เสียงฝีเท้าของเด็กหญิงตัวน้อย ๆ วิ่งเข้ามาในบ้าน เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่ที่ข้อเท้าดังตามติดร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเข้ามาด้วย
“มะ... แม่ แม่ แม่...” เสียงพูดที่ยังไม่เป็นคำร้องเรียกหาผู้เป็นแม่ ทำให้นรินภัทรรีบวางปากกาวาดรูปในมือลงไปไว้ที่โต๊ะ รีบลุกขึ้นมา แล้วอ้าแขนรับเอาลูกสาวที่วิ่งหน้าตั้งมาหาด้วยความคิดถึง
“เป็นไงไปเที่ยวกับคุณลุงมาสนุกไหมคะ”
“หนุก ได้กินหนมเยอะ ๆ” นรินภัทรยกหน้าขึ้นมองพี่ชาย พร้อมกับจับเอาขนมอมยิ้มในมือของลูกสาวออกมา อมยิ้มที่มักจะมีอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ในห้างสะดวกซื้อ
“พี่ปั๊ม แป้งบอกแล้วว่าไม่ให้ชูใจกินลูกอม”
“แหม...” ใบหน้าไม่สำนึกผิด น้องสาวจึงเดินเข้าไปใส่ให้อีกตุบ
“อะ อะไรของแก ชูใจ... ก็แค่กินเล่น ๆ”
“เล่น ๆ ก็ไม่ได้ นี่พี่ไม่เห็นเหรอว่าฟันหลานกำลังสวยเห็นไหม”
“เห็นสิ” ยังตอบหน้าตาย
“ฮึ... แปรงฟันก็ยาก แล้วยังจะ... พี่นี่นะ”
“มะ... แม่อย่าตีลุงนะ” สาวน้อยชูใจรีบเข้ามาขวาง และใช้มือน้อยดึงชายเสื้อของแม่เอาไว้
“เป็นไงล่ะ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย” แล้วก็หันไปจับมือลูกสาวตัวน้อย พร้อมกับพาตัวเด็กตัวป้อมเข้าไปในห้องน้ำ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงของนรินภัทรกล่อมลูกสาวตัวน้อย ๆ ให้แปรงฟันเพื่อไม่ให้ฟันผุ และจับอาบน้ำต่อเลยเพราะออกไปข้างนอกมา
อรนิลเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในบ้าน พร้อมกับข้าวของในมือ ณัฐกรรีบเข้าไปช่วย
“เสียงยายชูใจร้องหรือ” สีหน้าไม่ค่อยดี เพราะใกล้คลอดเต็มทีแล้ว
“อื้อ... ก็ยายแป้งนะสิ จับชูใจแปรงฟัน”
“อรก็บอกพี่แล้วนะว่าอย่าซื้อให้หลาน เป็นเรื่องแล้วไง”
“ก็...” อรนิลทำตาดุเข้าใส่ เธอพูดแบบปรามเอาไว้ก่อน
“ถ้าลูกของอรออกมาละก็ พี่จะมาตามใจแกจนเสียเด็กไม่ได้นะ”
“ทำไมต้องคิดว่าพี่จะตามใจลูกฮึ... อร” ณัฐกรจับร่างท้วม ๆ อวบ ๆ ของเมียรัก
“ก็เห็นพี่ตามใจชูใจไงคะ”
“ก็พี่สงสารหลานนี่นา” พลางกระซิบกระซาบใกล้หูของอรนิล เรื่องนี้ณัฐกรรู้ว่าเขาไม่ควรพูด
การเอ่ยแบบนี้หากนรินภัทรมาได้ยินจะเสียใจ การท้องลูกไม่มีพ่อ แถมยังเรียนไม่จบอีกด้วย กลายเป็นปมด้อยที่อยู่ในใจของนรินภัทรตลอดมา
ดีที่ณัฐกรตัดสินใจพาน้องสาวมาอยู่ด้วยที่บ้านของอรนิลที่กระบี่เพื่อหนีความอับอาย และคำถามที่จะเกิดขึ้นจากคนรอบข้าง
นรินภัทรท้องโดยที่ฝ่ายชายปฏิเสธ ทำให้หญิงสาวเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่เคยเป็นคนร่าเริง ก็เอาแต่เก็บตัว และเก็บปากเก็บคำ ซึ่งก็ยังทำให้ทั้งสองคนผัวเมียเป็นห่วงมาตลอด
ในตอนที่น้องสาวจบ ม. หก แม่ที่รักเธอมากก็จากไปด้วยโรคร้าย พอต่อมาสองเดือนพ่อก็มาประสบอุบัติเหตุจากไปอีกคน ในตอนนั้นณัฐกรเป็นห่วงนรินภัทรมากว่าจะประคองชีวิตไม่อยู่ แต่พอมีแฟน นรินภัทรก็ดีขึ้น
และแล้วโชคชะตายังมาเล่นตลกอีก คนที่น้องสาวกะจะฝากชีวิต ดันมาปฏิเสธ ซึ่งตอนนั้นนรินภัทรจะขึ้นปีสี่อยู่แล้ว การท้องมีลูก ผู้ชายบอกให้ไปทำแท้ง แต่น้องสาวเลือกที่จะเก็บลูกเอาไว้
ดีหน่อยที่ตอนเรียน ในสายที่นรินภัทรเลือกเรียนมีสอนการวาดรูป เธอก็ชอบด้วย จึงได้ทำอาชีพเป็นนักวาดการ์ตูนเพื่อทำปกนิยาย ลายเส้นและการลงสีของนรินภัทรที่เป็นเอกลักษณ์ เธอมีรายได้พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่ได้ทำความลำบากให้กับพี่ชายและพี่สะใภ้
อีกทั้งนรินภัทรเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง จึงทำให้งานออกมาเร็ว และออกมาสวย เดือนหนึ่งเธอรับงานวาดสี่ห้าปก ก็สามารถทำเงินเข้ากระเป๋าไปอย่างสบาย ๆ
นรินภัทรอุ้มลูกสาวที่อาบน้ำแต่งตัวสวยออกมาข้างนอก
ใบหน้าของเด็กหญิงชูใจขาววอก ใบหน้ากลมแป้นยิ้มร่า พอเท้าแตะพื้นก็รีบวิ่งมาหาคุณลุง
“ลุงปั๊ม”
“แป้งจะดุลูกล่ะนะ ถ้าจะดุ ให้แป้งมาดุพี่” ทำหน้างอนใส่น้องสาวด้วย และกอดร่างป้อม ๆ ของเด็กน้อยเอาไว้แบบโอ๋
นรินภัทรหันมาทำตาขวาง
