ตอน 1

นิยายชุด เรื่องที่ 1 เจ้าสาวส้มหล่นของท่านประธานพันล้าน

เสียงไซเรนกู้ภัยดังแทรกในความเงียบของค่ำคืน บนถนนสายหลักที่มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าส่องสว่าง รถยนต์หรูคันหนึ่งพุ่งชนเข้ากับเสาไฟจนฝากระโปรงด้านหน้าพังยับเยิน ควันสีขาวลอยคลุ้งออกมาจากห้องเครื่อง กลิ่นน้ำมันและโลหะไหม้ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

พิมพ์ลดารีบวิ่งตรงเข้าไปยังจุดเกิดเหตุในทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ เธอสวมชุดอาสากู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ครบมือ ดวงตาแน่วแน่ ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย

“มีคนติดอยู่ข้างใน!” เสียงของเจ้าหน้าที่อีกคนตะโกนบอก เธอไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปยังประตูฝั่งคนขับที่บิดเบี้ยวจากแรงกระแทก

ภายในรถ ชายหนุ่มในชุดสูทเปื้อนของเหลวสีแดงพิงพนักเบาะ รชตะพยายามจะขยับตัวแต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนแทบยกแขนไม่ไหว ดวงตาคมมองผ่านกระจกรถที่ร้าวเป็นใยแมงมุม เขาเห็นเงาร่างหญิงสาวคนหนึ่งกำลังพยายามงัดประตูเพื่อเข้ามาช่วย

“คุณ! ได้ยินฉันไหมคะ” เสียงของพิมพ์ลดาดังขึ้นชัดเจนแม้จะมีเสียงรอบข้างวุ่นวาย เธอก้มลงมองผ่านช่องกระจกแตก เมื่อเห็นว่าเขายังลืมตาอยู่ก็รีบพูดปลอบให้กำลังใจ

“คุณอย่าเพิ่งหลับนะคะ เข้มแข็งเอาไว้ เดี๋ยวเราจะช่วยคุณออกไป”

รชตะจ้องใบหน้าหญิงสาวตรงหน้า แสงไฟกู้ภัยสะท้อนดวงตาห่วงใยของเธออย่างชัดเจน ภาพนั้นประทับแน่นในความทรงจำของเขา ทั้งน้ำเสียงที่มั่นคงและแววตาที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด

หลังจากงัดประตูเปิดออก พิมพ์ลดารีบคลายเข็มขัดนิรภัยและประคองร่างชายหนุ่มออกมาอย่างระมัดระวัง เจ้าหน้าที่อีกสองคนเข้ามาช่วยพยุงร่างของเขาไปยังรถพยาบาล เสียงคนรอบข้างตะโกนประสานงานกันไม่ขาดสาย

ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง รชตะยังจำได้ว่าได้ยินเสียงหญิงสาวพูดอีกครั้งอยู่ข้างหู

“คุณปลอดภัยแล้วนะคะ” เขาเผลอยิ้มบาง ๆ ในใจพลางนึกขอบคุณคนที่ช่วยชีวิตเอาไว้ แล้วความมืดก็ค่อย ๆ กลืนกินสติของเขาไปอย่างช้า ๆ

หลังจากพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่นานเกือบหนึ่งเดือน รชตะจึงออกจากโรงพยาบาล แม้ร่างกายจะยังไม่แข็งแรงเต็มร้อย แต่ความคิดถึงอิสรภาพและความคุ้นชินในโลกของธุรกิจทำให้เขาไม่อยากอยู่นิ่งอีกต่อไป

ค่ำคืนนั้น ชายหนุ่มตัดสินใจแวะไปยังผับหรูที่เป็นหนึ่งในธุรกิจของครอบครัว เขาไม่ได้บอกใครล่วงหน้า ต้องการเพียงแค่แวะมาดูบรรยากาศและพักผ่อนเล็กน้อยเท่านั้น

เสียงเพลงจังหวะเร้าใจดังก้องไปทั่วบริเวณ ไฟสีสันต่าง ๆ วูบวาบสลับกัน พนักงานเดินขวักไขว่ เสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับลูกค้าที่แน่นขนัด รชตะเดินเข้าไปอย่างสงบ

