2
“ปรางค์ มีคนพูดกับฉันหลายคนนะว่าเจ้าของบริษัทที่เธอจะไปฝึกงานด้วย ชื่อเสือ ชื่อดุน่าดูเลย ปรางค์ว่าเขาจะหน้าตาเป็นยังไง”
เจ้าของดวงตาสีเขียวมรกตสะดุดชื่อเล่นที่สองสาวกล่าวถึง เพราะชื่อเสือ เป็นชื่อเล่นของเขาเช่นกัน คราแรกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่ตนเองหรือไม่ แต่พอมาวิเคราะห์อะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั้นที่คนถูกถามไปนั้นก็เป็นชั้นที่ตั้งบริษัทของตน เขาคิดว่า เสือ ที่ทั้งคู่พูดถึงนั้นคือตนแน่นอน
วิตโตริโอเลือกที่จะเงียบและโบกมือให้รังสรรค์ที่กำลังจะอ้าปากพูดให้หุบปาก เพราะต้องการรู้ว่า คำตอบที่กำลังจะถูกขับออกมาจากปากของสาวสวยร่างเล็กว่าเป็นอย่างไร
ปรางค์รวีทำท่าคิดได้น่ารัก ใสซื่อจนคนที่มองดูเธออยู่ถึงกับเคลิ้ม เขาไม่เคยพบผู้หญิงคนไหนยิ้มได้สวยอย่างนี้มาก่อนเลย เวลาเธอยิ้มทำให้ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา คืนชีพได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“อืม อายุก็คงหกสิบกว่าๆ อ้วนลงพุง หน้าตาดุๆ เหมือนกับชื่อกระมัง อ้อ...มีเขี้ยวสองข้างด้วย เอาไว้คอยขย้ำลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ” ปรางค์รวีตอบเพื่อนด้วยการคาดเดา เธอคาดคะเนจากหลายประการ บริษัทแห่งนี้เติบโตมากกว่า 34 ปี เพราะฉะนั้นเจ้าของบริษัทน่าจะอายุประมาณหกสิบปีอย่างแน่นอน ส่วนลักษณะท่าทางและองค์ประกอบต่างๆ เธอพูดโดยไม่ได้ทันคิด พูดเล่นๆ สนุกปาก หากแต่เจ้าของชื่อกับไม่ตลกด้วย เขาถึงกับลมออกหู กัดกรามแน่นเมื่อได้ยินถ้อยคำที่ดูถูกเขาอย่างหนัก ไม่เคยมีใครกล้าหยามเขามากขนาดนี้มาก่อนเลย
“แก่ขนาดนั้นเลยเหรอปรางค์ แต่ก็น่าจะใช้เนอะ”
“ปรางค์ว่าน่าจะใช่นะ ชื่อเสือก็ต้องหน้าดุเสียงเข้มสมกับชื่อ ถ้าชื่อแมวหรือหนูก็ว่าไปอย่าง ไม่ต้องปั้นหน้าดุ คอยแต่วิ่งหนีเสืออย่างเดียว” สองสาวหัวเราะอย่างชอบใจ
ต่างจากคนรอบข้างที่เริ่มร้อนๆ หนาว ๆ แทนปรางค์รวีที่สาธยายรูปร่างหน้าตาของเจ้านายหนุ่มมากอารมณ์ ที่ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้างหากได้พบกับคุณเสือ ตัวจริงเสียงจริง
ปรางค์รวีและภัทราก้าวออกมาจากลิฟต์เมื่อถึงชั้นที่ 46 พอก้าวออกมาทั้งสองก็ตกเป็นเป้าสายตาของพนักงานที่อยู่ด้านนอกลิฟต์ เนื่องจากลิฟต์ตัวนี้ไม่มีพนักงานคนไหนหรือว่าบุคคลอื่นกล้าใช้ รู้ดีว่าเป็นของผู้บริหารระดับสูง แล้วสองนักศึกษาสองคนนี้ใช้บริการลิฟต์ตัวนี้ได้อย่างไร
“ปรางค์ ฉันไปก่อนนะ เจอกันตอนเที่ยงนะเพื่อน”
ปรางค์รวีและเพื่อนสนิทแยกกันที่หน้าลิฟต์ ปรางค์รวีเดินตรงไปที่แผนกบุคคลเพื่อรายงานตัว ส่วนภัทราก็ไปยังลิฟต์อีกตัว
ภายในลิฟต์
“เสก ไปสืบมาสิว่าผู้หญิงที่วิจารณ์ฉันฝึกงานที่แผนกไหน ถ้าจะให้ดีย้ายมาฝึกงานเป็นผู้ช่วยเลขาของฉัน”
น้ำเสียงทรงอำนาจของวิตโตริโอสั่งการรังสรรค์ คนรับคำสั่งรีบทำตามคำสั่งทันที นึกหวาดหวั่นกับสาวน้อยแสนสวยคนนี้ยิ่งนัก สงสัยงานนี้เจออ่วมแน่
ปรางค์รวีออกมานั่งรออยู่หน้าห้องแผนกบุคคล หลังจากที่เข้าไปรายงานตัวเมื่อห้านาทีที่แล้ว ระหว่างที่รายงานตัวอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องที่เธอจำได้ดีว่าเจอกันในลิฟต์ ก่อนจะสั่งให้เธอออกไปคอยข้างนอก ราวกับว่าเรื่องที่สนทนากับเจ้าของห้องเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเธอก็ปฏิบัติตามแต่โดยดี
“ต้องขอโทษหนูด้วยที่ทำให้คอยนาน พอดีว่ามีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย หนูต้องไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยเลขาท่านประธานแทนตำแหน่งเดิม”
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินมาบอกปรางค์รวีหน้าห้อง โดยมีร่างขอรังสรรค์เดินตามมาติดๆ ปรางค์รวีทำสีหน้าฉงนเล็กน้อยแต่เมื่อเป็นคำสั่งเธอเองต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะให้เธอฝึกงานในตำแหน่งใดเธอก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นเธอจะเรียนไม่จบ
“ค่ะ ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นตามผมมาเลยครับ ผมจะพาไปพบท่านประธาน”
ปรางค์รวีเดินตามรังสรรค์ไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปที่ชั้น 48 ซึ่งเป็นชั้นของผู้บริหาร ระหว่างที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนตัว มือเล็กทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นผิดแปลก มีความหวาดกลัวเข้าแทรกจิตใจ หญิงสาวรู้สึกเหมือนกับว่า ตนเองกำลังเดินเข้าสู่หลักประหารก็ไม่ปาน
ไม่นานนักทั้งสองก็เดินมาหยุดที่หน้าห้องประธานกรรมการใหญ่ รังสรรค์เคาะประตูสามครั้ง ก่อนที่ประตูจะเปิดออกกว้างจากการกดปุ่มสวิตช์เปิดปิดจากด้านใน
“ท่านประธานรออยู่ เชิญครับ”
รังสรรค์พูดอย่างสุภาพ ปรางค์รวียิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเป็นมิตร เท้าเล็กเดินเข้าไปภายในห้อง ด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีนัก ความรู้สึกที่มีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จนอยากจะชักเท้ากลับ
ปรางค์รวีหยุดยืนกลางห้อง มองร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนหันหลังให้จน เรือนร่างที่มองจากด้านหลัง ช่างสมส่วน บ่ากว้าง ท่อนแขนกำยำ เรือนร่างของเขาช่างคุ้นตายิ่งนัก เส้นผมสีนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหน สะดุดใจกับเสื้อสูทของเขา มันเหมือนกับชุดที่ชายหนุ่มที่อยู่ในลิฟต์ใส่ไม่ผิดเพี้ยน
“สวัสดีค่ะท่านประธาน” ปรางค์รวีทักทายเสียงสุภาพ แม้หัวใจจะเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ อย่าให้สิ่งที่เธอคิดเป็นเรื่องจริงเลย วิตโตริโอหันมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้า วินาทีแรกที่ปรางค์รวีเห็นใบหน้าของท่านประธานบริษัท ร่างกายเธอนิ่งราวกับท่อนไม้ หัวใจกระตุกไหวอย่างแรง
ใช่...เขาคือผู้ชายที่ยืนอยู่ในลิฟต์ เป็นเจ้าของดวงตามหาเสน่ห์ แค่มองสบตายังหลงใหลหากได้ชิดใกล้ หัวใจของเธอคงกระดอนออกมานอกอกเป็นแน่ แสดงว่าที่เธอวิจารณ์เขาในลิฟต์ เขาคงได้ยินหมดแล้ว
‘ตายแน่เลยยัยปรางค์งานนี้ต้องตายหยังเขียดแน่’
ปรางค์รวีพึมพำในใจ
3
“ฉันชื่อวิตโตริโอ ดิมาร์ชี หรือว่าคุณเสือ ผู้ชายที่เธอวิจารณ์ในลิฟต์ไง” เขาพูดเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ ไม่แปลกที่เขาจะพูดภาษานี้ได้เพราะมารดาของเขาเป็นคนไทย น้าของเขาทั้งสองก็เป็นคนไทย เพราะฉะนั้นที่บ้านจึงพูดอยู่สองภาษาคือภาษาไทยและภาษาอิตาเลี่ยน
ปรางค์รวีไม่มีเวลาคิดว่า เหตุใดเขาถึงได้พูดภาษาไทยได้ชัดไม่แพ้คนไทย เนื่องจากกำลังสั่นผวากับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตน จนอยากจะเป็นลมหรือไม่ก็กลายเป็นสายลมพัดหายออกไปจากห้องนี้ คราวนี้เธอต้องตายแน่ๆ ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานต้องโดนไล่ออกเสียแล้ว
“ปรางค์ขอโทษค่ะ ปรางค์ไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกไปอย่างนั้น พอดีปรางค์ไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน ปรางค์ขอโทษจริงๆ นะคะ”
หญิงสาวพนมมือไหว้ขอโทษเป็นการใหญ่ เขาเดินเข้ามาหาเธอราวกับว่าเขาเป็นเสือจ้องตระคลุบเหยื่อ ปรางค์รวีเริ่มหน้ามืด เหงื่อตกมือไม้สั่น เหมือนกับร่างกายที่สั่นตามแรงจังหวะหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ใบหน้าของเขาดูเรียบไม่แสดงออกทางอารมณ์ ดวงตาของเขานั้นเล่าที่เธอมองเห็น มันลุกวาวโชติช่วงด้วยเปลวแห่งไฟ ผสมผสานกับความร้อนจากดวงตะวัน เหมือนกับอสูรร้ายก็ไม่ปาน ทำให้ร่างกายเธอร้อนๆ หนาวๆ คล้ายจะจับไข้ทั้งๆ ที่อากาศภายในห้องเย็นช่ำ
“เธอรู้ไหมว่า เธอเป็นคนแรกที่กล้าวิจารณ์ฉันจนฉันหาที่ดีไม่ได้เลย แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าผลตอบแทนของคนที่ว่าฉันจะต้องพบกับอะไรบ้าง” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทว่าหนักแน่น ก้าวเดินมาหาร่างบางทีละก้าว เช่นเดียวกับเธอ ที่ถอยร่นหนีอสูรร้ายอย่างเขาชนิดก้าวต่อก้าวเช่นกัน
“ปรางค์ไม่ได้ตั้งใจค่ะ ปรางไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ปรางค์แค่พูดเล่นๆ กับเพื่อนค่ะ” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ เท้าเล็กที่เดินถอยหลังหยุดนิ่งเมื่อแผ่นหลังชิดติดกับผนังห้อง หมดหนทางหนี หากแต่เสือตัวใหญ่ยังคงก้าวมาเธออย่างมั่นคง ดวงตาที่มองมานิ่งมีกระแสไฟวิ่งแล่นอยู่ในดวงตาสีเขียวนั้นตลอดเวลา
“เธอบอกว่าคนชื่อเสือต้องดุๆ สมกับชื่อ ไม่เหมือนแมวเหมือนหนูที่ต้องคอยวิ่งหนีเสือ ฉันเป็นเสือแล้วเธอเป็นอะไรสาวน้อย แมวหรือว่าหนู” เขาพูดเมื่อยืนประชิดตัวเธอ มือหนาเท้าไปที่กำแพงกักกันร่างบอบบางไว้ หัวใจของปรางค์รวีแทบจะกระเด็นออกมาจากร่างกาย ใบหน้าของเขายามชิดใกล้ ดวงตาคู่นั้นที่มองมา ริมฝีปากที่ขยับเขยื้อนพูด มันทำให้เธอนิ่งงัน ร่างกายไม่สามารถเขยิบไปไหนได้ นิ่งราวกับถูกสาบก็ว่าได้
“ว่าไง ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ ฉันถามว่าถ้าฉันเป็นเสือแล้วเธอจะเป็นอะไร แมวหรือว่าหนู”
วิตโตริโอถามอีกครั้งเมื่อเห็นเธอนิ่งงัน แล้วเผลอจ้องมองดวงหน้าของปรางค์รวี เธอสวยและน่ารัก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองมาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หวาดหวั่น หากแต่เจิดจรัสพร่างพรายเป็นประกายสดใสในบางครั้ง หัวใจของคนที่มองกระตุกวูบ หวามไหวในร่างกายเป็นอย่างมาก เมื่อสายตาของเขาหลุบต่ำลงมองคอเสื้อของเธอ สิ่งที่เขาเห็นคือก้อนเนื้อสองก้อนที่แนบชิดบดเบียดอยู่ในเสื้อในสีสวย
