ปีพุทธศักราช 2537
ภายในบริเวณลานโล่งกว้างของวัดใหญ่ประจำจังหวัดอึกทึกเลื่อนลั่นจากเสียงเครื่องขยายเสียง ในวันหยุดสงกรานต์ที่ถือเป็นวันปีใหม่ของไทย ได้มีการจัดงานทำบุญอันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน โดยช่วงเช้านั้นจะเป็นการทำบุญเลี้ยงพระ และในช่วงเย็นแบบนี้ที่ขาดไม่ได้คือมหรสพสมโภช ที่มีทั้งวงดนตรี เครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ ชิงช้าสวรรค์ และการละเล่น การแสดงโชว์ต่างๆ มากมาย ทำให้หน้าลานกว้างของวัดแคบไปถนัด เมื่อมีร้านรวงเล็กๆ น้อยๆ ขายของกินของใช้ และของเด็กเล่น รวมถึงพวกเกมต่างๆ ตั้งแผงแน่นขนัด ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมไม่ขาดสาย ผู้ใหญ่ต่างหอบลูกจูงหลานเข้ามาเที่ยว หนุ่มสาวต่างจูงมือจูงไม้พากันลัดเลาะไปตามซุ้มตามร้านรวง บ้างก็ก่อปราสาททรายกลายเป็นภาพน่ารักน่าเอ็นดู
นายตำรวจหนุ่มยศพันโท พาภรรยา ลูกชายวัยแปดขวบ และลูกสาววัยสองขวบเข้ามาเที่ยวงานในค่ำคืนนี้ด้วย
“คนเยอะมากเลยนะคะพี่” พรพรรณ ภรรยาสาววัยยี่สิบห้าพูดกับสามียิ้มๆ
“อืม ปีนี้บ้านเราจัดงานใหญ่ผู้คนจากจังหวัดใกล้เคียงก็มาเที่ยวกันเยอะจ้ะพรรณ แล้วที่นี่ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ คนเลยมาเยอะ พี่ว่าเราพาตาพันกับยายหนูพลอยไปตรงโน้นดีกว่านะ ตรงนี้คนเยอะมาก ว่าไงครับพิมพ์พลอย ไปนั่งชิงช้าสวรรค์กันไหมลูก โน้น...สูงๆ โน่นแน่ะ เห็นมั้ยลูก พันล่ะอยากขึ้นชิงช้าสวรรค์ไหม” อุทิศชี้ชวนลูกสาวตัวน้อยให้ดูชิงช้าวงใหญ่ที่กำลังหมุนเป็นวงกลม แล้วหันไปถามลูกชาย
หนูน้อยพิมพ์พลอยดูท่าว่าจะตื่นเต้นมาก ร้องเสียงดังพลางฉุดมือพ่อและแม่ให้ตรงไปที่เครื่องเล่นที่หมายตาเอาไว้
“พ่อ...เล่น...เล่น”
แต่พันศึกกลับส่ายหน้า...
