ตอน 1

เฉียวยียืนอยู่ตรงประตูทางเข้าสำนักงาน น้ำตาที่กลั้นเอาไว้แสบจนสุดจะทน เครื่องสำอางที่แต่งอย่างพิถีพิถันก็ไม่อาจปกปิดความซีดเซียวบนใบหน้าได้

เธออ้อนวอนต่อชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเจ็บปวด “เรามาลองกันใหม่เถอะนะ ฉันไม่กลัวว่าจะทุกข์ทรมาน จิ่งเฉิง พวกเรามาลองกันอีกครั้งได้ไหม?”

เขากอดเธอเข้าไปในอ้อมกอด ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด น้ำเสียงแหบแห้ง “ยียี พวกเราตกลงกันเอาไว้แล้ว... คุณอย่าโทษผมเลย ผมเองก็จนปัญญาเหมือนกัน”

เฉียวยีซบหน้าไปที่ไหล่ของจิ่งเฉิง ในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมา ทำให้เสื้อเชิ้ตราคาแพงของเขาเปียกโชกไปหมด เธอพูดเน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า “พวกเรามาลองกันอีกครั้งเถอะ ลองกันอีกครั้งนะ...”

มือของเขาลูบหลังของเฉียวยีอย่างปลอบประโลม “ผมรู้ว่าคุณทุกข์ทรมาน แต่ว่าแม่ของผม... ยียี คุณเชื่อผมนะ ผมรักคุณ คุณอย่าทำให้ผมลำบากใจเลย...”

เฉียวยีรู้ว่าพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้ฟูมฟายออกมาไม่หยุดหย่อนอย่างไม่สนภาพลักษณ์อะไรทั้งนั้น ไม่สนแม้กระทั่งเครื่องสำอางที่เลอะเทอะไปหมด

ไร้ซึ่งภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่สวยดูดี ต่อให้จะสายก็ยังต้องเลือกสีลิปสติกให้เข้ากันกับเสื้อผ้าก่อนจะก้าวออกจากประตูบ้าน

ตระกูลจิ่งของพวกเขาคาดหวังว่าจะได้อุ้มหลานตั้งแต่วันที่พวกเขาแต่งงานกัน รอคอยมาสองปีแล้ว ท้องของเฉียวยีก็ไม่มีสัญญาณว่าจะตั้งครรภ์แต่อย่างใด สีหน้าของแม่สามีเริ่มย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ

ตอนที่เฉียวยีได้รับผลวินิจฉัยของโรงพยาบาล คนทั้งคนก็อึ้งไปทันที นี่มันผลวินิจฉัยที่ไหนกัน นี่มันคือหนังสือคำพิพากษาการแต่งงานชัด ๆ

“ภาวะมีบุตรยากตลอดชีวิต”

หลังจากออกมาจากสำนักงานเขต จิ่งเฉิงก็มองเฉียวยีที่มีสีหน้าหม่นหมอง “ให้ผมไปส่งคุณนะ”

ตลอดครึ่งชั่วโมงที่เฉียวยีรออยู่ที่ล็อบบี้ ในที่สุดเสียงร้องไห้ก็หยุดลง แต่เสียงกลับขึ้นจมูก เมื่อตะกี้นี้ร้องไห้หนักมากจริง ๆ

เธอสูดจมูก ก่อนจะโบกมือให้กับเขา “คุณไปเถอะ”

เรื่องนี้มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว พูดไปก็ไม่มีประโยชน์

จิ่งเฉิงประคองไหล่ของเฉียวยีด้วยความเป็นห่วง รู้สึกว่าเธอจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ “คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”

เฉียวยีเงยหน้าขึ้นมองจิ่งเฉิง เธอกลับยิ้มออกมา แต่ดวงตาที่บวมแดงและเสียงที่ขึ้นจมูกนั้น มันทำให้รอยยิ้มของเธอดูค่อนข้างจะเศร้าหมอง “หย่าร้างกับผู้ชายที่รักกันมาสี่ปี คุณคิดว่าฉันจะเป็นไรไหมล่ะ?”

จิ่งเฉิงถูกถามจนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย “ยียี ขอโทษนะ...”

เฉียวยีโบกมือ ก่อนจะเดินจากไป

เลิกพูดขอโทษได้แล้ว เธอฟังจนเบื่อแล้ว

ตอนนี้ผู้ชายคนนี้ ถ้าไม่เอาแต่พูดขอโทษ ก็เอาแต่พูดว่า:แม่ของผมบอกว่า แม่ของผมบอกว่า...

ตัวเองรักลูกแหง่ติดแม่มาสี่ปี แม้กระทั่งตอนนี้ในกระเป๋าของเธอมีใบหย่าที่เพิ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ แต่ภายในใจของเธอกลับยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

เขามองเฉียวยียืนเรียกรถแท็กซี่อยู่ริมถนน ก่อนจะปิดประตูจากออกไป จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ที่ปิดเสียงเอาไว้ออกมา กดเปิดหน้าจอ บนหน้าจอมีสายที่ไม่ได้รับจาก ‘แม่’ เจ็ดสาย

เขาไม่ทันได้เปิดขึ้นมา สายโทรศัพท์ของแม่ก็โทรเข้ามาอีกครั้งอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

จิ่งเฉิงถือใบหย่าที่เพิ่งจะได้มาด้วยมือข้างหนึ่ง เขาหยิบใบหย่าขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มืออีกข้างถือโทรศัพท์ “หย่าแล้ว”

เขารู้ว่าแม่จะถามอะไร จึงชิงตอบกลับไปก่อน

น้ำเสียงของแม่จิ่งดีอกดีใจอย่างไม่ปิดบังเลยแม้แต่นิดเดียว “เห้อ ถ้าอย่างนั้นก็ดี ยืดเยื้อมาตั้งนานขนาดนี้ ผู้หญิงคนนั้นรับมือยากมากจริง ๆ !”

