ในที่สุด เสิ่นชิงชิวก็ได้แต่งงานกับลู่จั๋วสักที
เพลงงานแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ขึงขังกำลังบรรเลงอยู่ เสิ่นชิงชิวที่สวมชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างช้า ๆ ไปบนบนพรมแดงเพื่อไปหาลู่จั๋วที่อยู่อีกทางด้านหนึ่ง
ลู่จั๋วสวมสูทสีขาว แสงสีทองสาดส่องลงมาบนร่างกายของเขา ทำให้เขาเหมือนถูกแสงอ่อน ๆ เคลือบเอาไว้ชั้นหนึ่ง ทำให้ออร่าที่อ่อนโยนและสง่างามของเขาดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบมาก ดุจดั่งชายหนุ่มในตอนนั้นไม่มีผิดเลย
พวกเขารู้จักกันมาสามปีแล้ว ซึ่งในช่วงเวลาสามปีนี้พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาด้วยกัน ในที่สุดเธอก็ได้สมหวังดั่งที่ปรารถนาเสียที
มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าเสียดายก็คือ การแต่งงานครั้งนี้ของเธอกลับไม่เป็นที่พอใจและไม่ได้รับคำอวยพรใด ๆ จากครอบครัวของเธอ
ทันทีที่ลู่จั๋วเดินเข้ามาและยื่นช่อดอกไม้ให้เธอ เบ้าตาของเสิ่นชิงชิวก็มีน้ำตาของความรู้สึกปลื้มปิติเอ่อล้นขึ้นมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
“เจ้าบ่าว คุณเต็มใจที่จะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไปเป็นภรรยาของคุณและให้คำมั่นสัญญาในการสมรสหรือไม่? ไม่ว่าจะในยามเจ็บป่วยหรือสุขภาพแข็งแรงดี หรือว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ คุณจะรักเธอ ดูแลเธอ เคารพเธอ ยอมรับเธอและซื่อสัตย์ต่อเธอตลอดไปหรือไม่ครับ?” บาทหลวงที่ยืนบนเวทีมองไปที่คู่บ่าวสาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน
เสิ่นชิงชิวพยายามข่มอาการหัวใจเต้นแรงเอาไว้ สายตามองไปที่ลู่จั๋วด้วยความคาดหวัง อยากจะได้ยินคำยืนยันจากปากของเขา
สีหน้าของลู่จั๋วดูบึ้งตึงอย่างมาก เขาไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้น แล้วก็เอาแต่ลังเลไม่ยอมพูดออกมาสักที
ทันใดนั้นเอง…...
“พี่ แย่แล้ว!” จู่ ๆ ลู่เยียนที่ร้องไห้หนักมากจนตาพร่าก็วิ่งปรี่เข้ามาจากด้านนอกและมาขัดจังหวะคำพูดของลู่จั๋วเอาไว้ เธอเหมือนเด็กที่กำลังสะอึกสะอื้นอย่างแรงมาก “พี่เนียนเย้า เธอ เธอ…..”
เสิ่นชิงชิวรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในทันที เธอมองไปที่ลู่จั๋วด้วยความกังวลโดยไม่รู้ตัว มือที่จับลู่จั๋วอยู่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ
เสิ่นชิงชิวรู้ดีว่า ชื่อซุนเนียนเย้ามีความสำคัญกับลู่จั๋วมากเพียงใด
เพราะผู้หญิงคนนั้นคือคนรักฝังใจของลู่จั๋ว เป็นความรักที่ชีวิตนี้ลู่จั๋วไม่มีทางได้สมหวัง
ตอนนั้นที่ตระกูลลู่ตกอับ เพื่อโอกาสในการไปต่างประเทศ ซุนเนียนเย้าจึงเลือกที่จะทอดทิ้งลู่จั๋วไป ส่วนลู่จั๋วเองก็เป็นคนที่ทะนงตัวเข้ากระดูกดำอยู่แล้ว ด้วยความโกรธเขาจึงเลือกที่จะตัดการติดต่อทั้งหมดกับซุนเนียนเย้า แล้วก็หันมาเลือกเสิ่นชิงชิวแทน
แต่เมื่อเดือนที่แล้ว จู่ ๆ ซุนเนียนเย้าก็โผล่มาซะอย่างนั้น
สีหน้าของลู่จั๋วเปลี่ยนไปในทันที เสียงที่ตึงเครียดของเขาฟังดูตื่นตระหนกอย่างมาก “เย้าเย้าเธอเป็นอะไรเหรอ!”
“พี่เนียนเย้ามีเลือดออกเยอะมาก ทำยังไงก็ไม่ยอมหยุดสักที หมอบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะตกอยู่ในอันตราย!” ลู่เยียนพูด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่จั๋วก็สะบัดมือของเสิ่นชิงชิวออกและรีบสาวเท้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วมาก
“คุณไปไม่ได้นะคะ!” เสิ่นชิงชิวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วก็จับมือของลู่จั๋วไว้แน่น ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สายตาของเธอจับจ้องไปที่เขาอย่างไม่คาดสายตาเลย “ลู่จั๋ว วันนี้เป็นพิธีแต่งงานของเรานะคะ คุณแน่ใจเหรอว่าจะไปน่ะ?”
เสียงกระซิบกระซาบของผู้คนที่มาร่วมงานและสายตาที่มองมาที่เธออย่างเยาะเย้ยและเสียดสีเหล่านั้น มันเหมือนกับมีดแหลมเล่มหนึ่งที่แทงทะลุเข้ามาในหัวใจของเธอไม่มีผิด
เธอมองไปที่ลู่จั๋วด้วยเบ้าตาที่แดงก่ำ น้ำเสียงของเธอมีความอ้อนวอนและอ่อนน้อมอยู่ “ลู่จั๋ว จัดการงานแต่งงานให้เสร็จก่อนได้ไหม?”
“เย้าเย้าต้องมาถูกรถชนและเข้าโรงพยาบาลเพราะเธอพยายามช่วยผมเอาไว้ ผมไม่สามารถทิ้งเธอไว้คนเดียวโดยไม่สนใจอะไรเลยได้หรอกนะ”
ลู่จั๋วพยายามสะบัดมือของเสิ่นชิงชิวออก แต่แล้วกลับพบว่าผู้หญิงตรงหน้าเขาดื้อดึงอย่างมาก สีหน้าของเขาจึงดูเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ สายตาของเขาดูดุดันมากยิ่งขึ้น “เสิ่นชิงชิว คุณก็รู้ดีนี่ว่า การแต่งงานระหว่างคุณกับผมมันเป็นแค่ข้อตกลงเท่านั้น คุณแค่ทำหน้าที่เป็นคุณนายลู่ให้ดีก็พอ ส่วนเรื่องของผมคุณไม่จำเป็นต้องเข้ามาก้าวก่าย!”
ข้อตกลง……
รูม่านตาของเสิ่นชิงชิวหรี่ลงทันที เธอมองไปที่ใบหน้าที่เย็นชาของลู่จั๋วอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วแววตาที่ดูตกใจของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเย้ยหยันแทน
ทันใดนั้นมุมปากของเธอก็กระตุกขึ้นเผยรอยยิ้มถากถางออกมา ในน้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นมีความเศร้าปะปนอยู่ด้วย “ที่แท้ในสายตาของคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันก็เป็นเพียงการทำข้อตกลงร่วมกันอย่างนั้นเหรอ? !”
“ใช่!” คำตอบของลู่จั๋วหนักแน่นไร้ซึ่งความลังเลใด ๆ
หัวใจของเสิ่นชิงชิวนั้นบีบแน่น ราวกับถูกทุบลงมาอย่างแรงอย่างไรอย่างนั้น เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ลู่จั๋วพูดทิ้งท้ายเอาไว้อย่างลวก ๆ ด้วยสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรว่า “ขอโทษด้วย” แล้วก็รีบออกไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นชิงชิวยืนมองแผ่นหลังของลู่จั๋วที่เดินจากไปอยู่ที่เดิม หัวใจของเธอเหมือนถูกมีดทื่อ ๆ ด้ามหนึ่งกรีดจนกลายเป็นแผล เธอรู้สึกเจ็บมากจนแทบจะหายใจไม่ออกเลยทีเดียว
ความเย็นเริ่มแผ่ซ่านจากฝ่าเท้าของเธอขึ้นมาจนแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย
ตอนนั้นที่ลู่จั๋วเข้ามารับช่วงต่อตระกูลลู่ เครือข่ายเงินทุนของตระกูลลู่กำลังพังพินาศพอดี ทำให้เขาต้องเผชิญกับวิกฤติการล้มละลาย
ซึ่งเขาเป็นคนพูดเองเลยว่า ตอนนี้บริษัทกำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายจึงไม่สามารถที่จะให้ความมั่นคงในอนาคตกับเธอได้เลย แต่เขาขอสัญญาว่าหากบริษัทเดินไปในแนวทางที่ถูกที่ควรแล้ว เขาจะแต่งงานกับเธอ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอจึงยึดมั่นในคำสัญญานั้นของลู่จั๋วเอาไว้ในใจตลอด เพื่อให้คนในครอบครัวยอมรับลู่จั๋วและเพื่อให้ได้แต่งงานกับเขาโดยเร็วที่สุด เธอจึงใช้สถานะของตัวเองในการวางแผนการตลาดและและลุยในโลกธุรกิจเพื่อเขา ช่วยให้เขาก้าวจากจุดที่ไม่เป็นที่รู้จักไปยังจุดที่ทุกคนให้ความสนใจ
แต่แล้วเธอกลับไม่คาดคิดเลยว่า ตลอดเวลาสามปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ในสายตาของเขามันเป็นเพียงแค่ข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น
ที่แท้ความรักครั้งนี้ ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ก็มีแค่เธอคนเดียวที่อินไปกับมันมาโดยตลอด!
ที่เธออยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาและทุ่มเททุกอย่างมาตลอดสามปีที่ผ่านมานั้น เมื่อเทียบกับคนที่เขารักฝังใจมันเป็นเพียงแค่เรื่องตลกเท่านั้น
เสิ่นชิงชิวกัดริมฝีปากแน่น พยายามฝืนข่มน้ำตาในเบ้าตาเอาไว้ แต่แล้วน้ำตากลับเป็นเหมือนลูกปัดที่ขาดจากเชือก เธอไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
ความเจ็บปวดในใจกำลังปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ร่างกายของเธอสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
ลู่เยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พอเห็นเธอแสดงท่าทางน่าอับอายเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความสะใจและพูดว่า “เสิ่นชิงชิว ช่วงหลายปีมานี้ถ้าไม่ใช่เพราะเธอคอยตามรังควานไม่ยอมปล่อย พี่ชายของฉันจะไปยอมแต่งงานกับสาวบ้านนอกที่ไม่มีการศึกษาและไม่มีภูมิหลังทางครอบครัวแบบเธอได้ยังไงกัน ถ้าเธอรู้ตัวจักสังเกตสักนิด เธอก็ควรจะรีบออกไปจากตระกูลลู่ซะนะ!”
เสิ่นชิงชิวรู้สึกผิดหวังมากเมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายนี้ของลู่เยียน “เธอลืมไปแล้วเหรอว่า ถ้าไม่มีฉัน ก็คงไม่มีตระกูลลู่ในทุกวันนี้น่ะ!”
“เธอเลิกพูดเรื่องไร้สาระสักทีเถอะ!” ลู่เยียนชี้หน้าของเสิ่นชิงชิวและพูดด้วยความโมโหว่า “เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนใหญ่คนโตรึไงกัน? ต่อให้ไม่มีเธอ ตระกูลลู่ของพวกเราก็สามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้อยู่ดีนั่นแหละ!”
เสิ่นชิงชิวรู้สึกเสียใจอย่างมาก ในสายตาของคนตระกูลลู่มองเธอกันอย่างนี้งั้นเหรอ
“พอได้แล้ว! เรื่องวันนี้ให้มันจบลงเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน” คุณนายลู่ลุกขึ้นด้วยสีหน้าหมดความอดทนและเดินไปหาเสิ่นชิงชิว สายตาของเธอดูรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับกำลังมองขยะที่น่าขยะแขยงอะไรสักอย่างอยู่อย่างไรอย่างนั้น “เธอลองดูสิว่าสภาพของเธอตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เธอจะอับอายขายหน้านั้นก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่ตระกูลลู่ของพวกเราจะมาอับอายขายหน้าเพราะเธอไม่ได้เด็ดขาด!”
หลังจากพูดจบ คุณนายลู่ก็ไปทักทายแขกผู้มีเกียรติที่มาในวันนี้ด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
เสิ่นชิงชิวยืนนิ่งมองดูแขกผู้มีเกียรติที่พากันทยอยออกไปจากงานแต่งงานที่เธอรอคอยมานานแสนนานทีละคนสองคน ทำไมมันถึงได้กลายเป็นเรื่องตลกไปได้ล่ะ
ทำไมสุดท้ายแล้วการที่เธอทุ่มเทไปด้วยความจริงใจถึงได้รับการตอบแทนกลับมาเช่นนี้ด้วย
เพียงเพราะว่าเธอไปตกหลุมรักผู้ชายที่ไม่ได้รักเธออย่างนั้นเหรอ
เสิ่นชิงชิวค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ น้ำตาไหลรินออกมาจากหางตาอีกครั้ง ราวกับกระจกที่บอบบางแตกง่ายจนเกินจะเยียวยาแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสิ่นชิงชิวก็เดินไปตามท้องถนนที่รกร้างอย่างไร้จุดหมาย ราวกับวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีที่สิงสถิต
ฝนเริ่มตกลงมาโดยที่ไม่ทันได้สังเกต เม็ดฝนจากขนาดเท่าเม็ดถั่วค่อย ๆ เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
เธอมองสำรวจไปรอบ ๆ แต่กลับไม่พบที่หลบฝนเลยนอกจากบริเวณป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลนัก เธอจึงต้องรีบวิ่งเท้าเปล่าไปอย่างรวดเร็ว
แต่เสิ่นชิงชิวกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เธอถูกหินที่แหลมคมบาดเข้าที่ฝ่าเท้า ทำให้เธอเจ็บจนถึงกับต้องขมวดคิ้วแน่น กัดฟันและวิ่งกะเผลกไปที่ป้ายรถเมล์ต่อ
เอี๊ยด......
จู่ ๆ ก็มีเสียงเบรกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งถนนที่เงียบสงบจนแสบแก้วหูไปหมด
เมื่อมองดูรถที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง เสิ่นชิงชิวก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขึ้น รูม่านตาของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง
สมองของเสิ่นชิงชิวว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ขาคู่นั้นถูกตรึงไว้อยู่กับที่ไม่ขยับราวกับถูกตะกั่วถ่วงเอาไว้
รถยนต์แล่นเฉียดเธอไปด้วยความเร็วสูง ราวกับแสงสายฟ้าสีดำเส้นหนึ่งไม่มีผิด
กระแสลมอันทรงพลังซัดเสิ่นชิงชิวจนลงไปกองกับพื้น
ตอนแรกก็นึกว่ารถคู่กรณีจะถือโอกาสหลบหนีไป เพราะถึงยังไงมันก็ไม่คนอื่นอยู่ที่นั่น ต่อให้จะหลบหนีไปก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ได้อยู่ดี
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ รถยนต์คันนั้นได้ยูเทิร์นกลับมา ก่อนจะจอดลงตรงหน้าของเสิ่นชิงชิวในท้ายที่สุด
ทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก สิ่งแรกที่สะดุดตาคือรองเท้าหนังสีดำสั่งตัดพิเศษคู่หนึ่ง ขาที่เรียวยาวและเหยียดตรงทั้งสองข้างกำลังเดินเข้ามาหาเสิ่นชิงชิวอย่างมั่นคง ก่อนร่มสีดำคันหนึ่งจะค่อย ๆ เอียงเข้าหาเธอและปกป้องเธอจากสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย
“คุณเป็นอะไรมากไหมครับ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของฟู่ถิงเซิ่นค่อย ๆ ดังเข้ามาในหูของเสิ่นชิงชิวอย่างแจ่มชัด
เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็พบว่าผู้ชายตรงหน้ามีโครงหน้าคมชัดและกรามเป็นสัน ๆ ใบหน้าประณีตและมีมิติ โดยเฉพาะดวงตาสีดำขลับอันลึกซึ้งราวกับมีประกายแสงซ่อนอยู่ในส่วนลึกคู่นั้น มันดึงดูดเธอได้อย่างน่าประหลาด
ดวงตาคู่นี้....... เหมือนเธอจะเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนเลย
แต่เธอก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนเหมือนกัน
เสิ่นชิงชิวส่ายหน้าไปมา เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงด้วยความแหบแห้งว่า “ฉันไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ......”
เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก แต่รอยถลอกที่ขาและแผลที่ฝ่าเท้าทำให้เธอเจ็บจนขาอ่อนแรง แล้วก็ส่งผลให้เธอหกล้มลงไปอีกครั้ง
แต่ในช่วงเวลาคับขัน แขนที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้โอบรอบเอวของเธอเอาไว้ แล้วก็ดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างทันท่วงที
เสิ่นชิงชิวที่ถูกรั้งเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่ถิงเซิ่นถูกรัศมีเย็นยะเยือกที่มีเฉพาะในตัวผู้ชายโอบล้อมไว้ทันที
การที่เธอใช้มือทั้งสองข้างดันอยู่หน้าอกของฟู่ถิงเซิ่นไว้ตามสัญชาตญาณนั้น ส่งผลให้ฝ่ามือแนบชิดไปกับกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของเขา ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีเสื้อผ้าคั่นกลาง แต่เธอก็ยังสัมผัสถึงความกำยำของมันได้อย่างแจ่มชัดอยู่ดี
เสิ่นชิงชิวที่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งฝ่ามือผลักฟู่ถิงเซิ่นที่อยู่ตรงหน้าออกไปตามสัญชาตญาณ แต่แทนที่จะปล่อยเธอไป เขากลับอุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิงซะงั้น
เธอถึงกับอดขมวดคิ้วไม่ได้ ความเย็นยะเยือกระลอกหนึ่งได้ก่อตัวขึ้นในดวงตาของเธอโดยไม่รู้ตัวทันที “คุณจะทำอะไรน่ะ! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ขนาดเธอกับลู่จั๋วรู้จักกันมาตั้งสามปี ทั้งสองคนยังแค่จับมือกันเฉย ๆ เท่านั้นเอง การกระทำอย่างกะทันหันของชายแปลกหน้าคนนี้ก็ต้องทำให้เธอเกิดความกระสับกระส่ายโดยสัญชาตญาณอยู่แล้วสิ
ฟู่ถิงเซิ่นลดสายตาลงมองเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาสุขุมอย่างมาก “คุณได้รับบาดเจ็บมา ตอนนี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลก่อนนะครับ”
“ฉัน ฉันเดินเองได้ค่ะ” ความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองคนทำให้เสิ่นชิงชิวรู้สึกอึดอัดอย่างมาก กลิ่นอายเย็นยะเยือกของเขาที่แทรกซึมเข้าไปในโพรงจมูก ราวกับกำลังโอบล้อมเธอจากทุกทิศทาง ซึ่งส่งผลให้เส้นประสาทในร่างกายของเธอเครียดตึงขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“อย่าขยับสิครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเปี่ยมด้วยการสั่งการอันน่าเกรงขาม ซึ่งทำให้เสิ่นชิงชิวหยุดการดิ้นรนขัดขืนทุกอย่างลงในทันที
ในวินาทีที่ถูกยัดเข้าไปในรถ ลมเย็น ๆ ระลอกหนึ่งที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้าก็ทำให้เสิ่นชิงชิวอดจามไม่ได้
ฟู่ถิงเซิ่นเอื้อมมือขึ้นไปปิดแอร์ จากนั้นก็เหลือบมองเสิ่นชิงชิวผู้มีรูปร่างผอมบางแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมของตัวเองขึ้นมาห่มให้กับเธอ “ระวังเป็นหวัดนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ” นอกจากเสื้อคลุมจะติดกลิ่นของฟู่ถิงเซิ่นแล้ว มันยังอบอวลไปด้วยไออุ่นของเขาอีกด้วย ซึ่งนี่ทำให้เสิ่นชิงชิวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ฟู่ถิงเซิ่นกวาดสายตาผ่านแก้มอันแดงก่ำของเธอ ก่อนประกายรอยยิ้มจาง ๆ จะฉายแววออกมาจากส่วนลึกในดวงตาของเขา “คนที่ควรจะขอบคุณคือผมต่างหาก”
“ว่ายังไงนะคะ?” เสิ่นชิงชิวมองไปที่ฟู่ถิงเซิ่น
ฟู่ถิงเซิ่นหันมามองเธอด้วยสายตาสุขุม แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างเนิบ ๆ ว่า “ขอบคุณนะครับที่คุณยอมรับคำขอโทษของผมและให้โอกาสผมได้แก้ตัว”
รถยนต์แล่นออกไปอย่างว่องไว ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาลใกล้เคียงในท้ายที่สุด
เสิ่นชิงชิวดึงดันจะเดินเองให้ได้ ฟู่ถิงเซิ่นจึงต้องเดินกะเผลกตามเธอไปอย่างใจเย็น จนกระทั่งเดินมาถึงห้องฉุกเฉิน
ตอนที่ออกมาจากห้องฉุกเฉิน เธอเห็นฟู่ถิงเซิ่นที่กำลังยืนหันหลังให้กับเธอกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ไกล ๆ คงเพราะสังเกตเห็นเธอ เขาจึงรีบวางสายและเดินสาวเท้าเข้ามาหาเธอทันที “นี่คือคอนแทรคของผม ถ้ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อผมมาได้เลยนะครับ”
“ฉันไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ” เสิ่นชิงชิวปฏิเสธนามบัตรที่อีกฝ่ายยื่นให้ด้วยความสุภาพ ในเมื่อเรื่องมันจบลงแล้ว งั้นก็ไม่ควรมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก การยื้อยุดกันไปมาคือสิ่งที่เธอไม่ชอบที่สุดเลย
เธอเว้นช่วงไปชั่วขณะ ก่อนจะยืนเสื้อคลุมให้กับเขา “นี่เสื้อของคุณค่ะ เดี๋ยวฉันจะจ่ายค่าซักแห้งให้เอง”
ฟู่ถิงเซิ่นมองไปยังเสื้อที่เสิ่นชิงชิวยื่นมาให้ ขณะเดียวกันก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างมาก “ตอนนี้คุณต้องการมันมากกว่าผมอีกนะครับ”
มันเป็นแค่ประโยคธรรมดา ๆ แต่กลับทำให้ดวงตาของเสิ่นชิงชิวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
เธอคิดว่าต้องเป็นเพราะวันนี้ตัวเองเจ็บปวดมากเกินไปแน่ ๆ ไม่งั้นจะซาบซึ้งเพียงเพราะคำห่วงใยจากคนแปลกหน้าแค่ประโยคเดียวได้ยังไงกันล่ะ
“ขอบคุณค่ะ ฉันสบายดี ฉันขอตัวก่อนนะคะ” เสิ่นชิงชิวปฏิเสธความช่วยเหลือของฟู่ถิงเซิ่น ตอนนี้เธอต้องกลับไปยังบ้านตระกูลลู่เพื่อจัดการกับเรื่องสำคัญมากก่อน
ฟู่ถิงเซิ่นยืนมองแผ่นหลังอ้อนแอ้นและเพรียวบางของเธออยู่ตรงที่เดิม ส่วนลึกในดวงตาสีดำขลับของเขาส่องสว่างขึ้นมาอย่างรำไร “พวกเรายังต้องได้พบกันอีก”