2
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นเธอสวมใส่ชุดนี้ เขาเห็นมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งไหนที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามาเหมือนตอนนี้เลย เขาเห็นรวิษามาตั้งแต่ช่วงเข้าวัยรุ่น เธอเข้ามาอยู่ในบ้านของเขาหลังจากที่บิดามารดาของรวิษาเสียชีวิต
ป้ายู้เป็นอดีตคนรับใช้เก่าแก่ของอินทุอรและเป็นป้าแท้ๆ ของรวิษาป้ายู้พารวิษามาหาอินทุอรก่อนจะขอพึ่งใบบุญฝากฝังรวิษาที่เพิ่งกำพร้าพ่อแม่ จะให้นางเลี้ยงดูต่อไปก็คงไม่ไหว เนื่องจากอายุมากและไม่มีรายได้มากพอที่จะหาเลี้ยงรวิษา มารดาของอัคราเกิดความสงสารและเอ็นดูรวิษา จึงให้เธอเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วยนับตั้งแต่วันนั้น ส่งเสียให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ให้ที่อยู่ที่กินราวกับญาติก็มิปาน
ต่อมาเมื่อรวิษาอยู่ในวัยสะพรั่ง เขาก็ไม่เคยคิดจะเหลียวมองเด็กในบ้าน เพราะไม่ต้องการถูกครหาว่าเป็นสมภารกินไก่วัด แม้ว่ารวิษาจะมีรูปโฉมงดงามมากเพียงใด...แต่วันนี้เขาเริ่มคิดเสียแล้วสิ
“คุณโอมทานข้าวนะคะ” เธอพูดเมื่อนำน้ำเย็นมาวางไว้ในถาด
“ถ้าเธออยากให้ฉันกินก็ป้อนฉันสิ” เขาเอ่ยบอกหญิงสาวตรงหน้าที่หันขวับมามองหน้า “ถ้าเธอไม่ป้อนฉันก็ไม่กิน” ต่อประโยคด้วยเสียงจริงจัง
“ได้ค่ะคุณโอม” ความที่กลัวว่าเขาจะไม่ทานข้าว และกลัวว่าโรคกระเพาะจะกำเริบ ทำให้รวิษาทำตามความต้องการของอัครา โดยไม่ได้เฉลียวใจคิดสิ่งใดสักนิดเดียว
“มานั่งตรงนี้ดีกว่าจะได้ป้อนถนัดๆ”
อัคราใช้ฝ่ามือตบที่นอนข้างกายเขาเบาๆ รวิษาที่กำลังย่อตัวนั่งบนพื้นจึงขยับตัวมานั่งจุดที่เขาบอก ก่อนจะเริ่มป้อนอาหารให้ชายเจ้าเล่ห์
สาวนิสัยดีเริ่มลงมือป้อนอาหารใส่ปากเจ้าของห้องคำแรก ตามด้วยคำที่สองและสาม ระหว่างที่เธอตั้งใจป้อนอาหารเขานั้น ดวงหน้าสาวฉ่ำด้วยสีชมพูระเรื่อตลอดเวลา ร่างกายสั่นเล็กน้อยด้วยความประหม่าและความเขินอาย อยู่ร่วมบ้านกับเขามาหลายปีแต่นี่คือครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดกัน
“ขอน้ำฉันหน่อย” เขาสั่ง รวิษาจึงเอื้อมมือหวังจะหยิบแก้วน้ำ ทว่า...