จิ่งเฉิงแสดงควมหงุดหงิดต่อแม่อย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อย ๆ “แม่ ยังมีธุระอีกไหม”

ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เขาอยากจะไปดื่มสักหน่อย

“มีสิ หลิงหลิงบอกกับลูกแล้วยัง ว่าเธอจะลงจากเครื่องบ่ายสอง ลูกไปรับเธอกลับมาที่บ้านนะ แม่จะให้น้าจางทำของว่างที่เธอชอบเอาไว้รอ”

ปลายสาย แม่จิ่งรู้สึกว่าวันนี้มีเรื่องที่น่ายินดีถึงสองเรื่อง เรื่องแรกคือในที่สุดเฉียวยีที่เธอเกียจก็หย่ากับลูกชายสุดที่รักของเธอแล้ว เรื่องที่สองคือลูกสะใภ้ในอุดมคติของเธอกลับมาทำงานที่ประเทศแล้ว ไม่ช้าก็เร็วจะต้องได้มาเป็นลูกสะใภ้เธอแน่นอน

“รู้แล้ว” จิ่งเฉิงโยนหนังสือหย่าเข้าไปในช่องเก็บของตรงที่นั่งข้างคนขับ แม่จิ่งยังไม่ทันได้สั่งกำชับต่อ เขาก็วางสายไปด้วยความรำคาญเสียก่อน

เฉียวยีกลับมาถึงบ้าน

ไม่ เรียกบ้านไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่านับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป คุณผู้ชายของบ้านคนนั้นจะไม่กลับมาอีกแล้ว ถึงแม้ว่าที่นี่จะเต็มไปด้วยร่องรอยการมีอยู่ของเขา

แต่เฉียวยีก็เป็นหญิงสาวธรรมดาทั่วไป คบกันกับจิ่งเฉิงมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าตระกูลจิ่งที่ทำธุรกิจจะดูถูกดูแคลนเฉียวยีที่ไม่ได้มีภูมิหลังอะไร แต่เฉียวยีก็จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง นิสัยน่ารักร่าเริง หน้าตาก็สวยโดดเด่น หลังจากจบการศึกษาก็ได้รับคำชื่นชมจากเจ้านายของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำงานอยู่ เป็นผู้หญิงที่โดดเด่นมาโดยตลอด

จิ่งเฉิงยืนกรานที่จะคบกับเธอ ตระกูลจิ่งเองก็รู้สึกว่าเฉียวยีก็พอจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ ในอนาคตก็น่าจะช่วยเหลือจิ่งเฉิงในเรื่องธุรกิจได้อยู่บ้าง จึงไม่ได้กีดกันอะไรอีก

แต่ใครจะคิดว่ายุคสมัยนี้แล้ว เฉียวยีจะถูกทอดทิ้งเนื่องจากไม่สามารถ ‘มีทายาท’ ให้ตระกูลจิ่งได้ เธอเกลียดความหัวโบราณของตระกูลจิ่ง แล้วก็เกลียดความอ่อนแอของจิ่งเฉิง แต่มากไปกว่านั้น ก็คือความอาลัยอาวรณ์

เขาเป็นผู้ชายที่เธอรักมาอย่างสุดหัวใจมาเป็นเวลาสี่ปี

เฉียวยีกลับมาที่ห้องนอน ห่มผ้าห่มพยายามข่มตานอน เยียวยาตัวเอง

แต่ผ้าห่มยังคงมีกลิ่นของจิ่งเฉิง บนหมอนเองก็เช่นกัน เฉียวยีไม่สามารถนอนหลับได้

เธอลุกขึ้นออกไปสูดอากาศที่ระเบียง เห็นที่เขี่ยบุหรี่และบุหรี่ที่สูบไปได้ครึ่งเดียวบนโต๊ะ มันเป็นของจิ่งเฉิง

เฉียวยีหยิบบุหรี่หนึ่งมวนขึ้นมาจุด ก่อนจะพ่นควันออกมาเบา ๆ ดูเหมือนว่าตัวเองจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับที่คิด

ที่นี่เต็มไปด้วยร่องรอยการมีอยู่ของจิ่งเฉิง พวกเขาเคยจูบกันบนโซฟา เคยทำอาหารกันในห้องครั้ว แล้วก็มักจะกอดกันชมวิวทิวทัศน์อยู่ที่ระเบียง ถึงขนาดที่นัดกันว่าในฤดูหนาวปีนี้จะไปจุดพลุริมชายหาดที่บ้านเก่าด้วยกันด้วย