ระหว่างที่เขากำลังจะนั่งลง พิมพ์ลดาเดินถือถาดเครื่องดื่มสวนมาอย่างไม่ทันระวัง ดวงตาของทั้งคู่สบกันทันที หญิงสาวเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อจำใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าได้ คนที่เธอเคยช่วยชีวิตไว้ในคืนนั้น

เธอไม่ได้มีโอกาสพูดอะไร เพราะต้องรีบไปเสิร์ฟโต๊ะอื่นต่อ ความจริงแล้วพิมพ์ลดาทำงานประจำที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็ต้องมาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ผับแห่งนี้ เพื่อหารายได้เสริมช่วยแม่ส่งเสียน้องสาวและน้องชายอีกสามคนเรียนต่อ

ไม่นานหลังจากนั้น รชตะเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ในร่างกาย มึนศีรษะ ใจเต้นแรงผิดปกติ ลมหายใจติดขัด เขาพอจะรู้ตัวว่าตัวเองถูกวางยาอะไรบางอย่างในเครื่องดื่ม เพราะร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนแรงรวดเร็วอย่างผิดปกติ

สายตาคมเหลือบไปเห็นพิมพ์ลดาอีกครั้ง เธอกำลังเดินผ่าน เขาจึงเรียกเธอเบา ๆ

“คุณช่วยผมหน่อย”

หญิงสาวหันกลับมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของชายหนุ่มก็รีบเข้ามาพยุง

“คุณเป็นอะไรคะ”

“พาผม…ขึ้นห้องข้างบนหน่อย ผับนี้ของผม” เสียงของเขาแผ่วเบาแต่หนักแน่น

หญิงสาวรีบประคองร่างของรชตะขึ้นไปยังห้องพักด้านบน ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของเขาเอง

เมื่อมาถึงห้อง รชตะอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว เธอรีบพยุงเขามานั่งบนเตียง พยายามจะช่วยหาน้ำให้ดื่มและโทร.เรียกรถพยาบาล แต่เขาจับมือเธอไว้แน่น

“ไม่ต้อง ผมแค่ขอให้คุณอยู่ตรงนี้”

บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแรงของทั้งคู่ ความใกล้ชิดในระยะประชิดทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่าจนเผลอหลบสายตา ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาและความมึนเมาที่กำลังครอบงำค่อย ๆ ดึงทั้งสองเข้าใกล้กันโดยไม่ทันรู้ตัว

เขากดเธอไปบนเตียงกว้างหนานุ่ม สัมผัสของเขาจู่โจมและกอดรัดแนบแน่น ไม่ให้เธอได้หนี

และในคืนนั้นเอง ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างคนทั้งสองก็เกิดขึ้น

เช้าวันถัดมา แสงแดดยามสายลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพักส่วนตัว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากผ้าปูที่นอนลอยติดจมูก รชตะลืมตาขึ้นช้า ๆ สมองยังมึนงงเล็กน้อยจากฤทธิ์ยาเมื่อคืน แต่ร่างกายกลับรู้สึกโล่งและสบายตัวกว่าที่คิด

ชายหนุ่มขยับตัว ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะกวาดตามองไปรอบห้องตามนิสัย แต่สิ่งที่เขาสังเกตได้ทันทีคือเธอไม่อยู่แล้ว พิมพ์ลดาคือผู้หญิงที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ถึงสองครั้งในเวลาห่างกันไม่กี่เดือน เธอได้หายออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ ทิ้งร่องรอยที่ได้อยู่ร่วมกันของค่ำคืนที่ผ่านมา

ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย ความรู้สึกประหลาดแผ่ซ่านในอก เขาจำได้แม่นว่าผู้หญิงคนนั้นคืออาสากู้ภัยที่ช่วยเขาออกมาจากรถในคืนอุบัติเหตุ และเมื่อคืนเธอก็เป็นคนที่ช่วยเขาเอาไว้ในวินาทีที่ร่างกายถูกวางยา

“คุณรัชต์ ตื่นแล้วเหรอครับ” เสียงลูกน้องคนสนิทดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง ก่อนจะเดินเข้ามาภายใน

รชตะสวมเสื้อเชิ้ตที่พาดอยู่บนเก้าอี้แล้วหันไปพูดเรียบ ๆ

“ไปเรียกผู้จัดการมาพบที่นี่หน่อย”

“ครับ” ไม่นานนัก ผู้จัดการซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของผับก็รีบเดินเข้ามาในห้อง สีหน้ามีความเคารพปนเกรงใจ

