือจากคู่ขาคนที่ใช้บริการกันประจำ มาคว้าว่าที่คู่หมั้นของเพื่อนให้ซุกกับอกของเขา เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นอกอวบ ๆ ของเจ้าหล่อนไปเสียก่อน