หลังจากที่สูบบุหรี่หมดไปหนึ่งมวน เฉียวยีก็น้ำตาไหลอาบเต็มหน้า

เธอเก็บข้าวของจากไปในคืนนั้น

ไปที่ไหนดี

ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ไม่มีร่องรอยของจิ่งเฉิง

เฉียวยีไปที่สถานีรถไฟ จ้องมองหน้าจอขนาดใหญ่ในห้องจำหน่ายตั๋วอยู่ห้านาที จากนั้นก็เลือกสถานที่ที่ตัวเองไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนแต่ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลมาก:หนานอู่

หนึ่งชั่วโมงต่อมาเฉียวยีก็ขึ้นรถไฟ เธอเขียนหนังสือลาออกบนรถ ก่อนจะส่งข้อความไปหาเจียงอวี๋ เพื่อนที่สนิทที่สุด บอกข่าวหย่าร้างของตัวเองกับเธอ จากนั้นก็ปิดเครื่อง

ตั๋วนั่งสิบกว่าชั่วโมง ตอนที่เฉียวยีลงมาจากรถ ก็รู้สึกแข็งชาไปทั้งตัว เจ็บปวดไปทั่วร่างกาย เธอขยับมือเท้าสักพัก จากนั้นก็ออกมาจากสถานี

ข้างนอกสถานีทั้งเสียงดังทั้งวุ่นวาย มีแผงขายของหาบเร่ แล้วยังมีรถรับจ้างส่วนตัวคอยเรียกผู้โดยสารจอดอยู่มากมาย

โกลาหลวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา

เธอลากกระเป๋าสัมภาระไปสักพัก สุดท้ายก็เช่าบ้านที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยหลังหนึ่งในเมือง สองห้องนอนหนึ่งห้องรับแขก ค่าเช่าเดือนละสี่พันห้าร้อย ราคาค่อนข้างถูก

หนานอู่เป็นเมืองเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนท้องถิ่น เฉียวยีจึงตัดสินใจไปเดินสำรวจในละแวกใกล้เคียง ทำความคุ้นเคยกับสถานที่สักหน่อย

ตอนที่กลับมาถึงบ้านพร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้มากมาย ท้องฟ้าก็มืดแล้ว แต่เฉียวยีไม่ใช่คนที่ตามมีตามเกิด ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยมาก แต่สุดท้ายเธอก็รวบรวมเรี่ยวแรงเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อน ไม่อย่างนั้นคืนนี้เธอก็จะไม่มีที่ให้นอน

หลังจากเก็บกวาดเสร็จ ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว เฉียวยีถือถุงขยะขนาดใหญ่สองใบลงมาชั้นล่าง

หลังจากที่ทิ้งขยะลงไปในถังขยะอย่างหมดเรี่ยวแรงแล้ว เฉียวยีก็กำลังหันหลังวิ่งกลับไป แต่กลับได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้นมาเบา ๆ

ดึกดื่นป่านนี้แล้ว น่ากลัวจริง ๆ หรือที่นี้เหี้ยนงั้นเหรอ? เฉียวยีรีบเร่งฝีเท้าด้วยความตกใจกลัว

หลังจากที่วิ่งหนีมาได้สิบกว่าเมตรก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เสียงนี้มันดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับบริเวณที่ทิ้งขยะเมื่อตะกี้นี้ มีเด็กกำลังร้องไห้จริง ๆ

เฉียวยีที่ได้รับการศึกษาสูง ถึงแม้ว่าภายในใจจะรู้สึกตื่นตระหนก แต่ถึงยังไงก็ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา เธอเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ ก่อนจะตามหาแหล่งที่มาของเสียงอย่างระมัดระวัง

ในเงาทางด้านซ้ายของถังขยะมีห่อผ้า เสียงของเด็กดังมาจากในนั้น เฉียวยีขยับโทรศัพท์เข้าไปส่องใกล้ ๆ เห็นเด็กทารกคนหนึ่ง ร้องจนหน้าแดง แต่เสียงไม่ดังมาก ไม่รู้ว่าร้องมานานแค่ไหน บางทีอาจจะเหนื่อยแล้ว

นี่คือเด็กทารกที่ถูกทิ้ง

ตอน 2

เฉียวยีรีบอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นใครสักคน

ทำยังไงดี แจ้งตำรวจดีไหม เอาไปให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือโรงพยาบาลดี

เด็กน้อยร้องไม่หยุด มุ่ยปาก เฉียวยีใช้หลังมือลูบใบหน้าของเด็กน้อย นุ่มนิ่ม หนึบหนัน ทำไมถึงสบายขนาดนี้

เฉียวยีรู้สึกเจ็บปวดหัวใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ลูกที่ตัวเองปรารถนาต้องการแต่ไม่อาจได้มา คนอื่นกลับทิ้งขว้างอย่างง่ายดายราวกับขยะ

ตอนนี้เด็กจะต้องหิวแล้วแน่ ๆ ถึงได้เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้

เธอเปิดกระเป๋าสัมภาระใบเล็กที่อยู่ข้างห่อผ้าขึ้นมา ข้างในมีนมผง ขวดนม แล้วก็ผ้าอ้อมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ไม่มีแม้กระทั่งวันเดือนปีเกิดหรือชื่อสกุลของเด็ก ไม่รู้ว่าพ่อแม่คนไหนที่ใจไม้ไส้ระกำได้ขนาดนี้

เด็กน้อยร้องไห้ฟูมฟายอยู่ด้านข้าง เฉียวยีไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว เธอถือถุงสัมภาระ พร้อมกับอุ้มเด็กขึ้นไปข้างบน

ไม่ว่ายังไง ต้องป้อนนมให้เด็กอิ่มก่อน

ตอนที่เตรียมตั้งครรภ์กับจิ่งเฉิงก่อนหน้านี้ เฉียวยีได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กมาบ้าง ตอนนี้ไม่ถึงขั้นที่ทำอะไรไม่ถูกซะทีเดียว

เธอวางเด็กไว้กลางโซฟา ก่อนจะต้มน้ำร้อน จากนั้นก็แกะผ้าที่ห่มตัวเด็กออก ก่อนจะถอดเสื้อผ้าของเด็กออกมาตรวจสอบ

เป็นเด็กผู้ชาย อายุน่าจะประมาณสามเดือน ปลอดภัยไร้ร่องรอยขีดข่วน ดูสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย

นอกจากนี้เด็กคนนี้ก็หน้าตาดีมาก โดยเฉพาะสองตาคู่นั้น ทั้งกลมทั้งโต ลูกตาดำขลับ ตอนนี้กำลังจ้องมองเฉียวยีด้วยท่าทางน่าสงสาร มีหยาดน้ำตาเกาะบนขนตาที่ทั้งยาวทั้งงอน ปากที่นุ่มนิ่มอมชมพูอ้าค้างเอาไว้รองับจุกนม น่ารักน่าเอ็นดูมากจริง ๆ

ใจของเฉียวยีแทบละลายแล้ว

เสื้อผ้ากับกระเป๋าของเด็กก็ธรรมดาทั่วไปมา ไม่มีเครื่องหมายพิเศษใด ๆ ทั้งนั้น

เฉียวยีเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับเด็ก หลังจากผสมนมเสร็จ ปากเล็ก ๆ ก็ดูดขวดนมอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงร้องไห้ถึงได้หยุดลง

เฉียวยีอุ้มเด็กน้อยเอาไว้ มองปากเล็กจิ๋วที่กำลังขยับเขยื้อน หลับตาลงอย่างช้า ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

เฉียวยีรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ รู้สึกสบายไปทั้งร่างกาย

ที่แท้เด็กก็น่า่รักขนาดนี้เลยเหรอ มิน่าล่ะยัยแม่มดแก่ของตระกูลจิ่งนั่นถึงได้เร่งเร้าให้เธอมีลูก

แต่น่าเสียดาย ที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์จะเป็นแม่คนอีกต่อไปแล้ว

เด็กยังไม่ทันกินนมเสร็จก็นอนหลับไปเรียบร้อยแล้ว น่าจะเป็นเพราะร้องไห้จนหมดแรง ตอนนี้ก็ได้กินอิ่มแถมยังมีคนคอยอุ้มอีก ก็เลยรู้สึกสบายใจ

เดิมทีเฉียวยีตั้งใจจะให้เด็กกินนมเสร็จแล้วค่อยพาไปที่สถานีตำรวจ แต่พอมองเด็กน้อยจ้ำม่ำที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอด เธอก็ใจไม่แข็งพอที่จะปลุกเขา

เธออุ้มเด็กน้อยเดินวนไปมาในบ้านสองรอบ ภายในใจเกิดความคิดที่บ้าบิ่นขึ้นมา

เธอจะรับเลี้ยงเด็ก!

เฉียวยีที่มีผลการเรียนดีเด่นไม่เคยทำอะไรไร้เหตุผลแบบนี้มาก่อน แต่เธอต้องสูญเสียครอบครัวไปเพราะไม่มีลูก ตอนนี้เธอรู้สึกว่าการที่เด็กคนนี้ปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาแบบนี้ มันคือของขวัญที่สวรรค์มอบให้กับเธอ! ตัวเองไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับเอาไว้

ถ้าเกิด... ถ้าเกิดคนในครอบครัวของเด็กคนนี้มาหาเธอ ก็แค่คืนไปให้กับพวกเขาก็สิ้นเรื่องแล้ว...อย่างน้อยก็ขอให้ตัวเองได้สัมผัสความรู้สึกของคนเป็นแม่สักช่วงระยะเวลาหนึ่งก็แล้วกัน

วันต่อมาเฉียวยีพาเด็กออกไปข้างนอก เธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อน

พื้นที่ห่างไกลและด้อยพัฒนาแบบหนานอู่ ทารกที่ถูกทอดทิ้งในแต่ละปีมีจำนวนไม่น้อย ทุกคนต่างก็เคยชินกันหมด ตำรวจพาเฉียวยีกับเด็กมายังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของท้องถิ่น

สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นอาคารสองชั้นที่เก่าแก่มาก ตอนที่เฉียวยีที่แต่งกายสวยสง่างามเข้าไป เหล่าเด็ก ๆ ที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมก็พากันจ้องมองเธออย่างน่าสงสาร แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนา

เฉียวยีหยิบเอกสารแสดงรายได้และวุฒิการศึกษาของตัวเองออกมา ทำเรื่องรับเลี้ยงเด็กเสร็จไปอย่างง่ายดาย เธอบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปสองแสนห้าหมื่น พวกเขาต่างก็ปีติยินดีกันทั้งสองฝ่าย

เนื่องจากเพิ่งจะย้ายเข้ามาที่นี่ ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาก็ได้เจอกับเพื่อนบ้านมากมาย ทุกคนต่างก็คิดว่าเป็นลูกของเธอ นานวันเข้า ไม่เห็นพ่อของเด็กสักที บางทีก็พูดคุยกันบ้างเป็นครั้งคราว คนอื่นถามถึงพ่อของเด็ก เฉียวยีก็ตอบกลับไปอย่างหน้าตาเฉยว่า “หย่ากันแล้ว!”

