ตอนที่ 1.ความซวยกระทบหัวไหล่
“ได้ๆ ฉันลาออกเองค่ะ ถ้าคุณต้องการให้ฉันก้มหัวให้ยายป้าคนนั้น ก็เสียใจด้วยค่ะ” พบูส่ายหน้า ปลดเข็มกลัดติดหน้าอกโยนใส่หน้าหัวหน้าขาวีนที่ต้องการให้เธอ ออกไปก้มหัวให้ลูกค้าปากมากคนนั้น
พบูพยายามทนจนสุดที่จะทนไหว เธอเริ่มทำงานที่ร้านรองเท้าแห่งนี้เข้าเดือนที่สอง ต้องผจญกับลูกค้าเรื่องมากหลากหลายรูปแบบ แต่ไม่เคยเจอใครที่ปากมากและดูถูกคนอื่นแบบนี้มาก่อน
“พบู ถ้าเธอคิดว่าแค่ลาออกแล้วจบ เธอคิดผิดนะ” เสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก
“ทำไมคะ คุณจะแบนฉันหรือไงคะ ฉันไม่คิดจะทำงานสายนี้อีกแล้วค่ะผู้จัดการ ฉันไม่ชอบวิธีการดูถูกของคนรวยพวกนี้เลย ฉันทำอย่างอื่นก็ได้ เรื่องตกงานแค่นี้ไม่ทำให้ฉันอดตายหรอก” คำขู่พวกนี้ไม่ได้ผลกับเธอ พบูไม่มีใครให้ต้องแคร์ เธอตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ นับตั้งแต่อายุสิบห้าปีบริบูรณ์
พบูเป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเอง เธอโตมาท่ามกลางพี่น้องนับร้อยชีวิต และเมื่อถึงเวลา เธอก็ต้องออกมาเผชิญโชค ไม่อย่างนั้นเด็กที่อายุน้อยกว่าจะไม่มีที่นอน
โชคดีที่พบูเป็นเด็กว่าง่าย หลังจากอายุถึงเกณฑ์ พบูก็ไปอาศัยอยู่กับแม่ชีที่คอนแวนซ์ เธออาศัยใบบุญของแม่ชีเรียนต่อที่นั่น แม้จะถูกดูแคลนจากคนรอบข้างตลอดเวลาที่ศึกษาต่อ แต่เวลาแสนเศร้าเหล่านั้นก็ไม่ทำให้พบูยอมแพ้ เธอกัดฟันเรียนจนจบ ด้วยเกรดที่ไม่มีใครกล้ากระแหนะกระแหน แถมยังได้ป้ายประกาศเชิดชูความขยันติดมือกลับออกมาด้วย
สมัยที่เรียนในระดับวิทยาลัย’ สังคมแบบเดิมทำให้พบูไม่มีเพื่อนมากนัก หลายคนถอยหนี ไม่พยายามคบค้าสมาคมกับเธอ เนื่องจากความจนที่แปะติดหน้าผากของเธอนั่นเอง
พบูกระเสือกกระสนจนกระทั่งเรียนจบ
เกรดไม่ได้งดงามเหมือนเพื่อนคนอื่นที่เรียนอย่างเดียว แต่ก็สุดความสามารถที่พบูทำได้ เธอนอนวันละไม่เกินสี่ชั่วโมงถึงสามปีเต็ม ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ต้องใช้น้ำลูบท้องประทังความหิว
พบูพยายามอดทนทำงานเต็มความสามารถ แต่การถูกเหยียดหยามไม่ใช่สิ่งที่พบูจะยอมทน เธอพยายามกลั้นใจไม่ฟังคำแดกดันนั่นแล้ว
แต่ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว เธอเผลอตัวตอบโต้ และทำให้ลูกค้าสูงส่งคนนั้นโมโห
“บูพี่อยากเตือน บูหยิ่งในศักดิ์ศรีได้ก็ต่อเมื่อท้องบูอิ่ม แต่หากท้องบูยังกิ่ว และไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ที่บูควรทำคือ ‘อดทน’ นะ” คำเตือนของผู้จัดการทำให้พบูเลือดขึ้นหน้า
เธอไม่มีทางขายศักดิ์ศรีแม้ตัวเองจะต้องอดตาย
“ขอบคุณค่ะ บูจะจำคำสอนของพี่ไว้ค่ะ”
