“เอาละ ๆ มัวแต่คุยเล่นกันอยู่นี่ตาคินไปบริษัทช้าพอดี” เจ้าบ้านอย่างเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนบ่นจนหูชาอย่างแน่นอน
“ไฟแรงแบบนี้คงพร้อมรับช่วงต่อจากพ่อตัวเองแล้วใช่ไหมล่ะเรา” คุณกัมปนาทหันมาพูดกับชายหนุ่ม ใบหน้าเขายิ้มเล็กน้อย
“ครับ” ภาคินพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้ม
“อย่างนั้นลุงก็สบายใจ บริษัทพวกเราจะได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้ผู้บริหารคนใหม่ไฟแรงมาบริหารงาน” คุณกัมปนาทตบไหล่เบา ๆ เสมือนเป็นการให้กำลังใจจากเขา
ภาคินพยักหน้าอีกครั้ง เขาพอรู้สิ่งที่คุณพ่อของลลิตาต้องการสื่อว่ากำลังคาดหวังให้เขาบริหารบริษัทให้ดีขึ้นจากเดิม
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ภาคินยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ทั้งสองโดยไม่ลืมส่งยิ้มให้ลลิตา ที่ยืนมองเขาด้วยแววตาละห้อย
“พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวเสร็จแล้วพี่จะโทรหานะครับ”
“ขับรถดี ๆ นะคะพี่คิน อ้ายฝากสวัสดีคุณลุงคุณป้าด้วยนะคะ”
เมื่อร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็พากันเข้าไปรับประทานอาหารร่วมกันแบบพร้อมหน้าในรอบหลายปี บรรยากาศวันนี้จึงเต็มไปด้วยความอบอุ่น
หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง คุณกัมปนาทต้องไปอ่านรายงานบริษัทที่เลขาสรุปมาให้ ส่วนลลิตาก็มานั่งดูโทรทัศน์กับคุณหญิงโสภิตที่ห้องนั่งเล่น
“เดินทางมาเหนื่อย ๆ ไม่นอนพักหน่อยเหรอลูก”
“ไม่เอาค่ะ อ้ายอยากอยู่กับคุณแม่มากกว่า”
คุณหญิงโสภิตยิ้มให้กับคำพูดลูกสาวตัวเอง เรื่องขี้อ้อนนี้ไม่มีใครเทียมเท่าจริง ๆ
“แล้วได้คุยกับตาคินบ้างไหมว่าจะมาขอหมั้นลูกตอนไหน?”
“พี่คินขอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อน เขาอยากพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถดูแลอ้ายได้”
เธอกับภาคินเพิ่งคบกันได้ไม่กี่ปี จึงยังไม่อยากคิดเรื่องแต่งงาน เพราะทั้งเธอและเขายังมีอะไรให้ทำอีกหลายอย่าง หากตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว ก็ต้องโฟกัสเรื่องครอบครัวเป็นหลัก ดังนั้นพวกเขาจึงขอใช้เวลาศึกษาดูใจกันก่อนเพราะยังไม่อยากมีความสัมพันธ์ผูกมัดในตอนนี้
เรื่องลลิตากับภาคินคบหาดูใจทั้งสองครอบครัวรับรู้มาโดยตลอด เธอไม่ใช่พวกปิดบังพ่อแม่ตัวเองอยู่แล้ว
โชคดีที่พ่อกับแม่เธอไม่ใช่คนหัวโบราณ ที่จะห้ามลูกให้อยู่ในกรอบหรือไข่ในหิน ขอแค่คนที่เข้ามานั้นรักและดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวของพวกเขาได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
*********
ทางด้านภาคิน
หลังจากที่ออกมาจากบ้านลลิตาแล้วเขาก็ขับรถตรงไปยังบริษัทตัวเองทันที เพราะมีบางอย่างที่ต้องไปจัดการ
“สวัสดีค่ะคุณภาคิน” เลขาที่อยู่หน้าห้องกล่าวสวัสดีลูกชายของเจ้านาย
“คุณพ่ออยู่ไหม?”
“เอ่อ...คือ คือว่า” ใบหน้าเธอมีความอึดอัดเล็กน้อย
เห็นท่าทางอ้ำอึ้งของเลขา ภาคินก็พอเดาได้ว่าข้างในนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ เขาไม่รอให้คนในห้องออกมาและถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปทันที
เป็นอย่างที่ภาคินคิดเอาไว้ ภายในห้องปรากฏร่างเปลือยกายของสองคนที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ หญิงสาวหน้าตาอายุราวนักศึกษากับชายที่อายุหกสิบต้น ๆ คือบิดาของเขา ธานี วัชรโยธิน ผู้กุมอำนาจบริษัทวัชรโยธินในตอนนี้
“ว้าย!” หญิงสาวร้องขึ้นด้วยความตกใจที่จู่ ๆ มีคนเปิดประตูเข้ามาโดยไม่บอกไม่กล่าว เพราะสภาพเธอในตอนนี้ไม่เหมาะกับให้คนอื่นเห็น เธอรีบลุกเดินไปแอบด้านหลังชั้นหนังสือทันที
“ใครบังอาจเปิดประตูเข้ามาตอนนี้วะ” ธานีสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะพบว่าคนที่กล้าเข้ามาขัดเวลาความสุข คือลูกชายของเขานั่นเอง
“เดี๋ยวนี้ถึงขั้นเอามากินที่บริษัทเลยเหรอครับ?”
“นี่คือประโยคแรกที่แกทักฉันอย่างนั้นเหรอ”
ภาคินไม่ได้แยแสต่อคำพูดของพ่อตัวเองแม้แต่น้อย เขาเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาโดยไม่ได้มีท่าทีตกใจกับการกระทำของพ่อตน ราวกับว่าเรื่องแบบนี้เขาเห็นเป็นประจำ จนมันเป็นเรื่องชินชาสำหรับเขาไปเสียแล้ว
สายตาเขามองค้อนไปยังหญิงสาวที่ยังยืนหลบอยู่หลังตู้หนังสือ เธอจึงรีบจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องไปทันที
ตอนนี้ในห้องจึงเพียงแค่สองคนพ่อลูกอยู่ด้วยกันใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึดอัด
“ไปหาแม่แกหรือยัง?” น้ำเสียงดุดันเอ่ยถามด้วยความไม่สบอารมณ์ เพราะถูกขัดจังหวะความสุข
“ยังครับ กะว่าจะไปหาคุณแม่ทีหลัง เพราะเป็นทางผ่านไปคอนโดผมพอดี”
“กลับมาทั้งที ไม่คิดจะนอนบ้านเลยหรือไง”
“ขนาดคุณพ่อยังไม่ค่อยกลับบ้าน ผมจำเป็นต้องกลับบ้านตามที่คุณพ่อต้องการด้วยเหรอครับ” ภาคินยอกย้อนคำของพ่อตัวเอง ทำเอาธานีถึงกับใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธ
ชายสูงวัยตบโต๊ะทำงาน แล้วชี้หน้าภาคินด้วยความโมโห “ไอ้เด็กนี่!!”
“ผมเรียนจบตามที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการแล้ว หวังว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผมนะครับ”
“หมดธุระแกแล้วใช่ไหม จะไปไหนก็ไป”
“ผมขอตัวครับ” ภาคินพูดจบก็ลุกออกจากห้องไปทันที ที่มาวันนี้แค่มาทวงคำสัญญาที่ผู้เป็นพ่อเคยให้ไว้กับเขาเท่านั้นเอง...
แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องไป ก็มีเสียงดังตามหลังมา
“แกจะเริ่มทำงานเมื่อไหร่?” คุณธานีตะโกนถามไล่หลังลูกชาย
“อีกสองสามวันครับ คุณพ่อบอกให้พนักงานเตรียมห้องไว้ให้ผมด้วยแล้วกัน” ภาคินตอบพร้อมกับเดินจากไป
หลังจากที่ภาคินออกไปแล้ว อริสาก็เปิดประตูเข้ามา เพื่อดูอาการเจ้านายตัวเอง เธอเป็นเลขาของธานีตั้งแต่เรียนจบปีแรกจนถึงตอนนี้ก็ร่วมสิบปีแล้ว แม้ว่าจะเข้าสู่วัยเลขสามแต่ใบหน้าและผิวพรรณก็ไม่ได้ต่างไปจากหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย อริสาเดินไปที่ข้างหลังนายตัวเองแล้วบีบไหล่นวดให้เบา ๆ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย
“อารมณ์ไม่ดีเหรอคะ ให้สาช่วยอะไรไหม?”
คุณธานีจ้องมองแววตาเลขาข้างกายเขา สมแล้วที่ทำงานกับเขามานาน จนรู้ใจเขาไปหมดทุกเรื่อง
“คงมีแต่เธอนี่แหละที่รู้ใจ ถ้าอย่างนั้น... ช่วยทำให้ฉันอารมณ์ดีหน่อยสิ”
“ได้ค่ะ นายท่าน...” อริสารับคำสั่งอย่างไม่อิดออด เพราะนอกจากเธอจะเป็นเลขาข้างกายแล้ว เธอยังเป็นเลขาร่วมเตียงด้วย
*******