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับความสุขของการได้เป็นแม่คน มอบความรักทั้งหมดให้กับเด็ก ความเศร้าโศกเสียใจจากการหย่าร้างก็เริ่มจางหายไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางวันเวลาที่แสนยุ่งเหยิง

สี่ปีต่อมา

“เฉียวซิงซิง! ทำไมถึงต้องตีเพื่อนด้วย!” เฉียวยีถือแส้ไม้ไผ่ขนาดเล็กในมือ มองเด็กผู้ชายที่ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ตรงมุมด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว

เด็กผู้ชายอายุสี่ปีกว่ายืนตัวตรงแนบชิดกำแพง แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “เขามาแย่งของเล่นของผม แถมยังทำพังอีก! หึ!”

เฉียวยียิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก “แค่ของเล่นชิ้นเดียว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พังแล้วเดี๋ยวแม่ซื้อให้ใหม่ก็ได้! ลูกไปต่อยเด็กคนอื่นแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ! ถ้าเกิดคนเขาได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ลูกจะชดใช้ไหวไหม!” เฉียวยีโกรธจนหายใจกระหืดกระหอบ เธอยกแส้ไม้ไผ่ขึ้นมา แต่กลับใจไม่แข็งพอที่จะฟาดลงไป

เธอรู้สึกว่าตอนที่ดูแลลูกน้องยี่สิบกว่าคนที่บริษัทก่อนหน้านี้ยังไม่เหนื่อยเท่าดูแลเฉียวซิงซิงที่อายุสี่ขวบแค่คนเดียว!

เฉียวซิงซิงยิ่งโตยิ่งดื้อ เด็ก ๆ แถวบ้านถูกเขากลั่นแกล้งรังแก เฉียวยีได้รับคำร้องเรียนจากผู้ปกครองพวกนั้นแทบทุกวัน แต่ทุกครั้งเฉียวซิงซิงก็จะมีเหตุผลมาอ้างเสมอ

“เจ้าอ้วนนั่นมาดึงผมของเสี่ยวอวิ๋น ผมต่อยเขาก็เพื่อปกป้องความยุติธรรม! กำจัดภัยสังคม!”

“จางฮวาแย่งขนมของผม ผมถึงได้ถุยน้ำลายลงไปในถ้วยของเขา!

“ซวงใหญ่ซวงเล็กจงใจจูงหมาของพวกเขาออกมาไล่เด็กคนอื่น ทุกคนต่างก็ตกใจจนร้องไห้กันหมด ผมถึงได้จับหมาของพวกเขาไปทิ้งในถังขยะ ตอนหลังก็หาเจอแล้วไม่ใช่เหรอฮะ ถึงแม้ว่าจะสกปรกเหมือนกับหนูยักษ์ก็เถอะ”

เฉียวยีกุมศีรษะของตัวเอง พูดอะไรไม่ออกจริง ๆ เพราะว่าเธอพูดไปประโยคเดียว เฉียวซิงซิงก็จะเถียงกลับมาสิบประโยค ตัวเองโมโหจนแทบไม่ไหวแล้ว

เด็ก ๆ ในละแวกใกล้เคียง คนที่ชอบเฉียวซิงซิง ก็จะมองว่าเขาเป็นพี่ใหญ่ ทุกวันจะคอยตามตูดเขาต้อย ๆ ส่วนคนที่เกลียดเฉียวซิงซิง ก็จะหาวิธีมารังแกเขา แต่ก็มักจะถูกเฉียวซิงซิงรับมือด้วยวิธีการต่าง ๆ อยู่เสมอ

วันนี้เฉียวยีกำลังพูดคุยกับเจียงอวี๋ผ่านทางออนไลน์ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกของคุณป้ามาจากชั้นล่าง “เฉียวยี! รีบออกมาเร็วเข้า! เจ้านักเลงตัวน้อยของเธอรังแกคนอีกแล้ว! เธอสั่งสอนเขาบ้างไหมเนี่ย ถ้าเธอไม่มีปัญญาสั่งสอนฉันจะช่วยสั่งสอนให้เธอเอง!”