“ใจเย็นๆ ออกไปขอโทษคุณนายตันหยงซะ เรื่องมันจะได้จบ” เสียงถอนใจกับสีหน้าลำบากใจของผู้จัดการทำให้พบูตัดสินใจอีกแบบ
“อย่าดีกว่าค่ะ บูกลัวกลั้นไม่ไหวแล้วจะไปกันใหญ่ บูขอเป็นฝ่ายไปดีกว่าค่ะพี่”
“บู คุณนายตันหยงไม่ใช่แค่รวยธรรมดาหรอกนะ” ผู้จัดการพยายามเตือน
“ไม่ต้องห่วงบูค่ะพี่ บูกำลังอยากพักพอดี บูจะไม่มาเหยียบที่นี่ให้พี่เดือดร้อนอีกค่ะ” พบูตัดสินใจแล้ว คำถากถางนั่นเกินกว่าที่เธอจะรับได้ เธอเกิดมาขาดทุกสิ่งแล้วไง เธอไม่เคยแบมือขอใครกิน ต่อให้เธอแร้นแค้นไม่มีที่ซุกหัวนอน พบูก็ตั้งใจไว้ เธอไม่มีทางก้มหัวให้กับใครหน้าไหนก็ตามที่ตั้งใจเอาเงินฟาดใส่หน้าเธอ
“บู”
“อย่ากล่อมบูเลยพี่ บูตัดสินใจแล้ว”
เสียงถอนใจดังๆ กับคำเตือนที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง “ระตัวด้วยแล้วกัน ยายคุณนายนั่น เบื้องหลังน่ากลัวกว่าที่บูคิด”
พบูพยักหน้ารับ เดินเข้าไปด้านในหลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและคืนป้ายพนักงานเสร็จ พบูก็เดินออกมาด้านนอก เธอหันไปเหยียดยิ้มให้คุณนายตันหยงที่นั่งกอดอกคอแข็งอยู่ด้านใน ก่อนจะเดินลอยชายออกไปทันที
นั่นเป็นจุดกำเนิดเรื่องหายนะในชีวิตพบู
เธอกระตุกหนวดและฉีกหน้าใครบางคนเข้า ความพยาบาทนั่นชักพาให้พบูต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์สุดกระอักกระอ่วนยิ่งกว่า
พบูพยามเดินช้าๆ ให้ตัวเองใจเย็นขึ้น เธอเดินมาได้สักพักก็เริ่มหิว เธอกวาดตามองหาอาหารราคาถูก ที่สตางค์ในกระเป๋าของเธอตอนนี้พอจะซื้อได้ แต่คงเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ว่าอาหารหรือสินค้าในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ก็เกินกำลังเธอทุกชิ้น เธอล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จ้องธนบัตรที่เหลือน้อยนิดแล้วคำนวนรายจ่ายจนกว่าเธอจะหางานใหม่ได้ เธอคงต้องรัดเข็มขัดมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“เชิญทางนี้ค่ะ ถ้าใครกินเกี๋ยวเตี๋ยวชามยักษ์นี่หมดภายในสิบนาที กินฟรีพร้อมกับมีรางวัลใหญ่ให้ค่า”
เสียงเอะอะ กับคนจำนวนมากดึงดูดสายตาพบูเข้าพอดี เธอเปลี่ยนเส้นทางเดิน มุ่งหน้าไปตรงจุดนั้น พร้อมกับความตั้งมั่น เธอต้องการเข้าร่วมเกมนั่น และหากเธอทำสำเร็จเธอจะได้ทั้งรางวัลและอิ่มท้อง
“ต้องจ่ายสตางค์ก่อนร่วมเกมหรือเปล่าคะ?” พบูแหวกคนเข้าไปสะกิดถาม
ชายผู้นั้นเหลือบมองสาวสวยหน้าตาดีแต่รูปร่างบอบบบางผู้นั้น พร้อมกับรีบตอบ “สำหรับคุณผู้หญิง แค่สนใจร่วมเกมนี้ ผมก็ดีใจมากแล้วครับ”
“แน่ใจนะคะว่าฉันไม่ต้องจ่ายสตางค์ก่อน?” พบูถามย้ำเพื่อเพิ่มความมั่นใจ