“ว้าย!...คุณโอม ปล่อยค่ะปล่อยมิ้นค่ะ” รวิษาร้องอุทาน ตกใจสุดขีดเมื่ออยู่ๆ เขาก็โอบรัดเอวคอดกิ่วของเธอ พร้อมกันนี้คนที่ตกอยู่ในอาการตกใจพยายามแกะลำแขนที่รัดเอวของตนออก แต่ว่าลำแขนของเขานั้นแข็งแรงดังคีมเหล็ก เรี่ยวแรงน้อยนิดของเธอไม่อาจง้างออกได้เลย
อัคราไม่ปล่อยร่างนุ่มนิ่ม กลับจับร่างสาวให้นอนราบบนเตียง โดยมีร่างกายบึกบึนของตนเกยทับ มองหน้าคนที่ดีดดิ้นด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ
“ปล่อยมิ้นค่ะคุณโอม ปล่อยมิ้นนะคะ” รวิษาร้องและดิ้น หวังจะนำพาตนเองหลุดพ้นจากเขา
“ไม่ปล่อย มีอะไรมั้ย”
เสียงใหญ่ดังเหนือดวงหน้าสาว หลุบสายตามองริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริก ในใจต้องการจะลิ้มลองรสชาติเรียวปากอิ่มของเธอเหลือเกิน
รวิษามองหน้าคนที่แอบหลงรักใจสั่นระรัว มือน้อยๆ พยายามดันอกกว้าง เพื่อให้ร่างของเขาออกห่างร่างของตน
“ปล่อยมิ้นนะคะคุณโอม ปล่อยมิ้น”
เธอขอร้องเขาอีกครั้ง ใจยิ่งเต้นรัวเมื่อใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาทุกขณะใจเต้นระส่ำไม่พอ ร่างกายพาอ่อนแรง สมองคิดอะไรไม่ออก
“ไม่ปล่อย” สิ้นเสียงใหญ่ ริมฝีปากใหญ่ทาบทับกลีบปากนุ่มของเธอทันที ดวงตาสาวเบิกกว้าง ตกใจสุดขีดเมื่อรับรู้ถึงความอุ่นร้อนจากปากของเขา มิหนำซ้ำจังหวะที่เขาฉกจูบ เรียวปากสาวเผยอกว้างเพื่อร้องห้ามปราม ทำให้เขาฉกฉวยโอกาสนี้ส่งปลายลิ้นใหญ่เข้ามาพันรัดลิ้นของเธอได้อย่างสะดวก
ร่างกายสาวเกร็งแข็ง สมองของเธอขาวโพลน ไร้ซึ่งความคิดใดๆ ริมฝีปากใหญ่ที่ครอบครองปากของเธออยู่คือต้นเหตุ อัคราบดจูบอย่างเร่าร้อน ลิ้นใหญ่ซอกซอนไปทั่วโพรงปากสาวหวานฉ่ำ ก่อนจะกระหวัดเกี่ยวลิ้นเล็กที่ทำอะไรไม่ถูก ไม่หลบหลีกแต่ก็ไม่ตอบโต้
มือทั้งสองข้างของรวิษากำเสื้อลำลองตรงช่วงอกของเขาแน่น ดวงตาที่ขยายกว้างเริ่มปรือทีละนิด เมื่อถูกพิษจุมพิตเข้าครอบงำ หัวใจและจิตใจของสาวน้อยอ่อนหัดกำลังเตลิดไปไกล จุมพิตของเขาหักหาญในคราแรก แต่ต่อมาคือการเรียกร้อง
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ รู้เพียงว่าเวลานี้เธอกำลังหายใจไม่สะดวก ลมหายใจสะดุดเอาดื้อๆ มือที่ผลักไสอ่อนแรงอีกครั้ง เช่นเดียวกับการต่อต้านลดน้อยลง หนทางเอาตัวรอดที่รวิษาพยายามนึก ถึงขั้นจนตรอกหาทางออกไม่ได้ ปล่อยให้เขาช่วงชิงจุมพิตหวานๆ นี้ต่อไป
มือแข็งแรงลูบไล้ข้างลำตัวของรวิษา ผ่านสะโพกผายขึ้นมายังเอวคอดเล็ก แล้วเลื่อนขึ้นสูงมายังดอกอุบลที่หลบซ่อนอยู่ใต้ชุดเดรส เขาออกแรงบีบเบาๆ แต่สะท้านไปทั้งกายสาว และนั่นเรียกสติของเธอให้กลับมา รวิษาออกแรงดิ้น ส่ายศีรษะไปมาหวังจะให้ริมฝีปากของตนเป็นอิสระ ทว่าเขากลับกดปากของตนเองให้มากขึ้นครอบครองริมฝีปากนุ่มหอมละมุนต่อไป อีกทั้งมือแข็งแรงยังคงประคองบีบเต้าทรวงอวบอั๋นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนรวิษามองไม่เห็นอิสรภาพของตนเองน้ำตาแห่งความเสียใจจึงไหลริน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
“โอมเปิดประตูให้แม่หน่อยลูก” เสียงของอินทุอรเหมือนเสียงจาก
สวรรค์สำหรับรวิษา เธอส่งเสียงร้องในลำคอ ดิ้นรนผลักไสร่างหนา
“โอมเปิดประตูให้แม่หน่อยลูก แม่มีเรื่องจะคุยด้วย” อินทุอรเคาะประตูและเรียกลูกชายอีกครั้ง
คนที่อยู่ในห้อง บนเตียงหนานุ่มมีอารมณ์ที่แตกต่างกัน รวิษาดีใจที่ได้ยินเสียงของอินทุอร เพราะมันเหมือนเป็นระฆังช่วยชีวิต แต่สำหรับอัคราเสียงของมารดาคือการขัดจังหวะอันแสนอภิรมย์ เขาถอนจุมพิตอย่างแสนเสียดาย เพราะยังรู้สึกถึงความปรารถนาที่อยู่ในกายของตนเอง เขาต้องการรวิษามากกว่าจูบ
“อย่าบอกคุณแม่เรื่องนี้ ห้ามบอกเด็ดขาด”
อัครากำชับสาวใต้ร่างที่ตกอยู่ในอาการตกใจ เธอพยักหน้ารับคำทั้งน้ำตา เขาจึงปล่อยร่างสาวให้เป็นอิสระ รวิษาผุดลุกลงมายืนข้างเตียง จัดเสื้อผ้าและผมของตนเองให้เรียบร้อย จากนั้นมือเล็กก็ปาดน้ำตาที่ไหลอาบทิ้งไปนำพาขาที่ค่อนข้างสั่นเดินไปยังประตูห้องนอน
“อ้าว...มิ้นยังอยู่ในห้องของโอมอีกเหรอ ฉันนึกว่าจะกลับห้องไปแล้วซะอีก” อินทุอรทักขึ้น เมื่อคนที่มาเปิดประตูคือรวิษา
“พอดีว่าคุณโอมให้มิ้นช่วยตรวจดูงานน่ะคะ มิ้นก็เลยยังไม่ได้กลับห้อง” รวิษาพูดปด
“มิ้นขอตัวนะคะพอดีช่วยงานคุณโอมเสร็จแล้ว” รวิษาเดินเลี่ยงออกไปจากห้องของอัครทันที อินทุอรมองตามร่างของหญิงสาวที่เธออุปการะเลี้ยงดูด้วยความสงสัย
ไม่แปลกที่รวิษาจะมาช่วยเหลืองานในบริษัท เป็นเพราะหลังจากเรียนจบรวิษาได้เข้ามาทำงานในบริษัท ตำแหน่งของเธอคือ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล และบางครั้งหากเลขาของอัคราทำงานไม่ทันเนื่องจากตั้งครรภ์อยู่ การทำงานจึงไม่เต็มที่นัก รวิษาจึงถูกดึงมาช่วย
แต่ทว่าสีหน้าและแววตาของรวิษาที่อินทุอรเห็นนั้น ไม่เหมือนกับคนที่กำลังช่วยงานลูกชายของนางแต่อย่างใด รวิษามีความตื่นตกใจในดวงตา สีหน้าซีดเหมือนกับคนหวาดกลัวอะไรสักอย่าง คนจับสังเกตได้มองไปยังร่างของลูกชายที่นั่งอยู่ริมเตียง ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้อง
“ให้มิ้นดูงานอะไรโอม?” อินทุอรถาม มาทรุดกายนั่งข้างลูกชาย
“ก็งานทั่วๆ ไปครับ” เขาตอบแบบไม่เจาะจง
“โอมเอางานมาทำที่บ้านด้วยเหรอ ปกติโอมไม่ทำอย่างนี้นี่”
นางรู้วิธีการทำงานของอัคราดี ลูกชายตัวดีของนางจะไม่นำงานมาทำที่บ้าน หากมีงานคั่งค้างก็จะทำในวันรุ่งขึ้นแทน รู้จักว่าเวลาไหนคือเวลาทำงาน เวลาไหนคือเวลาพักผ่อน
“พอดีว่างานนี้มันด่วนมากครับ แล้วก็ยังทำไม่เสร็จ ผมก็เลยต้องกลับมาทำที่บ้าน เมื่อกี้มิ้นเอาข้าวมาให้ผมกิน ผมก็เลยให้มิ้นช่วยดูงานให้เลย” เขาแก้ตัวอย่างแนบเนียน “ว่าแต่คุณแม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมครับ?” ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
3
“พ่อกับแม่คิดว่า ตอนนี้เราก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็น่าจะไปเที่ยวด้วยกันบ้าง แม่กะว่ามะรืนนี้จะไปกระบี่กัน ไปด้วยกันนะลูก”
อินทุอรไม่อยากจะค้านคั้นถามอัคราต่อ นางจึงพูดคุยในเรื่องที่ตัวเองตั้งใจ อีกฝ่ายทำท่าเบื่อหน่ายขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าจะต้องไปเที่ยวกับน้องชายต่างมารดา เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ครั้นเขาจะปฏิเสธตามหัวใจของตัวเอง แต่พอมองเห็นหน้ามารดาเขากลับปฏิเสธไม่ลง ใบหน้าของอินทุอรมีรอยยิ้มแต่งแต้ม ดวงตาดูเหมือนคนกำลังตกอยู่ในห้วงของความสุข หากเขาพูดในสิ่งที่ใจคิด ภาพใบหน้าและแววตาของผู้เป็นแม่คงเปลี่ยนไป
“ก็ได้ครับคุณแม่” รอยยิ้มของอินทุอรมีมากขึ้น หลังจากได้ยินคำตอบรับจากลูกชาย
“โอม แม่จะขออะไรโอมซักข้อได้มั้ยลูก?”
“อะไรครับคุณแม่?” นางเลื่อนมือมาจับมือแกร่งของอัครา แล้วบีบเบาๆ
“แม่รู้ว่าโอมไม่ชอบหน้าอาร์ม แต่แม่อยากให้โอมพูดดีๆ กับอาร์มต่อหน้าคุณพ่อ คุณพ่ออายุมากขึ้นทุกวันแล้วนะลูก แม่ไม่อยากให้คุณพ่อคิดมากเรื่องนี้ เวลาคุณพ่อเห็นโอมพูดจาไม่ดีหรือแสดงทีท่ารังเกียจอาร์มครั้งใด สีหน้าของคุณพ่อไม่ดีเลย แม่กลัวความดันของคุณพ่อจะขึ้น พาลจะไม่สบายเอาได้ แม่ขอนะโอม อาร์มอยู่ที่นี่ไม่นานนะลูกเดี๋ยวน้องก็กลับไปทำงานที่โน่นต่อ ทำดีกับอาร์มเพื่อคุณพ่อนะลูก แม่ขอร้อง”
อัครามองหน้าผู้พูดนิ่ง เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าการที่ตนเองแสดงท่าทางรังเกียจน้องชายจนออกนอกหน้า ทั้งการกระทำและคำพูดจะทำให้อรรคเดชเกิดความทุกข์ เขาคิดว่ามันคงเป็นความเคยชินสำหรับทุกคนในบ้านหลังนี้กับการแสดงออกถึงความรังเกียจอัคคิน ประโยคคำพูดของมารดาจึงกระแทกใจเขาอย่างแรง ตามมาด้วยความรู้สึกผิด
“ครับคุณแม่ ผมจะพยายามครับ” อัครารู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะพูดดี ทำดีกับน้องชาย แต่เขาก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด
“ขอบใจโอมมากนะลูก แม่ขอบใจโอมมาก”
นางยิ้มอย่างคนมีความสุข น้ำตาปริ่มกับคำตอบรับของอัครา วาด
หวังไว้ว่าการไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตาในครั้งนี้คงจะเกิดความสุข
“ผมทำเพื่อคุณพ่อคุณแม่ครับ”
“แม่ขอบใจโอมอีกครั้งนะลูก โอมพักผ่อนเถอะแม่ก็จะไปพักเหมือนกัน”
“ครับคุณแม่ เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณแม่ที่ห้องนะครับ”
ผู้เป็นลูกลุกขึ้นยืน ก่อนจะประคองร่างของมารดาไปส่งหน้าห้อง ระหว่างที่เดินกลับมาที่ห้องของตนเองนั้น เขามองไปยังประตูห้องนอนของรวิษา ในฉับพลันนั้นเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
สมภารกำลังจะกินไก่วัด...