เฉียวยีโยนโทรศัพท์ทิ้งแล้วรีบลงไปชั้นล่างทันที เห็นเฉียวซิงซิงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิง คุณป้าที่อยู่ด้านข้างกำลังปลอบเด็กผู้ชายอายุสามสี่ขวบเท่ากันที่กำลังร้องห่มร้องไห้

เฉียวยีแค่เห็นก็เข้าใจได้ทันที เจ้านักเลงตัวน้อยของตัวเองจะต้องไปรังแกเด็กคนอื่นอีกแล้วแน่ ๆ

เฉียวยีขอโทษคุณป้าด้วยรอยยิ้มกล้ำกลืน พลางเก็บแส้ไม้ไผ่หนึ่งก้านขึ้นมาจากพื้น เฉียวซิงซิงเห็นว่าท่าจะไม่ดีแล้ว ก็ก้าวเท้าวิ่งขึ้นไปข้างบนทันที

คุณป้าปลอบเด็กในอ้อมกอดไป พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะสงสารที่เด็กไม่มีพ่อ วันนี้ฉันก็คงจะช่วยเธออบรมสั่งสอนเขาไปแล้ว! ไร้การอบสั่งสอนจริง ๆ ”

เฉียวยีทำเป็นไม่ได้ยิน จากนั้นก็ตามเฉียวซิงซิงขึ้นไปข้างบน

สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้ การหย่าร้างมันสามารถเป็นหัวข้อนินทา กลายเป็นความบันเทิงหลังอาหารของทุกคนได้ ถ้าหย่าร้างแล้วมีลูกติดด้วย เวลาที่ทุกคนพูดคุยกันก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันปากมากขึ้นไปอีก

ผู้เช่าหญิงในอาคารหลังเล็กแห่งนี้ เธอมาพร้อมกับเด็กทารกหนึ่งคน เธอจะแต่งตัวสวย คอยเฝ้าดูแลลูกตลอดทุกวัน ไม่ทำการทำงาน ไม่รู้ว่าเธอหาเลี้ยงชีพตัวเองยังไง

ถ้าบอกว่ามีค่าเลี้ยงดูจากพ่อของเด็ก แต่ผ่านมานานขนาดนั้นแล้ว ไม่เห็นพ่อของเด็กมาเยี่ยมพวกเขาเลยสักครั้ง ก็น่าจะลืมพวกเขาสองแม่ลูกไปแล้ว

เฉียวยีมองเฉียวซิงซิงที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่ถูกทำโทษโดยการยืนอยู่ตรงมุมห้อง เธอกำลังคิดว่าถึงเวลากลับไปที่เมืองซูอันแล้วใช่ไหม สถานที่ชนบทแบบนี้ เฉียวซิงซิงเริ่มประพฤติตัวนอกกรอบขึ้นทุกวัน ต่อไปเวลากลับเข้าไปในเมืองใหญ่แล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาก็จะเข้ากับเด็กคนอื่นไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่มีใครคบกับเขา แบบนี้มันจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อนิสัยของเด็ก

บ้านที่เมืองซูอันของเฉียวยียังอยู่ แต่เธอไม่อยากพาลูกเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จิ่งเฉิงเคยใช้ชีวิตอยู่มาก่อน เดิมทีตลอดสองปีที่เฉียวซิงซิงเติบโตก็มักจะถามเธออยู่บ่อย ๆ ว่าพ่อของเขาอยู่ที่ไหน

ตอนแรกเริ่มเฉียวยีบอกไปว่า หย่ากันไปแล้ว แต่ต่อมา เฉียวซิงซิงก็ไม่เชื่อฟัง คำพูดซุบซิบของเพื่อนบ้านก็มักจะได้ยินมาถึงหูของเธอบ่อยครั้ง เธอโกรธมาก ก็เลยบอกไปว่าตายแล้ว!

ตอน 3

เธอไม่รู้สึกมาก่อนเลยว่าจิ่งเฉิงเป็นพ่อของซิงซิง หลังจากที่ออกมาจากเมืองซูอัน เธอก็เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ จึงไม่ได้ติดต่อกับคนในวงสังคมตระกูลจิ่งอีก แล้วก็ไม่อยากจะพาซิงซิงเข้าไปในวงสังคมของจิ่งเฉิงด้วยเหมือนกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่ได้สนใจข่าวคราวของจิ่งเฉิงอีก ตอนนี้คนคนนั้นน่าจะแต่งงานและมีลูกของตัวเองไปแล้ว

ตอนค่ำเฉียวยีโอบกอดเฉียวซิงซิง หลังจากที่เล่านิทานก่อนนอนเสร็จ เฉียวซิงซิงก็ยังคงลืมตาอยู่

เฉียวยีวางนิทานบนหัวเตียง ก่อนจะดึงผ้าห่ม พร้อมกับสั่งขึ้นมา “หลับตา นอน”

เฉียวซิงซิงหดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ก่อนจะถามขึ้นมาด้วยความน้อยใจ “แม่ครับ วันนี้ผมทำผิดจริง ๆ เหรอ”

ผิดแล้วจริง ๆ เหรอ ถ้าได้รู้ความจริงทั้งหมด เฉียวซิงซิงก็ไม่ผิดเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเป็นเด็กที่รู้หลักเหตุผล แต่วิธีการในการแก้ปัญหามันสุดโต่งไปนิด เขาไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยด้วยเหตุผลอย่างใจเย็น

เฉียวยีไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนที่จะพูดออกมาว่า ‘ลูกทำผิด’ เธอลูบหัวของซิงซิง “ลูกไม่ได้ทำผิด”

ตอนที่สงบสติอารมณ์ลง เฉียวยีเป็นคนที่มีเหตุมีผลมาก เธอรู้ว่าเด็กอายุเท่าเฉียวซิงซิง นี่คือช่วงเวลาเรียนรู้ที่จะแยกแยะถูกผิด ผู้ใหญ่มีหน้าที่ชี้นำในทางที่ถูกต้อง

“แล้วทำไมทุกคนถึงทำเหมือนกับว่าผมทำผิดด้วย แม้แต่แม่เองก็ตำหนิผมเหมือนกัน” ซิงซิงรู้สึกน้อยใจอยู่ไม่น้อย

“เพราะว่าวิธีการแก้ปัญหาของลูกมันไม่ถูกต้อง ลูกปกป้องคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ทำร้ายคนอื่นเหมือนกัน ลูกยังเด็ก ไม่รู้ว่าบางครั้งทุกคนก็มักจะคิดว่าคนที่อ่อนแอเป็นฝ่ายถูกเสมอ เด็กที่ร้องไห้มักจะได้กินลูกอม ลูกเข้าใจไหม?”