“ผมอยากยิงปืนครับพ่อ แต่เราพาน้องพลอยไปขึ้นชิงช้าก่อนก็ได้ครับ”
“เอางั้นก็เอา ดูสิน้องสาวเราดึงมือแม่ใหญ่แล้ว” อุทิศลูบผมลูกสาวตัวน้อยพูดยิ้มๆ
“เบาๆ จ้ะยายหนู ดูสิคะคุณ ลูกอยากจะเล่นใหญ่เลย” พรพรรณพูดยิ้มๆ เมื่อเจ้าตัวเล็กดึงรั้งทั้งเธอและเขายกใหญ่ปากก็ร้องลั่นจะเล่นท่าเดียว
นายตำรวจหนุ่มยิ้มกว้าง คว้าเอาลูกสาวตัวน้อยมาอุ้ม ฝ่ายภรรยาจูงมือลูกชายคนเก่ง
“งั้นไปกันเลย ไปครับคุณ ไปลูก...ตาพัน”
สี่คนพ่อแม่ลูกตรงไปยังชิงช้าสวรรค์ซึ่งอยู่อีกด้านของงานซึ่งมีคนต่อคิวซื้อตั๋วกันหนาแน่น ทั้งผู้ใหญ่ ลูกเล็กเด็กแดง และบรรดาหนุ่มสาวที่เกี่ยวก้อยกันเข้ามาเที่ยวในงาน
ขณะที่ยืนรอ อุทิศก็วางลูกสาวตัวน้อยลงให้อยู่กับผู้เป็นภรรยาเพื่อที่ว่าตนเองจะได้ไปเข้าแถวต่อคิวซื้อตั๋ว เสียงประกาศจากซุ้มต่างๆ ดังแข่งกันทั้งตะโกนด้วยปากและตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กแบบโทรโข่ง เรียกความสนใจจากผู้คนที่เดินไปมารวมทั้งพรพรรณด้วย อีกทั้งลูกชายก็ชี้ไปทางที่เขายิงปืนกันให้เธอดู เพียงชั่ววินาทีที่เธอหันไปมอง มือเล็กๆ ของลูกสาวก็หลุดออกไปจากการจับกุม เพราะเด็กน้อยมองเห็นขนมสีสันอ่อนๆ ฟองฟูของสายไหมดึงดูดล่อใจให้เดินไปหา ลืมพ่อและแม่ไปชั่วขณะ
ปัง ปัง ปัง!!!!
เสียงวี้ดว้าย เสียงร้องไห้ระงมดังเซ็งแซ่ขึ้นเมื่อสิ้นเสียงกัมปนาท ความชุลมุนโกลาหลเกิดขึ้น ณ เวลานั้นเอง เมื่อมีอันธพาลไล่ทำร้ายคู่อริวิ่งเข้ามาในบริเวณวัด
“คุณคะ”
พรพรรณคว้าลูกชายมากอด ผวาเข้าคว้าแขนสามี หน้าตาตื่นตกใจสุดขีด ต่างคนต่างหลบกันจ้าละหวั่น เกรงจะได้รับลูกหลงจากเสียงปืนนั้น
“เป็นอะไรรึเปล่าพร ลูกพัน แล้วยายพลอยล่ะ!” นายตำรวจหนุ่มหน้าตื่นบ้างเมื่อมองไม่เห็นร่างน้อยๆ ของบุตรสาว
“ยายพลอย...”
“น้องพลอย...”
พรพรรณกรีดร้องบ้างเมื่อนึกขึ้นมาได้ แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อคลื่นมหาชนมากมายหลั่งไหลกันมาทางพวกเธอแล้วผลักดันให้ต้องถอยออกห่างจากบริเวณนั้น
อุทิศพยายามชะเง้อหาลูกสาวด้วยความเป็นห่วง หัวใจของพ่อและแม่แทบแตกสลายเมื่อมองไม่เห็นลูก ผู้คนที่เบียดเสียดกันเข้ามาบังร่างน้อยๆ ที่ร้องจ้าเพราะความหวาดกลัวตกใจจนหมดสิ้น พอๆ กับที่หนูน้อยถูกดันจนแยกไปอีกทาง แยกห่างจากพ่อและแม่ออกไป
เมื่อสิ้นเสียงปืน เหล่าผู้รักษากฎหมายและผู้ที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเข้ามาไล่ล่าผู้ก่อความไม่สงบ ทั่วบริเวณวัดก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้งราวกับว่าไม่เคยมีเหตุระทึกเกิดขึ้น อุทิศกับพรพรรณกับลูกชายตัวน้อยรีบเร่งเดินตามหาลูกสาวไปทั่วทั้งงานด้วยความรักและเป็นห่วงสุดหัวใจ