“ครับ ต่อให้คุณแพ้ ผมยินดีจะจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวยักษ์ชามนี้แทนคุณก็ยังได้” พบูไม่ได้ตอบโต้ เธอเดินไปตามทางที่ชายผู้นั้นผายมือให้ เสียงท้องของเธอร้องโครกครากแข่งกับเสียงเชิญชวนของชายผู้นั้น บนสแตนมีผู้ร่วมเล่นเกมยืนรออยู่สองคน ทั้งสองคนเป็นผู้ชายร่างใหญ่ ค่อนไปทางท้วม พบูลดสายตามองมาที่ช่วงเอวของเขาแล้วก็แอบยิ้ม
เธอยืนสงบอยู่ข้างๆ ชายทั้งสองคนที่หันมาสนใจเธอพร้อมกัน สายตาของพวกเขาวนเวียนอยู่ที่เธอบ่อยจนรู้สึกได้ พบูพยายามไม่สนใจ เธอรู้ดีว่าเพราะอะไรผู้ชายเกือบทุกคนในที่นี้สนใจเธอ
แม่ชีพูดให้เธอฟังก่อนนอนทุกครั้ง ‘ความสวยของผู้หญิงเหมือนดาบสองคม’ ใช้ในทางที่ถูกก็โชคดี หากใช้ผิดวิธีจะนำความโชคร้ายมาหาตนเอง
ใช่...โครงหน้าเธอไม่ว่าจะตา ปาก จมูก พอมารวมอยู่บนโครงหน้าของพบูคือความงดงามแบบหาที่ติไม่ได้ แต่พบูไม่อยากใช้ความสวยเป็นใบเบิกทาง เธอตั้งใจไว้เธอจะประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ จนบ้างครั้งเธอก็รำคาญสายตาของผู้คนรอบตัว
คนเหล่านั้นมองพบูแค่เปลือกนอก
มีอีกสามคนเสนอตัวเข้ามาร่วมเล่นเกมหลังพบูเดินขึ้นไปบนสแตน เธอหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ มองก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์ที่มีคนยกมาเสิร์ฟด้วยแววตาเต้นระริก มันอาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เธอไม่ได้กินเต็มอิ่มสักมื้อ เธออดอาหารบ่อยๆ แต่ไม่เคยชินกับความหิวสักที
“เริ่มได้หรือยังคะ?” พบูถามพร้อมกับปั้นยิ้มหวาน
“รอสัญญาณนะครับ ไม่ไหวก็ให้ยกมือ” มีคนลุมล้อมเข้ามาดูมากขึ้น คงเพราะพบูเป็นเป้าสายตา ผู้หญิงตัวเล็กหนึ่งเดียวท่ามกลางผู้ชายร่างใหญ่ห้าคน การแข่งขันที่โอกาสชนะเป็นศูนย์ แต่รอยยิ้มและท่าทางอยากเอาชนะของพบู คนที่รายล้อมอยู่ด้านล่างสแตนเลยเทกำลังใจให้
ปรี๊ดดดดดดดดดดดดด...
เสียงสัญญาณดังขึ้น พบูใช้ตะเกียบคีบเส้นยัดใส่ปาก เธอดูดเส้นนุ่มๆ เข้าปากท่าทางไม่น่าเกลียดสักนิด พบูกินได้เรื่อยๆ เธอทำเวลาได้ดี บวกกับความหิวที่มีเป็นทุนเดิม หลังโซยเส้นบะหมี่เข้าไปจนหมดชาม พบูก็เริ่มคีบเนื้อเปื่อยที่ละลายในปากทันทีใส่ปาก การกินของพบูเป็นธรรมชาติ เธอไม่ต้องเร่งสปีดตัวเองเลยสักนิด คงเพราะเธอชินกับการกินที่ต้องแข่งกับเวลามาตั้งแต่เกิด เลยทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ร้านแห่งนี้กำหนด ไม่ไกลเกินกำลังที่เธอจะทำได้
พบูยกชามขึ้นซดน้ำที่เหลือ กวาดกระทั้งเศษผักที่ติดข้างชามก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์จนหมด จากนั้นก็ยกมือและลุกขึ้นยืนสวยๆ
เธอยิ้มหวาน มองเวลาที่ผนังด้านหลัง เธอใช้เวลาเกินกว่าที่คิดไว้เล็กน้อย
‘8นาที’
มีเสียงครางดังเป็นทอดๆ แม้แต่คู่แข่งที่ยังก้มหน้าก้มตากินยังไม่อยากเชื่อ ผู้หญิงตัวเล็กเพียงหนึ่งเดียวเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย
“โอ ไม่คิดว่าก่อนเลยนะครับ ตัวเล็กๆ แบบนี้เอาก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์ไปซ่อนไว้ตรงไหนนะ” มีเสียงแซวดังอยู่รอบตัว พบูยิ้มเขินๆ เธอยกมือเกาท้ายทอยแก้เก้อ
“ขอแสดงความยินดีกับสาวน้อยท่านนี้ด้วยนะครับ รางวัลใหญ่ของเราแตกตั้งแต่วันแรกแบบนี้ ก็แย่สิครับ” เสียงพิธีกรบ่น พร้อมกับหัวเราะ
พบูเอียงตัวกระซิบถาม “รางวัลใหญ่คืออะไรคะ คูปองกินฟรีทั้งปีหรือเปล่า?” หากเป็นเช่นนั้น กว่าจะหางานใหม่ได้ พบูคงไม่ต้องกังวลเรื่องท้องหิวอีกเลย ต่อให้กินก๋วยเตี๋ยวทั้งปีพบูก็ไม่บ่น เพราะเป็นของฟรี
“ไม่ใช่ครับ พอดีเถ้าแก่ของเรามีหุ้นส่วนเล็กน้อยกับบริษัททัวร์” พิธีกรยิ้มกริ่ม แล้วก็เฉลยต่อ “ถ้าใครอยากโชคดีเหมือนคุณผู้หญิงท่านนี้ พรุ่งนี้มาร่วมเล่นเกมกับเราอีกนะครับ รับประกันคุ้มค่า ผมอยากรู้แล้วสิ จะมีผู้เข้าแข่งขันคนไหนเอาชนะสถิติของคุณผู้หญิงท่านนี้ได้”
“คุณๆ ตกลงรางวัลคืออะไรเหรอคะ?” พบูกระตุกชายเสื้อแล้วก็ปั้นหน้าใสซื่อถามต่อ
“รางวัลสมนาคุณอีกอย่างที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์มอบให้คือ...บัตรท่องเที่ยวเรือสำราญเจ็ดวันเจ็ดคืนครับ”
มีเสียงเฮดังอยู่รอบตัว แต่พบูไม่ดีใจด้วย เธออยากได้เงินสักก้อน หรือไม่ก็คูปองอาหารที่ช่วยให้ตนเองประหยัดเพิ่มขึ้น
“เอาวะ ไปหาขายคนอื่นก็ได้ เพื่อมีคนอยากได้”
พบูกำตั๋วบริษัททัวร์ที่พิธีกรมอบให้เดินลงจากสแตน แต่แล้วสายตาของเธอก็สะดุดกับชายแปลกหน้าท่าทางไม่เป็นมิตร คนกลุ่มนั้นมองมาที่เธอเป็นตาเดียว พบูลองขยับเดิน คนเหล่านั้นก็เดินตาม เธอเม้มปากรีบหาทางเอาตัวรอด
คนเหล่านั้นไม่ได้มาหาเธอฉันมิตรแน่ๆ คำเตือนของผู้จัดการร้านรองเท้าดังก้องในรูหู ‘คุณนายตันหยงไม่ใช่แค่รวยธรรมดานะ นางมีอิทธิพลด้วย’ พบูกวาดตามองไปรอบๆ เธออกแรงวิ่งสุดตัวตอนที่คนเหล่านั้นเผลอ เธอแอบตรงซอกเล็กๆ ที่ไม่มีคนสนใจ เป็นที่เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดของแม่บ้านที่ทำงานในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ พบูขดตัวอยู่ตรงนั้นหลายนาที
“หายหัวไปไหนแล้ววะ มึงเห็นไหมไอ้เข้ม หาตัวให้เจอด้วยละ ไม่งั้นคุณนายเอาพวกมึงตายแน่” เสียงแหบห้าวดังอยู่ใกล้ตัว พบูบีบตัวเองให้เล็กลงอีก เธอเดาถูกเสียด้วย ยายคุณนายนั่นไม่คิดจะจบแค่การบีบให้พบูตกงาน หล่อนตั้งใจลงโทษเธอด้วย
พบูนั่งนิ่งๆ จนแน่ใจว่าปลอดภัยจึงออกมาจากที่ซ่อน ทุกย่างก้าวมีแต่ความระแวง อะไรที่ผิดสังเกตจะทำให้พบูผวา