“คุณรัชต์ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเตียง กอดอกมองตรงไปด้วยสายตานิ่งขรึม

“เมื่อคืน คนที่พาผมขึ้นมาบนห้อง ชื่ออะไร”

ผู้จัดการชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงใคร

“อ๋อ…ลดาน่ะเหรอครับ พิมพ์ลดาเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ครับ ทำงานดี ขยัน อัธยาศัยดีกับทุกคนครับ กลางวันเธอทำงานประจำที่บริษัท ส่วนกลางคืนมาช่วยเสิร์ฟที่นี่เพื่อหารายได้ส่งน้อง ๆ เรียนครับ”

รชตะนิ่งฟัง พลางนึกย้อนถึงแววตาแน่วแน่ในคืนที่เธองัดประตูรถช่วยเขา กับสายตาอบอุ่นเมื่อคืนที่ประคองเขาไว้ไม่ให้ล้ม ทั้งสองเหตุการณ์ชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ตอน 2

“เธอช่วยฉันไว้ถึงสองครั้งแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น

“ครั้งแรก จากอุบัติเหตุ ครั้งที่สอง เมื่อคืน ถ้าไม่ได้เธอ ผมอาจแย่”

ผู้จัดการพยักหน้าช้า ๆ

“เธอเป็นคนดีจริง ๆ ครับ”

ชายหนุ่มหันมามองตรงอย่างแน่วแน่

“ผมอยากตอบแทนบุญคุณของเธอ ให้หาข้อมูลละเอียดให้หน่อย เธออยู่ที่ไหน ทำงานที่ไหนบ้าง เรียนจบอะไรมา ทุกอย่าง รวมถึงจัดการคนวางยาผมด้วย”

“ครับคุณรัชต์ ผมจะจัดการให้ทันที”

เมื่อผู้จัดการออกไปแล้ว ความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัวของรชตะ เขาไม่ได้รู้สึกแค่อยากตอบแทนเท่านั้น แต่มีบางอย่างในตัวหญิงสาวคนนั้น ที่ทำให้เขาไม่สามารถปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ได้อีกต่อไป

หลังจากเลิกงานพิเศษในค่ำคืนอันยาวนาน พิมพ์ลดากลับมาถึงบ้านในช่วงหัวค่ำด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งจากงานประจำและงานเสิร์ฟที่ผับ คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก็ได้แต่กัดปากตัวเอง ไม่น่าพลาดพลั้งแบบนั้นเลย แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดว่าจะต้องเผชิญคือเสียงเอะอะดังลอดออกมาจากภายในบ้าน

“แม่!” เธอรีบวิ่งเข้าไปในทันที เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นภาพที่ทำให้หัวใจเหมือนถูกบีบรัด บิดาของเธอกำลังยกมือขึ้นฟาดหน้าผู้เป็นมารดาที่พยายามเอาตัวบังไว้ ท่ามกลางเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของแม่ที่ไม่อาจต่อสู้ได้

“พอเถอะพ่อ!” พิมพ์ลดาตะโกนลั่น รีบพุ่งตัวเข้าไปผลักร่างของบิดาออกห่างจากมารดา ดวงตาเธอแดงก่ำทั้งโกรธและเสียใจ

“อย่าทำแบบนี้กับแม่อีก!” อรรณพหันมามองลูกสาวด้วยสายตาหงุดหงิดปนด้วยความเมามาย

“แกอย่ามาสอนฉันนะนังลดา เงินที่ฉันขอ ได้หรือยัง เอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

หญิงสาวเม้มปากแน่น ความรู้สึกสับสนตีขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งความโกรธ ความกลัว และความสงสาร เธอรู้ดีว่าการเถียงจะไม่ช่วยอะไร มีแต่จะทำให้มารดาต้องเจ็บตัวมากขึ้น

“ก็ได้” เธอพูดเสียงสั่น มือควักเงินเก็บที่เหลืออยู่ออกมาจากกระเป๋า

“เอาไปเลย จะได้จบ ๆ กันซักที”

อรรณพรีบคว้าเงินไปอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปโดยไม่แม้แต่หันกลับมามอง เธอรู้ดีว่าสู้บิดาไม่ได้ เคยสู้แล้วก็โดนหนัก โดนเฉพาะมารดาที่เจอหนักกว่า นั่นทำให้ต้องยอมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทันทีที่ประตูปิดลง วรรณาก็ทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย เธอโผเข้ากอดลูกสาวแน่นเหมือนอยากปกป้องและขอโทษในเวลาเดียวกัน