ณ มุมเล็กๆ ด้านหนึ่งเลยออกไปจากบริเวณงาน เด็กน้อยร้องจ้าหาพ่อและแม่ เรียกความสนใจจากชายฉกรรจ์สองคนที่กำลังผ่านมาทางนี้พอดี
“เด็กที่ไหนวะ” มันทั้งสองคนมองหน้ากัน ปรี่เข้าไปหา
“ร้องไห้ทำไมจ๊ะหนูน้อย พ่อแม่หนูไปไหน”
“จะหาพ่อ จะหาแม่” หนูน้อยพิมพ์พลอยร้องลั่น ควบกันการสะอึกสะอื้นร่ำไห้
ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากัน รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏบนมุมปากของมันทั้งสอง
“ท่าจะเด็กหลงว่ะลูกพี่”
“เออ นั่นสิวะสงสัยจะลูกคนมีเงิน ผิวพรรณดีแบบนี้”
“แบบนี้ แม่เลี้ยงท่าจะชอบพี่ว่าไหม”
ชายทั้งสองกระซิบกระซาบคุยกันเบาๆ พวกมันมองซ้ายมองขวาดูว่าไม่มีใครผ่านมาทางนี้ แล้วไอ้คนที่ถูกเรียกว่าลูกพี่จึงขยับเข้าไปหาหนูน้อยอีกครั้ง
“หลงกับพ่อแม่เหรอ เอางี้มากับลุงดีกว่า เดี๋ยวลุงจะพาไปหาแม่นะ”
“หาแม่...หาแม่...”
เด็กน้อยวัยสองขวบจับมือที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างว่าง่าย รู้แต่ว่าลุงใจดีคนนี้จะพาไปหาพ่อกับแม่ ด้วยความขาวบริสุทธิ์ไม่ได้รู้เลยว่าโลกใบนี้ยังมีอันตรายเกินกว่าที่เด็กวัยสองขวบเศษจะรับมือได้
“ใช่ๆ เดี๋ยวจะพาไปหาแม่ พี่เห็นแม่หนูอยู่ตรงโน้นแน่ะ” เจ้าคนเป็นลูกน้องบอกพลางยิ้มให้ แถมมันยังใจดีแวะซื้อน้ำและขนมจากร้านที่ขายอยู่ห่างๆ จากงานให้อีกด้วย
สองเสือร้ายหันมองหน้ากันแล้วยิ้ม ไม่คิดว่าแค่แวะมาเที่ยวงานซึ่งเป็นทางผ่านการมาทำงานบางชิ้นจะทำให้พวกมันได้ส้มหล่นติดไม้ติดมือกลับไปด้วย
อนิจจาเด็กน้อยผู้ใสสะอาดหารู้ไม่ว่าเส้นทางชีวิตของตนเองกำลังก้าวเข้าสู่มุมมืดเข้าไปทุกทีๆ
ทุกๆ ก้าวเล็กๆ ได้เดินห่างจากอ้อมแขนอันอบอุ่น ห่างจากบ้านที่เต็มไปด้วยอุ่นไอแห่งรักเข้าสู่วังวนสีเทาของชีวิต...
อีกด้านหนึ่งของงาน พรพรรณทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นทรายร่ำไห้ปานว่าจะขาดใจ โดยมีสามีนายตำรวจประคองพร้อมทั้งลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน มือข้างหนึ่งโอบกอดลูกชายที่กำลังร้องไห้เอาไว้แน่น
“ฉันขอโทษ...มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันดูแลยายหนูไม่ดี ฮือๆๆๆๆ”
“ไม่จ้ะพร เธอไม่ผิดยายหนูคงหลงอยู่แถวนี้ ผมสั่งให้ลูกน้องตรวจตราดูอีกรอบแล้ว เดี๋ยวคงเจอใจเย็นๆ ที่รัก” นายตำรวจหนุ่มปลอบประโลมเสียงทุ้ม ทั้งที่หัวใจของเขาเองกำลังบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก
ไม่คาดคิดเลยว่า ในวันแห่งการเฉลิมฉลอง วันอันเป็นกุศลแบบนี้ พวกเขากลับต้องมาสูญเสียแก้วตาดวงใจไป อุทิศไม่กล้ายอมรับว่าเขาได้เสียลูกสาวตัวน้อยน่ารักไปแล้ว
“พันศึกลูกอยู่กับแม่นะลูก เดี๋ยวพ่อจะไปตามหาน้องอีกที”
“ครับพ่อ แม่ครับ...”