“หรือพี่ปั๊มจะเอาอีกสักตุ้บหื้อ เมื่อกี้ก็โดนไปตุ้บหนึ่งแล้วยังไม่พอใช่ไหม” พร้อมง้างมือ และทำตาเขียวเข้าใส่อีก
“ก็...” พี่ชายทำท่าจะเถียง
“พอกันเลยทั้งพี่ทั้งน้อง หยุดทะเลาะกันและทำเสียงดังเลยนะ แป้งเอาของพวกนี้ไปใส่ตู้เย็นไป” พี่สะใภ้ออกคำสั่ง
“หมอเขาว่าอย่างไรบ้างพี่” เห็นหน้าตาที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ และเหยเกก็นึกห่วง
“คงจะคลอดอาทิตย์หน้าแหละ หมอบอกแบบนั้น” พูดไปพลางเป่าลมออกจากปากไป ตรงหน้าท้องของอรนิลขมวดเกร็งแข็งขึ้นมาอีก จนคนเป็นแม่ทำหน้ามุ่ย สูดปากเสียงยาว ๆ อรนิลยกสองมือขึ้นมาลูบหน้าท้อง
“พี่ก็เตรียมของใช้เด็กอ่อนใส่ตะกร้าเอาไว้นะ”
“อื้อ” พี่ชายพยักหน้า
“จะเอาอะไรไปโรง’บาลมั้ง ก็ต้องเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยเน้อ เดี๋ยวจะหาว่าแป้งไม่เตือน” นรินภัทรเดินเข้ามาพร้อมกับยิ้มเอาของที่กองใกล้เท้าพี่ชายยกขึ้น
“รู้แล้วจ้า พูดมากเสียจริงเนอะ... เนอะ” ทำหน้าพยักพเยิดกับชูใจ เด็กน้อยที่ไม่ประสาก็พยักหน้ารับ สองลุงหลานรักใคร่ใกล้ชิดกันมาก
ณัฐกรและอรนิลเปิดร้านขายน้ำชากาแฟอยู่ในตลาดสดยามเช้าที่แถวตลาดปากน้ำ ในตอนบ่ายก็จะว่าง แต่ทั้งสองก็เลือกที่จะหยุดในวันอาทิตย์ด้วย เพราะทำงานมากไปแบบไม่มีวันหยุดร่างกายก็เหนื่อยก็ล้าได้
และที่จะเปิดเร็ว ๆ นี้คือโฮสเทลที่เอาตึกมาสร้างเป็นห้องพักให้นักท่องเที่ยวแบบราคาไม่แพง ก็อยู่แถวปากน้ำด้วยเช่นเดียวกัน
“มะ... แม่พูดมาก” พูดยานคางด้วยเสียงน่ารัก แล้วส่งมือไปแตะที่หน้าท้องของคุณป้าอรนิล
“น้องอยู่ในนี้ ออกมาไว ๆ นะ จะได้มาเล่นด้วยกัน”
ทั้งลุงทั้งหลานเอาหูแนบไปกับหน้าท้องของอรนิล เธอ หยิบหมอนมาพิงด้านหลังและเอนตัวลงไปนอน แล้วพากันส่งเสียงหัวเราะคิกคัก เพราะเจ้าตัวเล็กในท้องของอรนิลแผลงฤทธิ์เดชถีบใหญ่ ทว่าอรนิลก็ทำท้องเกร็งแข็งขึ้นมาอีก
นรินภัทรรีบยกของแล้วเดินเข้าครัว สีหน้าของนรินภัทรไม่ค่อยดีนัก เธอสะเทือนใจทุกครั้งที่มองหน้าท้องที่นูนเด่นของพี่สะใภ้ ทำให้หวนนึกถึงวันที่ต้องอุ้มท้องโต ๆ โดยที่ไม่มีคนที่เธอรักคอยอยู่เคียงข้าง นึกถึงคราใดมันปวดร้าวไปทั้งหัวใจ
‘ทำไม?’ ทำไมเธอโง่แบบนั้น นรินภัทรคิดว่าการนอนกับเขาแล้ว จะทำให้เขาเห็นค่าในตัวของเธอ และเธอจะทำให้รามิลรักเธอมากยิ่งกว่าเดิม
แต่ไม่ใช่... เธอมันก็ของเล่นของเขา เวลาที่เขาเหงาและเซ็งก็เท่านั้นเอง
เพล้ง... เสียงจานตกแตก
“ยายแป้งเป็นอะไรอีก” พี่ชายตะโกนเรียกด้วยความตกใจ เขาวิ่งมาที่ในครัว
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรพี่ ฉันล้างจาน แล้วมันลื่น”
พี่ชายโผล่หน้าเข้ามาพอดี
“ทำอะไรก็ระวังบ้างสิ”
แวบนั้นพี่ชายเห็นน้ำตาของเธอ นรินภัทรรีบเช็ด และหันไปหยิบที่โกยขยะกับไม้กวาด เธอทำเสแสร้งว่าไม่เป็นไรเหมือนเดิม ทั้งที่นรินภัทรก็ยังเจ็บปวดอยู่
พี่ชายเดินเข้ามาและแย่งเอาไม้กวาดไป
“พี่ทำเอง แป้งไปทำกับข้าวไป พี่อรบ่นหิวแล้ว”
“แกงส้มใช่ไหมพี่”
“อื้อ... ทำไม่ต้องเผ็ดมากนะ เพราะพี่อรท้องแก่ กินเผ็ดมากไม่ค่อยดี แล้วปลาน่ะ พี่ให้ที่ร้านทำมาให้แล้ว จัดการแกงได้เลย”
“จ้ะ” นรินภัทรหันไปสนใจทำกับข้าวต่อ
คนเป็นพี่ลอบถอนหายใจ ทำอย่างไรนะถึงจะทำน้องสาวลืมไอ้ผู้ชายเฮงซวยได้เสียที เขาโกรธผู้ชายคนนั้นมาก
ณัฐกรเคยถามนรินภัทรครั้งหนึ่งว่า ไอ้ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทว่าเธอก็ไม่เคยให้คำตอบ ทำให้ณัฐกรทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ยอมปิดปากเงียบ
ทั้งที่เขาอยากจะไปฆ่าไอ้ผู้ชายที่ใจร้ายนั้นให้ตายไปเสียได้ก็ดี
เสียงจานที่แตกทำให้ณัฐกรตกใจ เพราะตอนที่นรินภัทรคลอดชูใจ ในวันนั้นน้องสาวก็ทำจานแตก พอเขาเข้ามาเห็นก็มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดแล้ว มันเป็นภาพที่ติดตายังไม่จางหาย
“กินข้าวเสร็จแล้ว จะวาดรูปต่อก็วาดนะ พี่จะกล่อมชูใจนอนเอง”
“อื้อ” นรินภัทรรับคำสั้น ๆ
ที่กรุงเทพฯ บ้านภมรภูริน
รามิลกำรูปถ่ายที่อยู่ในมือแน่น เขาเริ่มบี้มันจนยับย่น ซองสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะ มีเขียนที่มุมซองตัวเล็ก ๆ ว่า ‘สำนักงานนักสืบอรรถพล’