“แม่ขอโทษนะลดา ขอโทษที่ต้องให้หนูมาเห็นอะไรแบบนี้อีกแล้ว”

พิมพ์ลดากอดมารดาแน่นทั้งน้ำตา พยายามกลั้นความเจ็บปวดไว้ไม่ให้สะอื้นออกมา

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูแค่ไม่อยากเห็นแม่โดนทำร้ายอีก”

สองแม่ลูกกอดกันอยู่อย่างนั้น ในบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยความเงียบและความเศร้า พิมพ์ลดารู้ดีว่าเธอต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ เพื่อเป็นหลักให้มารดาและน้อง ๆ ต่อไป ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศสดใส แสงแดดอ่อน ๆ สาดลงมาทั่วตลาดสดที่คึกคักไปด้วยผู้คน พิมพ์ลดาสะพายกระเป๋าผ้า เดินเลือกซื้อของสดเพื่อนำกลับไปทำอาหารที่บ้าน เธอคุ้นเคยกับตลาดแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะมักจะมาช่วยมารดาจับจ่ายซื้อของทุกสัปดาห์

ขณะที่กำลังเลือกผักอยู่นั้น สายตาเธอเหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งยืนพิงเสา ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดลงช้า ๆ ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้คนรอบข้างที่ต่างตกใจ

“คุณปู่! ระวัง!” พิมพ์ลดารีบวางของในมือแล้ววิ่งเข้าไปประคองร่างของชายชราเอาไว้ทันที ก่อนที่เขาจะล้มกระแทกพื้นเต็มแรง

“คุณปู่ได้ยินเสียงหนูไหมคะ” เธอเรียกท่านเสียงดัง พลางใช้มือแตะที่แก้มของชายชราอย่างระมัดระวัง

ชายชราลืมตาขึ้นช้า ๆ เสียงแผ่วเบา

“ปู่แค่หน้ามืดไปหน่อย”

หญิงสาวไม่รอช้า รีบเรียกรถโรงพยาบาล และประคองเขาไปนั่งรอในที่ร่ม ขณะนั้นเองผู้คนรอบข้างก็เริ่มเข้ามาช่วยเหลือ พยุงขึ้นรถพยาบาลไปส่งยังโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที ซึ่งเธอก็ตัดสินใจติดรถไปด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าท่านปลอดภัย

เมื่อถึงโรงพยาบาลและได้รับการปฐมพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ชายชราก็รู้สึกตัวดีขึ้น เขาหันมามองหญิงสาวที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยสายตาอบอุ่น

“ขอบใจหนูมากนะ” น้ำเสียงของเขาสงบนุ่มนวล

“ถ้าไม่มีหนู ปู่คงล้มแย่แน่ ๆ”

พิมพ์ลดายิ้มบาง ๆ

“ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณปู่ หนูยินดีค่ะ”

ชายชราหัวเราะเบา ๆ

“ปู่แวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าแถวตลาดน่ะ ไม่คิดว่าร่างกายจะไม่ไหวเอาซะเฉย ๆ ขอบใจหนูจริง ๆ นะ หนูเป็นคนดีมาก อีกอย่างปู่หนีออกจากบ้านมา”

“หนีออกจากบ้านเหรอคะ”

“ก็เจ้าหลานชายตัวดีน่ะสิ กลัวปู่จะเป็นโน่นเป็นนี่ให้อยู่แต่กับบ้านเพราะเป็นห่วง ปู่เลยแอบหนีออกมาเจอเพื่อนเก่าซะเลย นี่ถ้าเจ้าหลานชายปู่รู้คงบ่นอีกแน่ ๆ”

“ไม่หรอกค่ะ เขาคงแค่เป็นห่วงคุณปู่น่ะค่ะ”

“ขอบใจอีกครั้งนะ หนูนี่เป็นคนดีจริงๆ”

“หนูยินดีค่ะ ขอให้คุณปู่หายไว ๆ นะคะ”

แม้จะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ความจริงใจและความมีน้ำใจของพิมพ์ลดากลับสร้างความประทับใจให้ชายชราอย่างลึกซึ้ง เขามองเธอด้วยแววตาอบอุ่น รู้สึกซาบซึ้งใจที่ยังมีคนใจดีในโลกใบนี้

