"นี่ยายขิม ทำไมแกทำหน้าเครียดอย่างนั้นฮึ" สีหน้าที่ยุ่งเหยิงของเขมินทราทำให้บุษรินทร์อดทักไม่ได้
เขมินทรา (ขิม) กัจนพัชร์ อายุยี่สิบแปดปี ลูกสาวคนที่สองของคุณเขมยศ (เขม) ประธานบริษัทกัจนพัชร์แลนด์แอนด์เฮาส์ เธอเป็นคนที่ฝังใจกับรักแรกของตัวเอง
มีคุณแม่ชื่อ กชพร (บัว) พี่ชายที่แก่กว่าสามปี กรวัช (กร) เธอมีน้องสาวอายุน้อยกว่าเขมินทราสองปี ชื่อว่า แทนรัก (เลิฟ) น้องชายที่ห่างจากน้องสาวอีกสองปี ชื่อ แทนคุณ (แทน)
"ก็พ่อนะสิ"
"พ่อแกทำไม"
"ส่งรูปผู้ชายมาให้ดูเป็นกะตั้ก บอกว่าให้ไปดูตัว"
"เฮ้ย! ยังมีการดูตัวกันอีกหรือยุคนี้แล้ว" บุษรินทร์หัวเราะออกมา
"แกไม่ต้องมาหัวเราะเยาะฉันนะโว้ย คนยิ่งเครียดอยู่"
"นี่ยายขิม เป็นเพราะแกไม่ยอมมีแฟนหรือเปล่า พ่อแกก็เลยจะจับคู่ให้แกน่ะ" เขมินทราพยักหน้าน้อย ๆ พี่ชายแต่งงานไปแล้ว น้องสาวกับน้องชายก็แต่งไปแล้ว มีแต่เธอที่ไม่ยอมหาคู่ครองสักที
"แต่อย่าลืมสิ ฉันแค่ยี่สิบแปดปีเอง"
"แต่น้องแกสองคนก็แต่งงานแล้วนะโว้ย"
"เพราะทุกคนอยากได้สมบัติของคุณพ่อไง"
"อ้าว แล้วแกไม่อยากได้หรือ"
"อยากสิ ตอนนี้ฉันยังต้องไปทำงานงก ๆ กินเงินเดือนเหมือนพนักงานทั่วไปอยู่เลย พ่อบอกคำเดียว ถ้าไม่แต่งงานนะ ไม่ได้ขึ้นเป็นกรรมการบริหาร"
"พ่อแกสุดยอดเลยว่ะ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ"
"ฉันอายทุกคนในบริษัทจะตาย ใครจะคิดยังไง คงจะนินทาฉันจนสนุกปาก แถมยังมองฉันแบบดูถูกเสียด้วย"
บุษรินทร์ทำท่าคิด "แล้วถ้าแกแค่พาตัวผู้ชายสักคนไปแนะนำ แบบบอกว่าเป็นคู่หมั้นเฉย ๆ พ่อแกจะโอเคไหม"
เขมินทราส่ายหน้าหลุบ "ไม่"
"หา!" บุษรินทร์ทำหน้างงมาก
"ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะคะ"
"พ่อบอกต้องมีใบทะเบียนสมรส"
"เฮ้ย! พ่อของแกต้องเพี้ยนหนักแล้ว"
เผียะ... เขมินทราตีแขนเพื่อนสาวเสียงดัง
"แกอย่าว่าพ่อฉันน่ะยายบุษ" บุษรินทร์รีบยกมือขอโทษ
"ฉันเว้าเล่นซื่อ ๆ หรอก" พูดภาษาอีสานออกมา
บุษรินทร์ (บุษ) ไพศาลอัษฎา เป็นคนจังหวัดอุดรธานี ครอบครัวเปิดร้านขายของฝากอยู่ในตัวเมืองอุดรฯ ต้นตระกูลของเธอมาจากเวียดนาม
มีเหมืองพลอยอยู่ที่เวียดนามด้วย เป็นลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่ง ตอนนี้กำลังเอาดีกับงานออกแบบจิวเวลรี่เพื่อจะพัฒนาพลอยที่ครอบครัวครอบครองอยู่ให้มุ่งสู่ตลาดโลก พ่อชื่อมิตร แม่ชื่อนุษรา มีน้องชายชื่อบรมวิทย์หรือโบ้
"แล้วตอนนี้แกคิดอะไรออกบ้างหรือยัง"
"ยัง"
บุษรินทร์ก้มมองรายการอาหารในเมนู
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องคิดนะ ฉันว่าเราสั่งอะไรมาดื่มเถอะ แต่ฉันจะขอสั่งของกินนะ"
"อื้อ ก็เอาสิ ร้านนี้หอยนางรมอร่อย"
"อุ้ย!" ยกมือขึ้นมาปิดปาก แล้วหัวเราะคิก ๆ
"หัวเราะอะไรยะนางบุษ"