ในที่สุดเธอก็สามารถเล็ดลอดสายตาคนกลุ่มนั้นออกมาได้ พบูลงจากรถประจำทางวิ่งฉิ่วเข้าไปในซอยแคบๆ ลัดเลาะตามเส้นทางเลียบริมคลอง จนกระทั่งถึงที่พักตนเอง
เธอเป่าปากดังพรวด รีบไขกุญแจประตูมือไม้สั่น
พบูได้แต่ภาวนา เธอหวังว่าเพลิงโทสะของคุณนายตันหยงจะมอดดับลงเร็ววัน
แต่ทว่า...มันกลับไม่เป็นอย่างที่พบูคิดไว้ คุณนายตันหยงอาฆาตแรงกว่าที่เธอคิด คงเป็นเพราะพบูยังคงเหลือบุญเก่าไว้ให้พึ่งพา หลังอาบน้ำล้างคราบเหงื่อจนหมด พบูเลยตัดสินใจปิดไฟทั้งบ้าน เธอนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
“มึงแน่ใจนะว่านังนั่นพักอยู่ที่นี่” เสียงแหบๆ ดังอยู่ริมกำแพง
“แน่ใจสิพี่” พบูจรดปลายเท้าเดินไปซุกตัวอยู่ใต้หน้าต่างแล้วแอบฟังเสียงที่ดังอยู่ด้านนอก
“ไฟไม่เปิด หรือมันยังไม่กลับมาวะ!!” มีเสียงย่ำเท้าดังสวบสาบ คนแปลกหน้าที่อยู่ด้านนอกมีมากกว่าสามชีวิต พบูเม้มปากแน่นแทบลืมหายใจ
“พรุ่งนี้มาดูใหม่ ยังไงก็ต้องจับตัวนังนั่นไปให้ได้” เสียงคนที่เป็นหัวโจกสั่งใครอีกคนที่พยายามจะพังประตูเข้ามา พบูเกร็งตัวจนขาเกือบเป็นตะคริว เธอพยายามเคลื่อนไหวให้เบาที่สุด หากคนเหล่านั้นเข้ามาด้านในได้ เธอคงตกอยู่ในอันตราย
ในที่สุดเสียงทุกอย่างก็เงียบลง คนเหล่านั้นคงถอนตัวไปแล้ว พบูคลานสี่ขาเข้าไปในห้อง เธอปิดประตูลงกลอนด้วยมือที่สั่นหนักกว่าเก่า เธอนั่งนิ่งใช้ความคิดอย่างหนัก คนพวกนั่นรู้ที่พักของเธอแล้ว จากนี้ไปเธอคงไม่มีวันอยู่อย่างสงบแน่นอน
พบูคิดอะไรบางอย่างออก ‘ตั๋วฟรี’ นั่นไงที่น่าจะช่วยเธอได้
เธอควานหาตั๋วที่ได้มาฟรีๆ นั่นขึ้นมาดูวันที่ เหมือนโชคเข้าข้าง ชะตากำหนด เรือลำที่เธอได้ตั๋วมาจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้นั่นเอง พบูไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก เธอควานหาเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าและเผ่นออกจากห้องพักตั้งแต่เวลานั้นเลย
ตอนที่ 2.ล่องเรือหนีตาย
พบูเดินทางมาถึงท่าเรือก่อนเวลาเรือออกหลายชั่วโมง เธอมองหาที่นั่ง นั่งกอดกระเป๋าเหมือนเด็กหลงทาง พบูไม่กล้าเดินเพ่นพ่าน เธอพยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด และพยายามไม่ให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตา เธอใช้ฮู๊ดคลุมหน้าไว้ ปกปิดร่องรอยของตัวเองด้วยแว่นกันแดดราคาถูกอีกครึ่งหน้า
เสียงท้องพบูร้องดังโครกคราก เธอหลับตาพึมพำปลอบใจตัวเอง
“อดทนไว้ไอ้บู บนเรือนั่นมีอาหารอร่อยๆ รออยู่ หากทนถึงตอนนั้นได้ จะกินให้พุงแตกเลยก็ได้”
พอใกล้เวลาที่เรือจะออก ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วไว้ก็ทยอยเดินทางมาถึง พอเรือเทียบท่า สะพานเรือทอดลงมาที่ฝั่ง ผู้โดยสารที่ตั้งตารอก็เดินไปอออยู่ใกล้ๆ รวมทั้งพบูด้วย