“หน้าของหนูเหมือนเพื่อนของปู่เหลือเกิน”

“เหมือนเหรอคะ”

“ใช่ เหมือนมาก” ท่านมองแล้วนึกสงสัย แต่พิมพ์ลดาคิดว่าท่านคงเจอคนหน้าคล้ายเท่านั้น

เช้าวันจันทร์ เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ด้วยความเร่งรีบ พิมพ์ลดาสะพายกระเป๋าใบเดิม ก้าวเดินเข้าไปในบริษัทที่เธอทำงานประจำด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนจบ สำหรับเธอแล้ว ที่นี่คือแหล่งรายได้หลักที่ช่วยเลี้ยงดูมารดาและน้อง ๆ ทั้งสามคน

ตลอดเวลาที่ทำงานที่นี่ เธอต้องเผชิญกับเพื่อนร่วมงานบางกลุ่มที่มักจะโยนงานให้เธออยู่เสมอ

“ลดา ช่วยพิมพ์เอกสารฉบับนี้ให้หน่อยสิ ชั้นยังไม่ว่าง”

“ลดา ฝากเคลียร์งานนี้แทนหน่อยนะ” เสียงเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องปกติประจำวัน พิมพ์ลดาได้แต่ยิ้มรับและก้มหน้าทำงานต่อ แม้ในใจจะรู้ดีว่าถูกเอาเปรียบก็ตาม

งานหายาก เงินต้องใช้ เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธมากนัก อะไรที่ทนได้ เธอก็ทน อะไรที่เกินขอบเขต เธอก็ไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นสู้ เพราะตอนนี้เธอไม่ได้ทำงานที่ผับแล้ว เพราะรู้สึกว่าอันตรายเกินไปในการทำงานตอนกลางคืน จึงลาออกมาเดือนกว่าแล้ว

ผู้จัดการแผนกของที่นี่ชื่อปลายฟ้า หญิงสาวลูกคุณหนูที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานได้ไม่นาน แต่ชอบเอาหน้า แถมยังอิจฉาพิมพ์ลดาที่ทั้งเก่งและสวยกว่า โดดเด่นในสายตาทุกคนโดยไม่ต้องพยายามมากนัก ทุกครั้งที่พิมพ์ลดาได้รับคำชม ปลายฟ้าจะยิ่งหงุดหงิดใจมากขึ้น

กระทั่งเย็นวันหนึ่ง หลังเลิกงาน พิมพ์ลดากำลังจะเดินไปเก็บแฟ้มเอกสารที่ชั้นล่าง ทันใดนั้น เธอก็ถูกกลุ่มพนักงานหญิงสามสี่คนดักไว้ตรงมุมบันได และลากไปที่บันไดหนีไฟ

“เก่งนักใช่มั้ย ชอบทำตัวเด่นนักใช่ไหม!” หนึ่งในนั้นตะโกนใส่ก่อนจะผลักเธอเต็มแรง

“พวกเธอจะทำอะไร!” พิมพ์ลดาขมวดคิ้ว ตั้งท่าป้องกันตัวเอง แต่ยังไม่ทันจะขยับ พวกนั้นก็เข้ามารุม ทั้งผลัก ทั้งตบ ทั้งตี เสียงดังไปทั่วบันไดหนีไฟ

ตอน 3

ปลายฟ้ายืนมองจากด้านหลังด้วยสายตาเย็นชา ยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ นี่คือสิ่งที่เธอสั่งเองทั้งหมด

ขณะเดียวกัน รชตะซึ่งบังเอิญแวะมาที่บริษัทโดยไม่แจ้งล่วงหน้า กำลังเดินตรวจพื้นที่ เมื่อเดินผ่านบันไดหนีไฟ เขาได้ยินเสียงเอะอะดังลอดออกมา

เขารีบผลักประตูเข้าไป สิ่งที่เห็นทำให้ดวงตาคมแข็งกร้าวทันที พิมพ์ลดาถูกกลุ่มพนักงานหญิงรุมทำร้าย เธอพยายามตั้งรับแต่ก็สู้แรงหลายคนไม่ได้

“หยุด!” เสียงของเขาดังขึ้นอย่างมีอำนาจ จนทุกคนชะงักกึก

ทันทีที่สายตาของเขาสบเข้ากับใบหน้าของหญิงสาว เขาก็จำได้ในทันที หญิงสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้สองครั้ง และหญิงสาวคนนั้นก็คือคนที่เขาไม่เคยลืม

ก่อนหน้านี้เขาไปดูแลสาขาอื่นๆ ตอนนี้กลับมาประจำที่นี่ จึงอยากดูแลที่นี่ให้ดีและเรียบร้อยทุกอย่าง

พิมพ์ลดาในตอนนี้หมดแรง ทรุดลงกับพื้นและสลบไปต่อหน้าต่อตา

รชตะก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว อุ้มร่างของเธอขึ้นมาในอ้อมแขน แล้วหันไปจ้องปลายฟ้ากับพนักงานกลุ่มนั้นด้วยสายตาดุดัน

“ถ้าหญิงสาวคนนี้เป็นอะไรไป ฉันจะเล่นงานพวกเธอให้ถึงที่สุด” เสียงเขาเยือกเย็นแต่หนักแน่นจนทุกคนตัวสั่นไปตาม ๆ กัน

ปลายฟ้าหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าเขาจะมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตาแบบนี้

ไม่รอช้า รชตะรีบพาพิมพ์ลดาไปยังโรงพยาบาลทันที เขายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องตรวจด้วยความกังวล จนกระทั่งแพทย์เดินออกมาพร้อมใบหน้าสงบนิ่ง

“เธอปลอดภัยแล้วครับ แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่คุณควรรู้” หมอพูดช้า ๆ

“เธอตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้ว”

รชตะชะงักไปทันที สายตาคมนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพคืนวันนั้นเมื่อเดือนก่อนในผับจะย้อนกลับเข้ามาอย่างชัดเจนในหัว

เสียงนาฬิกาในห้องพักผู้ป่วยดังอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นยาผสมกับกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงลอยอวลไปทั่ว พิมพ์ลดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตายังพร่าเลือน ก่อนจะมองเห็นเพดานสีขาวและหลอดไฟที่ส่องสว่างจ้า

เธอรู้สึกหนักที่อึ้งและเพลียไปทั้งตัว พยายามจะขยับตัวช้า ๆ จนรู้ตัวว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ข้างเตียง

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ดวงตาคมจับจ้องมาที่เธอโดยไม่วาง เขาไม่พูดอะไรในตอนแรก เพียงแค่รอให้เธอได้ตั้งสติเต็มที่

“คุณ” เธอเอ่ยเสียงเบา แววตายังเต็มไปด้วยความสับสน

ชายหนุ่มพิงหลังกับพนักเก้าอี้ สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยเสียงเรียบแต่ชัดเจน

“ผมรชตะครับ”

“ค่ะ”

“หมอบอกว่าคุณท้อง”

พิมพ์ลดาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงทันที เหมือนเลือดทั้งหมดไหลไปหยุดที่ปลายเท้า เธอไม่รู้จะตอบยังไงดี เงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดต่อ

“บอกผมมาเถอะลูกในท้องเป็นลูกใคร” น้ำเสียงของเขาแน่วนิ่งแต่แฝงความจริงจัง ไม่ใช่คำถามที่ต้องการให้หลบเลี่ยง

หญิงสาวเม้มปากแน่น ใจเต้นแรงจนแทบกลืนคำพูดลงคอ เธอรู้ดีว่ามันไม่มีทางปฏิเสธได้ และถึงจะอยากหลบเลี่ยงแค่ไหน ความจริงก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง

“ถึงคุณบอกว่าไม่ใช่ลูกของผม ผมก็มีวิธีมากมายที่จะพิสูจน์ว่าเด็กในท้องเป็นลูกของใคร”

“เป็นลูกของคุณค่ะ” เธอพูดออกมาในที่สุด เสียงแผ่วเบาแต่ชัดจน ดวงตาหลุบต่ำไม่กล้าสบสายตาเขา

รชตะนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะขยับตัวมานั่งใกล้เธอมากขึ้น สายตาคมจริงจังและแน่วแน่

“ในเมื่อเป็นลูกของผม ผมก็จะรับผิดชอบ ผมจะดูแลคุณกับลูกให้ดีที่สุด ไม่ต้องกังวลอะไร”

หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ น้ำเสียงสั่นไหว

“ฉันไม่ได้อยากให้คุณมารับผิดชอบเพราะความจำยอม”