"กินหอยนางรมทีไร ของขึ้นทุกที ฉันน่ะอยากจะนั่งโยกบนตัวผู้นะสิ" แล้วทำท่าปิดปากหัวเราะอีก แต่สายตามองสอดส่ายไปทั่วร้าน เหมือนแม่เสือสาวที่จ้องมองหาเหยื่อ
ปิ๊ง! สายตาของบุษรินทร์ปะทะกับสายตาของหนุ่มหล่อที่กำลังลากกีตาร์ขึ้นไปบนเวที
"อุ้ย ๆ ฉันเจอแล้วยายขิม"
"ไหน ๆ" หันไปมองตามสายตาของเพื่อน
เขมินทราถึงกับอ้าปากตาค้างเมื่อเห็นหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้เวที
"พี่อินทัช" เสียงพึมพำ แต่ก็พอให้บุษรินทร์ที่นั่งใกล้ได้ยิน
"ใคร คนไหน" เปลี่ยนจุดโฟกัสของตัวเอง จากนักร้องที่ลากกีตาร์ขึ้นบนเวที เป็นหนุ่มของเพื่อนที่เขมินทราเอ่ยปาก
"คนไหนยายขิม"
"โต๊ะหน้าไง ติดกับอ่างปลานะ"
อ่างที่ว่าเหมือนสระน้ำจำลองเพื่อตกแต่งให้ดูบรรยากาศในร้านร่มรื่นและเย็นสบายตา
"พี่อินทัชที่แกพูดถึงบ่อย ๆ เวลาที่แกเมากรึ่ม ๆ รุ่นพี่ที่หักอกแก ปฏิเสธแก แล้วก็หายไปจากชีวิตของแกเลย"
"อื้อ" ขานรับเสียงเบา พร้อมกับกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงไปในลำคอ
ภาพความทรงจำในอดีตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง อินทัช (อิน) อิทธิภัคร รุ่นพี่ปีสี่ ที่เขมินทราเคยหลงรักหัวปักหัวปำ
ที่หน้าตึกของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาลัย S
(เรื่องอดีตที่เจ็บมาก)
สาวน้อยปีหนึ่ง สวยขาวหมวย รูปร่างอวบอั๋นสมวัย เธอไว้ผมที่ตัดหน้าม้าเต่อ ๆ ที่เธอตั้งใจจะตัดให้เหมือนกับนักร้องไอดอลชื่อดังของเกาหลี
เขมินทราอยู่ในชุดเครื่องแบบนักศึกษาที่เรียบร้อย และถูกต้องตามระเบียบมาก ๆ
เขมินทราหอบช่อดอกไม้ดอกกุหลาบช่อใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ เพราะมันคือความบริสุทธิ์ใจของเธอล้วน ๆ
อีกมือก็มีตุ๊กตาหมีที่เธอเลือกแล้วเลือกอีก เพื่อจะให้มันเป็นตัวแทนของเธอเอง เวลาที่พี่อินทัชเห็นตุ๊กตาก็จะได้เห็นหน้าของเธอด้วย ตลอดเวลาที่เรียนที่นี่ หนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีวันใดที่เธอจะละสายตาไปจากพี่อินทัชได้เลย
พอเห็นอินทัชผละตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อน เขมินทราก็วิ่งเข้าไปชาร์จเขาในทันที เธอยืนขวางหน้าเขา ดวงหน้าใสแวววาวไปด้วยหยาดเหงื่อที่ซึมออกมาจากแรงผลักดันภายในตอนที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตื่นเต้นเกินต้านทานได้
สองมือที่ยื่นทั้งดอกกุหลาบช่อใหญ่ มีการ์ดแห่งรักที่เขียนบรรยายความในใจของเธอให้เขาไปด้วย พร้อมกับตุ๊กตาหมี "ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ" น้ำเสียงสั่นพอ ๆ กับร่างกายที่สะท้านไปตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
อินทัชมองสบตากับเขมินทราด้วยแววตาที่เรียบเฉย เขาเคยเห็นเธอ
เพราะเขมินทรามักจะมาป้วนเปี้ยนให้เขาได้เห็นหน้าอยู่เสมอ
"น้อง ทำไมหรือ?"
เพล้ง... เสียงในใจที่เขมินทราได้ยิน หน้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
"ขิม เอาดอกไม้มาแสดงความยินดีกับพี่ ดีใจด้วยนะคะที่เรียนจบ"
"แค่นี้ใช่ไหม" เขาเอื้อมมือออกมารับทั้งช่อดอกไม้และตุ๊กตา แล้วเดินผ่านหน้าของเขมินทราไปในทันที ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ หรือรอยยิ้ม
เขมินทราหน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ แต่ที่เจ็บกว่า คือหัวใจดวงน้อย ๆ ที่ถวิลและคิดถึงแต่เขา
ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ภาพวาดในหัวดั่งในละคร ที่พระเอกยิ้มหวาน และรับช่อดอกไม้พร้อมกับตุ๊กตาจากมือ ก่อนจะพูดว่า "ขอบใจมากนะ" พระเอกโผเข้ากอดนางเอก และก็อุ้มหมุนตัวนางเอกไปรอบ ๆ
'ไม่... ฉันยังไม่ได้สารภาพรักเลย' เขมินทรารีบหมุนตัวหันไปทางที่อินทัชเดินไป
เธออ้าปากหมายตะโกนเรียกเขา "พะ พี่..." หญิงสาวหุบปากของตัวเองลงทันที ภาพที่ประจักษ์แก่สายตา อินทัชทิ้งทั้งช่อดอกไม้ และตุ๊กตาของเธอลงไปในถังขยะสีเขียวใบใหญ่ที่อยู่บนทางเท้าที่อยู่ไม่ใกล้จากตัวของเธอ
เพล้ง... เสียงดังก้องเหมือนกับสะท้อนจากหินหน้าผาเขามาในโสตประสาทของเธอ แล้วน้ำตาของเขมินทราก็ค่อยๆ ไหลลงมากบสองตาจนสนิท เธอแทบไม่เห็นอะไรอีก ยืนขาแข็งแช่อยู่ตรงนั้น หูของเธอก็ไม่ได้ยินเสียงของใคร ๆ เลยด้วยซ้ำไป
คนรายรอบที่อยู่เต็มบริเวณนั้น แทบจะถูกลบกลายเป็นศูนย์ มีเพียงเขมินทราที่ร้องไห้เสียใจกับความใจร้ายของอินทัช
"เฮ้ย! ยายขิม" บุษรินทร์ตะโกนใส่หน้าเขมินทรา และเขย่าเรียกสติ
"เป็นอะไรไป"
"ปะ เปล่า" แม้จะผ่านมานานเท่าไร แต่หัวใจที่เจ็บ ไม่เคยลืมเลือน เขาหรือเปล่า ใช่เขาหรือเปล่า
"ยายขิม" บุษรินทร์เขย่าแรงอีก
"ได้ยินแล้ว จะเขย่าอะไรกันนักกันหนา"
"แหม... มองเขาอย่างจะกินเขา อิ... เธออยากจะกินผู้ชายคนนั้นใช่ไหม เอาสิ ลุยเลยไหม ฮุ ๆ ฉันอยากจะมีผัว ฉันอยากจะกินผู้ชายคนนั้นทั้งตัว" ทำพูดเป็นทำนองเสียงเพลงด้วย แต่ทว่า...
