นารีรัตน์ สาวน้อยวัยใส อายุ 20 ปี ด้วยรูปร่างเล็กบาง ผมยาวสลวยถึงเอว ผิวพรรณขาวสะอาดตา เธอเติบโต และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
แม้คุณปู่จะมีไร่มากมายเพียงใด แต่ตั้งแต่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิต เธอก็ไม่เคยมาเหยียบไร่นี้อีกเลย ความทรงจำในวัยเด็กที่สวยงามทำให้เธอเจ็บเมื่อนึกถึงมัน และนั่นทำให้เธอหลีกหนีทุกอย่าง เอาแต่หลบอยู่ก้นครัว ไม่แม้แต่จะพบหน้าญาติหรือใครอีกเลย นอกจากผู้เป็นป้าเพียงคนเดียวที่ยังคอยดูแลและใส่ใจ
การเลือกเรียนคหกรรมทำให้เธอแทบจะไม่รู้เรื่องในไร่เลย ในใจได้แต่คิดว่า หากคุณปู่คิดจะยกไร่ให้คนอื่น ทำไมต้องเอาเธอมาเป็นเงื่อนไขด้วย แถมถ้าทำไร่ขาดทุน มีหวังเธอถูกฆ่าตายแน่ๆ คุณปู่ไม่รักหลานหรือไงกัน เธอถอนหายใจเมื่อรถวิ่งเข้าไร่ทระนง ภาพของไร่ที่สวยงามนี้จะต้องจบเพราะมือเธอจริงๆ หรือ
“อือออ คุณ้ป้า”
เมื่อความกลัวเริ่มมาเยือน เธอก็เริ่มงอแงและกระทืบเท้านิดๆ ราวกับยังเป็นเด็กน้อย ป้าพรที่นั่งใกล้เลยดึงมือหลานรักมาจับไว้แน่นเพื่อให้กำลังใจ แม้จะห่วงหลานมากขนาดไหน แต่ก็ต้องจำใจปล่อยหลานไว้ลำพัง เพราะหน้าที่การงานบังคับ
“ป้าอยู่กับนารีไม่ได้หรือคะ” น้ำตาเธอเริ่มไหลเมื่อรถจอดลงที่หน้าบ้านไร่
“หลานก็รู้ว่างานของป้าหยุดไม่ได้ ป้าเชื่อว่าหลานต้องทำได้ เพราะมันอยู่ในสายเลือด อยู่เต็มหัวใจดวงน้อยๆ นี้ และป้าเชื่อว่าพ่อกับแม่ของหลานจะคุ้มครองให้หลานประสบความสำเร็จเป็นแน่ เชื่อป้าเถอะว่า คุณปู่ต้องมีเหตุผลถึงได้ยกไร่นี้ให้หลาน ดูแลตัวเองดีๆ นะ แล้วอย่าวิ่งกลับล่ะ ก็รู้อยู่ว่ามีคนคอยจะเชือดคอเราอยู่”
ผู้เป็นป้าสั่งพร้อมกับขู่สาวน้อยไว้ เกรงว่าไม่ทันข้ามวันเธอจะวิ่งกลับด้วยซ้ำ
นารีรัตน์เข้าใจผู้เป็นป้าดี ป้าเป็นคนเดียวที่เลี้ยงดูเธอตั้งแต่พ่อกับแม่เสียไป คอยอยู่เป็นเพื่อน และปลอบเธอเสมอ แต่เพราะคำว่า “อาจารย์” นั้นก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่คุณป้าต้องรักษามันให้ดีเช่นกัน
นารีรัตน์มองบ้านสองชั้นสีขาวที่อยู่กลางไร่ จดจำได้ว่าภาพแห่งความสุขในวัยเด็กมีมากเพียงใด การได้กลับมาอีกครั้งทำให้ดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้คนเดียว
เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อดูรอบๆ ไร่ ดูการทำงานของคนในไร่ ก่อนจะพบว่าตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย เมื่อมองดูผลไม้ในไร่ สิ่งแรกที่อยู่ในสมองเธอคือ จะเอาไปทำเมนูอะไร ทำเป็นอาหารชนิดไหน ไม่ได้นึกถึงว่าทำอย่างไรมันถึงงอกงามขนาดนี้สักนิด