“ไม่ใช่เพราะจำยอม” เขาตอบทันที

“แต่เพราะผมตั้งใจ”

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของพิมพ์ลดาสั่นไหว เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความจริงอีกต่อไป เพราะเธอกำลังอุ้มลูกของเขาอยู่ในท้อง และนี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่เธอไม่อาจถอยกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดลอดผ่านกระจกของสำนักงานเขตอย่างอบอุ่น บรรยากาศภายในเงียบสงบ มีเพียงเสียงของเจ้าหน้าที่ที่กำลังจัดเตรียมเอกสารและผู้คนบางตาที่มารอคิวจดทะเบียนสมรส พิมพ์ลดานั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ไม้ ดวงตากลมโตยังมีแววประหม่าและไม่คุ้นชินกับสถานที่แบบนี้นัก

ฝั่งตรงข้าม รชตะนั่งมองหญิงสาวอย่างใจเย็น ใบหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงความอ่อนโยนที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น เขาเป็นคนเอ่ยชวนมาที่นี่เอง เพื่อให้เธอและลูกในท้องได้รับการยอมรับอย่างถูกต้อง และมากกว่านั้น เขาอยากบอกความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจมาตลอด

เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่เชิญทั้งสองเข้าไปนั่งตรงโต๊ะ จัดเตรียมเอกสารและยื่นปากกาให้ พิมพ์ลดาจับปากกาในมือแน่น หัวใจเต้นแรงขณะมองชื่อของตัวเองถูกบันทึกลงเคียงคู่กับชื่อของชายตรงหน้า

หลังจากเซ็นเอกสารเสร็จเรียบร้อยและได้รับใบทะเบียนสมรส รชตะหันมาจับมือเธอเบา ๆ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวอย่างแน่วแน่

“ลดา ผมมีเรื่องอยากบอกกับคุณ” เขาเอ่ยเสียงนุ่มแต่จริงใจ

“ผมหลงรักคุณตั้งแต่แรกเห็น ตอนที่คุณช่วยผมออกมาจากรถในคืนนั้น คุณกล้าหาญมาก จนผมไม่เคยลืมคุณได้เลย”

พิมพ์ลดาชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ ไม่คิดว่าเขาจะพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้

“ตั้งแต่วันนั้น ภาพของคุณติดอยู่ในใจของผมตลอดมา” เขายิ้มมุมปากบาง

“พอเราได้เจอกันอีกครั้งที่ผับ ผมก็ถึงได้รู้ว่าคุณคือคนเดียวกัน ผู้มีพระคุณของผมและนางฟ้าในหัวใจของผม”

หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะตอบอย่างไม่ปิดบัง

“ลดาไปเป็นอาสากู้ภัย เพราะอยากช่วยคนค่ะ ส่วนตอนที่ไปทำงานที่ผับ ก็เพราะอยากหารายได้ส่งน้อง ๆ เรียน ที่บ้านของลดามีภาระเยอะ ลดาเลยต้องทำงานหลายอย่างน่ะค่ะ” เธอพูดตามจริง

คำพูดนั้นทำให้สายตาของเขาอ่อนโยนลงยิ่งกว่าเดิม เขามองเธอด้วยความรู้สึกทั้งชื่นชม ขอบคุณและมันอบอุ่นหัวใจเป็นที่สุด

“คุณเป็นผู้หญิงที่น่าชื่นชมจริง ๆ ลดา”

หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยต่อเบา ๆ

“ลดาไม่ได้ทำงานที่ผับแล้วค่ะ ตั้งแต่คืนนั้น คืนที่ลดากับคุณ” เธอกัดปากหลุบตาลง ไม่กล้าสบสายตาเขา แต่ความหมายชัดเจนเกินกว่าจะต้องพูดให้จบประโยค

รชตะบีบมือเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ อย่างจริงใจ

“ตั้งแต่คืนนั้น ผมก็ไม่เคยคิดจะปล่อยมือคุณอีกเลย” ทั้งสองมองหน้ากันเงียบ ๆ อยู่ชั่วขณะ ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง บรรยากาศเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกแน่นแฟ้น การเริ่มต้นชีวิตคู่ของพวกเขาไม่ได้มาจากความบังเอิญอีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจร่วมกันอย่างจริงใจและมั่นคง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED