ตอนที่ 2 เข้าใจผิด / เฮียช้าง
ช่วงเช้ามืดผมตื่นขึ้นมาเพราะต้องรีบกลับบ้าน ช่วงเช้าผมมีประชุมที่บริษัท จะสายไม่ได้เดี๋ยวลูกน้องมันจะว่าเอาได้ ส่วนคนที่กล้าว่าผมก็มีแค่คนเดียวนั่นแหละครับ
“ตื่น...ยัยแว่น!” เธอใส่แว่นหนามาก ผมเป็นคนถอดออกแล้ววางไว้บนหัวเตียงเองกับมือ กิจกรรมเมื่อคืนทำให้ผมรู้ว่า ผมเป็นคนแรกของเธอ ที่จริงผมจะออกจากห้องนี้ไปเลยก็ได้ เดี๋ยวเธอตื่นขึ้นมาก็คงออกจากห้องไปเอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมคนนี้ผมถึงอยากคุยกับเธอก่อน
“อื้อ...อย่ามายุ่งคนจะนอน” เมื่อเธอรู้สึกตัว สิ่งแรกที่เธอรู้สึกคืออาการเจ็บแป๊บที่ช่วงล่าง ความเจ็บทำให้เธอค่อยๆดึงสติของตัวเองกลับมา
“ตื่นได้แล้ว ผมรีบ” ผมปลุกเธออีกครั้ง พร้อมกับดึงผ้าห่มที่ห่มตัวของเธอออก เรือนร่างของเธอมันช่างน่าซ้ำจริงๆ แต่เช้านี้ผมมีธุระนี่สิ
“ใคร...” เธอค่อยๆลุกขึ้นมานั่งแล้วหรี่ตามองมาที่ผม สงสัยจะมองไม่ชัดผมก็เลยส่งแว่นที่วางไว้บนหัวเตียงให้เธอ เธอรับเอาไปสวม
“กรี๊ด!!!! ไอ้บ้า! ไอ้โรคจิต! คุณเป็นใคร!” เสียงกรี๊ดและเสียงโวยวายของเธอทำให้ผมแสบแก้วหูไปหมด นี่มันอะไรกัน!
“หยุด!!” ผมตะคอกใส่เธอเสียงดัง กล้าดียังไงมาโวยวายใส่ผม แต่แล้วผมก็นึกถึงความบริสุทธิ์ของเธอเมื่อคืนนี้ขึ้นมาได้ จึงยอมปรับสีหน้าให้เบาลงหน่อย
“จะเอาเท่าไหร่” ผมหมายถึงค่าตัวของเธอ
“คุณหมายความว่ายังไง” ผู้หญิงที่ผมพามานอนด้วยเต็มที่เลยผมให้คืนละหมื่น ส่วนยัยแว่นนี่ผมไม่แน่ใจ
“ก็ค่าตัวเธอไง จะเอาเท่าไหร่ หมื่นห้าพอมั้ย” พอผมเสนอจบเท่านั้นแหละ
“อี๋! ไอ้บ้า” หรือจะน้อยไป!
“สองหมื่น” ผมเสนอให้เธออีกครั้ง นี่ก็เยอะแล้วนะ
“ไอ้ชิงหมาเกิด!” เอ้า! ยังไม่พออีกเหรอ...
“สามหมื่น” ราคานี้สุดๆแล้วนะ
“ไอ้เลว!!” ด่าผมอีกแล้วนะ!
“จะเอามั้ย ให้ได้เท่านี้แหละเต็มที่แล้ว”
“ไม่เอา!! ฉันจะถือว่าทำทานให้หมามันกินไป”
“อะไรกัน คุณขาย ผมซื้อ จะมาด่าผมแบบนี้ได้ยังไง”
“ใครขาย! พูดให้มันดีๆนะ แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เธอพูดอะไรผมไม่เข้าใจ
“หมายความว่ายังไง ก็คุณเป็นคนเปิดประตูรถขึ้นมาบนรถผมเอง”
“ไม่จริง! เมื่อคืนฉันมาเที่ยวกับเพื่อน ฉันเรียกแท็กซี่ต่างหาก” ห๊ะ!!
“แท็กซี่อะไร รถที่คุณขึ้นมามันรถผม อย่าบอกนะว่าคุณขึ้นรถผิด” ตายห่าแล้วมั้ยล่ะ!
“ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ขอฉันคิดก่อนนะ” เธอก้มหน้าลง
“กรี๊ด!!! ชุดฉันล่ะ” คุยกันตั้งนานเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสักชิ้น เธอรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเอาไว้
“จะโวยวายทำไม อ่ะผมหยิบให้” ผมรีบหยิบเสื้อผ้าของเธอส่งให้ก่อนที่ห้องข้างๆจะแห่กันออกมาดู
“หันหลังไป!” เธอรับเอาเสื้อผ้าที่ผมส่งให้ไปถือไว้แล้วออกคำสั่ง
“ผมเห็นของคุณหมดแล้วจะอายทำไม”
“ฉันบอกให้หันก็หันไปสิ” หันก็หัน!
“เออๆ ได้ๆ” ผมยอมหันหลังให้
“เสร็จยัง”
“ยัง”
“เสร็จยัง”
"ยัง!"
"เสร็จแล้วบอกด้วย"
"จะเร่งทำไม"
"ผมรีบ"
“เสร็จแล้ว” ผมหันหน้ามาหาเธออีกครั้ง
“คุณต้องไปซื้อยาคุมกินด้วยนะ” ผมบอกเธอเพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเดิมอีก
“ห๊ะ!!” เสียงดังอีกแล้ว! พูดเบาๆไม่เป็นหรือไง ยัยแว่นนี่
“ตอนแรกผมป้องกัน หลังๆถุงยางหมด” ผมตอบแบบหน้ามึนๆ ปกติจะทำแค่ถุงยางหมดแล้วก็พอ แต่ยัยแว่นนี่ทั้งแน่นทั้งฟิตผมอดใจไม่ไว้จริงๆ
“ไอ้เลว...” เรื่องอะไรมาว่าผมฝ่ายเดียว เรื่องที่เกิดขึ้นเธอต่างหากที่เป็นคนเปิดประตูรถแล้วเดินขึ้นมาเอง ผมก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าใช่ ไอ้เพื่อนก็ดันพูดว่าเด็กใหม่ ผมก็เลยไม่ได้เอะใจอะไร
“เลิกด่าได้แล้ว ตกลงจะเอาเท่าไหร่”
“ไม่เอา!” เธอยังคงยืนยันเสียงแข็ง
“ให้ผมรับผิดชอบคุณมั้ย”
“ไม่ต้อง!”
“แล้วแต่นะ...ยาคุม เดี๋ยวผมไปซื้อให้ก็ได้”
“มันก็ต้องอย่างนั้นแหละ”
“เดี๋ยวผมไปส่ง จะได้แวะซื้อยาให้คุณด้วย”
ทางด้านเพื่อนของน้ำหวาน หลังจากงานเลี้ยงส่งเลิกราก็แยกย้ายและคงไม่ได้เจอกันอีกเพราะน้ำหวานไม่ได้กลับไปทำงานที่เดิมแล้ว
ส่วนผู้หญิงตัวจริงที่ต้องขึ้นรถผมเมื่อคืนไม่ใช่คนนี้ เพราะผมได้โทรไปถามไอ้ธรณ์มาแล้ว สรุปยัยแว่นนี่เมาขึ้นรถผิดคัน ผมก็คิดว่าเป็นผู้หญิงที่ไอ้ธรณ์ส่งมาให้
ผมลงจากรถไปซื้อยาคุมฉุกเฉินให้เธอ แล้วกลับเข้ามาในรถอีกครั้ง
“ผมชื่อคชา คุณชื่ออะไร”
“จะชื่ออะไรมันก็เรื่องของฉัน” ไม่อยากบอกก็แล้วแต่เลย...คิดว่าสวยมากนักหรือไง ยัยแว่น!
“อ่ะยาคุม...กินเป็นหรือเปล่า” ผมยื่นสิ่งที่ซื้อมาเมื่อสักครู่นี้ให้เธอ
“เดี๋ยวฉันอ่านฉลากเอา” เธอตอบเชิดๆ
“จะให้ไปส่งที่ไหน”
“ซอยข้างหน้า จอดให้ฉันลงตรงนั้น” ผมขับรถไปอีกหน่อยก็จอดตามที่เธอบอก
“เดี๋ยวคุณ!” ผมเรียกเธอเอาไว้ก่อน ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวขาลงไป
“อะไรอีก” เธอหันมาพูดเหมือนคนรำคาญ
“ค่าตัวจะไม่เอาจริงๆเหรอ”
“ฉันไม่ได้ขาย ทำทานให้คุณก็แล้วกัน”
“ให้ผมรับผิดชอบมั้ย” คำถามนี้ผมถามเธอเป็นครั้งที่สองแล้วนะ
“น่ารำคาญ” พูดจบเธอก็เดินลงจากรถไปเลย
“ยัยแว่นนี่...” กล้าดียังไงมาปฏิเสธผม!
คชาขับรถกลับบ้าน เพราะเขาต้องรีบกลับไปอาบน้ำแล้วเข้าบริษัท ส่วนน้ำหวานเธอให้เขาจอดส่งเพราะต้องการจะหาซื้ออะไรกินก่อนที่จะกลับไปที่ห้องเช่า หลังจากนี้เธอก็บอกคืนห้องแล้วเก็บเสื้อผ้าเดินทางมาที่ทำงานใหม่ ซึ่งเป็นงานเลี้ยงเด็กที่เธอถนัด แถมเจ้านายใหม่ของเธอก็ยังเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เธอเคยได้ที่โรงเรียนอีกตั้งสามเท่า
เสียงกดกริ่งดังขึ้นที่หน้าบ้านหลังใหญ่ มิตรเลขาหนุ่มของคชาเดินออกมาต้อนรับพี่เลี้ยงคนใหม่ของคุณหนูของบ้าน โดยที่ตอนนี้คชาได้ออกจากบ้านไปทำงานแล้ว
“สวัสดีครับ คุณน้ำหวานใช่มั้ยครับ” มิตรเดินออกมาต้อนรับตามหน้าที่
“ใช่ค่ะ สวัสดีค่ะคุณมิตรใช่มั้ยคะ” ทั้งสองได้คุยกันจากโทรศัพท์ก่อนหน้านี้แล้ว
“ครับ เชิญเข้าบ้านก่อนครับ” มิตรพาน้ำหวานเดินเข้ามาในบ้าน พบกับคุณทับทิม คุณย่าของหนูนิด มิตรแนะนำให้หญิงสาวที่มาใหม่รู้จักกับคุณทับทิมและทุกคนในบ้าน พร้อมกับแนะนำว่าใครเป็นใคร น้ำหวานยกมือไหว้ทุกคนด้วยรอยยิ้ม มิตรให้น้ำหวานเซ็นชื่อลงไปในใบสัญญา เมื่อเสร็จธุระของมิตรแล้ว มิตรจึงขอตัวกลับไปทำงานที่บริษัทต่อ
“ได้ข่าวว่าหนูเป็นคุณครูสอนเด็กอนุบาลมาก่อนใช่มั้ยจ๊ะ” คุณทับทิมถามพี่เลี้ยงของหลานสาวคล้ายกับชวนคุย
“ค่ะคุณผู้หญิง”
“เงินเดือนที่ให้คงไม่น้อยไปใช่มั้ย ทางเราอยากได้แบบเลี้ยงตลอดเวลา”
“กลางคืนด้วยเหรอคะ” เธอถามดูเฉยๆ คุณทับทิมยิ้มให้
“ปกติยัยหนูจะนอนกับพ่อของเขา แต่ถ้าวันไหนพ่อไม่กลับบ้าน ฉันก็จะไปนอนเป็นเพื่อนหลาน พอดีเห็นว่ามีหนูมาเลี้ยงให้แล้ว จึงอยากจะรบกวนเป็นบางคืนเท่านั้นน่ะ”
“แล้วคุณแม่ของคุณหนูล่ะคะ”
“ยัยหนูไม่มีแม่หรอก คลอดแล้วก็ทิ้งไว้ แกน่าสงสาร ส่วนพ่อก็ เฮ้อ...อย่าไปพูดถึงเลย รายนั้นคงคิดว่าตัวเองคงยังโสดอยู่” คนเป็นแม่รู้ดีว่าลูกชายออกไปไหน ทำอะไร กว่าจะกลับเข้าบ้านก็เช้า ถึงจะไม่บ่อย แต่ก็ไปประจำ
“ตกลงค่ะ หวานจะดูแลคุณหนูให้เองค่ะ” น้ำหวานรู้สึกสงสารคุณหนูตัวเล็กตรงหน้าเหลือเกิน เธอตัดสินใจจะเป็นพี่เลี้ยงให้คุณหนูเอง ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เพราะไหนๆเธอก็อยู่ในบ้านหลังนี้อยู่แล้ว แถมเงินเดือนก็ยังมากกว่าที่เธอเคยทำตั้งสามเท่า ยังไงก็คุ้มเหนื่อย
ตอนที่ 3 เจอกันอีกครั้ง / เฮียช้าง
เพียงแค่วันเดียวหนูนิดก็เข้ากับพี่เลี้ยงของแกได้เป็นอย่างดี หนูนิดเป็นเด็กน่ารักผิวขาวตาโตยิ้มเก่ง ส่วนน้ำหวานก็ชอบตามใจเด็กจึงทำให้พี่เลี้ยงเด็กอย่างเธอเข้ากับคุณหนูน้อยได้ด้วยดี
ส่วนห้องพักของน้ำหวานคุณทับทิม คุณผู้หญิงของบ้านให้น้ำหวานไปอยู่ในห้องเดียวกับหนูนิด ซึ่งห้องนั้นก็อยู่ติดกับห้องของคุณคชาบิดาของหนูนิดนั่นเอง สาเหตุเป็นเพราะน้ำหวานอาสาจะดูแลหนูนิดช่วงกลางคืนให้เอง ส่วนถ้าวันไหนพ่อเขาอยากจะเอาลูกไปนอนด้วยหรือหนูนิดร้องจะนอนกับพ่อก็ให้ไปนอนห้องพ่อ
ช่วงเย็นคชากลับมาถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานอันแสนจะตึงเครียดมาทั้งวัน เขาเดินเร็วๆขึ้นชั้นบนไปอาบน้ำก่อนแล้วถึงจะเดินมาหาลูกสาว
ร่างสูงเดินผ่านขึ้นด้านบนไป น้ำหวานเห็นเพียงแค่ด้านหลังของเขาเท่านั้นเธอรู้สึกคุ้นๆแต่ก็ไม่ได้สนใจ หันกลับมาป้อนข้าวให้คุณหนูของเธอต่อ
“อ้าวตาช้างมาพอดีเลย” เสียงของคุณทับทิมทำให้คนที่นั่งหันหลังกำลังป้อนข้าวให้กับคุณหนูอยู่ หันหลังกลับไปมองเจ้านายอีกคนของบ้านหลังนี้
“...........” สายตาของทั้งสองสบตากันพอดี ทั้งสองนิ่งไปไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกครั้งเร็วขนาดนี้ จากกันยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย พรหมลิขิตชัดๆ...คชาคิดในใจ
“นี่คุณคชาหรือจะเรียกว่าคุณช้างก็ได้ ป๊ะป๋าของยัยหนูนิดน่ะ” เป็นเสียงของคุณแม่เอ่ยแนะนำให้พี่เลี้ยงคนใหม่ของหลานสาวรู้จักกับลูกชายของท่าน
สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกหรือจะเรียกว่าไม่รู้จะทำหน้ายังไงก็ได้ แต่เขากลับส่งยิ้มบางๆกลับมาคล้ายกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถ้าฉันจะขอลาออกตอนนี้จะได้มั้ยนะ
“สวัสดีค่ะ คุณคชา” ฉันยกมือไหว้เขาพลางคิดในใจว่า...ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้นะ
“ครับดีครับ คุณพี่เลี้ยง ชื่ออะไรเหรอครับ” เมื่อเช้าผมถามเธอแล้ว แต่เธอไม่ยอมบอก ครั้งนี้เธอไม่รอดแน่
“น้ำหวานค่ะ” ผมพยักหน้ารับอมยิ้มบางๆอย่างผู้ชนะ แล้วเดินเข้ามาหาลูกสาว
“แอ๊ แอ๊” เสียงหนูนิดร้องอ้อแอ้อ้าแขนกว้าง ผมจึงรับเอาแกมาอุ้ม
“มาค่ะคนสวย ป๊ะป๋าอุ้มไปเดินเล่นนะคะ"
"ป้อนข้าวอยู่ใช่มั้ย เดินตามมาสิครับ" ผมหันไปบอกยัยแว่นเพื่อให้เธอเดินตามออกมาคุยกันหน่อย ตรงนี้คนเยอะเกินไปคงไม่เหมาะถ้าจะพูดเรื่องของเรา ผมเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มอุ้มลูกสาวออกมาด้วย สถานที่ก็คือสนามหญ้าหน้าบ้าน ผมพาหนูนิดกับยัยแว่นนั่งลง ท่ามกลางบรรยากาศแดดร่มลมตก
“หนูนิดได้หม่ามี๊แล้วดีใจมั้ยลูก” ผมพูดยิ้มๆ โดยส่งสายตาไปหาอีกคนที่กำลังนั่งด่าผมอยู่ในใจ
“คุณพูดบ้าอะไร ฉันจะลาออก”
“เมื่อเช้าคุณเซ็นสัญญาแล้วนี่ ถ้าคุณลาออกผมจะฟ้องร้องคุณให้หมดตัวเลยคอยดู” ผมพูดเล่นแค่ไม่อยากให้เธอลาออกเฉยๆ ส่วนเรื่องสัญญาเธอก็เซ็นแล้วจริงๆนั่นแหละ
“ทุเรศ...คนนิสัยไม่ดี”
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด” ท่าทีสบายใจสุดๆของเขาทำให้น้ำหวานรู้สึกหมั่นไส้
“คุณแม่ให้คุณพักห้องไหน”
“ฉันโคตรเกลียดขี้หน้าคุณเลย”
“คุณตอบไม่ตรงคำถามนะครับ”
“ห้องคุณหนู”
“แหม...ติดกับห้องของผมเลย”
“ทุเรศ สกปรก คิดแต่เรื่องลามก”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมคิด เพราะคุณก็คิดเหมือนผมใช่ม๊า...”
“ฉันสงสารคุณหนูจริงๆ เกิดมาทั้งทีมีพ่อแบบคุณ”
“ยัยแว่น มันจะมากไปแล้วนะ ถึงผมจะเป็นแบบที่คุณเห็น แต่ผมก็รักลูกของผมนะ” ถึงผมจะชั่วแต่ผมก็ชั่วแบบเปิดเผยครับ ส่วนเรื่องหนูนิด บอกเลยว่าผมรักแกมาก ยัยหนูคือแก้วตาดวงใจของผม ซึ่งทุกคนในบ้านหลังนี้ก็รักแกมากทุกคน
“คุณท่านบอกว่าปกติช่วงกลางคืนคุณหนูนอนกับคุณ”
“นานๆทีผมจะออกไปสักครั้งไม่ได้ออกไปบ่อยสักหน่อย ก็เพื่อนมันโทรตาม” แล้วทำไมผมจะต้องมานั่งอธิบายให้ยัยแว่นฟังด้วยเนี่ย
“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ” เธอไม่เชื่อ
“ต่อไปนี้ผมจะไม่ออกไปไหนแล้ว เพราะผมมีคุณแล้ว” ผมส่งสายตามองเรือนร่างบอบบางตรงหน้าอย่างคิดถึง รู้สึกอยากได้แบบเมื่อคืนนี้อีก
“นี่! อย่ามารุ่มร่ามกับฉันนะ”
“โอเคๆ ผมไม่แกล้งคุณแล้วก็ได้ ขอบคุณนะครับที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกสาวของผม แกไม่มีแม่ ถ้าคุณจะมาเป็นแม่ให้กับยัยหนู ผมจะดีใจมากๆ” จะดีอยู่แล้วเชียว แต่ประโยคหลังนี่สิฟังดูยังไงก็ไม่รู้
น้ำหวานยังคงป้อนข้าวให้กับหนูนิดอยู่ ส่วนป๊ะป๋าก็เล่นกับลูก พูดคุยหยอกล้อกันตามประสาพ่อลูก จนท้องฟ้าเริ่มมืด...
“เข้าบ้านกันดีกว่าป่ะ ป๊ะป๋าอุ้มนะคะ”
“คุณไปทานข้าวกับอาบน้ำก่อนป่ะ ผมจะดูแลลูกให้เอง” ผมใช้คำว่าลูกกับเธอ เพราะผมอยากให้เธอมาเป็นมี๊ให้กับลูกสาวของผม...เอาน่ายังไงเธอก็เป็นเมียผมแล้ว
“ค่ะ” น้ำหวานเดินเข้าห้องครัวไปทานข้าวก่อน หลังจากอิ่มแล้วเธอจึงเดินขึ้นชั้นบนไปอาบน้ำแล้วกลับลงมาหาหนูนิด
“คุณ...ทานข้าวหรือยัง ฉันดูแลคุณหนูให้” น้ำหวานเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ภายในห้องมีคุณผู้หญิง คุณคชานั่งเล่นกับลูกสาวอยู่ แล้วก็ป้านวล เธอจึงไม่กล้าพูดไม่ดีออกไป
“ขอบใจนะ”
“คุณแม่ ทานข้าวกันครับ”
“อยู่กับน้ำหวานก่อนนะยัยหนู” คุณย่าพูดกับหลานสาวก่อนที่จะเดินตามหลังลูกชายไปทานข้าวกัน
“คุณหนู ไปอาบน้ำกันดีกว่านะคะ” น้ำหวานทำหน้าที่ของเธอคือพาคุณหนูขึ้นด้านบนไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ จากนั้นก็ชงนมให้แล้วพาลงมานั่งเล่นอยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่างเหมือนเดิม
ระหว่างนี้คชาไม่ได้พูดหรือแกล้งอะไรน้ำหวานเลย เขานั่งมองดูเธอเล่นอยู่กับลูกสาวของเขา ส่วนเขาพูดคุยอยู่กับคุณแม่และป้านวลด้วยท่าทีธรรมดาจนอาการเกร็งของน้ำหวานหายไป
"ตาช้างพาลูกไปนอนได้แล้ว ดูสิทำท่าจะหลับแล้วนั่น"
"หวานพาไปเองค่ะ" พูดจบเธอก็อุ้มคุณหนูของเธอขึ้นชั้นบนไป
"คุณแม่ผมขอตัวนะครับ" ผมลุกขึ้นแล้วเดินตามยัยแว่นไปติดๆ แล้วห้องที่ผมจะเข้าก็คือห้องนอนลูกสาวผม
“นี่คุณ เข้ามาทำไมออกไปเลยนะ”
“ผมจะมาอ่านนิทานให้ยัยหนูฟัง” ผมหงายท้องนอนลงไปบนเตียงด้วยท่าทางสบายใจ แล้วหยิบหนังสือนิทานมาหนึ่งเรื่อง ยัยหนูคลานมานอนข้างๆผมเหมือนทุกวัน ยัยนั่นจึงเงียบไปไม่กล้าว่าอะไรผมอีก
“หน้ามึน” อยากจะด่าอะไรก็ด่าไปเถอะ...ผมคิดในใจ แล้วก็อ่านนิทานให้หนูนิดฟังไม่นานแกก็หลับไป เห็นลูกหลับไปแล้วผมจึงแกล้งหลับตาม
“นี่คุณ! ลุกออกไปเลยนะ”
“อื้อ...คนจะนอน” ผมทำทีเป็นว่าแกล้งหลับ...ก็ผมอยากนอนในห้องนี้กับลูกกับเมียนี่
“ถ้าคุณนอนที่นี่แล้วฉันจะไปนอนที่ไหนล่ะ”
“ที่นอนออกจะกว้างก็นอนด้วยกันนี่แหละ”
“ไม่เอา...คุณก็ไปนอนที่ห้องของคุณสิ”
“ไม่เอาผมอยากนอนกับลูก” ข้ออ้างชัดๆ!
“ได้! งั้นฉันคงต้องนอนที่พื้น” น้ำหวานเตรียมหยิบหมอนทำท่าวางลงที่พื้นเตรียมตัวนอน โดยที่ผ้าปูก็ไม่มี พื้นก็เย็น
“กินยาคุมอีกเม็ดหรือยัง” ยาคุมฉุกเฉินมีสองเม็ดเขาจึงถามดูถึงเม็ดที่สอง
“ฮึ้ย! ลืมเลย” น้ำหวานเด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะเดินไปหยิบยาเม็ดนั้นเอาขึ้นมาเตรียมที่จะกิน แต่กลับโดนคนตัวโตสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง ศอกเล็กถองเข้าให้ที่หน้าท้องแข็งแรงอย่างจัง
“โอ๊ย!! ถองมาได้เจ็บนะคุณ”
“ใครใช้ให้คุณมารุ่มร่ามกับฉันก่อนล่ะ”
“แต่คุณเป็นเมียผมแล้วนะ”
“ถ้าฉันเป็นเมียคุณ ผู้หญิงที่คุณพาไปนอนด้วยก็คงเป็นเมียคุณหมดนั่นแหละมั้ง”
“นี่คุณกำลังหึงผมอยู่เหรอ”
“ไม่มีทาง ฉันขยะแขยงคุณจะตาย ออกไปได้แล้ว ฉันจะนอนบนเตียง ข้างล่างพื้นมันเย็น”
“เมีย...อย่าใจร้ายกับผัวสิ”
“พูดให้มันดีๆนะ ใครเป็นเมียคุณ ออกไป!” น้ำหวานผลักเขาออกจากห้องได้จนสำเร็จ เธอกินยาเม็ดที่เหลือจากนั้นก็ลงไปนอนกับคุณหนูของเธอกอดกันไว้แล้วหลับตาลง...โดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีสายตาของใครบางคนยิ้มออกมาเมื่อแอบดูกล้องวงจรปิดในห้องนี้อยู่