เด็กชายพันศึกซุกเข้าหาอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ร้องไห้เบาๆ พรพรรณกอดบุตรชายเอาไว้แน่นเพื่อปกป้องคุ้มภัย น้ำตาไหลรินไม่ขาดสายเมื่อนึกถึงบุตรสาวอีกคน
“เราจะได้น้องกลับคืนมาไหมครับแม่”
“ได้สิลูก เราต้องได้ยายพลอยกลับมา”
เธอตอบคำถามลูกชายแต่เป็นการย้ำเตือนตัวเองไปด้วย เธอจะต้องไม่หมดกำลังใจ จะต้องเข้มแข็ง ลูกเธอเพียงแค่หลงอยู่ในงานป่านนี้อาจมีคนใจดีพาไปส่งที่กองอำนวยการก็ได้ ทว่า...มันช่างเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ที่เธอเพียรเฝ้าหลอกตัวเอง...
“อ้าว ไอ้อ่ำ ไอ้ยอดกลับมาจากกรุงเทพฯ แล้วเหรอ พวกแกไปเอาเด็กมาจากไหนล่ะนั่น” เสียงร้องทักแหลมปรี๊ดดังมาจากชั้นบนของบ้านขนาดสองชั้น บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในบริเวณรีสอร์ตชื่อดังของจังหวัดเชียงราย เจ้าของรีสอร์ตคือม่ายสาวทรงเสน่ห์เจ้าของเสียงแหลมที่ทักลงมา
“แม่เลี้ยง เด็กหลงน่ะ เราคิดว่าแม่เลี้ยงน่าจะชอบ ดูสิผิวพรรณนี่ขาวผ่องเชียว” ไอ้อ่ำ หรือก็คือลูกพี่ของไอ้ยอดรีบบอก หลังจากวางร่างเล็กที่หลับสนิทลงบนโซฟา
เจ๊ที่พวกมันเรียกหรือก็คือแม่เลี้ยงสุภาวินี แม่ม่ายทรงเครื่องวัยสามสิบผู้มีหัวการค้าก้าวเดินเร็วๆ ลงมาจากบันไดเพื่อมาชะโงกดู รอยยิ้มหวานแต่ช่างเย็นเยียบประดับใบหน้าที่ถูกตกแต่งเอาไว้สวยงามทันที
“เด็กนี่มันน่ารักน่าชังจริงๆ ด้วยสิ พวกแกไปได้มาจากไหนกัน คงจะเป็นลูกพวกคนมีเงินนะเนี่ย”
“มันหลงอยู่ในงานวัด พ่อแม่ไปไหนก็ไม่รู้”
“ทำดีมาก เลี้ยงไปอีกหน่อยคงทำกำไรให้ฉันได้มากโข เอ้า! เอาเงินไปใช้กันแล้วเรื่องนี้ก็ปิดปากให้สนิทล่ะ” สุภาวินีควักธนบัตรใบละพันออกมาให้ลูกน้องทั้งสอง ถึงเด็กน้อยตรงหน้าจะเด็กไปหน่อยแต่สำหรับเธอแล้วไม่มีปัญหา เพราะกำไรที่จะได้จากเด็กคนนี้ในอนาคตมันมากกว่าเงินทองที่เธอจะเลี้ยงดูเด็กนี่ให้เติบใหญ่แน่นอนเหมือนๆ กับเด็กอีกหลายๆ คนที่อยู่ในอุปการคุณของเธอ
“เอามันไปให้ยายสอนที่มูลนิธิไป บอกเลี้ยงให้ดีๆ ว่าแต่ว่าเด็กนี่ชื่ออะไร”
“ไม่รู้ครับแม่เลี้ยง”
“เออๆ ช่างเถอะๆ งั้นฉันจะตั้งชื่อมันว่า ปัทมณฑ์ ชื่อเล่นว่าลูกปัดก็แล้วกัน”
“แหมตั้งเสียเพราะเชียวนาแม่เลี้ยง แบบนี้โตขึ้นมาคุณแม่จะไม่เสียดายลูกปัดเหรอเวลาที่...”
“มันก็ต้องตั้งให้เพราะหน่อยสิ พวกแกพามันไปได้แล้ว วันนี้ฉันจะออกไปดูรีสอร์ตหน่อย ช่วงนี้ลูกค้าเยอะ มีแต่พวกทหารกับนักการเมืองทั้งนั้น ไม่อยากมีปัญหา อ้อ...เสร็จจากเรื่องยายเด็กนี่ แกสองคนไปจัดการเตรียมลูกสาวคนสวยของฉันให้พร้อมด้วยนะ วันนี้ท่านรองจะมา เลือกที่สดๆ ซิงๆ หน่อยฉันยังไม่อยากคอขาดรู้ไหม”
“ครับแม่เลี้ยง”
ไอ้อ่ำกับไอ้ยอดรีบไปจัดการทันทีเมื่อเห็นสายตาวับๆ ของแม่เลี้ยงสาว เพราะพวกมันไม่อยากถูกริบเงินคืนและยังไม่อยากตกงาน เพราะสุภาวินีชอบคนที่ทำอะไรรวดเร็วนั่นเอง
ปีพุทธศักราช 2555
คฤหาสน์หลังใหญ่ ตั้งอยู่บนอาณาบริเวณหลายสิบไร่ ตัวอาคารเป็นตึกสีขาวสไตล์ยุโรปมีทั้งหมดสามชั้น แม้จะก่อสร้างมาหลายสิบปี เปลี่ยนผู้ครอบครองมาหลายคนแต่ตัวอาคารและรอบบริเวณยังคงได้รับการทำนุบำรุงรักษาคงความสง่าและสวยงามไม่มีร่องรอยของความเก่าแก่แต่อย่างใด ตัวบ้านตั้งอยู่ลึกเข้ามาห่างจากประตูหน้าหลายกิโลเมตร มีกำแพงสูงเป็นรั้วรอบขอบชิดอีกชั้นทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาจากภายนอกไม่สามารถมองเห็นตัวคฤหาสน์ได้ ระบบการรักษาความปลอดภัยยังมีเจ้าหน้าที่คอยประจำอยู่ที่ประตูทุกด้านพร้อม ด้วยกล้องวิดีโอวงจรปิด
ภายในบริเวณถูกจัดให้เป็นสวนหย่อมที่พักผ่อนหย่อนใจ มีสนามหญ้ากว้าง และมีพันธุ์ไม้นานาชนิดปลูกเอาไว้เพื่อประดับประดา ด้านหนึ่งของอาคารเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ สระมีโต๊ะ เก้าอี้นั่ง และเตียงเล็กสำหรับนอนพักผ่อนหย่อนใจอยู่รอบสระ นอกจากนี้ยังมีซุ้มนั่งเล่นเล็กๆ และศาลาสำหรับเอาไว้นั่งพักหรือนั่งดื่ม ซึ่งในวันนี้ได้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นที่นี่ รอบสระว่ายน้ำจึงมีไฟประดับประดาให้ความสวยงามระยิบระยับและวับแวมด้วยไฟหลากสีสัน
สระว่ายน้ำที่นานๆ จะมีคนใช้สักที ในค่ำคืนนี้มีสาวน้อยวัยใสแต่เรือนกายอะร้าอร่ามลอยคอเล่นน้ำส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด พร้อมๆ กับหนุ่มหลายคนซึ่งมีทั้งหนุ่มวัยฉกรรจ์และหนุ่มใหญ่ที่วัยและพุงยื่นล้ำออกมา
รอบๆ สระน้ำก็ครื้นเครงไม่แพ้กันเพราะมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่และหนุ่มเหลือน้อยนั่งจิบนั่งกระดกเครื่องดื่มสีสวยแต่ดีกรีร้อนแรงอยู่ตามซุ้มต่างๆ ข้างกายมีสาวน้อยสาวรุ่นสาวสวยสะพรั่ง แต่งกายยั่วยวนอวดทรวดทรงองค์เอวคอยพะเน้าพะนอแนบชิด บรรดาหนุ่มๆ นั้นล้วนแล้วแต่ผู้มีฐานะมีอันจะกินทั้งสิ้นดูจากการแต่งกายและเครื่องประดับตามเนื้อตัว
“นี่มันตลกอะไรของแกวะไอ้ก้อง นี่เหรอคลับที่แกบอกจะพาฉันมาเที่ยว” คำถามนั้นมาจากชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าคมเข้มอันเป็นส่วนผสมระหว่างเอเชียและตะวันตกอย่างลงตัว เขาคือไรอัน ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาคือชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาว ใบหน้าคมอินเทรนด์เกาหลีตามยุคตามสมัย นายก้องหล้า ทายาทบริษัทฯ ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ไรอันกวาดตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ มูลค่าของมันคงไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้าน เผลอๆ ถ้ารวมที่ดินทั้งหมดนี้อาจจะถึงเจ็ดสิบล้านรึก็คงเฉียดๆ ร้อยล้าน ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนเขาบอก
ชายหนุ่มคิดว่าเพื่อนจะพาไปเที่ยวไนต์คลับหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เด่นๆ ของกรุงเทพฯ เสียอีก
ก้องหล้าหันมายิ้มหลังจากที่ส่งยิ้มให้สาวสวยหลายคนที่ทอดสายตามองมาที่เขาและเพื่อน ขณะที่ทั้งสองคนเดินผ่านขอบสระด้านหนึ่งเพื่อมองหาที่นั่ง
“เออสิวะ แกไม่ค่อยได้มาเมืองไทยน่ะสิเลยไม่รู้อะไร แกรู้ไหมว่ากว่าฉันจะได้เป็นสมาชิกและเข้ามาที่นี่ได้ต้องเสียเงินไปเป็นแสนเลยนะโว้ย” ก้องหล้ากระซิบกระซาบ
“หือ ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ไรอันทำเสียงไม่อยากจะเชื่อพลางยิ้มน้อยๆ แต่เขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากมาย เพราะในสังคมปัจจุบันไม่ว่าที่ประเทศไหนก็มักจะมีเรื่องแบบนี้อยู่เสมอ แล้วยิ่งประเทศที่เขาเติบโตเรื่องพวกนี้ออกจะเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ชายหนุ่มปรายตามองบัตรวีไอพีการ์ดที่เพื่อนเปิดกระเป๋าให้ดู
“แหงสิวะ รู้แล้วเหยียบเลยนะเขาว่าคฤหาสน์นี้เป็นของอดีตนายตำรวจมีอิทธิพลคนหนึ่ง นี่เห็นว่าแกมีโอกาสพักอยู่เมืองไทยนานนะเลยพามาเปิดหูเปิดตา ที่นี่จะเข้าได้เฉพาะสมาชิก พวกคนใหญ่คนโตหรือว่านักการเมืองเขาชอบมากัน เพราะไม่มีใครรู้ไงว่าที่นี่เป็นคลับ” ก้องหล้ายังเล่าต่อ
ไรอันไม่แปลกใจสักนิดเดียว คฤหาสน์หลังใหญ่ในเนื้อที่กว่าสิบไร่แบบนี้ แถมยังอยู่ในเขตชานเมืองอีกด้วย คงไม่มีใครคิดหรอกว่าจะมีคลับหรู คนที่เป็นเจ้าของที่นี่ก็คงจะมีอิทธิพลไม่น้อยเลยทีเดียวดูจากจำนวนการ์ดตั้งแต่หน้าประตูและรอบบริเวณ
“วันนี้เขามีมีตติ้งเป็นพิเศษ ก็นานๆ จะมีทีน่ะ แล้วก็จะมีการประมูลกันด้วยนะไรอัน แกสนไหมวะ”
“ประมูลอะไรวะ” ไรอันเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย เครื่องดื่มในมือหายไปกว่าครึ่งแก้วในครั้งเดียว สาวๆ สวยๆ หลายคนชม้ายชายตาเชิญชวนเขาอย่างเปิดเผย ซึ่งก้องหล้าก็คงจะเห็นเพราะบอกว่า
“ถ้าแกอยากจะหิ้วใครสักคนไปกอดแก้หนาวก็เต็มที่เลยนะเพื่อน เพราะที่นี่เขาสะอาดปราศจากโรคภัยไร้กังวลหายห่วง”
“มั่นใจขนาดนั้นเลย แล้วที่แกบอกว่าประมูลนี่อะไรวะก้อง”
“มั่นใจสิโว้ย แกเห็นมั้ยล่ะที่นี่มีหลายคนเป็นพวกเจ้าใหญ่นายโต ไอ้ที่เพิ่งเดินหายเข้าไปข้างในนั้นก็นักการเมือง ขืนไม่สะอาดจะเปิดได้แบบนี้เหรอวะ ที่สำคัญนะโว้ยถ้าแกชอบใครก็เรียกแล้วเข้าข้างในได้เลยว่ะ ด้านในมีห้องหอรอรักไว้บริการพร้อมสรรพ ส่วนเรื่องประมูลก็ ประมูลสาวงามไง สวย สด ซิง แกสนไหม ฉันจะพาไปเปิดหูเปิดตา” ก้องหล้าตีคิ้วแผล็บๆ ให้เพื่อนรัก
“สวยขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ไรอันถามเรื่อยๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายเพราะชีวิตเขาผ่านผู้หญิงสวยมาเยอะ
“สวย แกต้องได้เห็น บางคนนะถูกประมูลไปราคาเป็นล้าน แกอย่าดูถูกเชียว”
ไรอันฟังแล้วก็ยิ้ม เขาไม่แปลกใจหรอกเรื่องนั้น แต่ขำที่เพื่อนเขามันดูกระตือรือร้นอยากพาเขามาเหลือเกิน ชีวิตของเขาน้อยมากที่จะข้องแวะกับสถานบันเทิงเริงรมย์ หน้าที่การงานทำให้เขาเดินทางบ่อย เรียกได้ว่าเดินทางมาเกือบทุกประเทศทั่วโลกตามเส้นทางการบินของสายการบินของเขาเอง ชายหนุ่มไม่เคยขาดแคลนเรื่องผู้หญิงสวยแม้ไม่ได้เที่ยวแบบที่ก้องหล้ากำลังนำเสนอในเวลานี้ นั่นมาจากความเสรีในสังคมที่เขาอาศัยอยู่และหลายที่ๆ เขาไป บวกกับหน้าที่การงาน รูปร่างหน้าตาดึงดูดเพศตรงข้าม ไรอันไม่ได้หลงตัวเอง ผู้หญิงมากหน้าหลายตาแวะเวียนผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไปเมื่อแต่ละฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ตนต้องการ
ไรอันได้เจอกับก้องหล้าเมื่อครั้งที่หมอนี่ไปเรียนไฮสคูลที่ต่างประเทศ และได้เรียนชั้นเดียวกับไรอันพอดี เพราะชายหนุ่มมีเชื้อสายชาวไทยอยู่ครึ่งหนึ่งเมื่อได้พบเพื่อนคนไทยก็เลยทำความรู้จัก ก้องหล้าเองเป็นคนร่าเริงแจ่มใสคุยสนุกจึงได้เป็นเพื่อนกันมานับจากนั้น
แม้ตอนนี้จะเรียนจบไปหลายปี ต่างคนต่างอยู่กันคนละประเทศแต่ความเป็นเพื่อนและมิตรภาพก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ธุรกิจของครอบครัวก้องหล้าทำให้เขาได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ ขณะที่ไรอันก็มาเมืองไทยปีละครั้งก็ว่าได้ แม่ของเขาเป็นคนไทยจึงได้ติดสอยห้อยตามกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่อยู่ทางนี้นั่นเอง พ่อของเขาเป็นเจ้าของสายการบินมีชื่อสายการบินหนึ่งในอังกฤษ เมื่อธุรกิจตกทอดมาถึงเขา ไรอันก็ได้ขยายเส้นทางการบินให้หลากหลายมากขึ้น ทุกวันนี้สายการบินของเขาเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และครั้งนี้ชายหนุ่มก็เดินทางมาเมืองไทยเพื่อเปิดเส้นทางการบินแห่งใหม่ของเขา พอเสร็จจากงานกะว่าจะพักผ่อนเพื่อนตัวดีก็ลากมาเที่ยว
ชายหนุ่มก้าวตามเพื่อนรักไปช้าๆ พลางกวาดสายตาไปทั่ว เป็นอย่างที่ก้องหล้าบอก ที่นี่มีบุคคลหลายคนที่เขาเห็นตามสื่อ พวกนักการเมือง และข้าราชการระดับสูงเข้ามาใช้บริการ เพียงแต่คนพวกนั้นมาแล้วก็จะเข้าไปเก็บตัวเงียบภายในคฤหาสน์ ซึ่งพอเขาเดินเข้าไปข้างในก็สังเกตพบว่า ห้องชั้นบนนั้นน่าจะเปิดเป็นห้องหอรอรักอย่างที่เพื่อนเล่า บางห้องมีคนคอยยืนอยู่หน้าประตู คงจะเป็นการ์ดที่คอยอารักขาเจ้านาย ตาคมกวาดไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะสะดุด
วงหน้าหวานสวยของสาวน้อยนางหนึ่ง เธอเดินตามหญิงวัยประมาณสี่สิบเศษเข้ามาด้านในคฤหาสน์จากประตูอีกด้านตรงข้ามกับประตูที่เขาเดินเข้ามาเพราะมีทางเข้าอยู่หลายทาง เรือนร่างระหงภายใต้ชุดแซกยาวแค่เข่าสีหวานช่วยเน้นให้ผิวพรรณของเธอผุดผ่อง ดวงตาสีนิลกวาดไล่ไปตามความโอ่โถงงดงามของอาคารและการตกแต่งอย่างช้าๆ ท่าทีเหมือนกำลังตื่นกลัวและไม่แน่ใจ ซึ่งเขาเองก็สุดจะคาดเดาได้ว่าเธอกำลังหวาดหวั่นกับเรื่องอะไร
ตาคมไล่ไปตามดวงหน้าเรียวรูปไข่ หน้าผากกลมมนลงมาตามคิ้วเรียวรับด้วยแพขนตางามงอน ดวงตากลมโตสีนิลช่างงดงามและน่าค้นหา ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับน่าจูบถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีอ่อน มีเรือนผมยาวตรงสีดำเป็นมันสวยยาวถึงกลางแผ่นหลังล้อมกรอบดวงหน้านั้น เธอแต่งหน้าบางๆ ไม่ได้ฉูดฉาดเหมือนสาวๆ หลายคนที่เขาเห็น แต่ความมีเสน่ห์นั้นไม่ได้เป็นสองรองใครในห้องนี้เลยแม้แต่น้อย ด้านหลังของเธอมีชายวัยฉกรรจ์หน้าเข้มสองคนเดินตามมาด้วย