คุณนิรันรัตน์เดินเข้ามา โดยในมือของท่านมีไม้เท้าช่วยค้ำพยุงตัว
“เอ... ช่วงนี้หนูตาออกไปข้างนอกบ่อย ๆ แล้วบางวันก็กลับเสียมืดค่ำ”
ท่านมองออกไปทางประตู ก่อนจะหันกลับมาที่ลูกชาย
“คงมีธุระมั้งครับ”
“ธุระอะไรดึก ๆ ดื่น ๆ” ท่านหันไปมองนาฬิกาจะสามทุ่มครึ่งอยู่แล้ว
รามิลรีบเก็บภาพถ่ายที่อยู่ในมือยัดลงไปในซองสีน้ำตาลตามเดิม
“รูปอะไรนะราม”
“ไม่มีอะไรครับคุณแม่” เขาไม่อยากให้มารดารู้เลยว่า ผู้หญิงที่มารดาเป็นคนหาให้ ท้ายสุดแล้ว สันดานของเธอก็ออก และทำตัวอย่างผู้หญิงชั้นต่ำ
“เมื่อเช้าคุณมณีโทรมาถามหาหนูตาเหมือนกันว่าหายไปไหน ไม่โทรไปหาคุณมณีเลย” คุณสิริมณีเป็นแม่ของลูกสะใภ้
คนเป็นแม่คงไม่ได้สังเกตใบหน้าและแววตาของลูกชายที่เจ็บปวด
“แม่นึกถึงวันที่เราล้มวันนั้น ถ้าไม่ได้คุณมณียื่นมือเข้ามาช่วย แม่ก็คงไม่ได้มานั่งหายใจอยู่ตรงนี้ และลูกก็คงไม่เรียนจบหมอจริงไหม”
นั่นแหละเป็นเหตุผลที่เขาต้องแต่งงานกับศศิตาเพื่อทดแทนบุญคุณและรักษาคำมั่นที่คุณสิริมณีขอจากแม่ของเขา
“แม่ครับ ผมว่าแม่ไปนอนเถอะ อย่าเป็นห่วงตาเลย เธอโทรหาผมแล้วว่าจะกลับบ้านห้าทุ่ม”
“หา! ห้าทุ่มเลยหรือ? หือ... มันมีอะไรดีที่นอกบ้านนะ”
“เธอชอบแบบไหน ผมก็แค่ตามใจเธอ ก็เท่านั้นเองครับแม่ ตาเขาไปที่ชอบ ๆ น่ะ ผมพาแม่กลับห้องดีกว่านะครับ” แววตาของลูกชายกล้ำกลืน เขาเข้าไปประคองมารดาให้ลุกขึ้น
“แม่ว่าหนูตาคงเหงาน่ะ ลูกก็เอาแต่ทำงาน อ้อ... แม่เอ่ยปากขอเงินจากคุณมณีแล้วนะ ที่ว่าจะเอามาเปิดคลินิกน่ะ”
รามิลก็นิ่งงันไปเช่นกัน เขากัดปาก
“ผมบอกกับแม่ตั้งหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปขอเงินขอทองมาจากคนพวกนั้นอีก แค่เท่าที่ได้มาก่อนหน้านั้น ผมก็ชดใช้บุญคุณให้ไม่หมดแล้วครับ”
“ตาราม รามก็แต่งงานกับหนูตาแล้ว เรากับเขาเป็นทองแผ่นเดียวกัน และที่ต้องรีบทำคลินิก แกก็จะได้ไม่ต้องไปทำโรงพยาบาลอะไรนั่นอีก นี่ถ้าไม่ได้เงินจากคุณมณี ลูกก็ต้องไปทำงานใช้ทุนอีก”
รามิลดวงตาแดงก่ำ กลั้นความเจ็บปวดลึก ๆ กับการกระทำของแม่ ความอดกลั้นทำให้เขาอดปากเอาไว้ไม่ได้
“แม่ทำตัวเหมือนคนไม่มีศักดิ์ศรี ทำตัวเหมือนขอทานอยู่นะครับ แม่รู้ตัวไหม”
คุณนิรันรัตน์ชะงักฝีเท้าหันมามองหน้ารามิล
“เจ้าราม ทำไมแกพูดแบบนี้” ท่านทำเสียงเขียว
พอเห็นมารดาน้ำตาคลอ เขาก็ต้องหยุดและปิดน้ำคำที่จะหลั่งไหลออกมา
“ผมขอโทษครับแม่”
“ฮึ... แม่เลือกทำทุกอย่างก็เพื่อแก ในตอนนั้นพ่อแกทำให้แม่กับแกสุขสบายไม่ได้ แต่คุณมณีเขาให้เราสองคนได้”
“มันไร้ศักดิ์ศรี”
“แต่แกก็สุขสบาย แล้วฉันก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่ต้องไปเฝ้ายมบาล”
“ผมเข้าใจแล้วครับแม่ ผมขอโทษ” รามิลหลับตา
“สิ่งที่แกควรทำ ก็คือ ควรทำดีกับหนูตา และคุณมณี เพราะถ้าคุณมณีตายไป สมบัติทั้งหลายก็จะเป็นของแกกับของหนูตา หนูตาเป็นลูกสาวคนเดียวนะ”
“อ้อ... แล้วอีกอย่างที่แกต้องรีบทำ คือทำให้หนูตาท้อง คุณมณีเขาก็ทวงถามมาอีกแล้ว”
“ครับ” คำตอบสั้น ๆ ปะปนอยู่ในอารมณ์ของรามิลในตอนนี้คือความขมขื่น
ที่โรงแรมxxx
“เมื่อไรคุณจะเลิกกับไอ้หมอหน้าละอ่อนคนนั้นเสียทีฮึ? ผมไม่อยากจะทนอีกต่อไปแล้วนะ” ฐิติวัฒน์ทำหน้าไม่พอใจ เริ่มออกอาการง่องแง่ง
“คุณจะให้ผมอยู่ในตำแหน่งแค่ผัวลับ ๆ ของคุณไม่ได้อีกแล้วนะ ถ้าคุณยังไม่มอบสถานะแบบผัวที่ถูกต้องตามกฎหมายละก็ ผมจะไปจากคุณ” เธอรีบเข้าไปอ้อนเขา
“วัฒน์ขา คุณอย่าทำตัวปัญญาอ่อนเลยน่า คุณก็รู้นี่นาว่าฉันทำตามใจตัวเองได้เป็นบางเรื่อง แต่บางเรื่องทำไม่ได้นะ โดยเฉพาะเรื่องหมอราม ฉันหย่ากับเขาไม่ได้หรอก เพราะว่าแม่ของฉัน ท่าน...”
“หยุด ไม่ต้องพูดแล้ว คำก็แม่ สองคำก็แม่ ที่จริง คุณก็ชอบมีอะไรกับมัน”
“ฮ่า... กับหมอนะเหรอ”
“ก็ใช่นะสิ ผมหึงนะตา ผมหึงคุณ แค่คิดว่าคุณขึ้นขย่มมันอยู่ ผมก็จะเป็นบ้าอยู่แล้ว”
“นี่... ฉันจะบอกให้นะ ตั้งแต่แต่งงานกันมา ฉันว่า... ฉันน่าจะได้นอนกับหมอรามแค่สามสี่หนเองมั้ง”
“มีหรือ อยู่ห้องเดียวกัน นอนเตียงเดียวกัน จะไม่มีอะไรกัน คุณแค่พูดเพื่อไม่ให้ผม...”
หญิงสาวรีบเอามือปิดปากเขา และคลานขึ้นไปคร่อมร่างของฐิติวัฒน์ ศศิตาค่อยขยับตัว มือก็จับเอาผ้าขนหนูที่เขาห่อพันออก
“ฮึ... หมอเขาไม่ได้นอนห้องเดียวกับฉันหรอก เขามักจะนอนที่ห้องอ่านหนังสือของเขานั่นแหละ”
ฐิติวัฒน์คิ้วขมวด “ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ”
“เขาไม่ได้รักฉัน แต่แต่งงานตามหน้าที่ เราสองคนแต่งงานกันตามหน้าที่ ฉันอยากหนีจากคุณแม่ที่คุมบังคับฉันทุกอย่าง การมาอยู่ที่บ้านของหมอ มันทำให้เราสองคนมีโอกาสเจอกัน และทำแบบนี้กันไง”
เธอขยับตัวเลื่อนลงไปทางปลายเท้าของเขา สองมือของศศิตาจับท่อนเนื้อของฐิติวัฒน์ที่กำลังเหยียดหยัดและพองตัวขึ้นจนเต็มกำมือของศศิตา เธอช้อนสายตามองเขาแบบเร่าร้อน ก่อนจะก้มลงไปจัดการกับแท่งเนื้อที่เปิดตา ปลายหัวหยักมีน้ำใส ๆ ไหลออกมาด้วย
“อู้” เขาสูดปากเสียงยาว เมื่อปากนุ่มนิ่มของศศิตาครอบครองดูดกลืนลำเทียนของชายหนุ่มเข้าไปแล้ว จากนั้นเตียงนั้นก็กลายเป็นสังเวียนรักแบบดุเดือดแต่ไม่มีเลือด มีน้ำสุขสาดกระเซ็นกระเด็นออกมาจากช่องทางรักของเธอ
ห้องอ่านหนังสือของรามิล เขารีบเก็บซองสีน้ำตาลเอาไว้ในลิ้นชักที่อยู่ชั้นล่างสุด เขาไม่อยากให้แม่ผิดหวังและเสียใจ รามิลคิดว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไป
ก่อนที่จะปิดลิ้นชัก เขาก็เห็นรูปใบหนึ่งที่เขาเคยตั้งมันเอาไว้บนโต๊ะตัวนี้ แต่ตอนนี้เขาต้องเก็บซ่อนมันเอาไว้
‘แป้งเป็นไงบ้าง พี่คิดถึงแป้งเสมอนะ’ น้ำตาของเขาค่อย ๆ ไหลออกมา
เขาหยิบรูปอัลตราซาวนด์ที่นรินภัทรได้ส่งมาให้ก่อนที่เธอจะหายไป โดยที่รามิลก็ไม่รู้ว่า เธอหายไปอยู่ที่ไหน และเขาก็จะไม่สืบเสาะหาเธอด้วย รามิลพลิกหลังรูปใบนั้น
(พี่คงเสียใจสินะคะ ที่แป้งเก็บลูกของเราเอาไว้น่ะ แป้งแค่อยากให้พี่รู้เอาไว้ บางครั้งสิ่งที่คนเราต้องการมันก็ไม่สมหวังเสมอไปหรอกค่ะ และที่พี่อยากให้แป้งฆ่าลูกนะ แป้งทำไม่ได้หรอก ลูกจะต้องมีชีวิตอยู่กับแป้ง สองมือน้อย ๆ ของแป้งนี่แหละที่จะเลี้ยงดูแกให้ดีที่สุด แม้ว่าแกจะเกิดมาโดยที่แป้งไม่พร้อม และพ่อของแกไม่ต้องการ)
รามิลปล่อยโฮ
‘จะห้าปีแล้วสินะ’
‘โธ่แป้ง แป้ง... ลูกครับ พ่อผิดไปแล้ว พ่อมันชั่ว พ่อมันเลวที่สุด พ่อไม่มีหน้าไหนที่จะไปพบเจอหน้าลูกได้อีก’
น้ำตาของรามิลค่อย ๆ ไหลออกมา เขาเก็บรูปนั้นลงไปไว้ในลิ้นชักเหมือนเดิม รามิลทรุดนั่งลงไปบนพื้นอย่างหมดแรง
ปัง... เสียงบานประตูที่ถูกปิดลงไปอย่างแรง เสียงของมันดังมาก ณ ยามราตรีกาลแบบนี้ รามิลสะดุ้งตื่น เขามองไปที่นาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ตัวเลขบอกตีสอง
“ไม่มีใครเปิดไฟเอาไว้บ้างหรือยังไง จะงกไปถึงไหนกัน ค่าไฟแค่นี้” เสียงดังเอาเรื่อง และน้ำเสียงอ้อแอ้มาก ๆ
ศศิตาสำเริงรักกับฐิติวัฒน์ไม่พอ เธอยังดื่มมาอีกด้วย
ไฟฟ้าสว่างพรึบ... คนที่กำลังคลำหาสวิตช์ไฟถึงกับชะงัก
“นี่ตา... ไม่รู้หรือว่า มันกี่โมง กี่ยามแล้ว”
“อ้อ... นึกว่าใคร ผัวของตานี่เอง ทำไมวันนี้กลับมานอนบ้านได้ล่ะคะ”
“ผมก็นอนที่นี่ทุกคืน”
“อ้าวเหรอ ฮึ... ตาไม่ยักกะรู้แฮะ ก็คลำ ก็ลูบไปทั่วทั้งที่นอนแล้ว แต่ไม่มีร่างหมอนอนอยู่ใกล้ ๆ นะคะ ก็เลยคิดว่าไม่กลับบ้าน”
“คุณก็ตื่นให้มันเช้าขึ้นมาหน่อยสิ จะได้กินข้าวเช้าด้วยกัน”
“หื้อ... ผัวนัดกินข้าวแฮะ ฮ่า... คุณผัวขา ขอเมียกินอย่างอื่นได้ไหม” ศศิตานึกแกล้ง เธอล้วงมือลงไปในเป้ากางเกงนอนของรามิลในทันที
มือน้อย ๆ ของเธอตะปบไปที่ลูกชายของคุณหมอ
“อุ้ย! สู้มือเสียด้วย”
“นี่... เมาแล้วก็อย่าทำแบบนี้ ไปนอนเสีย” หน้าตาของเขาโกรธมาก
“ของของตา จะจับ จะทำอะไรก็ได้”
หมับ... เขาจับมือของเธอออก แล้วบีบอย่างแรง
“โอ้ย! เจ็บนะไอ้บ้า ปล่อย อะ... เจ็บ” ศศิตาหมุนข้อมือของเธอไปด้วย แต่รามิลก็ไม่ยอมปล่อย
“จะทำตัวต่ำ ๆ เป็นกะหรี่ก็เป็นข้างนอก ในบ้านขอให้คุณ...”
เพียะ... มืออีกข้างของศศิตาตบเข้าไปที่ใบหน้ารามิล
“กล้าดียังไงฮึ แก... บังอาจมากที่มาด่าว่าฉันเป็นกะหรี่ ถ้าฉันเป็นกะหรี่ แม่ของคุณกับคุณก็คือแมงดา เชอะ... แมงดาปีกทองเสียด้วย แมงดาที่เกาะชายกระโปรง แบมือขอเงินแม่ของฉันมาโดยตลอด” ดวงตาแข็งกร้าว ขบปากข่มความโกรธ
“เอาไหมล่ะหย่ากันเสียเลยสิ ฉันท้าคุณเลย” ศศิตาท้าทาย แหกปากดัง ไม่เกรงใจว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว
“ชิชะ... ไม่กล้าละสิ เชอะ...” หน้าตาหยัน ๆ
รามิลนึกไปถึงหนังสือสัญญาที่เขาเซ็นในเอกสารที่คุณสิริมณี หากเขาหย่าขาดกับศศิตา
บ้านหลังนี้ที่เป็นสมบัติของพ่อของเขาก็ต้องยกให้กับศศิตา ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณแม่ของเขาก็จะต้องกลั้นใจตายแน่ ๆ หรือไม่ก็คงตรอมใจที่สุด
“ฮ่า...” ศศิตาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
รามิลรีบเข้าไปตะปบปิดปากของเธอเอาไว้ ศศิตาทำเสียงอึกอักต่อต้านอยู่ในลำคอ รามิลใช้กำลังที่มากกว่าลากร่างของศศิตาเข้าไปในห้องนอน
ผลัก... เขาโยนร่างของศศิตาลงไปบนที่นอน
“โอ้ย! ไอ้บ้า ฉันเจ็บนะ แกไม่มีสิทธิ์มาทำกับฉันแบบนี้”
“มีสิ ทำไมจะไม่มี คุณเป็นเมียผมนะ แต่ถ้าผมไม่เห็นแก่หน้าของแม่ของคุณละก็ ผมจะ...”
“จะทำอะไรฉันไม่ทราบฮะ”
“ผมก็จะฆ่าคุณเสียนะสิ” รามิลขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่อนจะแสยะยิ้มให้ศศิตาอย่างร้าย ๆ
“กรี๊ด...” ศศิตากรีดร้อง
รามิลก็ไม่สนใจ เขารีบก้าวขาออกไปจากห้องนอน แล้วรีบปิดประตู
แต่ทว่า... พอเปิดประตูออกมาก็เจอเข้ากับคุณแม่
“มีอะไรกันนะราม ทะเลาะอะไรกันฮึ... ลูก เสียงดังไปแปดบ้านสิบบ้าน มีเรื่องอะไรกัน”
รามิลส่ายหน้า พร้อมกับจับตัวของแม่หมุนให้กลับไปทางห้องของแม่เอง
“แม่ครับ... แม่ตื่นมาทำไมครับ”
คุณนิรันรัตน์เองก็คงจะรู้อยู่เต็มหัวอกว่าอะไรเป็นอะไร แต่น้ำก็ท่วมปาก
“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ แม่กลับไปนอนเถอะ ไปครับ ผมจะพากลับห้อง”
“ราม” เสียงอ่อยลง
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ครับแม่ ผัวเมียก็เหมือนลิ้นกับฟัน ไปครับ แม่ควรพักผ่อนให้เยอะ ๆ อย่าลืมนะครับ อีกสองวันต้องไปตรวจร่างกายนะครับ แม่ต้องนอนเยอะ ๆ นะครับ ผมอยากให้แม่อยู่กับผมไปนาน ๆ”
ท่านไม่พูดอะไร แต่ก็ยอมเดินตามแรงจูงของลูกชาย
รามิลพาแม่มานอนที่เตียง เขาห่มผ้าให้กับแม่
“ฝันดีนะครับ” รามิลผละจาก
“รามจะไปนอนที่ไหน” ถามอย่างเป็นห่วง
“ผม... เอ่อ...”
“รามมานอนกับแม่สิ” ท่านเอ่ยปากชวน
“มาเร็ว ๆ เข้า”
“ครับแม่” รามิลล้มตัวลงไปนอนข้าง ๆ แม่ และกอดท่าน ทั้งสองคนลืมตาในความมืด
แม่คือคนที่รามิลเลือกและเขาจะทำทุกอย่างเพื่อแม่
ในใจของคุณนิรันรัตน์ในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับมีคนไปนั่งจุดไฟอยู่ในทรวงของท่าน มันเร่าร้อนดั่งไฟที่สุมแน่น รอวันที่ทุกอย่างจะแผดเผาให้มอดไหม้
วันต่อมา
“จะบ่ายโมงแล้วนะ หนูตายังไม่ตื่นอีก” คุณนิรันรัตน์รู้สึกสับสนไปหมด เรื่องเมื่อคืนทำให้ท่านต้องกลับมาทบทวนเรื่องราวทุกอย่างอีกครั้ง
ปานใจเข้ามาเก็บจานไปล้าง “คุณนายต้องการอะไรอีกไหมคะ เอาน้ำชาร้อน ๆ หน่อยไหมคะ”
“ไม่หรอกปาน ไหนเธอว่าจะขอลาครึ่งวัน”
“ก็คุณตายังไม่ตื่น” ปานใจมีสีหน้าเกรงใจ
“ไปเหอะ ฉันอยู่ได้ ไม่เป็นไรจริง ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นปานเก็บโต๊ะเสร็จ ก็จะขอไปเลยนะคะ”
“อื้อ... เดินทางก็ระมัดระวัง แล้วพรุ่งนี้จะมากี่โมง”
“เหมือนเดิมนั่นแหละค่ะคุณนาย”
คุณนิรันรัตน์ลุกขึ้นด้วยท่าทางงกเงิ่นจากที่เส้นเลือดในสมองตีบ ท่านป่วยไปหลายเดือนกว่าจะกลับมาหัดเดินได้อีกครั้ง
“ให้ปานช่วยค่ะ” ปานใจรีบเช็ดมือ เพราะล้างจานใบสุดท้ายคว่ำพอดี
“เฮ้อ... ไม่รู้ยังไง” พ่นลมหายใจยาว ๆ ตายังมองไปยังห้องนอนของศศิตา
“เรื่องอะไรหรือคะ” ปานใจรู้อยู่แล้วก็คงไม่พ้นเรื่องลูกสะใภ้คนโปรดกับคุณรามิล
“ยังไม่ชินอีกหรือคะกับพฤติกรรมของคุณตาน่ะค่ะ” ปานใจถามย้อน
คุณนิรันรัตน์ถึงกับหันมามองหน้า ปานใจยิ้มแห้ง ๆ
“ปานไม่ขอออกความคิดเห็นค่ะ แต่ก็คิดว่า... อะไรที่มันไม่ใช่ คุณนายก็อย่าไปฝืนเลยค่ะ ปานเห็นคุณหมอไม่เคยมีความสุขเลยสักกะวันเดียว ตั้งแต่แต่งงานมานี่น่ะค่ะ” ปานใจพาคุณนิรันรัตน์นั่งลงที่ห้องรับแขก
เสียงมือถือของปานใจดังขึ้น
“ปานไปก่อนนะคะคุณนาย สงสัยพวกนั้นจะมารอกันที่หน้าบ้านแล้วล่ะค่ะ”
“อื้อ”
พอปานใจพ้นไป สายตาของคุณนิรันรัตน์ก็มองไปรอบบ้าน บ้านหลังใหญ่หลังนี้ เมื่อก่อนเคยมีแต่เสียงหัวเราะ พอคุณรามันย์สามีของคุณนายเสียชีวิต ทิ้งไว้เพียงหนี้สิน คนที่ไม่เคยทำงานเลย บริหารงานไม่เป็นสุดท้ายก็พังพินาศ
มีเพียงมือของคุณสิริมณีที่ยื่นเข้ามาช่วย พอคุณสิริมณีเอ่ยปากยกลูกสาวให้ ท่านจะปฏิเสธได้อย่างไร
ปานใจก็ไม่อยู่แล้ว บ้านก็ยิ่งเหงาขึ้นไปอีก
คุณนิรันรัตน์จึงตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปที่ห้องอ่านหนังสือของลูกชาย บ้านหลังใหญ่ ไม่มีคนก็เงียบผิดปรกติ
เมื่อสมัยนั้นตอนที่สามีของท่านอยู่ ที่ห้องนี้ คือห้องสมุดย่อม ๆ มีหนังสือหลายเรื่องที่น่าอ่านอยู่ในนี้ รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า มีหนังสือหลายเล่มที่ท่านชอบและก็เคยอ่าน ตอนนี้คงถูกทิ้งให้แห้งแล้งอยู่บนชั้นหนังสือ ถ้าได้หนังสือมาอ่านสักเรื่องสองเรื่องก็คงจะดี
พอไปถึงข้างในห้องนั้น ท่านเปิดไฟได้ แล้วก็เริ่มรื้อค้น พอก้ม ๆ เงย ๆ ก็เริ่มมึนและวิงเวียนจนแทบจะหน้าทิ่ม คุณนิรันรัตน์จึงตัดสินใจเดินมานั่งเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานของลูกชาย
ลิ้นชักด้านล่างที่ปิดไม่สนิททำให้คนแก่เอื้อมมือจะไปปิด แต่แสงไฟที่ส่องจากเพดานก็กระทบกับกระจกของกรอบรูป คุณนิรันรัตน์จึงเปิดตู้ เห็นรูปถ่ายคู่ของลูกชายกับผู้หญิงคนหนึ่ง ท่านจึงหยิบขึ้นมาและพิจารณา
คุณนิรันรัตน์ขยับแว่น ใช้สายตาเพ่งมอง รอยยิ้มที่เปื้อนบนใบหน้ากระจ่างใส ผมสีดำขลับยาวประบ่า ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นลักยิ้มของหญิงสาวด้วย
“อ้อ... จำได้ล่ะ เคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง”
“เอ๊ะ!” สายตาของท่านสะดุ้งที่มือของผู้หญิงที่จับกันแน่นกับมือของลูกชาย
ตอนนั้นมากันหลายคน และรามิลแนะนำว่าเป็นรุ่นน้อง คุณนิรันรัตน์พลิกรูปดู ในตอนนั้นเอง
รูปอัลตราซาวนด์ที่นรินภัทรส่งมาให้รามิลก็หล่นลงไปบนโต๊ะ ท่านเคยเห็นไอ้รูปลักษณะนี้เหมือนกัน ปานใจเอาให้ดูจากมือถือ บอกว่ามี การแฉดาราหนุ่มไปทำผู้หญิงท้อง และผู้หญิงเอารูปนี้ไปให้นักข่าวดู ท่านจึงถามว่ามันคืออะไร
“รูปอัลตราซาวนด์ค่ะ แบบไปให้หมอส่องดูข้างในท้องนะคะ และถ่ายออกมา เป็นรูปเด็กที่อยู่ในท้องค่ะคุณนาย”
‘รูปเด็กที่อยู่ในท้องอย่างนั้นหรือ’
คุณนิรันรัตน์พลิกอ่านด้านหลัง ข้อความที่ปรากฏทำให้ท่านตกใจมาก
‘ท้อง ให้ทำแท้ง อะไรกัน’ ใบหน้าของท่านซีดราวกระดาษ ลำคอแห้งผากขึ้นมาเฉย ๆ
‘รามทำอะไรลงไป แล้วผู้หญิงคนนี้ท้องหลานของเรา ลูกของรามอย่างนั้นหรือ’
อ๊อด... เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น และคนที่กดจงใจกดแบบรัว ๆ
คุณนิรันรัตน์ลุกขึ้น และเดินไปเปิดผ้าม่าน ชะเง้อชะแง้มองว่าเป็นใคร
เสียงตึกตักที่อยู่ข้างนอกห้อง เสียงเปิดปิดประตู ทำให้ขยับเท้า แต่ด้วยความช้า ก็ไม่ถึงสักที จึงตัดสินใจหยุด และมองไปข้างนอกหน้าต่างแทน
มีชายหญิงกำลังถกเถียงกันอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ผู้หญิงคือศศิตา แต่ผู้ชายไม่รู้จัก ผู้ชายคนนั้นผลักร่างของศศิตาและเดินเข้ามาข้างใน ศศิตาวิ่งตาม
“กลับออกไปเดี๋ยวนี้นะวัฒน์” เสียงเขียว เธอหันรีหันขวางมองว่ามีใครบ้าง จำได้ว่า หลายวันก่อนปานใจบอกจะไปธุระ และคุณแม่ก็คงจะหลับอยู่
“ไม่ ผมไม่กลับ ตา... คุณต้องช่วยผมนะ ไอ้พวกนั้นมันจะฆ่าผมแน่ ๆ”
“แล้วฉันบอกคุณกี่ครั้งแล้ว เรื่องไอ้พนันบ้าบอนั่น กับไอ้เรื่องกู้นอกระบบนะ”
“ผมก็เลิกแล้วไง”
“เลิกแล้วหรือ ถ้าเลิกทำไมต้องหนีหัวซุกหัวซุน”
“ตา... ผมขออาศัยอยู่ที่นี่ก่อนนะ คุณอย่าเพิ่งผลักไสผม” เขาอ้อนวอน ฐิติวัฒน์หันกลับมาคว้าร่างของศศิตาและกอดแน่น เธอพยายามดิ้นส่าย
“นี่... ไม่ไงวัฒน์”
“ตา... ผัวคุณไม่ว่าหรอกจริงไหม”
“ไม่ได้นะวัฒน์ คุณต้องกลับออกไปเดี๋ยวนี้ แม่ของหมอก็อยู่ที่นี่ด้วย และที่นี่ก็เป็นบ้านของหมอ”
“ชิ... ไอ้พวกกาฝากทั้งนั้น พวกนี้ผลาญเงินมาจากแม่ของคุณเท่าไรแล้ว และทำไมคุณต้องไปเกรงใจพวกมัน”
“วัฒน์ คุณเริ่มพูดไม่รู้เรื่องล่ะ”
“ทำอะไรกันนะ หนูตา แล้วไอ้ผู้ชายคนนี้เป็นใคร” เสียงของคุณนิรันรัตน์ทำให้ศศิตาตกใจ เธอรีบผละออกจากเขา
“สวัสดีครับ” ฐิติวัฒน์หันมายิ้มให้กับคุณนิรันรัตน์
“แหม... ได้ยินตาเล่าเรื่องคุณนายให้ฟังหลายครั้งแล้วครับ ได้มาเจอตัวจริงสักที” ทำเหมือนคุ้นเคยมาเนิ่นนาน และศศิตาไม่มีความลับกับฐิติวัฒน์
“หนูตา” ท่านจ้องมองผ่านฐิติวัฒน์ไปจ้องหน้าศศิตา
“เพื่อนของหนูเองค่ะคุณแม่ เพื่อนกันมานานแล้วค่ะ”
“เพื่อนหรือ” ท่านก้มมองฐิติวัฒน์แบบหัวจรดปลายเท้า นี่มันกุ๊ยข้างถนนชัด ๆ
“แล้วมาทำไมที่นี่ และตอนนี้ รามก็ไม่อยู่บ้านนะ” คนหัวโบราณ ผัวไม่อยู่จะพาผู้ชายแปลกหน้าเข้ามาได้อย่างไรกัน
“ถามอะไรแบบนั้นล่ะครับคุณนาย เพื่อนสนิทจะมาหาเพื่อนสนิทไม่ได้เชียวหรือ ใช่ไหมตา” เขาหันหลังกลับมาช้อนสายตามองศศิตาแบบล้อเล่น
เธอหลับตาแน่น ก่อนจะลอบพ่นลมหายใจ
“พอดีวัฒน์เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นนะคะคุณแม่ วัฒน์แบบเคยช่วยเหลือตาในเมื่อก่อน”
“ช่วยเหลือเลยหรือ” มองสำรวจฐิติวัฒน์อีกที
ในใจของท่านก็คิดว่า สารรูปแบบนี้นะหรือจะช่วย
“ช่วยเรื่องอะไร”
“อ้อ... เรื่องน้ำนะครับ ใช่ไหมตา น้ำ...” เขาหันมาลูบรอบปาก ก่อนละแลบลิ้นออกมารัว ๆ ซึ่งคุณนิรันรัตน์ไม่ได้เห็นอย่างที่ศศิตาเห็น
“ค่ะแม่ เมื่อก่อนรถคันเก่าโน้นของตา แบบหม้อน้ำแตกน่ะค่ะ ก็ได้วัฒน์นี่แหละค่ะที่เข้ามาช่วยอุดหม้อน้ำให้ตานะคะ” ฐิติวัฒน์ทำลิ้นกระดกรัว ๆ ศศิตายิ้มมุมปาก
“เอ่อ... คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ตาโทรบอกพี่รามแล้วน่ะค่ะ”
“อ่า... ก็เมื่อคืนหนูกับพี่รามทะเลาะกัน”
ฐิติวัฒน์เลิกคิ้ว สายตาและใบหน้ามีคำถาม แล้วก็ยิ้มปลื้มที่ได้ยินข่าวแบบนี้กับหูตัวเอง
“วัฒน์คุณนั่งรอก่อนนะคะ ฉันจะพาคุณแม่ไปพักผ่อนที่ห้องก่อนนะ เดี๋ยวกลับออกมาคุยด้วย”
“ได้ครับตา กู๊ดไนต์นะครับคุณนาย” ยกมือขึ้นมาทำท่านอน แล้วอวยพรคุณนิรันรัตน์ด้วย
พอพ้นมาจากฐิติวัฒน์แล้ว
“หนูตา แม่ว่าผู้ชายคนนี้ไม่น่าไว้ใจนะลูก”
“แม่คะ หนูรู้จักกับวัฒน์มาก่อนที่จะแต่งงานกับพี่รามเสียอีกค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
คุณนิรันรัตน์นึกไปถึงข่าวลือหนาหู แต่ท่านก็ทำเป็นไม่รับรู้ เพราะอย่างน้อยก็ได้เงินของคุณสิริมณีมาซัปพอร์ต เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำไม่รู้ไม่ชี้ ข่าวที่เกี่ยวกับศศิตาที่ว่าเธอนั้นทั้งมั่วและทั่วถึง
“หนูตาอย่าให้เขาอยู่ที่นี่เลยนะ ถามไถ่กันเสร็จแล้ว ก็รีบไล่ ๆ ไปเสีย” ดวงตาของท่านหวาดระแวง
“ได้ค่ะคุณแม่ ตาจะไปถามวัฒน์ก่อนว่าเขาจะให้ช่วยอะไร แล้วก็จะให้วัฒน์เขากลับไปค่ะคุณแม่ คุณแม่นอนก่อนนะคะ” เธอพาคุณนิรันรัตน์ไปส่งถึงที่นอน ก่อนจะจัดแข้งขาของท่านให้ขึ้นไปบนเตียงด้วย
แม้ว่าศศิตาจะไม่ค่อยใส่ใจงานบ้านอะไรเทือกนั้น เพราะมีปานใจช่วยทำอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ ศศิตายังใส่ใจคุณนิรันรัตน์อยู่บ้าง และทำดีด้วย ทำให้ท่านมองผ่านบางสิ่งบางอย่างไป
“แล้วเมื่อกี้ แม่ไปอยู่ไหนมาคะ” เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่นอนของคุณนิรันรัตน์ไม่ได้ยับย่น
“แม่ไปหาหนังสืออ่านเล่นนะ”
“อ้อ แล้วได้ไหมคะ”
“ได้แล้ว แต่แม่ไม่ได้หยิบมา”
“ถ้าอย่างนั้นตาไปหยิบมาให้นะคะคุณแม่ คุณแม่จะได้อ่านที่นี่”
“ก็ดีเหมือนกัน”
“แล้วนี่คุณแม่กินยาหลังอาหารหรือยังคะ” ศศิตาหันไปเห็นยาของคุณนิรันรัตน์ยังตั้งอยู่ที่หัวเตียง ยาต่าง ๆ ที่ปานใจเตรียมให้ยังอยู่เหมือนเดิม
“แม่ลืมกินแน่เลย”
“คุณแม่ขา คุณแม่ต้องกินนะคะ ถ้าพี่รามรู้เข้าละก็ มีหวังยายปานโดนดุค่ะ มะค่ะคุณแม่ กินยาก่อนนะคะ”
“เฮ้อ... แม่ไม่อยากกินเลย กินแล้วง่วงมาก”
“หมออยากให้คุณแม่พักนะคะ แม่ต้องกินค่ะ”
เมื่อถูกบังคับ ท่านก็กินมันลงไป
“ดื่มน้ำอีกนิดค่ะคุณแม่” ท่านทำตาม
“เก่งมากค่ะ” ศศิตาเก็บทุกอย่าง
“หนูตาอย่าลืมไล่ผู้ชายคนนั้นไปเสียด้วยนะ”
“ค่ะคุณแม่”
ต่อจากนั้น
“วัฒน์คุณจะทำอะไรน่ะ” เขาสวมกอดศศิตาเอาไว้แน่น มือไม้ล้วงลงไปที่ใต้ชายชุดที่เธอสวมใส่
“ทำแบบที่เราเคยทำ แล้วคุณอยู่กับใคร”
“ฉันก็อยู่กับคุณแม่ไงคะ”
“แล้วคนใช้”
“ไม่อยู่”
“อ้า... แสดงว่าทางโล่ง โปร่งสบาย” ฐิติวัฒน์ยิ้มกริ่ม
“อะไรของคุณทางโล่ง”
ฐิติวัฒน์ล้วงเข้าไปและแหวกกางเกงในของเธอ ก่อนจะสอดใส่แท่งหรรษาอันใหญ่เข้าไปในช่องของเธอจากด้านหลัง
“อย่านะวัฒน์” ปากว่าไม่ แต่ก้มลงโก้งโค้ง และหยัดสะโพกโยกส่วนกับแกนเขื่องของฐิติวัฒน์อย่างไม่ลดละ
“วัฒน์ตรงนี้ มันไม่ได้นะ มันประเจิดประเจ้อ อ้า ซี้ด... เสียว วัฒน์ อะ อะ”
“งั้นไปที่ไหนดีจ๊ะ”
“ทางนี้” ศศิตาเดินนำไปยังห้องอ่านหนังสือของรามิล
ทั้งคู่ยังประสานสอดกันแน่น ฐิติวัฒน์ยังโยกขยับชักลำแท่งเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา ศศิตาส่งเสียงสุขดังซี้ดซ้าด คงจะลืมว่าที่นี่บ้านของพ่อแม่ของรามิล ผู้เป็นสามีที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของเธอ
“บนโต๊ะทำงานของผัวคุณไหม” ไม่พูดเปล่า แต่จับร่างของศศิตาขึ้นไปบนโต๊ะ เธอพลิกตัวนอนหงาย ยกขาขึ้นชันตั้งเข่า ฐิติวัฒน์เข้าประชิดและจดจ่อแกนแกร่งเข้าไปในช่องทางที่คุ้นเคย และใส่เธอแบบไม่ยั้ง
ทั้งสองคนไม่อายฟ้าดิน หรือแม้แต่ผีบ้านผีเรือน โยกขยับส่งรับกันแบบไร้ยางอาย มือปัดเอารูปอัลตราซาวนด์และกรอบรูปหล่นลงไปบนพื้นพรมด้านล่าง
ฐิติวัฒน์ยังคงสอยเสือกกระแทกช่องลับของศศิตาสุดแรง แล้วฉีดพ่นความสุขเข้าไปในตัวเธอ ทั้งสองคนเสียบคากันอยู่แบบนั้น แล้วก็จูบกันอย่างดูดดื่ม
“โคตรตื่นเต้นดี”
“เอาอีกไหม”
“พอแล้ววัฒน์ แล้วสรุปคุณจะเอายังไง คุณจะมาเอาเงินใช่ไหม”
“อื้อ... เมื่อวานคุณลืมให้ผม”
“ฉันจะให้เงินคุณนะวัฒน์ แต่คุณต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่มาที่นี่อีก”
เขาอิดออด แต่ก็พยักหน้ารับ และแบมือมาตรงหน้าของศศิตา
“อย่าเอาไปเล่นการพนันอีกนะ และก็เอาไปใช้เงินกู้นอกระบบนั่นด้วย”
“ได้จ้าที่รัก” เขาเอื้อมไปหยิบทิชชูก่อนจะเช็ดทำความสะอาดแล้วโยนทิ้งลงไปในถังขยะข้างโต๊ะ
“อ้อ... ไอ้แบงค์ชวนเราสองคนไปสวิงกิ้ง”
“เมื่อไร” ดวงตาของศศิตาเป็นประกาย
“ทำเหมือนอยากมาก ผมหึงนะ คุณก็รู้”
“วัฒน์ ฉันชอบความสนุก คุณก็รู้ แต่ฉันไม่ได้ติดใจ”
“ฮึ...” เขาทำงอน และหันหลังให้ พลางรูดซิป
“ผมจะตอบเซย์เยสกับมันไปก็แล้วกัน”
“ค่ะ บอกแบงค์ด้วย ใส่ถุง ไม่สดนะ ถ้าใครไม่เอาด้วย ก็ไม่ต้องมา”
“โอเค ผมไปนะที่รัก”
ฐิติวัฒน์หันมาจุ๊บแก้มเธอ จูบปากอย่างดูดดื่มอีกครั้ง และเดินควงแขนกันออกมา เธอไปส่งเขาที่ประตู
ศศิตากลับมาที่ห้องหนังสือของรามิล หยิบหนังสือที่ตกลงไปข้างโต๊ะ แล้วพาไปให้คุณนิรันรัตน์ ท่านหลับปุ๋ยไปด้วยฤทธิ์ยาที่หมอให้ เธอวางหนังสือเอาไว้ แล้วออกไปหาอะไรกิน
คุณนิรันรัตน์ลืมตาขึ้น น้ำตาเริ่มไหลเอ่อท่วมแล้วล้นออกมา นางไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง ทำไมศศิตาถึงได้ทำอะไรที่บัดสีบัดเถลิงในบ้านได้ถึงเพียงนี้
‘โอ้! ราม แม่ผิดไปแล้ว แม่ทำอะไรลงไป แม่เสียใจ’
รูปอัลตราซาวนด์กับข้อความเหล่านั้น
‘ราม แสดงว่าหลานแม่ยังมีชีวิตอยู่สินะ โธ่! เพราะย่าคนเดียว ย่าทำลายทุกคน ทั้งราม เด็กผู้หญิงคนนั้น รวมถึงหลานของย่าด้วย ย่าจะทำอย่างไรดี’
จู่ ๆ คุณนิรันรัตน์ก็มีอาการเจ็บแน่นที่หน้าอกอย่างมาก
“อั๊ก... เป็นอะไร”
ท่านเริ่มหน้าแดง และมีเหงื่อแตกพลั่ก ๆ หัวใจเริ่มสั่น การหายใจเริ่มหอบถี่ มีอาการเหนื่อย
“โอ้ย! เหมือนมีอะไรมาทับที่หน้าอก”
“อึก...” ท่านพยายามจะลุกขึ้น แต่ก็เจ็บร้าวจากหน้าอกจนไปถึงแขนซ้าย เหงื่อไหลบ่าอย่างกับน้ำตก
“ราม ราม ราม อึก... อั๊ก”
“คุณแม่” ศศิตาเวลาอยู่ที่บ้าน เธอจะแวะเวียนมาดูคุณนิรันรัตน์บ่อย ๆ
“คุณแม่เป็นอะไรคะ ช่วยด้วย ๆ” เธอตะโกนดัง เริ่มวิ่งวุ่น อารามตกใจเหมือนทำอะไรไม่ถูก
“ตายแล้ว ยายปานไม่อยู่ คุณแม่คะ คุณแม่”
“ตา ตา โทรหาราม” ดูเหมือนท่านจะอาการหนัก
“คุณแม่คะ” ศศิตาโทรศัพท์ตามรถพยาบาลด้วยอาการมือสั่น เธอสั่นโยกไปทั้งตัว ก่อนจะโทรศัพท์หารามิลด้วย
ในเวลาต่อมา
สายระโยงระยางอยู่บนตัวของคุณนิรันรัตน์ ท่านไม่ได้สติไปแล้ว
“หมอราม”
“ครับอาจารย์หมอ”
“อาการน่าเป็นห่วงนะ หัวใจวายเฉียบพลัน”
“ครับ” รามิลหลับตา เขาเป็นหมอแม้จะไม่ได้เรียนเฉพาะทางเรื่องเกี่ยวกับทรวงอก แต่เขาก็รู้สาเหตุที่แม่เป็น อาการมีมาสักพักหนึ่งแล้ว
“ก็ต้องรอปาฏิหาริย์นะ”