ในตอนนั้นเอง มีผู้ชายอีกคนเดินเข้าไปหาเขา บุษรินทร์ถึงกับรีบหันหน้าหนี หยิบกระเป๋าขึ้นมาบังหน้า เหมือนไม่อยากให้ผู้ชายคนนั้นเห็น พร้อมกับพูดว่า
"ยายขิม ฉันว่าช่างมันเถอะ ไหน ๆ แกก็ถูกปฏิเสธจากไอ้บ้าคนนั้นมารอบหนึ่งแล้ว แกก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะ"
เครื่องดื่มมึนเมาที่กระดกดื่มเข้าไปในร่างกายมากพอสมควรแล้ว ตั้งแต่เห็นผู้ชายที่หน้าตาเหมือนกับพี่อินทัช เขมินทราก็ยกดื่ม ๆ ยกดื่มอย่างลืมตัว
"นี่ยายบุษ แกมองฉันแบบดี ๆ อีกครั้งหนึ่งสิ ฉันน่ะ สวยขึ้น ดูดีขึ้นขนาดนี้ เขาจะจำฉันได้ไหม"
"เฮ... นั่นใช่ประเด็นที่ไหน ที่ว่าจำได้หรือไม่ได้น่ะ แต่เขาใช่พี่ทัชของแกหรือเปล่า" นั่นทำให้เขมินทราฉุกคิด
"เบ้าหน้าเกาหลี โอปป้าขนาดนี้ คลินิกไหนก็ทำได้ จริงไหม เอาจริงๆ นะ ถ้าเป็นฉันน่ะจะไม่ไปยุ่งหรือกินของเก่า"
บุษรินทร์ขยับตัวเลื่อนไปนั่งเก้าอี้อีกตัว หันหลังให้ผู้ชายที่ทรุดนั่งลงไปกับคนที่หน้าเหมือนรุ่นพี่คนนั้น
"อะ แล้วแกจะเปลี่ยนที่นั่งทำไม"
"ก็..." ยังไม่ทันได้พูดอะไร มือหนาของใครบางคนที่ไม่พึงประสงค์ก็แตะลงมาที่หัวไหล่
"บุษรินทร์" เขาเรียกชื่อของเธอเต็มยศ หญิงสาวรีบยกหน้าที่คอหด ๆ ขึ้นไปมองหน้าของเขานั้น
ยังไม่ทันที่บุษรินทร์จะได้ตอบหรือพูดอะไร มือของเขาก็ยื่นส่งไปตรงหน้าของเขมินทรา
"ผมชื่อเบนลี่ครับ ยินดีได้รู้จัก คุณเป็นเพื่อนของคุณบุษใช่ไหมครับ" รอยยิ้มที่ฉีกกว้าง หน้าตาของเบนลี่ก็หล่อไม่เบา ลูกครึ่งแน่ ๆ หล่อล่ำ กล้ามใหญ่
หน้าเป็นโครงสี่เหลี่ยมอย่างชัดเจน จมูกสันเป็นคม มองอย่างไรก็ไม่มีเบื่อ เขมินทราส่งมือของเธอไปจับกับเบนลี่
"ขิมค่ะ"
"เรียกผมว่าเบนลี่นะครับ"
แล้วเขาก็นั่งลงใกล้ชิดกับบุษรินทร์ ที่ตอนนี้หัวใจของเธอแทบหลุดออกมานอกอกแล้ว
เขมินทราได้แต่ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามว่านายเบนลี่คนนี้เป็นใคร แล้วเป็นอะไรกับหล่อน แต่เขมินทราก็ไม่ได้ถามออกไป
โจทก์เก่าตัวใหญ่ยักษ์ที่บุษรินทร์ไม่เคยเล่าให้เพื่อนฟัง ตอนที่เธอไปงานแสดงจิวเวลรี่ที่ภูเก็ต เธอไปเจอกับเบนลี่ที่นั่น ในล็อบบีของโรงแรมที่เป็นค็อกเทลเลานจ์
สายตาที่บรรจบกัน ความคิดนึกที่เหมือนกัน ทำให้บุษรินทร์ส่งสายตาเว้าวอนอ่อย ๆ แล้วเบนลี่ก็ไม่ปฏิเสธเสียด้วย ทั้งสองคนไปจบกันที่ห้องพักของเขา และอะไร ๆ ก็เกิดขึ้น เอาเป็นว่าสนุกกันทั้งคืน
แต่พอสะดุ้งตัวตื่นในยามดึก บุษรินทร์ก็รีบหนีออกมาจากห้องเขา แต่เธอลืมไปว่าตอนที่เจอครั้งแรกได้ให้นามบัตรกับเบนลี่ไปแล้ว
และที่ช็อกหนักสุด เธอเพิ่งได้เจอกับเขาเมื่อสามวันก่อนที่บริษัทที่เธอไปฝึกงานด้านจิวเวลรี่ เบนลี่เป็นเจ้าของที่นั่น ตอนนี้บุษรินทร์หัวใจจะวายแล้ว ที่เครียดก็มีอยู่เรื่องนี้แหละ เพราะเธอจะต้องทำงานใกล้ชิดกับเบนลี่ไปตลอดหกเดือนนี้
ทว่าภาพที่เธอขึ้นโยกเขาทำตัวเป็นจ๊อกกิงสาว ยั่วยวนเบนลี่ยิ่งกว่านางเอกบนหน้าปกของหนังสือปลุกใจเสือป่าเสียอีก เธอแทบไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อุตส่าห์บินไปกินไกลถึงภูเก็ต แต่ดันมาเจอกันที่นี่กรุงเทพฯ อีก ก็ไหนเขาบอกเธอแค่ว่าเป็นนักท่องเที่ยว เบนลี่หลอกลวงกันชัด ๆ
"คุณบุษครับ จะนั่งซื่อบื้ออยู่อีกนานไหม จะไม่แนะนำอย่างเป็นทางการหน่อยหรือครับ ผมอยากรู้จักเพื่อนของคุณ"
"แต่ฉัน..." เธอคงไม่รู้ตัวว่าหน้าซีดปากสั่น ทำเหมือนคนมีชนักติดหลัง ทำเหมือนตัวเองไปขโมยของใครมาแบบนั้นแหละ แล้วถูกจับได้ บุษรินทร์กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก
"ว่าไงครับ" เขาบุกต่อ ช้อนสายตามองบุษรินทร์ ที่นั่งมือเย็นเฉียบจัด พยายามควบคุมสติอยู่
"นั่นนะสิคะ ขิมเหมือนไม่เคยรู้จักกันกับคุณเบนลี่มาก่อน และบุษไม่เคยเอ่ยถึงคุณ"
เบนลี่ยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ให้กับบุษรินทร์ แล้วหันมาตอบเขมินทรา
"พวกเราเพิ่งเจอกันเมื่อสามวันก่อนนะครับ ผมเป็นเจ้าของเดอะเจมส์จิวเวลรี่ ที่คุณบุษไปร่วมงานด้วย"
"อ๊า..." เขมินทราช้อนสายตามองหน้าเพื่อนบ้าง เธอรู้ว่ามันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น แต่ตอนนี้ไม่สะดวกที่จะพูดออกมา
"จะว่าอะไรไหมครับ หากผมกับเพื่อนจะย้ายมานั่งอยู่กับคุณ" ประโยคนี้แหละที่เขย่าหัวใจของเขมินทราให้สั่นขึ้นบ้าง สองสาวมองหน้ากันทันที แล้วหันไปทางผู้ชายคนนั้นที่ก็มองมาทางนี้แบบไม่ละสายตาเช่นกัน
"ไม่ดีกว่านะคะ ฉันกับเพื่อนกินข้าวเสร็จเราก็จะกลับแล้ว" สายตาของเบนลี่มองไปยังรถเข็นไม้เล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้างโต๊ะ ขวดเครื่องดื่มราคาดี และยังมิกซ์เซอร์อีกจำนวนหนึ่งยังตั้งอยู่
"ยินดีค่ะ" เขมินทราบอกเขา
เล่นเอาบุษรินทร์ถึงกับส่ายหน้านิด ๆ ทำหน้าเหมือนคนกำลังถูกพาไปเชือด
เบนลี่ยิ้มหวาน และหันไปมองหน้าบุษรินทร์อีกที
"รอสักครู่นะครับ ผมไปตามเพื่อนก่อน"
พอร่างใหญ่ของหนุ่มลูกครึ่งพ้นไปแล้ว บุษรินทร์ก็เอ่ยปากทันที
"แก... ทำไมไปชวนเขามานั่งที่นี่ด้วยล่ะ"
“อ้าว... แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ”
“ยายบุษแกทำงานกับเขานะ แล้วไม่รับปากเขา มันจะมีผลกับการงานของแกหรือเปล่าล่ะ ยายคนนี้”
ลำคอของบุษรินทร์ที่กลืนน้ำลายไม่หยุด ตอนนี้คว้าเอาแก้วเหล้าของตัวเองกระดกเข้าปากแล้วดื่มลงคอลงไปพรวด
"มีเรื่องที่ฉันยังไม่รู้ใช่ไหม" สายตาจ้องเค้นหาความจริง
"อื้อ..." ยักคอ พลางพ่นลมหายใจแรง
"อะไร?" เขมินทราอยากรู้
เอื๊อก... เสียงที่ดังออกมาจากลำคอของบุษรินทร์
"วันไนต์สแตนด์ของฉันที่ภูเก็ตไง"
"หา!"
ไม่ทันการเสียแล้ว สองหนุ่มมาถึงโต๊ะพอดี และนั่งลงด้วย บุษรินทร์ยึดคติ อยากเมารินเอง ไม่ต้องเกรงใจใคร เด็กส่งเด็กเสิร์ฟไม่ต้องแล้ว ไม่ทันใจ ดื่มเข้าไปอีกแก้วใหญ่ ๆ
ส่วนเขมินทราใจจดจ่อมองใบหน้าของชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนพี่อินทัชอย่างกับพิมพ์เดียวกัน แต่แล้วเธอก็ต้องอึ้ง เพราะชื่อที่เบนลี่แนะนำ เขาคนนี้ไม่ได้ชื่ออินทัช
"คุณขิม คุณบุษครับ นี่... อัษฎาหรือเรียกว่าอัษ ก็ได้นะครับ เพื่อนสนิทของผมที่เรียนด้วยกันที่อังกฤษ"
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เขาเพียงแค่มองหน้าทั้งสองสาวและยิ้มให้ ไม่มีแววตาที่เย่อหยิ่งเหมือนกับอินทัชเลย
"คะ คุณชื่ออะไรนะคะ" เขมินทราอึ้งซ้ำเป็นครั้งที่สอง ที่เขายิ้มให้เธอแบบกระจาย ทำให้หญิงสาวหัวใจกระตุก
"อัษ อัษฎาครับ อัษฎา สเตวาร์ด”
“...” เขาไม่ใช่...
“ผมมารับช่วงต่องานโรงแรมของคุณแม่ที่เมืองไทยนะครับ เพิ่งมาถึงได้สองอาทิตย์" เขาพูดภาษาไทยสำเนียงฝรั่ง
'เขาไม่ใช่พี่ทัช แล้วคนบนโลกนี้ที่ไม่ใช่พี่น้องกัน หน้าตาจะเหมือนกันแบบนี้เลยหรือ'
แต่เขมินทราก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปอีก ทั้งสามคนนั่งกิน นั่งดื่ม และคุยเรื่องสัพเพเหระ ส่วนใหญ่จะเป็นสองหนุ่มเสียมากกว่าที่ไล่ต้อนสาว ๆ ให้ตอบคำถามของเขา
ตัวละครเพิ่ม
เบนลี่ เจมส์ ฮิลล์ อายุ 33 ปี เจ้าของ เดอะเจมส์จิวเวลรี่ ที่มีสาขาในกรุงเทพฯ พัทยา หัวหิน เชียงใหม่ และภูเก็ต
อัษฎา สเตวาร์ด อายุ 33 ปี ลูกชายของ คุณซันย่า และคุณจอห์น เขาต้องมาดูแลกิจการของคุณแม่ที่นี่ โรงแรมเฮดิสันเมอร์เมดพัทยา
"นี่ขิม ฉันขอไปห้องน้ำก่อนนะ" การที่ยกดื่มมาก ๆ เข้า ก็ทำให้ปวดห้องน้ำ อีกอย่างบุษรินทร์อึดอัดที่จะต้องมานั่งเบียดกับเบนลี่ ดูเหมือนเขาจะกำลังเล่นเกมอะไรบางอย่างกับเธออยู่
“ผมก็ขอตัวเหมือนกัน” ไม่พูดเปล่า เขากลับฉวยเอากระเป๋าสะพายของบุษรินทร์ขึ้นไปด้วย
เป็นอันรู้กันว่าทั้งสองคนนั้นจะไม่กลับมานั่งที่โต๊ะอีกแล้ว เขมินทราหันมามองหน้าอัษฎาตรง ๆ
“คุณไม่รู้จักฉัน ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” ใบหน้าที่แดงๆ เริ่มหาเรื่องเขา หัวคิ้วของอัษฎาขมวดเข้าหากัน
“ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกันวันนี้อย่างไรล่ะครับ” สำเนียงที่ฟังแล้วแปร่ง ๆ หู ยิ่งย้ำว่าคนตรงหน้าไม่ใช่พี่อินทัช
‘มันบ้าอะไรกันเนี่ย ทำไมเขาถึงได้มีหน้าตาเหมือนกับพี่ทัชแบบนี้’ รักแรกของเธอที่แสนจะห่วยแตก
อินทัชทำลายความมั่นใจของเธอ เขมินทราหมดความมั่นหน้าไปเลยตั้งแต่วันนั้น เธอแทบจะไม่อนุญาตให้ชายคนใดมาขายขนมจีบ และมองผู้ชายทุกคนที่เข้ามาจีบว่าเป็นศัตรู แต่เรื่องบนเตียง มันก็แค่เรื่องสนุก
“คืนนี้คุณจะนอนที่ไหน” อัษฎาถึงกับยิ้ม
“จะชวนผมไปนอนด้วยหรือ”
“ค่ะ” เธอตอบรับได้อย่างหน้าชื่นตาบาน พร้อมกับรอยยิ้มที่คิดว่าจะเป็นการยั่วยวนผู้ชายตรงหน้าที่สุด ประสบการณ์ที่ผ่านมา ใช่ว่าจะมาก แต่ก็ไม่น้อย
ความคิดที่ว่า... หาคู่ครองที่จะเป็นคนรักกันจริง ๆ แล้วมาแต่งงานกัน ไม่เคยมีอยู่ในหัว สำหรับเขมินทราเอาเรื่องจริง ถ้าพ่อของเธอบังคับให้เธอแต่งงานกับใครไปสักคน เธอก็คงจะไม่ปฏิเสธ หากว่านั่นจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับเธอ
เขมินทรากวักมือเรียกเด็กมาเช็กบิล เมื่อจ่ายตังค์เสร็จ เธอก็พาเขาไปขึ้นรถ จะว่าไปแล้ว เธอทั้งรักทั้งเกลียดพี่อินทัชเลย แต่ไม่รู้จะไปตามหาตัวเขาได้ที่ไหน เขาหายเข้ากลีบเมฆไปตั้งแต่วันนั้น แม้ว่าเขมินทราจะไม่ลดละที่จะตามหาเขา แต่คำตอบที่เพื่อนของพี่อินทัชให้คือ ไม่มีใครเจอเขาเลย
เมื่อไปถึงที่คอนโดของเขมินทรา ทั้งสองแทบกระโจนเข้าหากัน กระเป๋าสะพาย
เสื้อผ้าที่สวมใส่ ถูกเจ้าของถอดไปคนละทิศละทาง ตอนที่ริมฝีปากประกบแน่น ต่างฝ่ายต่างมุ่งหมายให้อีกคนประทับใจ การบดจูบที่หนักหน่วงและดูดดื่ม ปลายลิ้นที่เกี่ยวพันกันอย่างไม่ลดละ
“อ้า” เธอเผลอร้องครางออกมาเมื่อฝ่ามือหนาเคล้นคลึงลงไปที่หน้าอกอวบพอดีมือ
“คุณมีถุงยางมาไหมคะ” คำถามที่ทำให้อีกฝ่ายหลุดขำ
“ไม่พลาดอยู่แล้ว”
จากนั้น.... ตุบ... สองร่างที่หล่นร่วงลงไปบนที่นอนของเธอ ต่างฝ่ายต่างใช้มือลูบคลำอีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจ สองริมฝีปากไม่เคยได้ห่างกันเลย
“ฉันชอบแผงอกแบบนี้ ขน...”
“แต่ผมชอบตรงนี้มากกว่า” เขาจับมือของเขมินทรา แล้วผลักเรือนกายของหญิงสาวลงไปนอน ใบหน้าของอัษฎาเกลือกกลั้วลงไปกับอกอวบ แล้วจัดการอ้าปากงับเอายอดสีสดของเขมินทราเข้าไปในโพรงปากของเขา
เขมินทราทุรนทุรายดิ้นสั่น แต่ไม่ได้หลบเลี่ยง เธอกลับแอ่นหน้าอกรับปลายลิ้นของเขา สีหน้าและแววตาหวานหื่นจ้องสบกับคนตัวใหญ่ที่กำลังทับร่างของเธอ
“ไปห้องน้ำด้วยกันไหม ผมชอบใต้ฝักบัว”
ใช่สิ... แอลกอฮอล์ที่อยู่ในกายร้อนทะลุทุกองศาแบบนี้ เขมินทราพยักหน้า เขาก็ช้อนร่างของเธอลอยติดขึ้นไปในอ้อมแขนทันที ทั้งคู่เหมือนคนที่ตายอดตายอยาก ไม่ได้ฟีเจอริงกับใครมานานแล้ว
ตับ... แผ่นหลังของเขาที่กระแทกเข้ากับฝาผนัง เขมินทราทรุดนั่งลงไปที่แทบเท้า ส่งมือเข้าไปจับประคองน้องน้อยของอัษฎา ทว่ามันไม่น้อยแล้ว
‘ห้าสิบหก’ ผู้ชำนาญกล่าวเอาไว้ คิงไซซ์ชายไทยขนานแท้ไม่ได้เท่านี้นะ ใหญ่โคตร ๆ
“ถุงยางไซซ์ไหนคะ” ไม่น่าถามออกไปเลย แทบอยากตบปากตัวเอง
“รอบ... ห้าจุดห้า” แล้วตามด้วยเสียงซี้ดยาว ๆ
สีหน้าของเขาภูมิใจในขนาดของตัว รับประกันไม่แหก ก็ประทับจิตจนต้องจำไปแสนนาน ทว่าคนที่ถามไม่ได้ต้องการคำตอบ เธอจรดกลีบปากลงไปแตะและใช้ปลายลิ้นเร่าร้อนทักทายหัวหยักของอัษฎาเสียแล้ว
“อู้” แทบจะกระแทกลำแท่งเข้าไปในโพรงปาก และอยากจะฉีดลาวาสีขาวขุ่นเข้าไปด้วย
“เบา ๆ น่า เดี๋ยวจะแตกเสียก่อนนะครับ”
“อื้อ” เสียงขานรับในลำคอ
ไม่อยากจะเชื่อเลย แค่กิริยาปฏิเสธ และแสนใจร้ายของพี่อินทัช ทำให้เขมินทราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
จากชีวิตหญิงสาวที่สุดแสนจะธรรมดา การปฏิเสธที่หักหาญน้ำใจเธอของรุ่นพี่ ทำให้เขมินทรากลายเป็นอีกคนที่ไม่อยากจะรักใครอีกแล้ว มุ่งหวังแต่ความสนุกและความสุขแค่ชั่วคราว แถมตอนนี้มีผู้ชายที่หน้าตาคล้ายกับรุ่นพี่อย่างกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน เธอเลยตั้งใจจะทำให้เขาประทับใจ พิสูจน์สิว่าคนอย่างเขมินทราก็มีอะไรดีที่จะผูกมัดหัวใจชายได้
เหมือนคู่ขาคนก่อน ๆ ที่อยากจะกลับมาฟีเจอริงกับเธออีก แต่คติที่ว่า “น้ำเดียว คืนเดียว ก็พอแล้ว ไม่ผูกพันน่ะค่ะ”
ปลายลิ้นเร่าร้อนที่ดูดดุน การกระแทกตอกเข้าไปในโพรงปากของเขมินทราเบา ๆ ทำให้คนตัวโตถึงกับส่ายร่อนเอวยิ่งกว่าหนุ่มละตินที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะเสียงเพลง
“อูย... พอก่อนนะครับ” เขาจับใบหน้าของเธอแล้วผลักออกเบา ๆ ก่อนจะรั้งตัวของเขมินทราให้ขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้า
“ไม่ชอบหรือคะ”
“ชอบที่สุด” เขาสูดปากเสียงยาว ๆ
“แต่ถึงอย่างไร ผมก็อยากแตกในตัวของคุณมากกว่า”
จุ๊บ... เขาไล่ไต่ริมฝีปากไปบนไหล่ขาว ๆ ของเขมินทรา อีกมือจับกดหัวขวดสบู่เหลว ก่อนจะละเลงไปทั้งตัวของหญิงสาว และหยุดลงที่ตรงโหนกสาวที่มีแพรไหมสีดำปกคลุม ไม่ใช่การทำความสะอาดอย่างเดียวละ
แต่เขาจงใจกระตุ้นให้เธออยากจะมีอะไรต่อ ก็เหมือนกับที่เขมินทราทำกับเขา
“เก่งใช่ย่อย”
“ผมทำเก่งได้มากกว่านี้อีก”
“ราคาคุยไหมคะ”
“ไม่นะ” เขายิ้มยวน พลางหยิบฝักบัวแล้วเปิดให้สายน้ำเย็น ๆ ราดรดไปบนตัวของเขมินทราเพื่อไล่ฟองสบู่ และความลื่นให้หมดไป
เขาหมุนตัวของเธอให้หันหน้าไปทางกำแพง แล้วดันหลังของหญิงสาวให้โก้งโค้ง อัษฎานั่งลง แล้วซุกใบหน้าหล่อเข้มลงไปทางด้านหลัง แตะสัมผัสกับจุดซ่อนเร้น
“อ๊า... ซี้ด...” เขมินทราสูดปากเหมือนกินของเผ็ดร้อน