ฉับพลันนั้นความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว ความคิดนั้นคือ วิธีลงโทษสาวน้อยตรงหน้าที่กล้าพูดพาดพิงเขาจนเขาหยิบยื่น แทนวิธีเดิมที่ตั้งใจไว้ มือหนายกขึ้นสูงใช้หลังมือไล้ไปที่แก้มนวลเบาๆ เธอเบี่ยงหน้าหนีสัมผัสจากเขา ใบหน้าหวานใสแดงเรื่อ มือบางกระชับที่คอเสื้อ เมื่อเห็นสายตาของเขาโลมเลียที่เนินอก
“ปรางค์ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนูหรือแมว”
เธอตอบเสียงเบาเจือสั่น ขยับเท้าเพื่อเบี่ยงตัวหนีร่างหนาที่คุกคาม แต่มือใหญ่ก็จับท่อนแขนเล็กไว้มั่น ก่อนจะรั้งร่างงามเข้ามาประชิดตัว
“ฉันจะบอกให้ก็ได้ว่าเธอเป็นอะไร เธอเป็นนางแมวไง นางแมวยั่วสวาท”
วินาทีต่อมาร่างของปรางค์รวีแข็งดุจหิน เมื่อเรียวปากทาบทับกลีบปากนุ่มอย่างรวดเร็วโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว เขาบดเคล้าปากแนบแน่น เคลียคลอสร้างความรัญจวน ใช้ความชำนาญแยกปากของเธอแล้วสอดลิ้นเข้าไปพัวพันแลกรัดลิ้นนุ่ม ที่ตื่นเต้น ตื่นกลัว ประหม่า ร่างกายสาวสั่นยามที่ลิ้นหนาเสาะแสวงหารัดเกี่ยวกับลิ้นบางอย่างเร่าร้อน สมองของเธอชาไปหมด ไม่มีสติหลงเหลืออยู่ ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขัดขืน ยืนอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มแปลกหน้าที่ฉกฉวยจูบแรกไปซึ่งหน้า ทำให้เธอมึนงง สับสน อ่อนแรงไร้การต่อสู้ ยืนนิ่งให้เขาหาความหวานจากปากของเธอเป็นเวลานาน
ความเร่าร้อนและเรียกร้องจากจูบของเขา ส่งผลให้ร่างกายสาวสั่น หัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ร้อนรุ่มไปทั่วร่าง กระแสอะไรบางอย่างวิ่งไหลวนผ่านลิ้นหนาที่เกี่ยวพันลิ้นนุ่ม ส่งผ่านมาทางลำคอไหลอาบดั่งสายน้ำตกที่ไหลออกมาจากภูเขาสูง กระทบกับภายในร่างกายจนความเย็นแปรสภาพเป็นความร้อน มันวูบวาบ อย่างที่ปรางค์รวีไม่เคยพบเจอมาก่อน ลิ้นสากใหญ่ยังคงสำรวจหาเกล็ดความหวานจากปากของเธออย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หญิงสาวรู้สึกว่ากำลังหายใจไม่ออก ออกซิเจนในร่างกายเหลือน้อยเต็มที เลือดในร่างหมุนเวียนช้าลง สมองของเธอหยุดการทำงาน ดวงตาที่ปรือสลัว เริ่มมีความมืดมิดมาเยือน
วิตโตริโอจูบเธอด้วยความกระหายซ่าน ริมฝีปากสีชมพูของเธอช่างนุ่มราวกับครีมนม ความหวานจากปากของเธอเหมือนน้ำผึ้งสดที่ดื่มกินจากรวงผึ้ง ทั้งหอมและหวานยิ่งดื่มกินยิ่งกระชุ่มกระชวย มีพลังขึ้นมาอย่างร้ายเหลือ กลีบปากนุ่มของเธอช่างวิเศษจริงๆ ร่างกายของเขาตื่นตัวทีละนิด คราแรกตั้งใจแค่ลงโทษเธอด้วยการจูบ แต่เมื่อความหวานที่เขาได้รับทำให้เขาคิดที่จะทำอย่างอื่นเพิ่มเติมขึ้นมา
“เฮ้ย!” เสียงห้าวร้องแสดงความตกใจ เมื่อเธอคอพับคออ่อน ร่างกายทรงตังยืนไม่ได้ ดีที่ว่าเขากอดเธอไว้ ไม่เช่นนั้นคงรูดตัวลงไปนอนที่พื้น
วิตโตริโอรีบช้อนอุ้มร่างของคนเป็นลมไปยังโซฟา วางร่างเล็กอย่างนุ่มนวล มองใบหน้างามยามหมดสติอย่างเพลิดเพลิน เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ส่ายศีรษะกับท่าทางของหญิงสาวไร้เดียงสาตรงหน้า