“ผมไม่เข้าใจ ถ้าแม่เข้าใจ แล้วทำไมถึงยังมาดุผมอีกล่ะ” ในโลกของเฉียวซิงซิง ไม่มีแนวคิดที่จะใช้เสียงร้องไห้เพื่อแลกกับลูกอม เขาไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยกำลัง ทำไมถึงต้องร้องไห้ด้วย

“เพราะพ่อแม่พวกเขาโมโหแล้ว ถ้าแม่ไม่สั่งสอนลูก พวกเขาก็จะสั่งสอนลูกเอง พวกเขาลงมือหนักกว่าแม่แน่นอน เพราะฉะนั้นแม่ต้องลงมือก่อน แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายลูกจริง ๆ ไม่ใช่เหรอ?” เฉียวยีไม่รู้ว่าเฉียวซิงซิงเข้าใจความซับซ้อนของโลกผู้ใหญ่หรือไม่

“ผิดแล้วก็ต้องได้รับโทษ ถูกก็ต้องได้รับการสรรเสริญ ผมรู้สึกว่ามันควรจะเป็นแบบนี้” เฉียวซิงซิงเงยหน้าขึ้นมองแม่ พวกเขาต่างฝ่ายต่างพูดโน้มน้าวอีกฝ่าย

เฉียวยีแอบรู้สึกปลื้มใจ เด็กมักจะบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทำไมผู้ใหญ่ถึงต้องยัดเยียดสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบให้กับเด็กด้วย เธอจุ๊บหน้าผากของเฉียวซิงซิง “ลูกพูดถูก ขอโทษนะ วันนี้แม่ผิดเอง ต่อไปถ้ามีตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง ลูกก็มาบอกกับแม่โอเคไหม”

ในที่สุดเฉียวซิงซิงก็แสดงรอยยิ้มภาคภูมิใจ พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ครับ!”

วันต่อมา เฉียวยีกำลังทำอาหารเช้าอยู่ในบ้าน เฉียวซิงซิงก็เริ่มประพฤติตัวนอกลู่นอกทางอีกแล้ว

เมื่อเห็นว่าอาหารใกล้จะเสร็จแล้ว ไม่เห็นเขากลับมาสักที เฉียวยีก็ถอดผ้ากันเปื้อนลงไปตามหาข้างล่าง แต่กลับเห็นรถยนต์สีดำสองสามคันจอดอยู่ข้างล่าง มีชายหนุ่มในชุดสูทผูกเน็กไทสีดำประมาณเจ็ดแปดคนลงมาจากบนรถ

เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมรอบรถยนต์ที่เป็นประกายแวววาว ดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา เฉียวซิงซิงเองก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วยเช่นกัน เขากำลังจ้องมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่ลงมาจากรถคันแรก

ตอนแรกชายคนนั้นสวมแว่นดำ หลังจากลงจากรถก็ถอดแว่นออก คนที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขารีบรับเอาไว้ทันที

เขายืนมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาคารที่ทั้งเล็กเตี้ยและเก่าโทรม จากนั้นก็มองไปยังเด็กที่อยู่ตรงหน้ากลุ่มนี้ สุดท้ายก็หันไปจ้องมองเฉียวซิงซิง

เฉียวยีเองก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน ความมีสง่าราศีของคนกลุ่มนั้นมันไม่เข้ากันกับทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่คนท้องที่นี้อย่างแน่นอน เธอมองป้ายทะเบียนรถ มาจากเมืองซูอัน

เฉียวยีไม่อยากมีส่วนร่วม อีกทั้งเธอก็ยังไม่ได้ปิดประตูข้างบน เธอจึงตะโกนเรียกเฉียวซิงซิง

“เฉียวซิงซิง กลับบ้านกินข้าวได้แล้ว!”

ผู้หญิงที่เคยเอามือปิดปากเวลาหัวเราะต่อหน้าสาธารณะ ตอนนี้ต้องตะโกนเสียงดังวันละหลายสิบครั้ง ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีการตอบสนองใด ๆ

เฉียวซิงซิงมองผู้ชายที่ยืนนำหน้า ก่อนจะตอบรับกลับไป “ครับ” จากนั้นก็วิ่งไปหาเฉียวยี

ทั้งสองคนจูงมือกันขึ้นไปข้างบน เฉียวยีเพิ่งจะล้างมือออกมา จู่ ๆ เสียงเคาะประตูห้องรับแขกก็ดังขึ้น

“ใครคะ?” เฉียวยีวางถ้วยชามลงบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะเดินไปเปิดประตู

หลังจากประตูนิรภัยเปิดออก เฉียวยีกลับอึ้งตะลึง คนที่ยืนอยู่ตรงประตู ก็คือผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดข้างล่างคนนั้นไม่ใช่เหรอ?

เฉียวยีตกใจมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าคนที่ตัวเองรู้จักจะมีเยอะมาก คนที่มีปฏิสัมพันธ์กันสมัยตอนทำงานก็มีไม่น้อย แต่เธอก็มั่นใจมากว่าไม่เคยเจอผู้ชายที่อยู่ตรงหน้านี้มาก่อน

ก่อนหน้านี้อยู่ค่อนข้างไกลกันจึงไม่ได้สังเกต ตอนนี้คนคนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเอง เฉียวยีก็เกิดความรู้สึกกดดันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

ผู้ชายคนนี้น่าจะสูงอย่างน้อยหนึ่งร้อยแปดสิบห้า รูปร่างสูงใหญ่ คิ้วหนาดวงตาเป็นประกาย ใบหน้าโดดเด่น สวมใส่ชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บมาอย่างพอดีตัว เห็นก็รู้แล้วว่าราคาแพง

ตอนนี้เขากำลังมองสำรวจเฉียวยีด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก

“มาหาใครเหรอคะ?” เฉียวยีจับขอบประตูอย่างระแวดระวัง ไม่มีเจตนาจะให้เขาเข้ามา

“กู้ฝานซิงล่ะ?” ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้น

“ใครเหรอคะ” เฉียวยีไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยด้วยซ้ำ

“กู้ฝานซิง” เขาเน้นย้ำออกมาอีกหนึ่งรอบ ดูใจเย็นอย่างมาก พูดเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “กู้ ฝาน ซิง ลูกชายของผม!”

เฉียวยีพึมพำอยู่ในใจ จู่ ๆ ก็มีความคิดที่ยากจะเชื่อผุดขึ้นมาในใจของเธอ แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่งใจเย็น “ฉันไม่รู้จัก คุณมาหาผิดคนแล้วหรือเปล่า” พูดจบก็ทำท่าจะปิดประตู

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ผลักประตูเดินเข้าไปข้างในทันที มองไปรอบ ๆ บ้าน ถึงแม้ว่าบ้านจะเก่า แต่ก็ถือว่าสะอาดสะอ้าน สามารถเห็นถึงการใช้ชีวิตของเด็กได้ทุกซอกมุม เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ไปนั่งลงบนโซฟา

หลังจากเฉียวซิงซิงล้างมือเสร็จออกมา เขาก็มองผู้ชายแปลกหน้าที่อยู่บนโซฟา ก่อนจะมองไปหาแม่ที่ดูประหม่านิดหน่อย เขารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ

แม่ในสายตาของเขาเป็นดั่งเหยี่ยวที่กางกรงเล็บแหลมคมมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เธอเหมือนกับลูกนกที่ตัวสั่นเทา

เฉียวซิงซิงเดินมาอยู่ตรงหน้าของเขา น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “คุณเป็นใคร”

น้ำเสียงแข็งกร้าวพยายามที่จะทำให้ดูเหมือนกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ผู้ชายคนนั้นเห็นเฉียวซิงซิง ก็จะยื่นออกมาคว้าเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่เฉียวซิงซิงกลับหลบเลี่ยงไปเสียก่อน

ชายคนนั้นก็ไม่ได้โมโหอะไร เขาดูสุขุมใจเย็นเหมือนกับนั่งอยู่บนโซฟาของบ้านตัวเอง “พ่อเป็นพ่อของลูกเอง”

ถึงแม้ว่าเฉียวยีจะแอบคาดเดาอยู่ในใจแล้ว แต่ตอนที่ผู้ชายคนนี้พูดความสัมพันธ์ของตัวเองกับเฉียวซิงซิงออกมา เธอก็ทำอะไรไม่ถูก ราวกับแทบจะล้มทั้งยืน

มาแล้ว มาแล้วจริง ๆ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอปกป้องเฉียวซิงซิงราวกับไข่ในหินมาโดยตลอด เพราะกลัวว่าจะมีสักวันที่เฉียวซิงซิงจะต้องจากเธอไปในตอนที่เธอยังรักเขาได้ไม่มากพอ

เฉียวซิงซิงหรี่ตาจ้องมองผู้ชายคนนั้น ก่อนจะหันไปมองแม่ที่สีหน้าซีดเผือดไม่พูดไม่จาอะไรทั้งนั้น ผ่านไปสักพักถึงได้พูดขึ้น “พ่อตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

ผู้ชายคนนั้นหันไปมองเฉียวยีที่สีหน้าซีดเผือดตรงประตู เขาเข้าใจดีว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ่้น เขายิ้มให้กับเฉียวยีอย่างย้ำเตือน “พ่อสบายดี ตอนนี้มารับลูกกลับบ้าน”

เฉียวยีกับเฉียวซิงซิงต่างก็ช็อกตกใจจนพูดไม่ออก

ถึงแม้ว่าเฉียวซิงซิงอายุเพียงแค่สี่ขวบ แต่ก็ฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เด็ก จากสีหน้าของแม่ เขาก็พอจะมองออกว่า สิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูดน่าจะเป็นความจริง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED