ร่างบางเริ่มรู้สึกตัวแล้วขยับพลิกกายเข้ามาใกล้เขา เธอยังสะลึมสะลืออย่างคนสติไม่เต็มร้อย หน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่เพียงฝ่ามือกั้น
‘อยากผูกปิ่นโต’ นั่นคือความคิดแรกของเขาเมื่อเห็นใบหน้าหวานชัด ๆ เขาคงบ้าไปแล้วที่คิดเรื่องแบบนี้ แต่ทำไมเขาถึงเพิ่งคิดได้นะ พรุ่งนี้เช้าเขาจะลองยื่นข้อเสนอกับเธอดู การผูกปิ่นโตไว้คงดีกว่าการซื้อกินไปทั่วแน่ ๆ อย่างน้อยเขาก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
“ไม่เคยเหรอ” เขาถามคนที่ยังสะลึมสะลือ
“อือ ไม่เคย”
เธอเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา ส่ายหน้าดิก พร้อมปรือตามองคนถาม ใบหน้าเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ คราวนี้เธอพอจะเห็นเค้าหน้าเขาเลือนราง เธอรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าหล่อเหลาเอาการอยู่เหมือนกัน จัดว่างานดีใช้ได้ เธอยิ้มให้ตัวเอง ขนาดในฝันยังได้ผู้หล่อขนาดนี้ ชีวิตจริงขอให้ได้อย่างนี้ทีเถ๊อะ!! สาธุ...อีกไม่นานเธอคงไม่ต้องโหนคานเป็นสาวโสดอีกแล้ว เธอเอื้อมมือบางไปแตะแก้มสากเบา ๆ
“หล่อจัง แต่ช่วยเบา ๆ หน่อยนะคะ ปิ๊งเจ็บ”
เธอว่าพร้อมส่งยิ้มหวานหยดไปให้เขา มันเจ็บแหละแต่ก็วาบหวามเหลือเกินสำหรับเธอ ถึงจะเจ็บแต่รู้สึกดีเป็นบ้า เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา ทาบทับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของตนเข้ากับริมฝีปากหยักของเขาอย่างที่เคยฝันมาตลอดว่า ถ้ามีแฟนคนแรกจะทำแบบนี้ Kiss เบา ๆ แล้วถอยห่างออกมา จากนั้นก็ใช้มือปิดหน้าตัวเอง ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความเขินอาย
“คริคริ ยายบ้าเอ๊ย!”
ชายหนุ่มที่เพิ่งโดน kiss ไปหยก ๆ ได้แต่นิ่งอึ้ง แบบนี้ก็มีด้วยเหรอเขาไม่เคยเจอ คนร่างสูงระบายยิ้มผ่านทางริมฝีปากออกมา เธอคนนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกและแตกต่างออกไป ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่เขาเคยซื้อกินเลยแม้แต่น้อย เจอเธอคนนี้เข้าไป เขารู้สึกติดใจอย่างประหลาด อายุสามสิบสี่ลองเลี้ยงเด็กดูบ้างก็คงไม่เลว
‘ตั้งแต่ได้เธอเขาก็คิดเรื่องผูกปิ่นโตไปหลายรอบแล้วนะเนี่ย’ สงสัยเขาจะติดใจเธอเข้าให้แล้วจริง ๆ
“จูบได้ไหม เคยจูบใครรึเปล่า?”
เขาถามออกไปด้วยความอยากรู้ เธอซิง ก็จริงแต่อาจจะเคยผ่านการมีแฟนมาบ้างก็เป็นได้ ก็คนตรงหน้าทั้งสาวและสวยขนาดนี้ เขาถามเพราะค่อนข้างระมัดระวังตัวเรื่องนี้มาก ปกติเขาจะไม่จูบกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะสาว ๆ ที่เขาใช้เงินซื้อมายิ่งไม่เคยทำ แต่ตอนนี้ในเมื่อเธอถึงขนาดดื่มย้อมใจเพื่อที่จะขึ้นเตียงกับเขา และเขาก็เป็นคนแรกของเธอ ก็ในเมื่อของตรงหน้ามันทั้งสดทั้งใหม่ เขาก็แค่อยากจะลองจูบดูสักครั้ง
“ไม่เคย จูบไม่เป็นสอนหน่อยได้ไหมคะ ในฝันก็ยังดี”
เธอว่าพร้อมยิ้มตาปรือ ชีวิตจริงไม่มีแฟนให้จูบ อย่างน้อยการได้จูบในฝันก็คงไม่เลว แขนเรียวเอื้อมไปโอบรอบคอหนาไว้แน่น เอ่ยกระซิบข้างหูเขาเบา ๆ เป็นภาษาอังกฤษที่กำลังจะได้ใช้บ่อย ๆ ในเร็ววันนี้
“I wanna kiss you.” ว่าแล้วก็หลับตาพริ้มลงในทันที ‘เธอพร้อมแล้ว พร้อมมาก โปรดจูบมาได้เลย’
สิ้นเสียงหวาน เขาก็ไม่รอช้ารีบประกบริมฝีปากเข้าหาริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงระเรื่อที่แสนยั่วยวนใจในทันที เพียงแค่สัมผัสเบา ๆ ก็รับรู้ได้ถึงความนุ่มลื่น ยิ่งสัมผัสก็พบกับความหวานหอม กลิ่นลมหายใจของเธอให้ความรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ เป็นกลิ่นที่คละคลุ้งมากับกลิ่นไวน์ เธอคงดื่มไวน์มาเป็นแน่
เขาขยับริมฝีปากจุมพิตเธออย่างเพลิดเพลิน นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้จูบใครสักคน ไม่ใช่ไม่มีให้จูบแต่คนอย่างเขาเลือกที่จะจูบต่างหาก กับเธอคนนี้เมื่อได้สัมผัสแล้วชวนให้เขาอยากจะสัมผัสอีก เขาขบเม้มและดูดดึงริมฝีปากบางอย่างหลงใหล ลิ้นสากค่อย ๆ ขยับรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากหวานละมุนอย่างเผลอไผล เฝ้าคลอเคลียกับลิ้นเล็กอยู่ไม่ห่าง เธอเป็นคนหัวไวจูบตอบเขากลับมาด้วยท่าทีเงอะงะ แต่ก็ถูกใจเขาใช้ได้ เด็กคนนี้ไม่เลวเลยทีเดียว และคราวนี้ก็คงไม่จบลงแค่การจูบอย่างเดียวเสียแล้ว แต่เขารู้สึกว่า ‘อยากได้เธออีกรอบ”
ตอนนี้เลือดลมในกายชายสูบฉีดแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน แกนกลางกายพองโตชูชัน มีเส้นเลือดปูดโปนจนเห็นได้ชัดเจน ลูกชายเขาพร้อมชูคอผงาดขึ้นมาอีกครั้งแล้ว รู้สึกว่าวันนี้มันจะคึกคักเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะได้เจออะไรที่ทั้งสดทั้งใหม่อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน เขาผละริมฝีปากออก เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มหายใจไม่ทัน ก่อนจะกลับมาดอมดมซอกไซ้ซอกคอขาวผ่องที่ส่งกลิ่นหอม กรุ่นกลิ่นกายสาวเย้ายวนใจเขาอย่างมิอาจต้าน เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อได้สูดดมกลิ่นกายของเธอ ร่างสูงขยับหอมดอมดมลงมายังยอดทรวงอวบอิ่มที่แสนจะพอดีมือ ก่อนจะใช้ปากหยอกเย้าและดูดดึงยอดทรวงสีหวานที่แสนล่อตาล่อใจอย่างอดใจไม่อยู่ ลิ้นหนาเริ่มตวัดเลียไปมาช้า ๆ ก่อนจะเริ่มดูดดึง ขบเม้มเบา ๆ กระทั่งยอดทรวงเธอเปียกชื้น และหดเกร็งตั้งยอดชูชัน เขาจึงบีบมันเสียเต็มมือ แล้วใช้ปากหยักเข้างับยอดทรวงอย่างโหยหาราวกับว่าเขาเป็นทารกน้อยที่หิวกระหายเป็นนักหนา เมื่อหนำใจแล้วก็ผละออกไปสัมผัสกับอีกข้างอย่างเท่าเทียมกัน ขบเม้ม ดูดดึง จนเต้านุ่มหยุ่นที่เคยขาวผ่องกลับมีรอยสีกุหลาบเต็มไปหมด
มือหนาผละออกจากอกอวบ ก่อนจะมุ่งตรงไปสำรวจช่องทางรักของเธอ เพียงสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงน้ำหล่อเลี้ยงกลีบกลางกายสาว เขารับรู้ได้ว่าเธอพรั่งพร้อมแล้วในเวลานี้ จึงเอื้อมมือไปหยิบซองฟอยล์สีดำออกมาจากลิ้นชักอีกครั้ง ในขณะที่ปากเขาก็ยังไม่ละออกจากก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นที่แสนจะทำให้เขาเพลิดเพลินเจริญใจ กระทั่งหยิบเครื่องป้องกันมาได้เขาจึงผละริมฝีปากออกห่างจากซาลาเปาคู่งาม แล้วใช้ปากฉีกซองฟอยล์ก่อนจะสวมใส่เครื่องป้องกันอย่างชำนิชำนาญเพราะทำอยู่เป็นนิจ
ร่างหนาขยับไปอยู่กลางหว่างขาเรียวสวยของคนที่กำลังนอนเคลิบเคลิ้มรอคอยในสิ่งที่เขากำลังจะมอบให้ เขาจับความเป็นชายที่ชูคอแข็งขึง เข้าไปคลอเคลียกับช่องทางรักที่มีน้ำหล่อลื่นมารออยู่ก่อนแล้ว เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อเจ้าลูกชายของเขาแตะสัมผัสทำความรู้จักกับกลางกายสาวอีกครั้ง เขาขยับแกนกลางกายขึ้นลงไปตามร่องรักที่เปียกแฉะ ทำแบบนั้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะส่งมันเข้าไปยังช่องทางรักที่เขารู้ว่าทั้งคับและแน่นอย่างระมัดระวัง
“อื้อ”
เธอส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ เมื่อเขาส่งตัวตนของเขาเข้าไปจนสุดทาง ร่างอรชรเริ่มแอ่นกายโค้งดั่งคันสร เขาสอดมือโอบรัดรอบเอวบางไว้แน่นโดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะขยับสะโพกสอบเข้าหาร่องรักอย่างเนิบช้า เพื่อให้ได้สัมผัสกับความอุ่นนุ่มในกายสาวอย่างชัดเจน ภายในของเธอทั้งอุ่น ทั้งนุ่ม เมื่อแกนกลางกายของเขาครูดผ่านผิวนุ่มด้านในช่างให้ความรู้สึกที่หวามหวิวและกำซ่าน ร่องรักของเธอตอดรัดเขาเสียแน่นจนแกนกลางกายของเขาแทบจะปริแตก เขาขบฟันแน่นจนเห็นสันกลามนูนขึ้นชัดเจน ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกสอบให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น แล้วกระแทกกระทั้นจนเธอนั้นหัวสั่นหัวคลอน คนสะลึมสะลือได้แต่ขบเม้มริมฝีปากเพื่อระบายความรู้สึกที่มันสุดจะกลั้นเอาไว้ได้ ใช้มือเรียวกำผ้าปูที่นอนไว้จนเห็นข้อนิ้วขึ้นริ้วสีขาว และเมื่อเธอปล่อยมือผ้าปูที่นอนก็ยับย่นไม่มีดี เธอหรี่ตามองเมื่อเขาหยุด แต่ก็ต้องอ้าปากหวอและร้องออกมาด้วยความตกใจ
“อุ๊ย”
ร่างสูงจับปลายขาเรียวทั้งสองข้างขึ้นสูง ก่อนจะพาดไว้บนบ่าแกร่งของตน และเริ่มขยับสะโพกสอบเข้าหาเธออย่างไม่ปรานี เขาใส่ไม่ยั้งกระทั่งตอนนี้เขาเห็นเธอกัดริมฝีปากแน่นยิ่งกว่าเดิม และในที่สุดเขาก็ส่งเธอไปแตะขอบฟ้าได้ก่อน
“อื้อ..อ๊าย”
เธอส่งเสียงร้องออกมา ภายในกระตุกตอดแกนกายเขาตุบ ๆ จนเขารู้สึกได้ ในขณะที่ร่างสูงยังขยับสะโพกสอบพร้อมเพิ่มความเร็ว และแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขากระแทกกระทั้นเข้าหาร่างบางครั้งแล้วครั้งเล่าจนในที่สุดเขาก็แตะขอบฟ้าตามเธอไปติด ๆ เวลานี้เขาได้ปลดปล่อยอย่างที่ใจปรารถนาแล้ว
“อ๊ะ”
เขาฟุบกายลงทาบทับร่างบางอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ลมหายใจของทั้งคู่ประสานกัน ต่างรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของอีกฝ่าย ตัวเขาและเธอชื้นไปด้วยเหงื่อ
“พอยังคะ ปิ๊งเหนื่อยแล้วนะ หนักด้วย”
ร่างระหงที่หายใจเหนื่อยหอบ เอ่ยปากถาม เธอเหนื่อยแล้ว สู้ไม่ไหวจริง ๆ รู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมดแล้ว แค่ฝันยังขนาดนี้ ถ้าทำจริง ๆ จะขนาดไหน ไม่เหนื่อยแย่เหรอ เธอไม่อยากจะคิดเลย คนไม่เคยมีแฟนมาก่อนแบบเธอก็คงได้แค่ฝันสินะ เธอได้แต่นอนยิ้มกริ่มกับฝันอันแสนทะลึ่งตึงตังของตน เธอไม่ได้ลามกนะมันฝันไปเอง เพิ่งรู้ว่าการกินไวน์ทำให้หลับฝันดีแบบนี้ ต่อไปเธอว่าเธอจะกินอีก หุหุ!!
ร่างสูงลุกและขยับแกนกลางกลายออกจากร่องรักอันคับแน่นของเธอ เขาขยับมานั่งลงข้างเตียง แล้วจัดการก้มหน้าลงมือถอดเครื่องป้องกันออกจากแกนกลางกาย ซึ่งเห็นว่ามันยังมีคราบเลือดติดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะทิ้งลงถังขยะไปอีกอัน เขาหันกลับไปจ้องมองเธอที่ตอนนี้นอนหลับตายิ้มกริ่ม ไม่รู้ว่าไปโดนตัวไหนมา ยิ้มอยู่ได้นานสองนาน คออ่อนหรืออย่างไรกัน เมามายขนาดนี้ หรือไม่ใช่แค่เมาแต่เป็นเพราะเขาทำให้เธอถูกอกถูกใจ เธอถึงยิ้มได้ รับรองต่อไปเธอได้เจอเขาอีกแน่ คนนี้เขารับเลี้ยงแน่นอน เขามองเธอพร้อมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเข้าห้องน้ำไปจัดการกับตัวเอง
เมื่อออกจากห้องน้ำเขาก็ล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เธอก่อนจะชำเลืองสายตาไปมองเธอที่ตอนนี้นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาอย่างเรียบร้อย ดูไร้เดียงสาไม่มีพิษมีภัยแต่ทำไมถึงมาทำงานแบบนี้ได้ ในหัวเขาก่อเกิดคำถามในใจ ปกติเขาไม่ให้ใครนอนร่วมเตียง แต่คืนนี้แปลกไปจากเดิม เขาแค่อยากจะใจดีกับบางคนสักครั้ง ปากหยักยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบ่นพึมพำ
“พรุ่งนี้ค่อยว่ากันนะคนสวย”
เวลานี้เขาต้องพักแล้ว ยังมีภารกิจอีกมากที่รอเขาอยู่ ว่าแล้วเขาก็หลับตาลงก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราตามคนข้าง ๆ ไปอย่างง่ายดาย
เช้าวันต่อมา
เตชิณ พันสุริยะจักร นักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อ โปรไฟล์ดี วัยสามสิบสี่ปี ดีกรีนักเรียนนอก แถมเก่งกาจด้านการบริหารงานโรงแรม เขาเป็นผู้บริหารหนุ่มที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันในวงการธุรกิจโรงแรม ด้วยความสามารถมากมายที่ทำให้คนในแวดวงธุรกิจเดียวกันเห็นเป็นที่ประจักษ์ ทุกคนต่างยอมรับและชื่นชมในความสามารถของเขา ปัจจุบันเตชิณดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร (CEO) ของโรงแรมหรูตระกูลพันสุริยะจักร ซึ่งมีโรงแรมในเครือมากกว่าสิบสาขาทั่วประเทศ อีกทั้งปีนี้กำลังร่วมทุนและทดลองขยายสาขาไปยังต่างประเทศอีกด้วย
เตชิณเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ ‘คุณหญิงเตชิณี พันสุริยะจักร’ ไฮโซม่ายวัยห้าสิบปลาย ๆ ที่ยังสาวและสวย แถมยังเก่งกาจด้านการทำธุรกิจโรงแรมและจิวเวอร์รี่อย่างหาตัวจับยาก เรียกได้ว่ามารดาของเขาก็เป็นตัวแม่ในวงการธุรกิจเช่นเดียวกัน เปรียบเขาเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นก็ไม่เกินจริงนัก
วันนี้เขาตื่นแปดโมงเช้าซึ่งถือว่าสายกว่าทุกวัน ก็เมื่อคืนเขาเสียแรงไปเยอะ ได้นอนตื่นสายบ้างสักวันก็ดีเหมือนกัน เขาขยับตัวลุกจากเตียง ก่อนจะหันไปจ้องมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่หลับใหลอยู่บนเตียงกว้างของเขาทั้งคืน ใบหน้าหล่อเหลาแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ อีกครั้ง
“เมาหรือขี้เซากันแน่”
เขาพึมพำเสียงแผ่วเบา สายตาคมกวาดมองพินิจพิจารณาไปทั่วใบหน้าหวานที่อยู่เบื้องหน้า ผมเธอยาวตรงสวยแถมมีสีน้ำตาลเข้มเป็นธรรมชาติ หน้าผากโหนกนูนรับกับใบหน้ารูปไข่ได้รูป ขนคิ้วเรียงเส้นสวย เธอเป็นผู้หญิงที่มีคิ้วดกดำแบบไม่ต้องไปสักคิ้วอย่างที่เขาเคยเห็นผู้หญิงคนอื่น ๆ ไปทำกัน ขนตาเธองอนยาว ผิวเธอขาวอมชมพู แก้มมีเส้นเลือดฝาดนิด ๆ จมูกโด่งเชิดรั้นรับกับใบหน้ารูปไข่ และริมฝีปากบางมีสีชมพูระเรื่อนั้นช่างให้สัมผัสที่หวานหอมชวนหลงใหลนัก เขาเห็นรอยสีกุหลาบตรงซอกคอขาวผ่องที่เขาเป็นคนทำไว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสรอยนั้นอย่างเบามือ
“อื้อ”
เธอส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ เมื่อถูกรบกวนการนอน ก่อนจะหาวหวอด ๆ และบิดขี้เกียจเล็กน้อยทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท แล้วก็หลับต่อเสียอย่างนั้น สรุปคือยังไม่อยากจะตื่นสินะ เขามองใบหน้าหวานซึ้ง แต่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นนั้นอีกครั้ง เธอยังดูเด็กนัก อายุน่าจะสักยี่สิบต้น ๆ เห็นจะได้ เวลาหลับก็ดูไร้เดียงสาดี ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรมาก เขาไม่ชอบผู้หญิงเหลี่ยมจัดเรื่องเยอะ หรือเจ้าเล่ห์ ด้วยประสบการณ์ที่เจอมาเยอะ แต่มองแค่ตาคงไม่รู้ว่านิสัยเธอจริง ๆ เป็นอย่างไร ในเงื่อนไขการผูกปิ่นโตเขาคงต้องระบุให้ชัดเจนว่าหากเธอมีนิสัยที่เขารับไม่ได้เขามีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาทันที ตอนนี้เตชิณคิดไปถึงร่างสัญญาการผูกปิ่นโตแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้พูดคุยตกลงอะไรกับคนตรงหน้าเลยสักคำ
‘เธอคงมีปัญหาเรื่องการเงินสินะถึงต้องมาทำอาชีพที่ต้องเสี่ยงแบบนี้’ เขายังตั้งคำถามกับเธอ แต่ไม่ต้องห่วงเธอโชคดีที่ได้มาเจอเขา เพราะเดี๋ยวเขาจะรับเลี้ยงเธอไว้เอง เธอจะได้ไม่ต้องไปเปลืองตัวกับใครอีกนอกจากเขา กว่าเขาจะเบื่อเธอคงได้จากเขาไปมากโข ถ้าถูกใจเขาก็พร้อมจะเปย์ไม่อั้นเหมือนกัน แม้จะยังไม่แก่ก็เป็นป๋าสายเปย์ได้ ลองเป็นป๋าเลี้ยงเด็กดูบ้างก็คงไม่เลว ไม่ต้องไปร่อนเร่หาเด็กให้วุ่นวาย ไม่ต้องซื้อกินให้เสี่ยงติดโรค แต่ก่อนจะตกลงกัน เขาขอไปอาบน้ำเรียกความสดชื่นเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาเสนอเงื่อนไข ผูกปิ่นโต กับเธอคนนี้ คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบลุกจากเตียงแล้วเดินหายเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้เขาอยากอาบน้ำแบบอ้อยอิ่งดื่มด่ำสัมผัสกับสายน้ำให้แช่มชื่น เพียงเพราะวันนี้ไม่ใช่วันที่เขาจะต้องเร่งรีบไปไหน นาน ๆ เขาจะได้มีวันหยุดที่ได้หยุดจริง ๆ สักที ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้พักเลย ทำงานจนมารดาบ่นน้อยใจที่ไม่มีเวลาให้ แต่ทำอย่างไรได้ก็งานที่เขาต้องรับผิดชอบมันมากมายเสียเหลือเกิน
ด้านร่างอรชรที่กำลังนอนหลับอย่างสบาย ค่อย ๆ รู้สึกตัวตื่นเพราะแสงแดดส่องเข้ามายังเตียงนอนอันแสนนุ่มสบายซึ่งมันรบกวนการนอนของเธอ เธอบิดขี้เกียจราวกับลูกแมวตัวน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ปากก็ยังหาวหวอด ๆ ร่างบางปรือตามองไปข้างนอกหน้าต่างบานใหญ่พร้อมกับหยีตาลง พระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าขนาดนี้นี่คงสายแล้วเป็นแน่ เมื่อคืนเธอเมาหนักจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าขึ้นห้องพักมาได้อย่างไร ตอนนี้ในหัวก็ปวดตุบ ๆ เธอลุกขึ้นนั่งมองบรรยากาศในห้องพักหรูหราพร้อมทำตาละห้อย
“เสียดายมาก”
เธอโกรธตัวเองที่เมาจนไม่รู้ว่าห้องพักที่นี่สวยขนาดนี้ แถมวันนี้เธอยังตื่นสายจนตะวันจะเลียก้นแล้วด้วยซ้ำ จะโทษใครได้ต้องโทษตัวเองที่ริอ่านจะดื่มไวน์จนเมามายเสียขนาดนั้น ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับห้องสุดหรูนี่ด้วยซ้ำ เพราะเธอต้องรีบกลับไปจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไกล เธอสูดหายใจพร้อมรวมรวบสติอีกครั้ง ก่อนจะพยายามลุกขึ้นจากเตียงอย่างแสนอาลัยอาวรณ์ ก็เตียงมันนุ่มน่านอนนี่นา
“โอ๊ย”
เพียงแค่ขยับกายเพื่อจะลุกนั่ง ความรู้สึกเจ็บแปลบกลางกายสาวทำให้เธอต้องลองสังเกตตัวเองใหม่อีกครั้ง ตอนนี้เธอไม่มีเสื้อผ้าติดกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว นี่เธอเมาจนแก้ผ้านอนเลยเหรอ? แถมยังรู้สึกเจ็บตรงนั้นอีก หรือว่าเมื่อคืนนี้มันไม่ใช่แค่ฝัน
ไม่ใช่ว่าเธอเผลอทำอะไร ๆ ตัวเองไปหรอกนะ!
เธอดึงผ้านวมออกจากเตียงแล้วหันไปมองที่นอนโดยละเอียดอีกครั้ง รอยเลือดจาง ๆ ติดอยู่บนผ้าปูที่นอน และที่นอนก็ยับย่นไม่มีชิ้นดี คิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย
“เฮ้ย นี่เรื่องจริงเหรอเนี่ย?”
เธอนั่งลงบนเตียงอีกครั้งด้วยความตกอกตกใจ ลืมสิ้นว่ายังเจ็บกลางกายสาว จนต้องร้องซี้ดเบา ๆ เมื่อก้นกระแทกลงบนฟูก หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเร็วราวกับจะทะลุออกมาจากอก ความกลัวและสับสนประเดประดังเข้ามาภายในใจ ใบหน้าขาวเริ่มซีด แววตาเธอสั่นไหว มือเรียวเย็นเฉียบกุมกันไว้แน่น ก่อนเธอจะยกมือขึ้นมา พร้อมขบเล็บมือตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถามมากมาย สมองน้อย ๆ ตอนนี้กำลังทำงานอย่างหนัก แล้วนี่เธอลากใครขึ้นเตียงมาด้วยล่ะ จำไม่ได้เลยสักนิด เธอนึกว่าเธอฝันไป เมื่อคิดทบทวนแล้วเธอก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงสายตากวาดมองไปทั่วห้อง ชุดเกาะอกสีแดงเบอร์กันดีที่เธอใส่ไปปาร์ตี้เมื่อคืนวางกองอยู่บนพื้นในสภาพที่ดูไม่ได้เอาเสียเลย ขาเรียวค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังชุดของตน ก่อนจะรีบสวมใส่มันในทันที เธอพยายามหาแพนตี้ซีทรูตัวโปรดที่ออกแบบตัดเย็บเอง แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เวลานี้เธอต้องออกจากที่นี่แล้ว เธอสับสนไปหมดยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหิ้วใครขึ้นห้องมาด้วย เมื่อสำรวจตัวเองเรียบร้อยแล้ว ชุดพร้อม รองเท้าพร้อม โทรศัพท์มือถือพร้อม อาจจะรู้สึกเย็น ๆ ช่วงล่างบ้างนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้เธอพร้อมที่จะกลับคอนโดแล้ว สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอพลาดเอง เธอจะกลับไปทบทวนตัวเองอีกครั้ง และจะไม่ให้พลาดแบบนั้นอีก เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในขณะที่เธอไม่รู้สึกตัว และเวลานี้เธอควรออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ว่าแล้วเธอก็เร่งฝีเท้าเพื่อก้าวเดินออกจากห้องพักสุดหรู ประตูทางออกอยู่ตรงหน้า เธอก้าวขาอย่างเร็วเพื่อจะไปยังจุดหมาย แต่เธอกลับได้ยินเสียงน้ำไหลกระทบพื้นดังก้องเข้ามาในหู หูเธอกระดิกฟังนิ่ง พร้อมขาเรียวก็หยุดก้าวเดินในทันใด จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้แต่แรกกลับเปลี่ยนจากประตูทางออกเป็นประตูห้องน้ำในทันที และก่อนจะไปยังจุดหมายเธอยกขาขึ้นถอดรองเท้าออกจากปลายเท้าอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ย่องเดินไปยังห้องน้ำให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช่ในเวลานี้เธอไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับใครทั้งนั้น แต่เธอเพียงแค่อยากรู้ว่าคนที่เธอหิ้วขึ้นเตียงนั้นเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เพียงเท่านั้น
หน้าห้องน้ำประตูไม่ได้ล๊อค มันเป็นบานเลื่อนเธอจึงเลื่อนออกอย่างช้า ๆ เพื่อให้เงียบที่สุด และสิ่งที่เห็นทำให้เธอต้องอ้าปากค้างพะงาบ ๆ ผู้ชายคนนั้น คนที่เธอลากขึ้นเตียงสินะ เธอเห็นแค่แผ่นหลังกว้าง กับไหล่ผายของเขา จำหน้าเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้แต่ว่าหล่อเหลาเอาการอยู่ พยายามนึกเท่าไหร่แต่ก็นึกไม่ออก ก็ใครจะไปคิดว่ามันไม่ใช่แค่ฝัน เธอพยายามเพ่งมองอยู่สักพักก็ยังไม่เห็นหน้าเขาสักทีเพราะเขากำลังก้มศีรษะเพื่อสระผม สระอยู่นานเลยทีเดียว จะสระอะไรนักหนา? ตอนนี้เธอเห็นเพียงรอยสักซึ่งเป็นรูปดวงอาทิตย์ที่ไหล่ด้านขวาเพียงเท่านั้น เธอมีเวลาไม่มากนักเพราะเธอต้องรีบไปแล้ว แต่ก่อนที่เธอจะออกจากห้องไป เธอคิดว่าเธอต้องให้เงินค่าตัวเขาไว้สักหน่อย คงไม่ดีแน่ถ้าเกิดเขาจำหน้าเธอได้แล้วทวงเงินเธอเมื่อพบกันข้างนอก แต่ปารดาจำไม่ได้ว่าตกลงค่าตัวกับเขาไว้เท่าไหร่ถึงหิ้วคนหุ่นแซบคนนี้ขึ้นห้องพักมาได้อย่างง่ายดาย คิดได้ดังนั้นเธอก็หยิบเอาแบงก์พันสามใบขึ้นมาแล้วนำไปวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงอย่างเรียบร้อย เธอคิดว่าแค่สามพันคงพอเพราะอย่างน้อยเขาก็ได้พรหมจรรย์ของเธอไป ถือว่าเจ๊ากันไปก็แล้วกัน
เมื่อวางเงินไว้เรียบร้อยแล้ว ปารดาก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว พอปิดประตูลงปุ๊บ เธอก็พรูลมหายใจออกมาอย่างแรง เธอคิดว่าเธอต้องรีบไปซื้อยาคุมฉุกเฉิน และต้องรีบไปปรึกษาหมอเรื่องป้องกันโรคไว้ก่อน คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ แต่นี่เธอไม่รู้ทั้งหน้าและไม่รู้ทั้งใจเขาเลย ที่สำคัญเขาจะสะอาดรึเปล่าก็ไม่รู้ แค่คิดก็ยิ่งรู้สึกกังวลแล้ว ต่อไปเธอจะไม่เมาจนไม่ได้สติอีกแล้ว แม้ผู้ชายคนนั้นจะงานดี และดูน่ากินมาก แต่ถ้าเธอไม่เมาหนักจนไร้สติ เธอก็คงไม่กล้าลากใครขึ้นเตียงง่าย ๆ แบบนี้เป็นแน่ เฮ้อ...