“คุณหนูครับ วันนี้พักก่อนไหมครับ เมื่อวานพ่อเลี้ยงกรวีร์มาสั่งงานไว้บ้างแล้ว คุณหนูค่อยๆ เรียนรู้งานจากพ่อเลี้ยงไปก่อนนะครับ”
พล หัวหน้าคนงานพูดถึงชื่อใครบางคนอีกแล้ว หากนับได้คงเป็นพันคำแล้วมั้ง เพราะไม่ว่าไปไหนก็มีแต่คนพูดถึงพ่อเลี้ยงกรวีร์
“หมอนี่เป็นใครกัน คงเป็นเสี่ยแก่ๆ มีสาวล้อมรอบ แถมชอบหว่านเงินไปทั่ว ทุกคนถึงพูดไม่หยุดปาก”
เจ้าตัวบ่นพึมพำ แม้จะเบา แต่คนที่พามาก็ได้ยินชัดเจน ก่อนจะอมยิ้มในใจเมื่อนึกภาพตามที่เธอนินทา
“ฮัดเช้ย!!” คนถูกนินทาจามออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนจะหันไปทางคนใกล้ตัว “แกนินทาฉันใช่ไหมไอ้กบ”
คนถูกกล่าวหารีบโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะรีบวิ่งออกจากที่เกิดเหตุ หากอยู่ต่อคงถูกเตะแน่ ตั้งแต่ทราบเรื่องพินัยกรรม ช่วงสองสามวันนี้อารมณ์พ่อเลี้ยงก็ไม่ค่อยจะปกติ แถมยังมีจดหมายพ่วงท้ายที่ทำเจ้าตัวคิดหนักพอดู
เขาเอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อย ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้าง หยิบจดหมายขึ้นมาอ่านอีกครั้งก่อนวางลงอย่างถอนใจ
“คุณทระนงคิดอะไรอยู่กันแน่”
พ่อเลี้ยงกรวีร์เป็นหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ผิวเข้มด้วยงานที่ทำ ใบหน้าหล่อคมเข้ม ร่างกายกำยำสมส่วน แต่งกายด้วยเสื้อยืดสีขาวเผยให้กล้ามงามชวนมอง สวมกางเกงลำลอง แม้ในยามค่ำคืนก็ยังดูน่าชมสำหรับสาวๆ แต่กระนั้นเขากลับไม่แม้จะมองหญิงใด กลับมุ่งหน้าทำงานของตนจนประสบความสำเร็จด้วยสองมือตนเอง อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้อื่นจนได้รับคำยกย่องนำหน้าชื่อว่า “พ่อเลี้ยง” แต่เรื่องความเนี้ยบ และความเข้มงวดก็ไม่แพ้ใคร จนคนงานในไร่ทราบดีถึงความเข้มงวด หากเป็นเรื่องงาน พ่อเลี้ยงคนนี้ไม่มีทางที่จะผิดพลาดเป็นแน่
“แต่งงานเนี่ยนะ กับเด็กที่อายุห่างกันเกือบสิบปี บ้าไปแล้ว”
นารีรัตน์กลับมาที่บ้านเหมือนเดิม วันนี้เธอเดินทั้งวันจนปวดเมื่อยไปหมด พอล้มตัวลงนอนก็หลับสนิทจนถึงรุ่งเช้า สาวน้อยบิดตัวเล็กน้อยเมื่อลุกจากเตียง ก่อนจะเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนเผยให้เห็นวิวหมอกยามเช้าที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ นี่สินะคือเสน่ห์ที่พ่อและแม่ของเธอหลงใหล เธอสูดอากาศยามเช้าอย่างชื่นใจก่อนจะแต่งตัวเพื่อเข้าเมืองไปซื้อของใช้ส่วนตัวบางอย่างที่เธอลืมเอามา
“ยายจวนจ๋า นารีขอตัวไปทำธุระในเมืองก่อนนะคะ ขอโดดงานหนึ่งวัน”
เธอพูดพร้อมกับกอดและหอมแก้มยายจวน แม่บ้านคนเก่าแก่ตั้งแต่ที่พ่อแม่เธอยังอยู่ หญิงสาวลงจากชั้นสองก็มองหาพาหนะที่จะไปหาซื้อของ
“คุณหนูจะไปในเมืองหรือครับ” คุณพล หัวหน้าคนงานถามเมื่อเห็นสาวน้อยใส่ชุดกระโปรงเต็มสูบ สวมผ้าพันคอ ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไร่แต่อย่างใด
“จ้ะ คุณพล นารีขอตัวไปทำธุระก่อน เย็นๆ ถึงจะกลับ”
“แต่ว่ารถเสียอยู่นะครับ เหลือแค่ไอ้แก่นั่นที่พอจะไปได้ คุณหนูไหวไหมครับ” คุณพลพูดพร้อมกับชี้ไปยังรถเก่าแก่ของไร่ที่ยังใช้งานได้ แม้จะงอแงบ้างบางครั้งบางคราว
นารีหันไปมองก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย เอาเถอะ ขออย่าให้เสียกลางทางเป็นใช้ได้
“นารีไปคันนี้ก็ได้ค่ะ” เธอพูดพลางขึ้นรถทันใด รถคันเก่าเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ สมกับสภาพการใช้งาน
“ไม่คุ้นกับถนนแถวนี้เลย”
นารีรัตน์บ่นเมื่อหนทางมันวกไปเวียนมาจนน่าเวียนหัว ดีที่ยังมีป้ายบอกทาง เธอวางโทรศัพท์ลงข้างเบาะเพื่อเปิดวิทยุฟังเพลง แต่โทรศัพท์ดันตกลงใต้เบาะ เธอเลยก้มลงมองแล้วใช้มือข้างหนึ่งควานหา อีกข้างยังจับพวงมาลัย แต่พอเงยหน้าขึ้นมา
“เฮ้ย!!!”
เสียงรถเบรกดังลั่น หัวของเธอกระแทกกับพวงมาลัยเล็กน้อย หญิงสาวเงยหน้ามองรถคู่กรณี ดีที่ยังไม่ชนกัน เจ้าตัวรีบลงจากรถ แต่พอเห็นคู่กรณีหญิงสาวก็ชะงัก ชายหนุ่มร่างกายกำยำตรงหน้าทำเธอหวั่นใจเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยขอโทษ แต่แล้วก็ได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ขับรถไม่เป็นหรือไง หรือไม่มีตา ถึงได้กินเลนคนอื่น เป็นเด็กเป็นเล็กคิดจะหนีเที่ยวก็หัดรู้กฎจราจรบ้าง”
ไอ้หมอนี่ใครกัน นารีรัตน์นึกในใจ กะว่าจะขอโทษ แต่พอได้ยินคำพูดแบบนี้ก็พานหมดอารมณ์ “คุณก็ผิดเหมือนกันนั่นแหละ เวลาอื่นก็มีเยอะแยะทำไมต้องมาตอนนี้ด้วย”
“อ้าว พูดอย่างนี้มันน่าจับตีก้นจริงๆ เป็นลูกเป็นหลานนะจะตีให้ก้นลาย” เขาพูดพร้อมกับจับมือเธอไว้แน่น คล้ายจะตีก้น
“ไอ้บ้า” นารีรัตน์รีบบิดมือออก ก่อนจะสะบัดตัววิ่งขึ้นรถ แต่เมื่อหันกลับไปมองคนหัวเสียที่ไม่อยากเอาเรื่องหันหลังให้เธออยู่...
“นี่แน่ะ”
“โอ๊ย” เขาร้องเมื่อโดนของแข็งกระแทก ก่อนหันไปมองต้นเหตุที่แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ แล้ววิ่งขึ้นรถ “ยัยเด็กบ้า! อย่าให้เจออีกนะ พ่อจะจับตีก้นเสียให้เข็ด” เขายกมือชี้คาดโทษ ก่อนจะหันไปมองผ้าพันคอของเด็กตัวแสบที่ตกอยู่ จึงเก็บมันติดมือไปด้วย ก่อนจะเลี้ยวเข้าไร่ทระนง
พอเขาลงจากรถก็มีเสียงร้องดังขึ้น
“ว้าย!” ยายจวนร้องเมื่อเห็นเลือดบนหัวพ่อเลี้ยง “เกิดอะไรขึ้นคะ”
เขาสะบัดหัวเล็กน้อย ก่อนจะนั่งให้ยายจวนทำแผลให้ “เด็กที่ไหนไม่รู้ป้า เจอเมื่อไหร่จะจับตีก้นเสียให้เข็ด”
“เด็กหรือคะ ลูกใครกันมาเล่นซนแถวนี้ ป้าต้องเตือนเสียหน่อยแล้ว”
“ว่าแต่หลานของคุณทระนงมาถึงหรือยังครับป้า”
“มาแล้วค่ะ มาถึงเมื่อวาน แต่ตอนนี้ไม่อยู่ค่ะ เย็นๆ ถึงจะกลับ พ่อเลี้ยงจะเดินดูไร่ก่อนไหมคะ คอยคุณหนูก่อน จะได้รู้จักหน้าตาสักที คลาดกันไปมาตลอด” ยายจวนบอก เพราะคุณทระนงอยากให้ทั้งสองรู้จักกันนานพอดู แต่ก็คลาดกันทุกที
“ก็ดีเหมือนกันครับ ผมจะเข้าไปในไร่ดูความเรียบร้อยเสียก่อน”
ยายจวนหันมาเก็บแก้วกาแฟที่พ่อเลี้ยงกรวีร์ดื่ม ยังไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงรถที่คุณหนูขับไป จึงเดินไปชะโงกดูก็เห็นคุณหนูเดินหน้ามุ่ยลงมา
“ทำไมกลับมาเร็วจัง” ยายจวนถามเมื่อเห็นเธอ
“ก็ไอ้แก่นั่นแหละค่ะทำฤทธิ์ ไปได้ไม่เท่าไรก็ตายเสียแล้ว นารีเลยให้คุณพลไปรับค่ะ”
ยายจวนหันไปมองต้นเหตุ ก่อนจะหันไปบอก “อืม...ยายลืมบอก พ่อเลี้ยงกรวีร์มาหานะคะ พอดีคุณหนูไม่อยู่ ยายเลยบอกให้คอยก่อน ตอนนี้เลยเดินไปดูในไร่ เดี๋ยวคงกลับมากินอาหารเที่ยงค่ะ”
“หรือคะ งั้นเดี๋ยวนารีทำให้เองค่ะ ยายจวนนั่งเฉยๆ นะคะ”
พอนึกถึงเรื่องทำอาหารแล้วอารมณ์ค่อยดีขึ้นมาหน่อย หลังจากเจอคนนิสัยไม่ดีก่อนหน้า แม้จะไม่เคยพบหน้าพ่อเลี้ยง แต่คงจะเป็นผู้ใหญ่ที่คุณปู่นับถือ ยังไงก็ต้องต้อนรับเสียหน่อย แม้จะรู้สึกไม่ดีที่คุณปู่เห็นความสำคัญถึงขนาดจะยกไร่นี้ให้ก็เถอะ
อาหารจัดวางบนโต๊ะอย่างสวยงาม ส่งกลิ่นเย้ายวนชวนให้ลอง พอได้ทำสิ่งที่ชอบก็ทำให้นารีรัตน์อารมณ์ดีขึ้นมา
“เดี๋ยวนารีไปอาบน้ำให้ชื่นใจก่อน แล้วจะลงมากินค่ะ” นารีหันไปบอกยายจวน ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนออก
ยายจวนยิ้มตามหลังอย่างเอ็นดู ถึงแม้คุณหนูจะไม่เก่งเรื่องไร่ แต่เรื่องฝีมือทำอาหารนี้รับรองไม่มีใครเกินคุณหนูแน่ แต่ปลื้มใจได้ไม่เท่าไรก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง ยายจวนมองแผ่นหลังคุณหนูที่หายไปแล้ว ดูเหมือนสองคนนี้จะไม่ได้เจอกันสักที
“กลิ่นอะไรหอมเหลือเกินครับยาย” พ่อเลี้ยงพูดเมื่อเข้ามาในบ้าน จมูกคนตัวโตก็ได้กลิ่นหอมทันใด เมื่อเห็นภาพอาหารตรงหน้าก็ตาโต “ยายจวนทำเองหมดเลยหรือครับ”
“เปล่าค่ะ คุณหนูทำค่ะ เดี๋ยวก็ลงมาแล้วค่ะ พ่อเลี้ยงคอยก่อนนะคะ”
เขาหันมองยายจวน นึกแปลกใจที่หลานของคุณทระนงมีฝีมือขนาดนี้ แม้จะได้ยินคำชมมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ลิ้มรสสักที คงเพราะกลิ่นอาหารยั่วใจเลยทำให้เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักกิน
ยายจวนทำสีหน้าตำหนิ แต่พ่อเลี้ยงกรวีร์ก็ไม่สนใจ เพราะเมื่อคำแรกเข้าปากคำต่อไปก็หยุดไม่ได้แล้ว “อร่อยมากยายจวน มากินด้วยกันสิ”
คนถูกชวนทำสีหน้าบอกไม่ถูก กว่าคุณหนูจะลงมา อาหารจะยังเหลือให้กินอยู่หรือว่าจะหมดเสียก่อนก็ไม่รู้
นารีรัตน์เดินออกจากห้องอย่างอารมณ์เมื่อสบายตัวขึ้นมาหน่อย ที่นี่ตอนกลางวันร้อนผิดกับกลางคืนที่หนาวเย็น แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดฝีเท้า แล้วรีบไปหลบข้างกำแพงห้องเมื่อเห็นว่าใครอยู่ที่โต๊ะ
“ไอ้หมอนั่นมาได้ไง” เธอบ่นเบาๆ ก่อนจะนึกถึงแขกที่ยายจวนพูดถึง
“นายนั่นคือพ่อเลี้ยงกรวีร์! ตายละ ทำไงดีนารี หลบก่อนดีกว่า” เธอยกมือปิดปากก่อนจะย่องหนีกลับเข้าห้องตัวเอง เธอเปิดหน้าต่างห้องนอนก่อนจะปีนออก ดีที่ห้องอยู่ชั้นหนึ่ง ไม่งั้นเธอคงขาหักตายแน่ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไร่
“ช้าจริง เดี๋ยวยายไปดูหน่อยนะ” ยายจวนพูด ก่อนเดินช้าๆ ไปยังห้องของคุณหนู สักพักก็กลับมาที่ห้องอาหารพร้อมยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ชายหนุ่มดู
“ขอโทษนะคะพ่อเลี้ยง คงต้องกินคนเดียวแล้วค่ะ”
ยายจ๋า นารีขอตัวไปดูไร่ก่อนนะ ให้พ่อเลี้ยงกินไปก่อน บายค่ะ
เขาอ่านแล้วก็วางมันลง ยิ้มให้ยายจวน แล้วจัดการตักอาหารกินต่อจนเหลือเพียงจานเปล่า เขาไม่เคยกินอาหารอร่อยจนห้ามใจตัวเองไม่อยู่แบบนี้มาก่อนเลย พอหนังท้องตึงเขาก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้กินอาหารอร่อย หลังจากหงุดหงิดที่ต้องทะเลาะกับเด็กแสบตั้งแต่เช้า
“ผมแวะไปดูวัวแก่ในไร่ก่อน คิดว่าอีกวันสองวันคงตกลูก ไปเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมจะได้ไม่ยุ่งยากตอนมันตกลูก”
“ค่ะพ่อเลี้ยง ถ้าเจอคุณหนูบอกว่าให้กลับมากินข้าวด้วยนะคะ”
ยายจวนยังคงเป็นห่วงคุณหนูอยู่ พ่อเลี้ยงกรวีร์ที่ไม่ได้สนใจเธอมากนักทำเพียงรับปากส่งๆ ไป “อืม แล้วจะบอกให้” ส่วนจะเจอไหมนั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าไร่นี้ไม่ใช่เดินก้าวสองก้าวแล้วจะเจอเสียหน่อย
จ๊อกกก
“เพราะหมอนั่นคนเดียวเลย”
นารีรัตน์กุมท้องที่ร้องเสียงดัง กะว่าจะกินให้อร่อยเสียหน่อย พอเห็นหน้าคู่กรณีเลยพานหมดอารมณ์ เธอเดินมาไกลพอดูก่อนจะเริ่มสังเกตรอบกาย ผลผลิตไร่องุ่นเริ่มเห็นผล องุ่นช่องามหลายช่อดูน่ากิน
“น่าเอามาทำพายองุ่นจัง”
มือน้อยจับมันขึ้นมาดูอย่างทะนุถนอม ก่อนจะสะดุดเมื่อเห็นใครบางคนเดินมาตรงหน้า
“จะตามมาแก้แค้นหรือไงกัน” นารีรัตน์รีบหลบ ก่อนจะหันไปมองก๊อกน้ำที่อยู่ใกล้ๆ มือ “ว่าฉันแสบใช่ไหม...”
“เฮ้ย!” พ่อเลี้ยงกรวีร์ร้องเมื่อก๊อกน้ำทำงานทั้งที่ไม่ใช่เวลาเปิดทำงาน
เสียงหัวเราะตามหลังนั้นทำให้เขาหันไปมอง ก่อนจะเห็นคู่กรณีตอนเช้ากำลังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “ยัยตัวแสบ” เขาวิ่งไปจับตัวคนกระทำได้ทันท่วงที เห็นทีต้องลงโทษสักหน่อยแล้ว
“ปล่อย” นารีรัตน์พยายามสะบัดมือออก
“ปล่อยให้โง่หรือไง แสบนักนะ นี่แน่ะ”
“โอ๊ย!” หญิงสาวร้องเมื่อเขาตีก้นเธอไม่ยั้ง “ไอ้บ้า ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่ปล่อย”
“ปล่อย”
เสียงถกเถียงดังไปทั่วไร่ พ่อเลี้ยงกรวีร์ยกมือขึ้นปิดปากแต่ก็ต้องร้องลั่น เมื่อฟันซี่น้อยๆ กัดลงบนมือเขา แสบเสียจริง! เขาเลยจัดการจูบปิดปากน้อยๆ เสีย
“อือออ” เธอพยายามผลักไสเขาออกไป แต่สู้แรงเขาไม่มี ดีที่มีเสียงคนงานดังมาช่วยเธอไว้เสียก่อน พ่อเลี้ยงกรวีร์จึงจำใจปล่อยเธอ
“โอ๊ย” พ่อเลี้ยงกรวีร์สะดุ้งเมื่อถูกยายตัวแสบเหยียบเท้าอย่างแรง แถมแลบลิ้นใส่เขาอีกครั้ง ก่อนที่ร่างน้อยจะวิ่งหนี...
เขาหันมามองเด็กตัวแสบที่วิ่งสุดแรงเกิด รสชาติหวานเหมือนกันนะเรา รอยยิ้มเล็กๆ เกิดขึ้นเมื่อนึกถึงร่างบาง และไม่เข้าใจตัวเองว่ากลายเป็นมีนิสัยฉวยโอกาสตั้งแต่เมื่อไหร่
พอตัวปัญหาจากไปแล้ว เขาก็ก้มลงมองสภาพตัวเอง ถ้ายังอยู่สภาพนี้ต่อคงป่วยไข้แน่ จึงเดินกลับไปที่บ้านอีกครั้ง
“พ่อเลี้ยงไปโดนอะไรมาคะ” ยายจวนรีบเข้าไปพยุงเมื่อเห็นสภาพเขาเปียกปอน
“แค่เด็กแสบน่ะครับ ผมเจอแกสองครั้งแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นใครหรือครับ” เขารีบถามให้หายสงสัย เพราะวีรกรรมที่เธอทำไว้ถึงสองครั้งมันยากจะลืม
“เด็กหรือคะ ขอยายนึกก่อน... อืม น่าจะเป็นยัยหวานหลานยายนะคะ ช่วงนี้ปิดเทอมพอดี กลับมาได้สองสามวันแล้วค่ะ พ่อเลี้ยงก็เคยเจอแล้วนี่คะ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้วพ่อเลี้ยงอาจจะลืมหน้าไป ก๋ากั่นมากค่ะ หนุ่มๆ ติดกันตรึมเลย” ยายจวนพูดพร้อมหัวเราะในความกะโหลกกะลาของหลานตัวเอง
“หลานยายหรือครับ” เขาพยายามนึกถึงเด็กมอมแมมเมื่อ 5 ปีก่อน คงจริงอย่างยายจวนว่า ป่านนี้คงโตเป็นสาวแล้ว ว่าแต่ทำไมหงุดหงิดตรงที่ว่ามีหนุ่มๆ มารุมล้อมเหลือเกิน เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะวางท่านิ่งเฉยตามฉบับ
พ่อเลี้ยงกรวีร์ไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องรับแขก ดีที่เสื้อผ้าตัวเองยังพอมีเหลืออยู่ เมื่อก่อนตอนคุณทระนงอยู่เขามักจะมาอยู่คุย และนอนค้างอยู่สองสามวันกว่าจะกลับไร่ตัวเอง
พอคิดถึงคุณทระนงก็เศร้าใจ สร้างสมบัติมากมาย แต่สุดท้ายแล้วก็หาคนที่จะดูแลมันด้วยใจจริงไม่ได้ ไม่รู้ว่าหลานสาวที่ชื่อนารีรัตน์นั้นจะทนได้สักกี่น้ำ กลัวแต่ว่าพอเจอหน้าเขาแล้วจะเสนอขายไร่เลยเสียมากกว่า
พ่อเลี้ยงกรวีร์คิดไปไกลจนคิดว่ายังไงหลานสาวคุณทระนงก็ทำไม่ได้แน่ และเมื่อไม่ได้เขาก็ไม่ควรเสียเวลาอีก เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเขาก็ออกมาด้านนอก
“ผมจะเข้ามาอีกทีอาทิตย์หน้า ระหว่างนี้ถ้ามีอะไรด่วนยายจวนก็โทรไปแล้วกัน”
“ค่ะ” ยายจวนถอนใจ เพราะสุดท้ายแล้วคุณหนูกับพ่อเลี้ยงก็ไม่ได้เจอกัน
รถของพ่อเลี้ยงแล่นออกไปแล้ว คนที่แอบอยู่ใต้ต้นไม้นอกบ้านก็เดินออกมาพร้อมถอนหายใจโล่งอก
“คุณหนูมาทำอะไรตรงนี้ครับ” คุณพลพูดทักจนคนแอบสะดุ้งตัวลอย แล้วพูดเสียงสูง “เปล๊า หนูแค่มาชมจันทร์”
คนได้ยินคำว่าชมจันทร์เงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วก็คิ้วขมวด เพราะตอนนี้ดวงอาทิตย์ตรงหัวแสงแสบตาไปหมด
แล้วหาดวงจันทร์จากไหนมาชม?
วันเวลาในไร่ผ่านไป นารีรัตน์มาอยู่ที่ไร่ได้ราวหนึ่งเดือนแล้ว เธอพบว่าพ่อเลี้ยงกรวีร์จะมาไร่ของเธอเพื่อตรวจงานทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ดังนั้นเมื่อถึงวันเวลานั้น เธอก็จะหายไปราวกับไม่มีตัวตน
พ่อเลี้ยงกรวีร์จะพบแค่อาหารที่ถูกทำไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว แต่คุณหนูนารีรัตน์ที่เป็นคนทำไม่เคยได้พบหน้าสักครั้ง ความไม่สนใจว่าต้องเจอหรือเปล่า เขาเลยไม่ได้สนใจถามอีก
พอทำงานเสร็จก็กลับไร่ นานวันเข้าเขาก็รู้สึกดีที่ไม่ต้องเจอคุณหนูที่ไม่ได้เรื่อง
แดดร่มลมดี ที่กระท่อมหลังน้อยใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ริมน้ำตก สถานที่หลบซ่อนตัวของนารีรัตน์ ขณะที่หญิงสาวกำลังหลับพริ้มอย่างสบายใจบนเปล เสียงของยายจวนก็ดังขึ้น
“คุณหนูจะหลบหน้าพ่อเลี้ยงไปถึงเมื่อไหร่คะ” ยายจวนถามเมื่อไม่เห็นทีท่าว่าจะเจอกันสักที คอยแต่หาเรื่องหลบตลอดเวลา
นารีรัตน์ลืมตาแล้วลุกขึ้นเดินไปกอดออดอ้อน “โถ ยายจ๋า นารีไม่ได้หลบหน้าซะหน่อย แค่ไม่อยากเจอเท่านั้นเอง”
ยายจวนลูบผมอย่างเอ็นดู พร้อมส่ายหัวเล็กน้อยกับความดื้อรั้นของคุณหนู แต่คิดว่ายังไงพวกเขาสองคนก็ต้องเจอกัน
“พรุ่งนี้คุณหนูจะไปที่งานไหมคะ” ยายจวนถามเมื่อนึกถึงงานแสดงสินค้าของไร่ซึ่งจัดขึ้นที่ที่ว่าการอำเภอจังหวัด
ตอนแรกนารีรัตน์จำไม่ได้ แต่พอยายจวนพูดก็ทำให้รู้ว่า ตัวเองมัวแต่หนีพ่อเลี้ยงกรวีร์จนกระทั่งลืมงานสำคัญ
“จริงสิ นารีลืมไปเลยค่ะ OK พรุ่งนี้นารีจะไปค่ะ” เธอยกมือทำท่า OK พร้อมกับยิ้มให้ยายจวน
สำหรับเธอแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องพบเจอเขาสักวันอยู่ดี เมื่อคิดว่าเธอคงหนีไม่พ้น ก็ถึงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับเขาเสียที
นารีรัตน์มององุ่นในจานล้างสะอาดพร้อมกิน ก็หยิบขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
นี่คือผลงานของเขาหรือเปล่า ถ้าเก่งขนาดนี้เธอยกไร่ให้เขาไปเลยดีไหม ทำไมต้องมาลำบากแบบนี้
แต่...แก้มนารีรัตน์แดงระเรื่อเมื่อนึกถึงภาพวันนั้น ให้ตายสิ ยังไงก็ไม่ลืมรอยจูบนั้นจริงๆ เธอคิดพร้อมสะบัดหัว ตบหน้าตัวเองที่เริ่มแดง ยายจวนยิ้มกับท่าทีแปลกๆ ที่ดูน่ารักนั้น แม้ไม่เข้าใจความหมายก็ตาม
“คุณหนูชอบองุ่นมากหรือคะ เดี๋ยวป้าไปเอาให้อีก”
คนแก้มแดงไม่ตอบ เพราะไม่รู้จะพูดเรื่องที่ตัวเองคิดไปทำไม