สองวันต่อมาครอบครัวเนติรัตน์พิบูลและรวิษาก็เดินทางมาถึงบ้านพักตากอากาศที่จังหวะกระบี่ การท่องเที่ยวในครั้งนี้มีระยะเวลาร่วมเจ็ดวัน ทั้งหมดจะพักที่บ้านพักหลังนี้หนึ่งคืน พรุ่งนี้เดินทางต่อไปยังเกาะไหง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา แล้วพักอยู่ที่นั่นสามคืน ก่อนจะเดินทางกลับมาพักที่นี่ต่ออีกสองคืน จากนั้นจึงเดินทางกลับ
“ค่ำนี้เราไปทานอาหารกันที่โรงแรมนะลูก พ่อจองโต๊ะเอาไว้แล้ว”
อรรคเดชพูดขึ้นเมื่อทุกคนกลับมานั่งที่โซฟาหลังจากที่นำกระเป๋าเดินทางไปเก็บในห้องพัก
“มิ้นไปด้วยกันนะ” อินทุอรหันมาบอกรวิษาที่มานั่งสมทบเป็นคนสุดท้าย และมาทันคำพูดของอรรคเดชพอดี
“ค่ะคุณท่าน” เธอรับคำเสียงเบา มองสบตาทุกคนยกเว้นอัคราที่วันสองวันนี้เธอพยายามเลี่ยงจะเผชิญหน้ากับเขาตามลำพัง
เหตุการณ์เมื่อวานซืนยังตราตรึงในจิตใจ ดวงใจดวงน้อยๆ เต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่นึกถึง กลัวอัคราจูบเธอก็กลัว แต่ทว่าความกลัวในเรื่องนั้นน้อยกว่ากลัวหัวใจตัวเอง รวิษากลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนใจง่าย ยอมให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรมากกว่าการจูบ เพราะหัวใจทั้งดวงยกให้เขาไปหมดแล้ว
“มิ้น เดี๋ยวไปจัดกระเป๋าให้ฉันด้วยนะ”
คนที่รวิษาไม่อยากจะชิดใกล้เวลานี้หันมาสั่ง รวิษาพยายามเก็บกักความกลัวและความตื่นเต้นเอาไว้ รับคำเสียงแผ่วเบา
“ค่ะคุณโอม”
“โอมก็โตแล้วนะลูก ทำไมไม่รู้จักทำเอง มันง่ายจะตายไปแค่เอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า ไปแขวนไว้ในตู้” อรรคเดชเอ็ดลูกชาย “อีกอย่างนะพรุ่งนี้เราก็ต้องไปพักที่อื่นต่อ ไม่ต้องเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ได้ อยากใส่ชุดไหนก็หยิบมันมาใส่”
“ผมก็หมายถึงเสื้อผ้าที่ผมจะต้องใส่วันนี้กับวันพรุ่งนี้ไงครับ ผมขี้เกียจทำเองก็เลยให้มิ้นทำให้ ปกติแล้วเวลาผมไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ มิ้นก็จัดกระเป๋าให้ผมอยู่แล้ว จะทำให้ผมวันนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยครับ” เขาโต้กลับบิดา
“หรือว่ามิ้นไม่อยากทำ?” ก่อนจะหันมาถามคนที่ตัวเองสั่ง
“ไปพูดอย่างนั้นมิ้นก็ต้องทำนะสิ” ผู้เป็นพ่อตอบแทนรวิษา ส่งสายตาดุๆ ให้ลูกชาย
“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง เดี๋ยวมิ้นไปจัดเสื้อผ้าให้คุณโอมเองค่ะ คุณโอมคงไม่รู้ที่เพราะมิ้นเป็นคนจัดกระเป๋าให้คุณโอมเองค่ะ”
รวิษาหันไปแก้ต่างให้คนที่ตัวเองรัก เธอไม่ต้องการให้อัคราถูกอรรคเดชตำหนิ แล้วมันก็จริงตามที่อัคราพูด ทุกครั้งที่เขาเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เธอจะเป็นคนจัดกระเป๋าเดินทางให้ทุกครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอเข้าไปจัดเตรียมกระเป๋าเดินทางตอนที่เขาไม่อยู่ ทุกอย่างที่เขาจะต้องใช้พร้อมสรรพในกระเป๋า
“เห็นมั้ยครับคุณพ่อ ผมไม่ได้บังคับมิ้นซะหน่อย” เขาพูดหน้าตาย
“มิ้นขอตัวไปจัดเสื้อผ้าให้คุณโอมก่อนนะคะ”
รวิษาปลีกตัวไปทำตามคำสั่งของอัคราทันที พอคล้อยหลังหญิงสาวแสนสวย อินทุอรเปิดปากต่อว่าลูกชายจอมเอาแต่ใจ
“โอมก็ใช้มิ้นเกินไปแล้วนะ แค่จัดกระเป๋าแค่นี้ก็ทำเองไม่ได้ แทนที่มิ้นจะได้พักผ่อนกลับต้องมาเหนื่อยทำโน่นทำนี่ให้โอมอีก” อินทุอรร่วมบ่นด้วยอีกคน
“โธ่...คุณแม่ครับ ไม่ได้งานหนักงานหนาอะไรเลยก็แค่เอาชุดนอน เสื้อผ้าที่ผมจะใส่พรุ่งนี้ออกมาเตรียมให้ผมเท่านั้น แล้วก็มีของใช้ส่วนตัวอีกสองสามอย่าง แค่นี้ไม่เหนื่อยหรอกครับ” อัคราโต้อินทุอร
“แล้วแค่นั้นทำไมไม่ทำเองล่ะโอม มันไม่เหนื่อยเหมือนกับที่โอมพูดไม่ใช่เหรอ” ผู้เป็นมารดาหาช่องสวนกลับ
“แต่ผมทำแค่นั้นมันเหนื่อยนี่ครับ คุณแม่ลองคิดดูผมไม่รู้ว่าชุดนั้นชุดนี้อยู่ไหน ก็ต้องรื้อก็ต้องหาทั่วกระเป๋า พอรื้อก็ต้องเก็บเข้าที่อีก ทำงานหลายทอด ให้มิ้นไปเตรียมให้ดีกว่าครับ ง่ายดี ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องหงุดหงิดเวลาหาไม่เจอ” อัคราแก้ตัวไปเรื่อย
“หาคำพูดแก้ตัวจนได้ ระวังเถอะไม่มีมิ้นจะกลายเป็นพิการเอา ทำอะไรไม่เป็น” ผู้เป็นแม่อดที่จะค่อนขอดไม่ได้ นึกหมั่นไส้ลูกชายตัวดีขึ้นมาทันทีทันใด
“ทำไมผมจะไม่มีมิ้น ก็มีอยู่ทนโท่” เขายังเถียงต่อ
“แล้วเรื่องงานที่จะขยายโครงการไปญี่ปุ่น ไปถึงไหนแล้วโอม”
อรรคเดชถามแทรกขึ้น เบี่ยงประเด็นสนทนาไปในที เพราะรู้จักนิสัยอัคราดีว่า หาทางแก้ตัวไปได้เรื่อยๆ แล้วอาจจะทำให้บรรยากาศในการไปเที่ยวหมดลง
“ตอนนี้ก็คุยกันเรื่อยๆ ครับ อีกสามเดือนผมต้องไปญี่ปุ่น เพื่อคุยรายละเอียดต่างๆ กับคุณอามาคาวะครับ หากตกลงกันได้ก็จะเซ็นสัญญากันเลยครับ” อัคราตอบคำถามบิดา ท่าทางจริงจังขึ้นมาเมื่อพูดถึงเรื่องงานสำคัญ
“ตอนนี้ประสานงานอยู่กับบริษัทลูกของคุณอามาคาวะใช่มั้ย?” ผู้เป็นพ่อถามต่อ
“ใช่ครับ ติดต่อผ่านทางบริษัท อามาโนะงาวะ ประจำประเทศไทยครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนคุณประดิษฐ์เข้าไปพรีเซ็นต์งานรอบนึงแล้วครับ ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของผมครับ”